mind map – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png mind map – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (9) เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต (ต่อ) https://thaissf.org/er089/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er089 Wed, 03 Dec 2014 13:29:31 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/er089/ ก็มีคุณครูภาษาอังกฤษนี่’ ตอนนำเสนอครูอ้อยจำได้เลยว่า เขาพูดว่า ‘ถ้าใช้ดินสอประหยัดจะเป็นการอนุรักษ์โลก เป็นภาษาอังกฤษ’ เขาก็ได้ไปเลยภาษาอังกฤษ คำศัพท์ไม่ต้องท่องแล้ว มันจะได้มา ไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ แต่มันได้เกิน บูรณาการมาตรฐานสากล คณิตศาสตร์ก็ได้ จากที่เวฟทำโจทย์ขึ้นมา มันมีอยู่ใน สสวท.ว่า เด็กต้องสร้างโจทย์เองให้ได้ ‘ถ้าดินสอ ๑ แท่งราคาเท่านี้ ๔๕ แท่งราคาเท่าไร’ เขาก็เอาจำนวนราคานั้นมาโยงกับที่เขาเรียน เพื่อไปนำเสนอ และเขาบวกเลขได้เกิน ๑,๐๐๐ ด้วย ได้เกินตัวชี้วัดเลย ทำไมเรื่องนี้มันถึงน่าสนใจ เพราะเวลาที่เด็กนำเสนอโจทย์ แค่แก้พฤติกรรม แต่มันเกินไปอีก เด็กรู้ส่วนประกอบ และรู้ไปถึงว่าถ้าเราใช้แบบทิ้งขว้าง ไม่ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ หมายถึงว่า ต้นไม้ แร่ธรรมชาติ ตรงนั้นใครเชื่อมโยง เราแค่คอยกระตุ้น แต่เด็กเชื่อมเอง แม้แต่ขี้ดินสอเขาก็ไม่ทิ้ง เขายังเอาไปทำดอกไม้ได้ด้วย ซึ่งมันไม่ได้อยู่ในวัตถุประสงค์ แต่มันได้…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต

๙. ไม่มุ่งเน้นมอบความรู้ แต่มุ่งเน้นพัฒนาทักษะ

คุณครูไม่หลงทาง แม่นในเป้าหมายการเรียนรู้ คือ พัฒนาทักษะทั้งสาม ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างทางที่นักเรียนหาคำตอบโจทย์ปัญหานั้น ผู้เขียนสังเกตว่าทักษะจะเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระดับความเชื่อมโยงของโจทย์ปัญหากับชุมชน นักเรียนทำงานเป็นทีม ทีมที่มีสมาชิกหลากหลาย และบทบาทของคุณครูที่เปลี่ยนจากผู้สอนไปเป็น “พี่เลี้ยง” กระตุ้นให้เด็กเป็นนักเรียนรู้ ซึ่งจะกล่าวรายละเอียดในบทที่ ๕ ครูคือคนสำคัญ

๑๐. ครูชวนนักเรียนประเมินผลการเรียนรู้

ที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR หลังทำกิจกรรมหรือปิดโครงงานเสมอ ด้วยรูปแบบต่างๆ ทบทวนว่านักเรียนเรียนรู้อะไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร สัมพันธ์กับวิชาอื่นอย่างไร และการ AAR จะไม่มีความหมายใดๆ เลย หากคุณครูไม่นำผล AAR มาปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ PBL ในครั้งต่อๆ ไป

“…เด็กจะเขียนสรุปความรู้ในสัปดาห์ของเขา เป็นความเรียงก็ได้ หรือสรุปเป็น mind map ก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเด็กคนนั้นชอบแบบไหน คุณครูอาจเห็นว่า mind map ทำเยอะแล้ว อาจเป็นความเรียง อะไรอย่างนี้ ก็จะปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่ตายตัว แต่ว่าในแต่ละวันที่เราเรียน หลังจากก่อนเลิกเรียนในช่วงที่เรารวมกลุ่มกันในห้อง จะมีกิจกรรมให้คุณครูได้สรุปความรู้ของเด็ก ให้เด็กได้พูดว่า วันนี้ได้เรียนอะไรบ้าง ไม่จำเป็นว่าจะต้องทุกคน ให้เขาเล่าคือคนนี้อาจจะเล่าอย่างหนึ่ง อีกคนเล่าอย่างหนึ่ง เสร็จแล้วคนที่ไม่ได้เล่าเขาก็จะรู้ว่า ฉันก็เรียนเหมือนกัน ฉันก็ได้ทำ เขาทำอะไร เป็นอย่างไรบ้าง ประมาณนี้ค่ะ เหมือนกับสรุปประจำวัน…”

“…พาดูกิจกรรมว่าเลี้ยงกบ ไล่ไปตั้งแต่กบเล็กๆ กบเริ่มโตหน่อย จะย้ายไปยังไง อยู่ยังไง ไปจนถึงพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ เขาก็จะเป็นวิทยากรพาเด็กไป เด็กก็ล้อมหน้าล้อมหลัง รวมกับคุณครูด้วย คุณครูก็ไม่เคยเห็น ไม่ได้ไปสัมผัสที่ทุ่งนามากนัก ก็ไปดูพร้อมกันกับเด็ก พอดูเสร็จ ก็จะมาสรุปกันว่า เหมือนกับถามกันว่า เห็นอะไร รู้สึกอย่างไร เป็นยังไงบ้าง พอมากลับถึงที่โรงเรียน เราก็มาสรุปกันอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ให้เด็กวาดภาพ นำเสนอสิ่งที่เขาได้เห็น ได้พบได้เห็นที่เขาประทับใจ จริงๆ แล้วไปกับเด็ก เราตื่นเต้นอยู่แล้ว ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไงบ้าง อะไรยังไง เราประทับใจเขาอยู่แล้ว แต่ที่ตื่นเต้นมากกว่านั้นก็คือ เขาบอกคุณครูมาดูนั่น มาดูนี่ จูงเราไปดูด้วย ก็ถ้าได้ไปทำกิจกรรมที่เขาประทับใจ เหมือนกับว่าเขาก็จะจำได้ แล้วเขาก็จะพูดให้เราฟังได้ อธิบายได้ว่า เขาทำอะไร เห็นอะไร ยังไง

เกือบทุกกิจกรรมนะคะ ที่เรียนรู้เสร็จแล้วเราต้องมาคุยกัน เด็กได้อะไร เขาเขียนไม่ได้ แต่ว่าเราดูจากภาพวาดของเขา และสิ่งที่เขาพูดออกมาให้เราฟัง เขาได้เรียนรู้อะไรบ้าง ได้ทำหรือช่วยอะไรใครบ้าง ทำตรงนี้ตั้งแต่ภาคปลายเทอมหนึ่ง ที่เริ่มทำเพราะว่า จากที่ตัวเองเคยสอนมาแล้ว บางครั้งเราไม่มีการพูดคุยกับเด็ก เราอาจตราเด็กว่าเด็กคนนี้เป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่พอเราปรับความคิดของเรา แล้วก็วางแผนใหม่ ดูจากหลายๆ ที่หลายๆ สื่อ พยายามจัดการเรียนรู้ให้น่าสนใจยิ่งขึ้น และให้มีส่วนร่วมของเด็กในห้องมากขึ้น ทำให้เราเรียนรู้เด็กมากขึ้น เห็นข้อดีข้อด้อย บางครั้งมันไม่ใช่ข้อด้อยของเขา แต่ว่าเขาอาจจะยังไม่ได้ถูกพัฒนาในตรงจุดนั้นค่ะ…”

เกดแก้ว สุระชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

รูปแบบการ AAR ที่ดีควรมีหน้าตาอย่างไร

๑๑. ครูมีกลุ่มคุยกันสม่ำเสมอตลอดปีการศึกษา

ประเด็นนี้สำคัญ ผู้เขียนขอพูดถึงประเด็นนี้ในบทที่ ๖ Professional Learning Community (PLC)

๑๒ สามารถพิสูจน์ได้ว่านักเรียนที่เรียนรู้แบบ PBL

ของเราเก่ง อ่านออก เขียนได้ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม วิทยาศาสตร์ได้ และยังมีทักษะชีวิต ทักษะการเรียนรู้ ทักษะ IT เยี่ยมอีกด้วย

 

การเรียนรู้จึงไม่แยกออกจากชีวิตจริง

ผู้เขียนมั่นใจว่า มีโรงเรียนจำนวนมากในประเทศไทย ที่ทำอะไรคล้ายกับเรื่องเล่าข้างต้น พาเด็กๆ ออกไปเรียนรู้นอกห้องเรียน มีกิจกรรมให้นักเรียนทำงานเป็นกลุ่มเป็นทีม นึกตัวอย่างเร็วๆ อย่างเช่น งานประเพณีวันลอยกระทง แห่เทียนเข้าพรรษา งานวันสุนทรภู่ งานพาเหรดกีฬาสี ฯลฯ ถ้าได้ทำเพิ่มอีก ๒ อย่าง คือ ชวนนักเรียนทำ AAR จากนั้นคุณครูนำผล AAR มาคุยกันในวง PLC เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์ประกอบ PBL จะสามารถหมุนเกลียวพัฒนาไปเป็นโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ ๒๑ ได้เลยในวันรุ่งขึ้น

เพราะวันแรกไม่ได้แปลว่า ต้องทำทุกอย่างให้สมบูรณ์ การพัฒนาทักษะทั้ง ๓ จะสามารถเกิดขึ้น ได้ทุกขณะและทุกเวลา

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (6) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า (ต่อ) https://thaissf.org/er086/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er086 Mon, 01 Dec 2014 23:40:16 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/01/er086/ เช่น เรื่องแสงไฟ ที่แคบ วางสินค้าระเกะระกะ ห้องน้ำไม่มี ที่จอดรถก็ไม่มี เด็กจึงอยากได้ความรู้จากเทศบาล คุณครูก็ถามว่าจะทำอย่างไรให้ได้ความรู้ ซึ่งเทศบาลก็อยู่ติดโรงเรียน เด็กบอกจะเขียนจดหมายแล้วไปขออนุญาตท่านผู้อำนวยการและผู้ปกครอง

ครูเลยเสนอนักเรียนไปว่าให้เขียนจดหมายขออนุญาตผู้ปกครองไปด้วยเลย ในปีนี้เจาะนักเรียนได้ลึกมากขึ้นเนื่องจากมีจำนวนนักเรียนเพียง ๔๕ คน แต่ก็ทำให้เกิดความเครียดและความกังวลว่าเด็กจะทำได้เพียงไหน เลยให้เขียนจดหมายก่อน เริ่มจากจดหมายถึงผู้ปกครอง ตอนนี้เขาเรียนได้ถึงขั้นที่ ๔ เกี่ยวกับการวางแผนการเรียน และจะไปลงปฏิบัติจริงในขั้นที่ ๕ ตามที่วางแผน และปฏิบัติจริงในขั้นที่ ๖ แล้วต้องออกไปนอกห้องเรียน

หลังจากนั้นเด็กไปขออนุญาตผู้ปกครองและแจ้งว่ามีคุณครูไพเราะเป็นผู้ควบคุม และเขียนจดหมายถึงเทศบาลสอบถามเรื่องที่อยากรู้ โดยเรียนไปที่นายกเทศบาล นายกก็ส่งหัวหน้าฝ่ายที่ดูแลเรื่องนี้มาเป็นวิทยากรให้ความรู้ที่โรงเรียน เพื่อไม่ให้เสียเวลา จากนั้นท่านก็ให้ความรู้เกี่ยวกับการเป็นตลาดนัด นักเรียนก็ได้เรียนรู้เรื่องตลาดนัด ก็รู้สึกภูมิใจไปกับนักเรียน พอได้ความรู้มานักเรียนจึงได้มาวางแผนว่า ถ้าอยากจะเรียนรู้ในส่วนนั้น เขาต้องไปสำรวจก่อน พอถึงเวลาลงพื้นที่ เนื่องจากเป็นตอนกลางคืน จึงมีผู้ปกครองพานักเรียนมารวมกันที่โรงเรียนก่อน แล้วแบ่งงานกัน ดิฉันเองก็คอยสังเกต ไม่ไปเกาะกลุ่ม

หลังจากที่เด็กได้ข้อมูลมา เขาก็จะทำการสรุปกัน เขาไม่สามารถถามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ จึงถามทั้งคนขาย คนซื้อและบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น คนที่อาศัยอยู่บริเวณนั้น เป็นอย่างไร เทศบาล จราจร และคนที่สัญจรไปมา เด็กๆ จัดทำแบบสอบถามเเป็น ๓ ชุด และก็มาช่วยกันคิดว่า คนประเภทไหนควรใช้คำถามแบบไหน มีการฝึกซ้อมกันก่อนออกไปถาม เขาก็คิดการว่าหากซักถามกันแล้วมักจะมีคำถามที่แปลกๆ

พอเช้าอีกวันเขาก็มาหาคุณครู บอกว่าหนูจะเปลี่ยนใจไม่ใช้ชื่อเรื่องนี้แล้วค่ะ เนื่องจากหากทำไปแล้วต้องมีการนำเสนอมันจะต้องดีขึ้น ไม่อยากให้มีการยกเลิก เพราะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของสตูล และมีนักเรียนคนหนึ่งชื่อ วายุ ได้ค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ต ว่าการทำแบบนี้คือการวิจัย จึงได้ไปปรึกษากับท่านผู้อำนวยการ เนื่องจากตนไม่ได้จบปริญญาโท ไม่รู้ว่าจะสอนด้านการวิจัยอย่างไร และนักเรียนจึงได้เปลี่ยนหัวข้อเป็น “การพัฒนาตลาดนัดวันเสาร์ให้ยั่งยืน” และพยายามคิดว่าจะทำอย่างไรให้ยั่งยืน ชั่วโมงภาษาไทยก็เลยเปลี่ยนเป็นชั่วโมงวิจัยก่อน เพราะชั่วโมงวิจัยยังไม่ถึง และก็ลงความเห็นกันว่าเมื่อเรากลับไปแล้ว ความรู้ที่ได้นั้นไม่ใช่ไว้ที่โรงเรียนหรือคุณครู เราต้องนำกลับไปที่เทศบาล เพื่อเทศบาลจะได้เกิดการพัฒนา พัฒนาอยู่ตลอดจะได้เกิดความยั่งยืน นักเรียนจึงได้วางแผนและกำหนดการลงพื้นที่ว่า จะลงกันสองครั้ง ครั้งแรกก็จะไปสำรวจ และจากคำถามที่เตรียมไว้ เพียงพอหรือยัง พอลงไปครั้งที่ ๒ มีถ่ายรูปและวีดิโอ ทั้งยังมาเพิ่มเติมจากครั้งที่สำรวจรอบแรก พออีกสัปดาห์ได้นำเสนอว่าจะเพิ่มเติมในจุดไหนในทั้ง ๓ ประเภทที่เขาได้ทำ และอีกครั้งได้เพิ่มจำนวนครู และมีคุณครูมัธยมที่สนใจ และจะเอาทีมมาช่วยถ่ายวีดีโอด้วย

ปลื้มใจที่นอกจากการลงตลาดแล้วก็มีการสัมภาษณ์ และเด็กยังมีการวางแผนว่าใครจะอยู่ในพื้นที่ไหน ทำอย่างไร เพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะการทำงานของแต่ละคน เช่น ให้เพื่อนที่พูดไม่เก่งอยู่ตรงทางเข้าตลาดเพื่ออาสาเช็คคนที่เข้ามาในตลาด ว่าเป็นเด็กกี่คน ผู้หญิงกี่คน ผู้ชายกี่คน เพื่อจะทำให้เขาได้รู้จำนวนคนที่มาตั้งแต่ ๕ โมงเย็นจนถึง ๓ ทุ่ม เป็นสิ่งที่เราก็นึกไม่ถึง หลังจากที่เขาได้ข้อมูลการสัมภาษณ์มา เราก็มาพูดคุยกันใต้ร่มไม้ มาจัดโซนสินค้า เป็นราคาสินค้า และมานำเสนอความว่า โซนสินค้าต้องการแบบไหน ร้านค้าต้องการแบบไหน คนซื้อต้องการคุณภาพอย่างไร ราคาเป็นอย่างไร ตลาดนัดนี้คนซื้อและคนต้องการอะไรเพิ่มอีก เช่น ต้องการสินค้าที่เป็นของสตูล มีการจัดการแสดง มีการวางสินค้าเป็นประเภทไม่ระเกะระกะ ควรมีแสงสว่างเพิ่มมากขึ้น เป็นต้น

จากนั้นก็ถามนักเรียนว่าข้อมูลที่ได้จะต้องคืนกลับ โดยนักเรียนได้สรุปเป็นรายงานวิจัยเพื่อเผยแพร่ในเวทีสาธารณะ แต่จะทำอย่างไรให้สรุปรายงานวิจัยให้ได้ จะทำอย่างไรให้เด็กทำงานวิจัยคนเดียวให้ได้ ก็เลยให้นักเรียนเริ่มเขียนว่าเรียนอะไรไปบ้าง ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนำเสนองาน ให้เขียนมาทั้งหมด พอเด็กเขียนได้ก็คิดไว้ในใจว่านี่คือบทที่ ๓ ของงานวิจัยแต่ยังไม่บอกแล้วถามต่อว่าทำไมลูกถึงเรียน มีเป้าหมายอย่างไร เขาก็เขียนเป้าหมายในการเรียนก็จะได้บทที่ ๑ และเขียนว่าได้ศึกษาค้นคว้าจากที่ไหนบ้าง อ้างอิงจากสิ่งที่ได้ค้นหาแล้วจะได้บทที่ ๒ ใช้วิธีการถามจนได้ข้อมูลสำหรับการทำวิจัย โดยให้เด็กพิมพ์แล้วนำเสนอขึ้นจอ และปรับเปลี่ยนตรงนั้น ก็จะได้งานวิจัยเป็นของห้องเรียน ส่วนตัวเขาก็จะได้ แต่เราก็จะได้สิ่งที่หลอมรวมเป็นของห้องเรียน และเด็กนักเรียนก็ได้จัดนิทรรศการนำเสนอการลงพื้นที่ของพวกเขา แค่นั้นยังไม่พอยังทำเป็นรูปแบบโมเดล แบ่งโซนของตลาดออกมา มีอัตราส่วนโดยอ้างอิงจากคณิตศาสตร์ที่เพิ่งเรียนมา นอกจากนั้นเด็กยังมีความคิดที่จะแต่งเป็นเพลงตลาดนัดวันเสาร์ขึ้นมา โดยให้ครูต้นซึ่งเป็นครูดนตรี ช่วยทำดนตรีให้ แล้วอัดเป็นซีดีมาให้ครูฟัง และวันเสนองานวิชาการของโรงเรียนได้จัดจำลองตลาดนัดวันเสาร์ขึ้นมา แต่ในวันนั้นตรงกับวันสอบจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จึงทำให้เหลือนักเรียนเพียงสองคน ถึงจะอย่างนั้นสิ่งที่พวกเขาได้มันมากกว่านั้น และมีแขกผู้ใหญ่มามากมายและทำให้นักเรียนได้คืนกลับในจุดนี้ จนมาถึงวันนี้ตลาดนัดได้มีการพัฒนามากยิ่งขึ้นและเพลงที่นักเรียนได้ทำขึ้นมาถูกเปิดตามเสียงตามสายทำให้เกิดความภาคภูมิใจ ชุมชนเองก็ได้เปลี่ยนด้วยมือเด็ก ตลาดนัดวันเสาร์ก็มีความหลากหลายขึ้น ทำให้พี่ภูมิใจ เป็นครั้งแรกที่เด็กไม่เคยมีประสบการณ์เลย และเราก็นึกไม่ถึงว่าเด็กจะไปได้มากขนาดนั้น

ขอขยายความตรงข้อมูลที่ได้มา นักเรียนจะนำมาเขียนอธิบายเป็นบทที่ ๔ หลังจากนั้นให้เขาคิดว่า อยากให้มีตรงไหนปรับปรุง และอยากให้เขาทำอะไรอีกก็กลายเป็นบทที่ ๕ โดยใช้คำถามเป็นตัวกระตุ้น จึงได้งานวิจัยขึ้นมาโดยที่เราก็จะได้เรียนรู้ไปด้วย เหมือนจากประสบการณ์ที่สอนเรียงความจะไม่กำหนดในเรื่องรูปแบบ แต่จะถามให้นักเรียนได้คิดตาม เช่น เขียนเรื่องชุมชนของตนเอง ก็จะถามว่าถ้าคิดถึงชุมชนแล้วให้นักเรียนนึกว่าชุมชนนักเรียนมีอะไรบ้าง ต้องการให้มีอะไร และอะไรบ้างที่คิดว่ามีปัญหา แล้วควรจะแก้ไขอย่างไร

หลังจากคิดก็ให้เขียนตามที่คิด จริงๆ เราให้เขาเขียนเป็น Mind Map เพียงแต่เราไม่ได้บอก พอเด็กนักเรียนเขียนเสร็จก็มาดูว่าอะไรที่มันอยู่กลุ่มเดียวกัน โดยเด็กจะเสนอออกมา แล้วบอกนักเรียนต่อว่าให้เขียนเล่าให้คุณครูฟัง แล้วเขาก็จะเขียนตามลำดับก่อนหลังที่เขารู้ แล้วจึงให้มานำเสนอโดยไม่มีใครผิดเพราะชุมชนที่ฉันต้องการ ฉันจะต้องการอย่างไรก็ได้ ขั้นต่อไปก็ให้เขียนว่าหากเราอยากให้คนอื่นรู้หรือเกิดความสนใจเราจะเขียนอะไร จะนำข้อความอย่างไรเขาก็จะเขียนมาแล้วเราก็เพิ่มเติมในสิ่งที่เขาเขียนมา แล้วก็พยายามชี้ว่าคำพูดตรงไหนที่เขียนมาตรงกับสำนวนใดได้บ้าง หรือนำพระบรมราโชวาทมาประกอบได้หรือไม่ เด็กก็บอกว่าได้และก็เคยอ่าน หลังจากนั้น เราก็กระตุ้นว่าทำอย่างไรให้คนอ่านข้อความของเราเกิดความประทับใจ และได้ข้อคิดอะไรกลับไปบ้าง เขาก็เขียนของเขาไป เราก็บอกว่านำสามอย่างนี้มาต่อกัน นี่แหละค่ะ เรียงความของลูก พร้อมองค์ประกอบเลย คือ มีคำนำ มีเนื้อเรื่อง มีสรุป

 

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (5) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า (ต่อ) https://thaissf.org/er085/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er085 Mon, 01 Dec 2014 13:48:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/01/er085/ วางแผนรายละเอียดที่จะสอนเด็ก เริ่มจากสร้างแรงบันดาลใจ ชั่วโมงแรกของ PBL ของไตรมาสที่ ๓ เราให้นักเรียนดูหนังสั้นเรื่องเสือโทน ประสบการณ์ปีที่แล้วรู้เลยว่า เด็กดูหนังเรื่องนี้แล้ววิเคราะห์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอเราให้เด็กดูหนัง จะบอกเขาให้รู้เลยว่าหลังจากการดูหนังเขาจะต้องเขียนว่าเขาเห็นอะไร พอเด็กดูหนังจบ เราก็จะแจกกระดาษให้หนึ่งแผ่น แล้วให้พับครึ่ง ให้เขียนว่าหนูเห็นอะไรบ้าง เด็กจะถามว่าหนูจะต้องเขียนช่องไหน หรือเขียนแนวตั้งหรือแนวนอนล่ะคะ ก็จะตอบไปว่าหนูอยากเขียนแบบไหนก็เขียนไปเลย อยากทำอะไรทำไปเลย

เป็นไปตามคาดคือเด็กจะเขียนสิ่งที่เขาเห็น เขียนเป็นข้อๆ แต่ที่เราต้องการคือ อยากให้เด็กร้อยเรื่องราว ว่าเห็นอะไรจากหนัง เป็นเพราะอะไร จึงยอมเสียเวลาให้เด็กดูใหม่อีกหนึ่งรอบ แต่ก่อนจะดู ก็กระตุ้นเขา เช่น ผู้หญิงคนนั้นที่เดินมา เขาเป็นอย่างไร ลักษณะอย่างไร เด็กตอบว่าเขาตาบอดค่ะ เราจึงถามกลับไปว่าทำไมเขาเขาถึงตาบอด ทำไมบ้านนี้เขาถึงได้ทะเลาะกัน ทำไมแม่เขาถึงได้เอาลูกไปอยู่ที่อื่น มันเป็นเพราะอะไร เราพยายามชี้ทีละจุด

หลังจากดูครั้งที่ ๒ เด็กก็เขียนได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เขียนอีกช่องหนึ่งที่ว่างอยู่ แล้วให้เขามาเปรียบเทียบกัน มาสรุปด้วยกันว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ จ.กาญจนบุรี จากนั้นก็ถามว่าหลังจากดูเรื่องนี้ เราจะเรียนเรื่องอะไรกันดี เด็กก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม ถามต่อว่าเด็กๆ คิดว่าบ้านเรามีปัญหาแบบนี้ไหม เขาก็จะเขียนมา เราก็บอกว่า ไม่อยากเห็น อยากให้ทำเป็นการ์ตูนวาดเรื่องราวมีปัญหาอะไร และให้มานำเสนอเพื่อน เราก็เห็นว่าเด็กสะท้อนให้เห็นปัญหาอะไรบ้าง บางคนก็ปัญหาซ้ำกัน เขาตั้งชื่อและให้โหวตกันว่า ของใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะเรียน คุณครูเห็นว่ายังไม่ดีก็จะแนะนำเขาว่าควรเพิ่มคำนี้ไปไหม ก็ได้ชื่อเรื่องว่า สิ่งแวดล้อมดี ชีวีปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ

พอไตรมาสที่ ๔ พัฒนาการเด็กดีขึ้น เราก็ให้เขาตั้งชื่อเขาเอง และในสัปดาห์ที่ ๒ เราให้เขียนในสิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่อยากรู้ เด็กก็ถาม เขียนช่องไหน ทำเป็นตาราง หรือ mind map จะทำรูปแบบไหนดีคะครู คือเมื่อก่อนเราจะบังคับแนวคิดเด็กไว้ว่า ทำรูปแบบไหน ครั้งนี้จึงให้เขาทำตามแนวคิดของตัวเอง พอเสร็จเขาก็ได้รายละเอียดทั้งสิ่งที่รู้ และสิ่งที่เขาอยากรู้ หลังจากนั้นจะให้นั่งเป็นวงกลม นำสิ่งที่แต่ละคนเขียนมาดูกัน หากมีอันไหนซ้ำกันก็นำมาเขียนลงในกระดาษแผ่นใหญ่ และนำเสนอ จากนั้นเราก็ช่วยเติมเต็มหรือแนะนำในสิ่งที่เด็กต้องรู้เพิ่มเติม

ต่อด้วยเด็กช่วยกันทำปฏิทินการเรียนรู้ใน ๑๐ สัปดาห์ แล้วช่วยเติมเต็มเพื่อให้ตรงจุดประสงค์ และในสัปดาห์ที่ ๓ เราจะเรียนรู้เรื่องอวัยวะร่างกาย เราไม่ได้สอนเขาว่าอวัยวะคืออะไร ปอดคืออะไร ส่วนไหนคืออะไร แต่ให้เด็กวิเคราะห์รูปภาพ ช่วงนั้นละครเรื่องทองเนื้อเก้ากำลังออกอากาศ เลยให้ดูภาพลำยอง เนื้อตัวที่เละแบบนั้น เขาเป็นโรคอะไร เพราะอะไร คือช่วยกระตุ้นความอยากรู้ของเด็ก แล้วก็โยงให้ดูว่าเคยเห็นใครเป็นแบบนี้ไหม และให้เด็กลองไปถามครูท่านอื่นในโรงเรียน ว่าเป็นโรคประจำตัวอะไรกันบ้าง

ส่วนเราก็คอยสังเกตการณ์ เมื่อเด็กสอบถามมาเรียบร้อย ก็กลับมานำเสนอในห้อง เขาบอกว่าคุณครูคนนี้เป็นโรคประจำตัวนี้ อาการเป็นแบบนี้ ระยะเวลาที่เป็นและวิธีการรักษาเป็นอย่างไร จากนั้นก็ให้เขามาจับกลุ่มกันว่าคุณครูอายุเท่านี้เป็นโรคอะไร โดยจัดกลุ่มตามอายุ เสร็จแล้วเราจะให้เด็กกลับไปถามคนที่บ้านว่ามีโรคประจำตัวอะไร ลักษณะคล้ายๆกันแบบนี้ โดยแนะนำในสิ่งที่ควรถามเพิ่มเติมเพราะ จะทำให้เรารู้ชัดเจนขึ้น เสร็จแล้วก็กลับมานำเสนอ

ในเรื่องต่อไปก็จะสอนเรื่องชีวิตและครอบครัว ให้ดูละครทองเนื้อเก้า ฉากที่ครอบครัวทะเลาะกัน หลังจากนั้นก็ถามเด็กว่าที่บ้านมีปัญหาแบบนี้ไหม และให้จับคู่แชร์ปัญหากันแล้วให้เด็กมาเล่าเรื่องของคู่ตนเองให้ครูฟัง เราก็บอกตอนเพื่อนเล่าเราก็สามารถเสริมเพื่อนได้นะ ตอนแรกเข้าใจว่าเด็กจะไม่กล้าเล่า แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เด็กบางคนอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ เด็กบางคนก็บอกว่าเกลียดแม่ เราก็ถามกลับไปว่าทำไม เพราะอะไร ซึ่งก่อนที่เขาจะเล่า เราต้องเท้าความมาก่อนว่า เขาเป็นลูกใคร คนที่เท่าไหร่ ประมาณนี้ นักเรียนชั้น ป.๖ มีอยู่ ๑๒ คน มีแค่ ๒ คนที่ได้อยู่กับพ่อแม่ เราคิดว่า ๒ คนนี้คงไม่มีปัญหาอะไร จริงๆ แล้วไม่ใช่ ทำให้เรารู้ปัญหาของเด็กมากขึ้นในเรื่องของชีวิตและครอบครัว

อีกชั่วโมงหนึ่งก็ให้หัวข้อกับเด็ก ลองคิดลองจินตนาการ ‘ครอบครัวในฝันฉันปั้นได้’ อยากให้ครอบครัวมีความสุขเป็นแบบไหน แล้วให้เด็กเขียนว่า เขาอยากให้เป็นอย่างไร วาดรูปออกมา แล้วมานำเสนอ ในเรื่องถัดไปจะเป็นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ให้นักเรียนคิดว่าในชีวิตประจำวันของเรา ถามว่าเราใช้อะไรสิ้นเปลืองมากที่สุด บางคนก็บอกว่า ไฟฟ้าบ้าง ข้าวบ้าง สบู่บ้าง แต่ละคนก็จะพูดกันออกมา ซึ่งความคิดเด็กก็ยังกว้าง เลยให้เด็กไปคุยกับคนในชุมชน และเชิญคนในชุมชนของเด็กมาที่โรงเรียน และให้เด็กแต่ละคนบอกถึงปัญหาที่เขาเจอ เด็กคนหนึ่งบอกว่าเขาใช้ยาสระผมเปลืองมาก ก็มีคนในชุมชนคนหนึ่งแนะนำว่าเราก็ไม่ต้องสระผมจากยาสระผมที่เราซื้อมาทุกวันสิ อาทิตย์หนึ่งอาจจะสระผมด้วยมะกรูดสัก ๒ วัน พยายามให้เด็กมองเห็นปัญหาและเชื่อมโยงถึงวิธีการแก้ปัญหา เลยเสนอว่าอยากทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา เด็กก็ลงความเห็นว่าจะทำยากันยุง เราก็เลยถามว่าจะทำอย่างไร และจะแก้ปัญหาได้จริงไหม อันดับแรกเราก็เชื่อมโยงไปเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร และถามเด็กเกี่ยวกับที่มาของสมุนไพร ซึ่งเด็กก็ไปค้นคว้ามา จากอินเตอร์เนต จากครูท่านอื่น และจากการไปถามผู้ปกครอง เด็กก็มีความกล้าขึ้น เราก็โยนโจทย์ให้เขาก่อนที่เขาจะเข้าไปในสวนสมุนไพร

เราก็คอยสังเกตการณ์ บางที่เขาก็ไปถามผู้รู้ท่านอื่นบ้าง เขาทำของเขาเองไปโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นก็มารายงานผลว่าสมุนไพรอะไรบ้างที่ใช้ทำยากันยุงได้ เขาบอกว่ามีเยอะมากมาย เราก็เลยให้แบ่งกลุ่มให้เท่ากัน ๓ กลุ่ม โดยให้เลือกสมุนไพรมาไม่ซ้ำกัน กลุ่มหนึ่งใช้ตะไคร้ อีกกลุ่มหนึ่งใช้ใบเร้วหรือใบสาวหลง และกลุ่มสุดท้ายเลือกเปลือกส้ม

พอได้สมุนไพรแล้วเขาก็เอาไปคั่วให้แห้งแล้วตำ ซึ่งหากเอาไปตากแดดจะใช้เวลานาน เราก็ไปสังเกตการณ์ ซึ่งการทำเด็กก็จะไปศึกษาจากอินเตอร์เนต มีวิธีทำอะไรบ้าง หลังจากเขาตำจนแหลก เขานำมาปั้นลักษณะคล้ายธูป หรือกำยาน ที่เด็กไปหาข้อมูลมา ต้องใช้แป้งมันด้วยก็จะเอามาต้ม ก็เจอปัญหาต่างๆ เช่นปั้นเป็นธูปไม่ได้ หรือกรีดแล้วมันแตก ก็ให้เด็กคิดว่าเป็นเพราะอะไร เด็กเสนอความคิด เช่น ตำไม่ละเอียดบ้าง ใส่แป้งมันเยอะบ้าง และก็มีเด็กอยู่คนหนึ่ง บอกว่าต้องแป้งมันเอาไปต้ม เขาบอกว่าเขาเคยทดลองวิทยาศาสตร์ ก็เลยบอกให้เด็กๆ ทำใหม่ กลุ่มเด็กที่ใช้ใบเร้วหรือใบสาวหลง สมุนไพรตัวนี้หมดแล้ว เด็กก็เลยพากันเปลี่ยนเป็นใบเตยแทน เรารู้อยู่แล้วว่าใช้ไม่ได้ แต่ก็อยากให้เขาลองทำดู พอทำเสร็จแล้วก็ไม่สวยมากแต่ก็พอปั้นได้และนำไปตากแดด พอได้ที่เด็กก็เอาไปจุดที่บ้าน แล้วเด็กก็กลับมาบอกว่าจุดไม่ติด ไม่เห็นกันยุงเลย

พอถึงสัปดาห์ที่ ๑๐ ถึงเวลาสรุปองค์ความรู้ จึงได้จัดเป็นนิทรรศการให้นักเรียนเอาธูปที่ทำมานำเสนอและนำเสนอเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนได้ทดลองทำกันมา ก่อนหน้านิทรรศการมีช่วงหนึ่งมีเหตุการณ์ลักพาเด็ก หรือพาเด็กไปข่มขืน เลยลองโยนคำถามให้เด็กว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนเรามีความปลอดภัย และให้แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ออกแบบโมเดลขึ้นมา ว่าหนูอยากให้ความปลอดภัยในชุมชนเป็นอย่างไร โดยให้เด็กอธิบายให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง เกี่ยวกับความปลอดภัยในชุมชน ที่นักเรียนอยากให้ตามจินตนาการของตัวเอง และช่วยแนะนำในเรื่องส่วนของความเป็นจริงให้นักเรียนให้เด็กได้แก้ไข จากไตรมาสที่ผ่านมาจะบอกว่าคุณครูได้จดทุกชั่วโมงที่สอน ก็เด็กตอบอะไรก็จะจด แล้ววิเคราะห์ว่าเด็กได้ทักษะอะไรบ้าง เพื่อจะได้วางแผนหรือปรับในการสอนในครั้งต่อไป…”

]]>