21st century skills – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png 21st century skills – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 6 การศึกษาในศตวรรษที่21เสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร https://thaissf.org/er006/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er006 Thu, 01 May 2014 11:22:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/01/er006/ โรงเรียนที่ดี ครูที่ดี โดยเฉพาะสำหรับชั้นเด็กเล็ก การออกแบบกิจกรรมหรือบทเรียนให้เด็กเล็กได้ทำงานเป็นทีมในทุกๆวันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิวัติการศึกษา การทำงานเป็นทีมมิใช่การแบ่งกลุ่มทำรายงานส่งครูหรือการแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษา

การทำงานเป็นทีมหมายถึงการแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ Active Learning(AL)

บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือcollaborationดังกล่าวแล้ว การทำงานเป็นทีมสอดคล้องกับพัฒนาการบุคลิกภาพของ Erik H.Erikson ขั้นตอนที่ 5 ที่เรียกว่า Industry คือเด็กพัฒนาบุคลิกภาพด้วยการปฏิสังสรรค์กับคนอื่นในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงและเป็นครั้งแรกของมนุษย์ทุกคนเมื่อก้าวออกจากบ้านเข้าสู่ระบบการศึกษา

ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete,compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจากการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่า autonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่า initiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

จากความสามารถ autonomy และ initiation และการทำงานเป็นทีมคือ industry ดังกล่าวแล้ว นักเรียนคนหนึ่งจึงจะพัฒนาตนเองไปเป็นวัยรุ่นที่มีวุฒิภาวะพร้อมๆกับทักษะการเรียนรู้ที่ดี

ทั้งหมดนี้คือกลไก(mechanism)การศึกษาในศตวรรษที่21

]]>
5 เด็กได้อะไรจากปฏิรูปการศึกษา https://thaissf.org/er005/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er005 Tue, 29 Apr 2014 02:32:36 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/29/er005/

1.โจทย์ปัญหานั้นสัมพันธ์กับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

2.มีการแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มเพื่อให้ได้ทำงานเป็นทีม

3.สมาชิกของแต่ละกลุ่มมีความหลากหลายในทุกมิติ เช่น เชาวน์ปัญญา ผลการเรียน เศรษฐานะ ชาติพันธุ์ นิสัยใจคอ เป็นต้น

4.ในกระบวนการหาคำตอบเปิดโอกาสให้นักเรียนต้อง “ลงมือทำ” ดังที่เรียกว่า “การเรียนรู้ด้วยการลงมือทำ” หรือ “Active Learning:AL” ดังนั้นการไปทัศนศึกษาหรือการเข้าห้องสมุดทำรายงานจึงยังมิใช่การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐาน

5.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานมุ่งเน้นกระบวนหาคำตอบมากกว่าตัวคำตอบเอง ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่าโลกที่ซับซ้อนนี้ไม่เคยมีคำตอบที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว

6.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานไม่ละทิ้งวิชาพื้นฐาน 3 วิชา คือ การอ่าน การเขียน และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาสมองโดยตรง

7.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานควรบูรณาการเนื้อหาวิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ภาษาไทย และภาษาอังกฤษเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อคงความเป็นเลิศทางวิชาการ

8.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานควรตอบสนองวิชาอนาคต 4 วิชาซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนามนุษย์ นั่นคือ ความรู้พื้นฐานด้านสุขภาพ ความรู้พื้นฐานด้านเศรษฐกิจ ความรู้พื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อม และวิชาความเป็นพลเมือง กล่าวคือเราจัดการศึกษาก็เพื่อให้เด็กๆมีสุขภาวะที่ดี มีเงินใช้ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่าง

9.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานไม่มุ่งเน้นมอบความรู้ แต่มุ่งเน้นมอบทักษะ 3 ประการคือ ทักษะการเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้งการใช้เครื่องมือไอทีอย่างชาญฉลาด

10.การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานจะต้องมีการประเมินผลหลังจากปิดโครงการเสมอ ดังที่เรียกว่า After Action Review(AAR) เพื่อตอบให้ได้ว่านักเรียนได้อะไรและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

11.ครูที่มีประสบการณ์จัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานจะต้องมีกลุ่ม Professional Learning Community(PLC) เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปีการศึกษา

12.สุดท้าย สามารถพิสูจน์ได้ว่านักเรียนพัฒนาตนเองไปเป็นบุคคลที่มีทักษะชีวิตที่ดี มีความใฝ่รู้และสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้จากทุกสถานที่และเวลา

ในความเป็นจริง โรงเรียนทางเลือกหรือโรงเรียนในระบบที่จัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานไม่สามารถสร้างโจทย์ปัญหาที่ดีที่สุดมีครบทั้ง 12 องค์ประกอบสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีด้วยตนเองได้ แต่ก็ยังดีกว่าการสอนอย่างแข็งกระด้างและมุ่งมอบความรู้จำนวนมากดังที่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำกันอยู่ โรงเรียนเหล่านี้ควรมีเครือข่ายช่วยเหลือกันพัฒนาโจทย์ปัญหาที่ดีที่สุด

ดังนั้น มูลนิธิฯ จึงเชิญชวนโรงเรียนในภาคีเครือข่ายมาแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิธีออกแบบการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานให้แก่นักเรียนตามที่เป็นจริง ให้ครูที่ได้ทำงานนี้จริงๆได้บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดแก่นักเรียนของตนเป็นรายบุคคล นั่นคือ “เด็กได้อะไร”

จากการแลกเปลี่ยนตามด้วยการเรียนรู้ โรงเรียนทางเลือกและโรงเรียนในระบบที่เข้าร่วมงานกับมูลนิธิฯ จะได้เรียนรู้การจัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานของกันและกันอย่างละเอียด เพื่อให้ได้แนวคิดในการปรับปรุงการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานที่มีอยู่ให้มีองค์ประกอบที่ดีที่สุด

โดยมีนักวิชาการการศึกษาที่เข้าใจแนวคิดเรื่องการเรียนรู้ทักษะ 3 ประการของเด็กทำหน้าที่จดบันทึก ยืนยันงานที่ครูทำ ตีความ และวิเคราะห์การเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐานนั้นอย่างเป็นระบบ

การปฏิรูปการศึกษาด้วยกระบวนทัศน์ใหม่ที่มูลนิธิฯ และโรงเรียนเครือข่ายพยายามช่วยเหลือตนเองนี้เริ่มดำเนินงานโดยไม่มีทุนสนับสนุน เป็นโรงเรียนแต่ละแห่งที่มีความตั้งใจจะช่วยกันปฏิรูปการศึกษาประเทศไทยโดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง และลงมือทำตั้งแต่วันแรกภายใต้คำถามว่า “เด็กได้อะไร”

การปฏิรูปการศึกษาที่แท้และจะสำเร็จได้ ควรเป็นโรงเรียนหรือคุณพ่อคุณแม่ที่เป็นฝ่ายลุกขึ้นเรียกร้อง และร่วมมือผลักดันให้โรงเรียนที่ยังจัดการสอนแบบเดิมให้เปลี่ยนวิธีจัดการเรียนรู้เสียใหม่

โรงเรียนทางเลือกหลายแห่งพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลผลิตคือนักเรียนที่ดี แต่ติดขัดที่ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายยังสูงเกินกว่าที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ของประเทศจะรับได้ ดังนั้นเราควรเรียกร้องและผลักดันให้โรงเรียนในระบบทั้งหมดเปลี่ยนตนเองเป็นโรงเรียนทางเลือกที่มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้โจทย์ปัญหาเป็นฐาน

เป็นจุดเริ่มต้นของความเท่าเทียมด้านการศึกษาโดยมีผลลัพธ์ที่ดี

]]> 4 ชุมชนการเรียนรู้ของครูมืออาชีพ https://thaissf.org/er004/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er004 Fri, 25 Apr 2014 07:01:34 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/25/er004/ ข้อแรกคือ PLCมีลักษณะเป็น “สนาม” หรือพื้นที่ของครูที่มีลักษณะเฉพาะ ข้อสองคือ PLC มีลักษณะเป็น “วิถี” ที่เข้าได้กับวิถีชีวิตของครูในโรงเรียน นั่นคือโรงเรียนเปรียบเสมือนบ้าน อยู่โรงเรียนเหมือนอยู่บ้าน บ้านเป็นที่รักเช่นใดโรงเรียนและนักเรียนและเพื่อนครูก็เป็นที่รักเช่นนั้น ข้อสามคือผู้ปกครองเป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ของการพูดคุยแบบ PLC พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนอย่างแท้จริง และมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้

ยิ่งไปกว่านั้นเราพบว่า PBL มิใช่โครงการนอกห้องเรียนดาษดื่น PBL ที่ดีมีคุณสมบัติ 3 ข้อคือเป็นโครงการที่ครูและนักเรียนช่วยกันออกแบบ เป็นโครงการที่นักเรียนได้ “ลงมือ” ปฏิบัติจริง มิใช่แค่ดูงานหรือเขียนรายงาน และเป็นโครงการที่ส่งผลให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและยกระดับการเรียนรู้ เช่นนี้จึงเป็น PBL ที่พึงประสงค์

ในรายละเอียดของทักษะการเรียนรู้ (learning skill) มีข้อสำคัญข้อหนึ่งคือการทำงานเป็นทีม นักเรียนต้องทำงานเป็นทีมและอยู่ร่วมกับความแตกต่าง จึงจะมีความคิดเชิงวิพากษ์ (criticized thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (creative thinking) ในรายละเอียดของทักษะการใช้ชีวิต (life skill) มีข้อสำคัญคือนักเรียนมีความสามารถที่จะมองไปข้างหน้า วางแผน ตัดสินใจ รับผิดชอบการตัดสินใจของตนเอง และมีความยืดหยุ่น (resiliency) ที่จริงแล้วการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และจิตวิทยาพัฒนาการสามารถไปด้วยกันและพร้อมกันในระบบการศึกษา

การปฏิรูปการศึกษาต้องถอนรากถอนโคน การเปลี่ยนแปลงนั่นนี่ทีละนิดไม่เกิดผลอะไร

]]>
3 ปฏิรูปการศึกษาอย่างไรดี https://thaissf.org/er003/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er003 Thu, 24 Apr 2014 01:05:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/24/er003/

ประเทศไทยไม่ควรปฏิรูปการศึกษาตามต่างประเทศ เราควรปฏิรูปการศึกษาเพื่อวิ่งแซงไปยืนรอต่างประเทศ นั่นคือสร้างเด็กให้มี skill ที่ดี เด็กจะเรียนรู้ได้เองตลอดชีวิต ทักษะที่ดีคือ learning skill,life skill,IT skill สามอย่างนี้เคียงคู่ไปด้วยกัน ไม่แยกการศึกษาออกจากชีวิตอีก เติมเต็มด้วยทักษะการสื่อสารสมัยใหม่ เด็กไทยจึงจะก้าวทันโลกโดยมีทักษะชีวิตที่ดีด้วย

ทำได้เมื่อครูสอนให้น้อยลง ครูเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นผู้ออกแบบกระบวนการ PBL คือProblem Based Learning เปลี่ยนห้องเรียนที่มีกระดานดำเป็น learning studio คือลานเรียนรู้ซึ่งประกอบด้วยส่วนค้นคว้า ส่วนประชุมถกเถียง ส่วนลงมือปฏิบัติ และส่วนสันทนาการ เปลี่ยนการบอกคำตอบตายตัวเป็นให้เด็กมีทักษะหาคำตอบดังที่ว่า “กระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าตัวคำตอบ” เปลี่ยนการสอบเพื่อชี้ได้ตกเป็น formative assessment คือประเมินเพื่อพัฒนาการ ครูที่ดีจะบอกข้อสอบล่วงหน้า ให้สอบเป็นทีม และสามารถเปิดตำราหรือค้นคว้าผ่านอินเทอร์เน็ตหรือสมาร์ทโฟนตามสบาย ทั้งหมดนี้คือการเรียนรู้ตามที่ชีวิตเป็นอยู่จริง

ครูไม่จำเป็นต้องเก่งหรือรู้มากกว่านักเรียนอีกต่อไป ครูและนักเรียนเรียนรู้ร่วมกันในการออกแบบPBL ครูควรได้พูดคุยกับครูด้วยกันทุกวันในเรื่องพัฒนาการของเด็กๆ คือรู้จักการทำAfter Action Review(AAR) ที่ดี วงครูที่พูดคุยกันทุกวันคือ PLC หรือ Professional Learning Community แปลว่าชุมชนการเรียนรู้มืออาชีพ ของอาชีพครูนั่นเอง จะเป็นเครื่องมือพัฒนาจิต พัฒนาคน พัฒนางาน

หากยังมีอะไรที่เรียกว่าวิชา มี 7 วิชาเท่านั้นที่เด็กควรเรียนคือ สามวิชาแรกคือ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน และ อีกสี่วิชาคือ Health,Environment,EconomicsและCivic Education วิชามากมายที่เราคุ้นเคยไม่ว่าจะเป็นวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา หลักภาษาไทย หรืออื่นใดล้วนบูรณาการเข้าสู่ PBL ที่ตอบโจทย์ 7 วิชานี้

เด็กควรเรียนรู้การดูแลสุขภาวะของตนเองอย่างชาญฉลาดท่ามกลางกระแสการแพทย์พาณิชย์และความจำเป็นเทียมทางสุขภาพ รู้จักเฝ้าดูและรับมือความผันผวนของสิ่งแวดล้อมที่กำลังแปรเปลี่ยนครั้งใหญ่ตามภาวะโลกร้อน เรียนรู้เศรษฐศาสตร์ส่วนตัวและส่วนรวมและโลกาภิวัตน์ สำคัญมากคือเรียนรู้ความเป็นพลเมือง ประชาธิปไตย และการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง โลกในศตวรรษที่ 21 เป็นโลกที่ชาติพันธุ์และความเห็นต่างจะผุดขึ้นมากมายตามยุคข้อมูลข่าวสารที่ทั้งมากมายทั้งรวดเร็ว การปั้นเด็กเก่งที่ไม่มีความสามารถอยู่ร่วมกับความเห็นต่างเท่ากับส่งเด็กไปตาย

ทั้งหมดนี้คือกระบวนทัศน์ใหม่ของงานปฏิรูปการศึกษา

]]> 2 การศึกษาคือการพัฒนามนุษย์ https://thaissf.org/er002/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er002 Wed, 23 Apr 2014 04:02:52 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/23/er002/ วารสารขาดทุนตามธรรมเนียมวารสารที่ดี มูลนิธิฯ ไม่ได้จับเรื่องนี้พักหนึ่ง จนกระทั่งคุณหมอสมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.)ชวนผมมาทำงานด้านชีวจริยธรรม จากชีวจริยธรรมคุณหมอสมศักดิ์และอาจารย์อารี วัลยเสวี ประธานมูลนิธิฯ จึงชักชวนให้ช่วยงานในหน้าที่เลขาธิการมูลนิธิฯ ต่อ งานแรกคือแผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ

แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพดำเนินงานต่อจากที่ผู้จัดการคนเดิมซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้เริ่มต้นไว้ ครั้งนี้เราได้คุณสมหญิง สายธนูมาเป็นผู้จัดการและคุณเจิมขวัญ ศรีสวัสดิ์ซึ่งช่วยงานกันมาครั้งชีวจริยธรรมมาช่วยด้วย คลำทางกันอีกพักใหญ่ด้วยการลงมือทำ(Learning by Action) และประชุมระดมสมอง(Brain Storming)กันอย่างเปิดกว้างหลายสิบครั้ง กว่าจะพบว่าการจัดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องเล่าความสำเร็จที่ดี(Success Story Sharing) ด้วยกระบวนการทางวิชาการที่ถูกต้อง เป็นเครื่องมือพัฒนาจิตที่ดี

พวกเราเรียกว่า soft KM ไปพลางๆหมายถึงการจัดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาจิต พัฒนาคน พัฒนางาน ได้ผลดีกว่าการประชุมพัฒนาบุคลากรในรูปแบบอื่นและดีกว่าการประชุมระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาใดๆในองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรมีชั้นอำนาจแฝงอยู่

ทีมงานได้ทำงานให้แก่โรงพยาบาลต่างๆเป็นงานแรก เป็นที่มาซึ่งรางวัลอารี-สมสวาท มอบให้แก่แพทย์พยาบาลที่มีการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ 3 ครั้ง ระหว่างปี พศ.2550-2552 หลังจากนั้นทีมงานได้ทดสอบการจัดวงกับธนาคารแห่งหนึ่ง แล้วเริ่มทำงานให้แก่กระทรวงศึกษาธิการในประเด็นจิตวิญญาณความเป็นครู ทำงานให้แก่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อพัฒนาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสิรมสุขภาพตำบล(รพสต.) และทำงานให้แก่กระทรวงยุติธรรมเพื่อเพิ่มมิติของความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้ต้องขัง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์และกระบวนการพิจารณาคดีคือผู้พิพากษา ประสบการณ์ที่ได้ เทคโนโลยีที่ได้ ความผิดพลาดที่พบจากทุกงาน นำมาทำซ้ำที่จังหวัดเชียงรายโดยใช้ทีมงานคุณวิภากรณ์ ปัญญาดีและคุณวรรณี รัตนธรรมทองที่กลุ่มงานจิตเวชเป็นแกนนำ สามารถสร้างเครือข่ายงานจิตเวชและงานยาเสพติดของโรงพยาบาลชุมชน รพสต. และภาคีภาคส่วนอื่นจำนวนหนึ่ง ทำให้งานเชิงรุกกลายเป็นงานสนุก มีคุณค่า และมีหนทางเดินไปในอนาคตเสียที

เพราะหัวใจของการจัดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีคือพัฒนามนุษย์ หากเราพัฒนามนุษย์ได้สำเร็จ ปลดปล่อยปัญญาจากโซ่ตรวนที่ราชการดึงรั้งและกดทับไว้ คนทุกคนมีศักยภาพสูงกว่าที่เห็นเป็นร้อยพันเท่า

ในงานปฏิรูปการศึกษาก็เช่นกัน คนสำคัญที่เป็นหัวใจของงานนี้คือครู ความพยายามที่จะพัฒนาครูหรือความพยายามที่จะเรียกคืนจิตวิญญาณความเป็นครูไม่สำเร็จเพราะส่วนใหญ่ทำงานจากบนลงล่าง จากส่วนกลางสู่ส่วนภูมิภาค

แต่การจัดวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ดีด้วยกระบวนการวิชาการที่ถูกต้องจะช่วยปลดพันธนาการครู ทำให้ครูได้สะท้อน(reflection)ความสำเร็จเล็กๆน้อยในงานที่ตนเองทำประจำวัน จึงจะเกิดการพัฒนาคน พัฒนางาน และพัฒนาจิตวิญญาณไปพร้อมกัน

]]>
ทักษะในศตวรรษที่ 21 https://thaissf.org/er001/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er001 Wed, 23 Apr 2014 02:36:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/23/er001/ 1.ทักษะการเรียนรู้(learning skill) หมายความว่าเด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2.ทักษะการใช้ชีวิต(life skill) หมายความว่าเด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3.ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ(IT skill) หมายความว่าเด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21(21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิตประกอบด้วย รู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้

การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ

อันที่จริงทุกคนควรรู้เหตุผลดีอยู่แล้ว ปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นมากมายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว ดังนั้นประเด็นที่สำคัญกว่าคือเด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้ยังไม่นับว่าในโลกที่ซับซ้อนไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหาอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไร คำตอบอยู่ที่ชุมชน

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคธุรกิจซึ่งเป็น demand side ได้รับผลผลิตไปจากการศึกษาควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้สมหวังจำนวนน้อยมีผู้ผิดหวังมากกว่ามาก ในอนาคตเด็กเรียนเก่งเพียงแค่มีความรู้มากแต่ไม่มีทักษะจะเอาตัวไม่รอด

ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

เด็กไทยควรกล้าตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถาม ใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา https://thaissf.org/er026/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er026 Sat, 26 Jul 2014 11:54:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/26/er026/ จึงไปส่งลูกสาวที่สถาบันอีกแห่งหนึ่งให้ทันเรียนคาบ 8 โมงเช้า จากนี้เธอจะมีเวลาเป็นของตัวเองประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วจึงย้อนกลับมารับลูกชาย

เธอต้องมาให้ทันเวลาเลิกเรียนของพ่อลูกชายมิเช่นนั้นเขาจะหงุดหงิด แต่ที่ลูกชายเธอหงุดหงิดเพราะเขาต้องไปเรียนที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญด้านการติวภาษาอังกฤษตอน 9 โมงครึ่ง เธอเผื่อเวลาจราจรติดขัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมงไม่นับเวลานั่งรอในรถหากลูกชายของเธอเป็นฝ่ายช้าเสียเอง บางทีเขาก็ช้าเพราะเทปเปิดเกินเวลา(เด็กต่างจังหวัดเรียนด้วยเทป เด็กกรุงเทพฯ ที่พ่อแม่ว่องไวจึงสามารถลงทะเบียนให้ลูกเรียนกับติวเตอร์ตัวจริงเสียงจริงได้ทันท่วงทีก่อนที่นั่งหมด) แต่บางครั้งเขาก็ช้าเพราะมัวล่ำลากับเพื่อนๆ

หลังจากส่งลูกชายรอบนี้แล้วเธอยังต้องตีรถกลับไปรับลูกสาวที่เลิกเรียนวิชาแรกไปส่งวิชาที่สอง ชีวิตครึ่งเช้าวันเสาร์ของเธอเป็นเช่นนี้ ครึ่งบ่ายวันเสาร์ รวมทั้งวันอาทิตย์อีกทั้งวันก็เป็นไปทำนองนี้ มีบ้างบางช่วงที่เร่งรีบอะไรต่อมิอะไรชนกันไปหมด บางครั้งมีช่วงว่างให้เธอได้พักผ่อนบ้าง หลายครั้งที่เธอก็เหนื่อยหน่ายกับสภาพที่เป็นแต่เมื่อมองไปที่จำนวนรถที่มาจอดรอลูกกันแน่นขนัดเต็มทั้งสองฟุตบาทเธอก็หวาดหวั่นอยู่ในใจเสมอว่าลูกๆของเธอจะสอบสู้ลูกๆของรถคันเหล่านั้นไม่ได้

หากเป็นหน้าหนาวยังพอทำเนา การปิดเครื่องรถรอลูกเลิกเรียนไม่ทรมานอะไรมากนัก สามารถเปิดหน้าต่างกระจกรถรับลมเย็นได้ ถึงเป็นเวลากลางคืนยุงก็ไม่มาก แต่ถ้าเป็นหน้าฝนถนนเฉอะแฉะ การจอดรถรอลูกแม้ไม่ร้อนแต่ยุงและแมลงจะกรูกันเข้ารถหากเปิดกระจกไว้กว้างเกินไป หน้าร้อนทารุณที่สุดไม่เปิดแอร์แล้วเปิดกระจกหายใจมักไม่สามารถทนร้อนได้นาน ครั้นปิดกระจกเปิดแอร์รอลูกเลิกเรียนซึ่งหลายครั้งพวกเขาก็เลิกช้าดังว่า เธอก็อดห่วงรายจ่ายค่าน้ำมันรถไม่ได้

คุณสมพรเหน็ดเหนื่อยกับภาระเสาร์อาทิตย์ตลอดระยะเวลาหลายปีนับตั้งแต่ลูกๆขึ้นสู่ชั้นมัธยมและจำเป็นต้องเรียนพิเศษหรือกวดวิชา ลูกทั้งสองคนยืนยันว่าที่โรงเรียนไม่สอนสิ่งที่โรงเรียนกวดวิชาสอนทำให้พวกเขาจำเป็นต้องไปเรียน ทั้งนี้ยังไม่นับว่าใครๆก็เรียน แต่เธอก็อดคิดถึงลูกชายของหัวหน้าแผนกที่เธอทำงานด้วยไม่ได้ รายนั้นส่งลูกไปเช่าหอพักเรียนที่สถาบันกวดวิชาในกรุงเทพฯ เกือบทุกวิชาทุกปิดภาคเรียน เธออยากทำแบบนั้นเหมือนกันแต่สามีของเธอว่าเราสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว อย่างไรก็ตามพอคุณสมพรคิดถึงลูกสาวของลูกจ้างชั่วคราวที่ที่ทำงานเดียวกัน รายนั้นได้รับเงินเดือนไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาทไม่สามารถส่งลูกสาวไปเรียนพิเศษที่ไหนได้เลยไม่ว่าจะตอนหลังเลิกเรียนหรือในตัวเมืองเสาร์อาทิตย์

การศึกษาประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง

เมื่อประมาณสามสี่สิบปีก่อน ลูกจีนโพ้นทะเลคนหนึ่งซึ่งใช้แซ่ตามบิดามารดามีทางเลือกสองทาง ทางหนึ่งคือไปทำงานสำเพ็งเป็นกุลีหรือลูกจ้างนายห้างสักแห่ง อีกทางหนึ่งคือเข้าโรงเรียนเรียนหนังสือ

กลุ่มที่เข้าโรงเรียนเรียนหนังสือจนจบปริญญาสามารถหางานทำและเลื่อนฐานะตนเองเป็นชนชั้นกลางได้ไม่ยาก หลายคนเป็นนายแพทย์ วิศวกร สถาปนิก อาจารย์มหาวิทยาลัยสาขาต่างๆ ฯลฯ เปลี่ยนแซ่เป็นนามสกุลแล้วกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งสังคมไทยเรื่อยมา (คงเดาได้ว่าผู้เขียนเป็นผลผลิตของกลุ่มนี้)

จากชนชั้นกลางระดับล่าง คนกลุ่มนี้ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นชนชั้นกลางระดับกลางหรือชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนมาก มีฐานะการเงินดีและมั่นคง สามารถส่งลูกหลานของตนเองให้มีการศึกษาดีเช่นที่ตนเองได้รับ

เมื่อประมาณสามสี่สิบปีก่อนเป็นเรื่องเป็นไปได้ที่ลูกคนจนสักคนจะเรียนหนังสือเก่งได้โดยไม่ต้องอาศัยโรงเรียนกวดวิชา เป็นความจริงที่ว่าเด็กขยัน ตั้งใจเรียนหนังสือ ซักถามครูเมื่อเข้าใจ จะสามารถพัฒนาตนเองให้เรียนเก่งได้ ทำคะแนนดี และสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะดีๆของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

แต่เรื่องเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เสียแล้วในปัจจุบัน

ปัจจุบันนักเรียนหนึ่งคนไม่สามารถทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีได้ด้วยตนเอง มีความจำเป็นที่นักเรียนทั่วประเทศจำเป็นต้องไปเรียนพิเศษ ไปเรียนกับติวเตอร์ ไปเข้าค่ายติว ไปเรียนสถาบันกวดวิชาแทบจะทุกวิชาจึงจะสามารถทำคะแนนสอบได้ดีและทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดีด้วย จะมียกเว้นเพียงนักเรียนของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 2-3 แห่งที่ไม่จำเป็นต้องกวดวิชาก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะดีๆกันได้

ไม่เป็นความจริงที่มีนักเรียนเก่งบางคนออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเพียงตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็พอ

“มีต่อ”

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er025/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er025 Tue, 22 Jul 2014 10:52:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/22/er025/ Learning by Action(Active Learning)ให้แก่เด็กประถม6ปีและเด็กมัธยมอีก6ปี เวลายาวนานต่อเนื่อง12ปีที่เด็กไทยต้องฝึกใช้ทักษะการทำงานร่วมกันทุกๆวันย่อมทำให้เด็กมีวุฒิภาวะทางอารมณ์โดยธรรมชาติ นั่นคือ เด็กและเยาวชนไทย “จัดการ” อารมณ์ตนเองได้ คำว่าจัดการแปลว่าจัดการ มิได้แปลว่าควบคุมหรือไม่ให้มี คนเรารัก โลภ โกรธ หลงได้เป็นธรรมดาแต่จะจัดการอย่างไร นักเรียนไทยรักกันได้แต่ระวังโรคและการตั้งครรภ์ โลภได้แต่อย่าเข้าไปในเว็บการพนันออนไลน์ โกรธได้แต่อย่ายกพวกตีกันหรือนัดตบกันหลังโรงเรียน หลงได้แต่ไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนทุกสองเดือน ฯลฯ คงเห็นพ้องกันว่าสถานการณ์เด็กและวัยรุ่นไทยปัจจุบันทำทั้งหมดที่ว่ามาคือยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เกิดจากการสั่งสอนอย่างแน่นอน แต่เกิดจากการปะทะทางอารมณ์ซึ่งกันและกันและเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมว่าในสังคมใดๆ ณ บริบทและเวลาใดๆ เราควรจัดการอารมณ์อย่างไร

การศึกษาที่มุ่งเน้นการมอบความรู้ หลักสูตร การสอบ ความเป็นเลิศ จะกำหนดให้นักเรียนไทยมีพฤติกรรมตัวใครตัวมัน ทุกคนมีภารกิจเรียนให้เก่งแต่ขาดโอกาสปะทะสังสรรค์กับเพื่อนในทางสร้างสรรค์

ทักษะการใช้ชีวิตแบ่งเป็นทักษะย่อย4ขั้นตอนคือ รู้จุดมุ่งหมายของชีวิต รู้จักค้นหาทางเลือกและตัดสินใจ รู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเอง รู้จักยืดหยุ่น ทักษะย่อยที่สามคือรู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเองเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาจริยธรรม(ethics)

จริยธรรมมิใช่ศีลธรรม(moral) จริยธรรมเป็นทักษะ(skill)ซึ่งต้องการการฝึกอย่างต่อเนื่อง จริยธรรมไม่เกิดจากการเทศนาสั่งสอน เราต้องโยนเด็กของเราลงสู่สถานการณ์ที่เขาได้เรียนรู้และฝึกทักษะที่จะมีจริยธรรม

คนทุกอาชีพต้องมีจริยธรรม อาชีพที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นยิ่งต้องมีจริยธรรมกำกับมิให้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม ดังนั้นนักการเมือง หมอ ครู ผู้พิพากษา ตำรวจ จึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีจริยธรรมแข็งแกร่ง เพราะบุคคลเหล่านี้กำความรู้และถืออำนาจไว้ในมือสูง แต่แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งก็มิใช่ข้อยกเว้น การเสียบลูกชิ้นต้องเสียบให้ตรงเป็นแนวศูนย์กลางโดยสม่ำเสมอมิเช่นนั้นเวลาปิ้งก็จะสุกไม่เท่ากันทำให้คนกินเดือดร้อนได้ ส่วนที่ไม่สุกก็ทำให้ท้องเสียหรือมีพยาธิ ส่วนที่สุกเกินจนไหม้เกรียมก็ก่อสารพิษและอาจจะก่อมะเร็ง เป็นต้น

แต่เพราะชีวิตเลือกได้และมีความยืดหยุ่น(resiliency) ดังนั้นเด็กประถมและมัธยมควรมีเวลา12ปีในการเรียนรู้แบบActive Learningเพื่อที่จะได้รับรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในทีม และตัดสินใจเอาเองว่าตนเองจะใช้ชีวิตที่มีระดับจริยธรรมมากน้อยเพียงไร ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างไรล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้งสิ้น

คุณหมอที่ไม่รับของกำนัลจากบริษัทยาเลยแม้กระทั่งปากกาสักด้ามหรือกระดาษทิชชูสักกล่องมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอที่รับทุนบริษัทยาไปต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอก็มีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอสองท่านนี้มีฐานะต่างกัน ความสุขความทุกข์ต่างกัน

คุณครูที่ไม่คำนึงถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนเอาแต่สนใจนักเรียนที่เรียนเก่ง กับคุณครูที่สนใจนักเรียนทั่วทั้งห้องเสมอหน้ากัน ทั้งสองท่านเลือกชีวิตของตนเองและมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่ายเช่นกัน รายได้ต่างกัน ความสุขความทุกข์ในใจนั้นต่างกัน

เรื่องเช่นนี้ยากต่อการตัดสินผิดถูกแต่ง่ายต่อการฝึกทักษะหากเด็กนักเรียนได้รับโอกาสฝึกทักษะ

พัฒนาการทางอารมณ์และพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นนามธรรม Mahler และ Kohlberg อาจจะเขียนทฤษฎีพัฒนาการสองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนและลึกซึ้ง แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติในประเทศไทยได้หากขาดการลงมือปฏิบัติ

การปฏิวัติการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคนจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปฏิบัติ

หนทางเพื่อพัฒนาทักษะทั้ง 3 ประการ

1. พ่อแม่ ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง

2. ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

3. ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครองซึ่งเป็น demand side ควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน ให้มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจ ซึ่งมีประสบการณ์รับบัณฑิตและผิดหวังกับคุณภาพของบัณฑิตไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเรียกร้องร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน เรียกร้องและมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน

คุณลักษณะที่คาดหวังได้จากเด็กไทยในศตวรรษที่ 21

เด็กไทยจะเป็นคนอยากรู้ ใฝ่เรียนรู้ รู้วิธีหาความรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา กล้าตั้งข้อสงสัย รู้วิธีตั้งคำถาม สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 3 https://thaissf.org/er024/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er024 Fri, 18 Jul 2014 11:07:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/18/er024/ การแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ active learning บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือ collaboration ดังที่กล่าวมา ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete, compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจาการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่าautonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่าinitiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er023 Tue, 15 Jul 2014 14:26:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/15/er023/ การศึกษาที่แท้เริ่มด้วยการลองผิดลองถูกและ After Action Review(AAR)โดยมีหลักสูตรเป็นเป้าหมาย

ครูด้วยกันเองควรจับกลุ่มกันเพื่อสนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้วนักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องรู้จริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ครูที่ดีจะพูดคุยเรื่องลูกศิษย์ทุกวัน

การสอบจะมิใช่ทำไปเพื่อวัดผลได้ตก แต่ทำเพื่อประเมินและพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ของเด็กๆ ทักษะทั้งสามจะเดินคู่ขนานกันไปตลอดชีวิตการเรียนของเด็กนักเรียนหนึ่งคนจากอนุบาลจนกระทั่งจบชั้นมัธยมปลาย การสอบเพื่อวัดความรู้ในศตวรรษที่ 20 วิวัฒน์เปลี่ยนแปลงไปสู่การสอบเพื่อวัดทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21

ทั้งหมดนี้สามารถทำได้จริงเพราะโรงเรียนทางเลือกหลายแห่งทำแล้ว ครูส่วนใหญ่ของประเทศซึ่งสังกัดกระทรวงศึกษาธิการหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถทำได้โดยเริ่มด้วยการจับคู่ช่วยกันเปลี่ยนวิธีสอนหนังสือแล้วประเมินตนเองว่านักเรียนได้อะไรด้วยการพูดคุยแบบAARในทุกวัน การเริ่มเล็กๆ เป็นคู่ๆ จะนำไปสู่การรวมตัวของกลุ่มครูเพื่อการศึกษาในศตวรรษใหม่ได้อย่างแน่นอน

ปรับกระบวนทัศน์สู่การศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ มีวิชาที่นักเรียนควรได้เรียนเพียง ๗ วิชา อ้างอิงจากหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่:การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่ง วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์ แปลจากหนังสือ 21st Century Skills: Rethinking How Students Learn และหนังสือวิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ เขียนโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

สามวิชาแรกคือวิชาพื้นฐาน ได้แก่ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน

อีกสี่วิชาถัดมาคือวิชาที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่คือ สุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และ ความเป็นพลเมือง เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการเงินของตนเองด้วยตนเองให้ดีที่สุด รู้เท่าทันข้อมูลด้านสุขภาพและการเงินที่มีหลากหลายทั้งจริงและลวง พูดง่าย ๆ ว่าเอาแต่เรียนเก่งแต่ไม่มีปัญญาดูแลสุขภาพและการเงินของตัวเองมัวแต่คิดพึ่งพิงผู้อื่นอยู่เสมอก็จะเอาตัวรอดยาก

นอกจากนี้ควรรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งทรัพยากรลดลงและโลกร้อนมากขึ้นทุกขณะ เราควรมีชีวิตอย่างไรและอยู่กับหายนะภัยอย่างไร

ที่คนพูดถึงน้อยคือเรื่องความเป็นพลเมือง (citizen) เวลาพูดถึงความเป็นพลเมืองมักหมายถึงการอยู่ร่วมกับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หรือศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ด้วยเหตุที่โลกไร้พรมแดนทำให้ชาติพันธุ์และความเห็นต่างมากมายปรากฏตัวขึ้นในทุกภูมิภาคและชายแดนของทุกประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากเรียนเก่งแต่พูดจาหมิ่นชาติพันธุ์อื่นหรือความคิดทางการเมืองที่แตกต่างก็น่าจะเอาชีวิตรอดได้ยาก

กระบวนทัศน์ใหม่ของเรื่องนี้คือ เรื่องความแตกต่างและการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง วิธีที่ทำได้คือเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนอย่างถอนรากถอนโคน จัดการศึกษาเสียใหม่ให้นักเรียนชั้นเด็กเล็กได้เรียนรู้เป็นกลุ่มด้วยกระบวนการที่เรียกว่า active learning นั่นคือครูเลิกสอน แต่จ่ายโจทย์ปัญหาให้นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกของทีมมีเด็ก ๆ ที่แตกต่างหลากหลาย

ระหว่างการทำงานเป็นทีมโดยมีครูคอยโค้ช จะเปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เรียนรู้จักเพื่อนในทีมที่แตกต่างและพัฒนาไปด้วยกันเพื่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นศาสนา ชาติพันธุ์ ความร่ำรวยหรือยากจน เก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือขี้เกียจ ขี้อายหรือขี้ประจบ นิสัยดีหรือไม่ดี อยู่นิ่งหรือไม่นิ่ง เรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้เร็ว พิการหรือไม่พิการ นำมาอยู่ในทีมเดียวกันเสีย นี่คือการผนวกชีวิตจริงของเด็ก ๆ เข้าสู่การศึกษาในศตวรรษใหม่

]]>