AEC – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png AEC – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ทักษะแห่งศตวรรษที่21 https://thaissf.org/er022/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er022 Mon, 14 Jul 2014 12:09:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/14/er022/ 1. ทักษะการเรียนรู้ (learning skill) หมายความว่า เด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2. ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) หมายความว่า เด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) หมายความว่า เด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21 (21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิต ประกอบด้วย การรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

ทักษะการเรียนรู้

เด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นอย่างหลากหลายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว นอกจากนี้ในโลกที่ซับซ้อนย่อมไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหา

ที่สำคัญกว่าความรู้หรือรู้มาก จึงควรเปลี่ยนเป็นความใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้ รู้ว่าตนเองอยากรู้อะไรและจะไปหาความรู้ได้จากที่ไหน เมื่อได้มาแล้วรู้จักไม่เชื่อในทันทีและตั้งคำถาม จากนั้นจึงค้นหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นเป้าหมายใหม่ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21

กระบวนทัศน์ใหม่คือวิธีหาคำตอบสำคัญกว่าตัวคำตอบเอง เด็กไทยควรเก่งในเรื่องกระบวนการหาคำตอบมากกว่าที่จะหลงเชื่อหรือติดกับกับคำตอบตายตัวใดๆของโจทย์ปัญหาใดๆ

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้(knowledge)เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้ การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไรนั้นคำตอบอยู่ที่ชุมชน

เด็กไทยควรรู้จักตั้งข้อสงสัยต่อความรู้ที่ได้รับ ไม่เชื่อในทันทีแม้จะเป็นสิ่งที่ครูหรือผู้ใหญ่พูด เมื่อสงสัย ไม่เชื่อ ขั้นตอนต่อไปอย่างน้อยก็ควรเถียงในใจว่า “อาจจะไม่จริง” หลังจากนั้นอาจ จะทำได้ 2-3 ทาง ทางหนึ่งคือพูดออกไปตรงๆว่าอาจจะไม่ใช่ ทางที่สองคือตั้งคำถามออกไป ทางที่สามคือไม่พูดไม่ถามแต่ออกไปค้นคว้าคำตอบอื่นๆที่เป็นไปได้

การพูดออกไปและการตั้งคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเด็กไทยอย่างไม่มีข้อสงสัยและเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นต้นเหตุที่จะฉุดรั้งและดึงคุณภาพของเด็กไทยดิ่งเหวลงไปเรื่อยๆเพราะไม่กล้าคิดอะไรเลย การไม่คิดย่อมทำให้ไม่มีทางจะมีจินตนาการตั้งแต่แรก

การตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามเป็นเรื่องต้องฝึก จะไม่เกิดขึ้นเอง แต่ฝึกได้โดย

1. เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนวิธีตั้งคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาไม่ยอกย้อน ตั้ง

คำถามให้ฟังรู้เรื่องว่าจะถามอะไร ด้วยถ้อยคำที่สุภาพและอ่อนน้อม

2. เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนให้รู้วิธีค้นหาความรู้ด้วยตนเองไม่ว่าจะจากแหล่งเรียนรู้ใด

เพื่อให้ข้อสงสัยและคำถามของตนเองมีน้ำหนัก มิใช่สักแต่เถียงข้างๆคูๆโดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ

3. ผู้ใหญ่เองต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการจุดชนวนทักษะการเรียนรู้ นั่นคือมีท่าทีที่รับฟัง

ครูที่ดีควรมีท่าทีรับฟังเด็กพูดหรือถามด้วยใจเปิดกว้างเสมอ ไม่ตัดสินผิดถูกและไม่ให้ความสำคัญกับคำพูด คำตอบหรือข้อสงสัยของเด็กว่าผิดหรือถูก ต่อเมื่อเด็กสัมผัสได้ว่าครูรับฟังจึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดี เมื่อมีสัมพันธภาพที่ดีครูจึงจะมีโอกาสและหาจังหวะช่วยให้เด็กรู้ว่าเขาควรไปหาคำตอบข้อสงสัยนั้นได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจะทำเช่นนี้ได้เมื่อต้องก้าวข้ามตนเองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องและไม่จำเป็นเลยที่ต้องเก่งกว่านักเรียนและยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องตอบคำถามของเด็กได้ทุกคำถาม

]]>
21 เลี้ยงลูกรับAEC https://thaissf.org/er021/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er021 Wed, 09 Jul 2014 14:29:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/09/er021/ เป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาสังคมและเป็นหัวใจในการพัฒนาประเทศ แต่สถานการณ์ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าระบบการศึกษาไทยอยู่ในขั้นวิกฤติด้านคุณภาพ แม้งบประมาณกระทรวงศึกษาธิการในช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าแล้วก็ตาม

สัดส่วนงบประมาณด้านการศึกษาต่อผลผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ (GDP) และงบประมาณด้านการศึกษาต่องบประมาณไทยอยู่ที่ร้อยละ 4 และ ร้อยละ 20 ตามลำดับ ซึ่งไม่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่นักเรียนซึ่งเป็นผลผลิตของการศึกษาไม่มีศักยภาพที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเองเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงไปของโลกได้อย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดจากตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาและสถานการณ์ด้านแรงงานของไทย ได้แก่ ผลคะแนนสอบของนักเรียนไทยไม่ว่าจะวัดจากข้อสอบมาตรฐานในประเทศ (ONET) หรือข้อสอบมาตรฐานระหว่างประเทศ เช่น Programme for International Student Assessment (PISA) และ Trends in International Mathematics and Science Study (TIMSS) ต่างมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและอยู่ในระดับต่ำกว่าเพื่อนบ้าน ยกเว้นอินโดนีเซีย

แรงงานในสถานประกอบการไม่อดทนต่อความกดดัน ขาดความสามารถในการเรียนรู้และขาดความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย แรงงานไม่มีทักษะเพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ขาดทักษะการสื่อสารและภาษา ขาดการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ความสามารถในการแข่งขันในภาพรวมประเทศยังต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเดียวกัน โดยสิงคโปร์อยู่อันดับ 1 มาเลเซียอันดับ 10 ขณะที่ไทยอยู่อันดับที่ 26

โรงเรียนคือส่วนหนึ่งที่จะทำให้กระบวนการเรียนรู้ของลูก ๆ พัฒนา แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ติดบ่วงการจัดกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ ซึ่งเหมาะสมกับการศึกษาในศตวรรษที่ 20 คือใครรู้มากเป็นผู้ชนะ แต่ไม่เหมาะสมกับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 คือใครใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องจึงจะเป็นผู้ชนะ การสอนหนังสือแบบที่เป็นอยู่ไม่สามารถเชื่อมโยงไปใช้ได้กับชีวิตจริงและไม่เชื่อมโยงไปใช้กับศาสตร์อื่น มัวมุ่งการแข่งขันในเวทีเฉพาะ ใช้เวลาในห้องเรียนมากกว่าประเทศอื่น ๆ มีการวัดความรู้และประเมินคุณค่าอย่างผิวเผินแต่แข็งแกร่งจนถึงแข็งกระด้าง บทบาทครูคือเป็นเพียงผู้มอบความรู้ให้แก่ผู้เรียนแต่ครูจำนวนมากมีภาระอื่นต้องทำจนกระทั่งไม่มีเวลาสอนนักเรียน เหล่านี้ส่งผลทำลายความคิดสร้างสรรค์เพราะหากนักเรียนคิดต่างจากคำเฉลยข้อสอบคือผิด ทำลายทักษะการเรียนรู้ทำให้เด็กและเยาวชนพร้อมจะอยู่เฉย ๆ นิ่ง ๆ ไม่อยากรู้อะไรมากกว่าที่จำเป็นต่อการทำข้อสอบแข่งขัน และทำลายทักษะชีวิตที่ดีที่พร้อมจะปรับตัวเมื่อพบอุปสรรคหรือปัญหาชีวิตที่จริงแล้วนักเรียนในอนาคตวัดกันด้วยความสามารถในการทำงาน ไม่ใช่ความสามารถในการท่องจำเนื้อหา

ปฏิรูปการศึกษาควรมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนวิถีการเรียนรู้แบบเดิม ๆ ไปสู่วิถีการเรียนรู้ตลอดชีวิต นั่นคือ “กระบวนการเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้” และ “กระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ” โดยใช้ฐานแนวคิดทักษะแห่งอนาคตใหม่ หรือ 21st century skills ที่นักการศึกษาทั้งในและต่างประเทศเชื่อกันว่าเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษใหม่ ซึ่งประกอบด้วย 3 ทักษะคือ ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ทักษะชีวิตและประกอบอาชีพ ทักษะด้านข้อมูลข่าวสารและเทคโนโลยี ให้รู้ 4 วิชาหลักคือ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและหน้าที่ความเป็นพลเมือง ให้มีการจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบ Problem Based Learning (PBL) และสร้างความเข้มแข็งโดยทำให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เรียกว่า Professional Learning Community (PLC) เพื่อให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต มีความสามารถที่จะเรียนรู้ตลอดเวลาในทุกสถานที่ และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การปฏิรูปการศึกษาที่ได้ผลต้องถอนรากถอนโคนกระบวนทัศน์และการเรียนการสอนแบบเดิมให้หมดสิ้น แล้วสร้างการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่อไปนี้

1. เปลี่ยนโรงเรียนแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้ของชุมชน

2. เปลี่ยนห้องเรียนแบบเดิม เป็น สตูดิโอแห่งการเรียนรู้ของนักเรียน

3. เปลี่ยนบทบาทครูจากการเป็นผู้สอนให้ความรู้ เป็น ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้น learning skills ไปพร้อมกับผู้เรียน

4. เปลี่ยนการเรียนสาระวิชา เป็น วิชาจำเป็นเท่านั้นคือ การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ และ 4 วิชาหลักคือ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อมและหน้าที่ความเป็นพลเมือง โดยบูรณาการสาระวิชาที่จำเป็น

5. เปลี่ยนรูปแบบการสอนแบบ teaching เป็น ให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่าง ๆ จากการลงมือปฏิบัติ PBL

6. เปลี่ยนวิธีประเมินวัดเกรดวิชาได้-ตก เป็น ประเมินเพื่อความก้าวหน้าของเด็ก

7. เปลี่ยนการเรียนและสอบคนเดียว เป็นการเรียนรู้และสอบเป็นกลุ่ม

ผู้ปกครองที่ชาญฉลาดและมองการณ์ไกลถึงอนาคตของลูกหลานของตนเองในอาเซียนหรือแม้แต่เวทีโลกควรมองทะลุการศึกษาไทยให้ออก และลงมือเรียกร้อง ร้องตะโกน ขอการศึกษาแบบใหม่เพื่อช่วยชีวิตลูกหลานของเราให้พ้นจากขุมนรกที่เป็นอยู่

]]>