เอกลักษณ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png เอกลักษณ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (5) https://thaissf.org/sh055/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh055 Tue, 26 Aug 2014 23:20:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/sh055/ ถ้าในบางสถานการณ์หากบุคคลมีความผูกพันด้านอารมณ์ทางบวกสูงแต่มีความผูกพันด้านปฏิสัมพันธ์ต่ำจะทำให้บุคคลมีความเด่นของเอกลักษณ์สูง ในทางกลับกันถ้าบุคคลมีความผูกพันด้านอารมณ์ทางลบสูงและมีความผูกพันด้านปฏิสัมพันธ์สูงจะทำให้บุคคลมีความเด่นของเอกลักษณ์ลดลง เช่น สถานการณ์ที่บุคคลต้องทำงานร่วมกับคนที่ตนเองไม่ชอบหรือแต่งงานกับคนที่ตนเองไม่ได้รัก ซึ่งนำไปสู่การถอยหนีจากความสัมพันธ์และทำให้เอกลักษณ์อื่นมีโอกาสขึ้นมาอยู่ลำดับสูงแทน ดังนั้นความผูกพันจึงมีอิทธิพลต่อความเด่นของเอกลักษณ์ และสำหรับประเด็นของความสัมพันธ์ระหว่างความเด่นของเอกลักษณ์และความสำคัญของเอกลักษณ์กับพฤติกรรมตามบทบาทนั้น สไตรเกอร์ (2007: 1092-1093) ได้กล่าวถึงว่า เอกลักษณ์จะถูกจัดลำดับที่ลดหลั่นกัน โดยผันแปรตามความเด่น (Salience) และความสำคัญ (Centrality) โดยสมมติฐานพื้นฐานของทฤษฎีเอกลักษณ์นั้นคือ การเลือกระหว่างการแสดงพฤติกรรมต่างๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในตำแหน่งของเอกลักษณ์ที่หลากหลายที่มีการจัดลำดับของเอกลักษณ์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการแสดงถึงเอกลักษณ์ เอกลักษณ์ต่างๆ จะถูกธำรงไว้ได้โดยที่บุคคลเข้าสู่สถานการณ์ที่หลากหลายตามที่บุคคลได้ประสบและเอกลักษณ์ต่างๆ จะมีผลต่อการประพฤติปฏิบัติในสถานการณ์นั้นๆ นอกจากนี้ สไตรเกอร์ (1987: 95) ยังได้อธิบายว่า จากฐานคติ (Assumption) ที่เชื่อว่า เอกลักษณ์แสวงหาการรับรอง เอกลักษณ์กระตุ้นให้บุคคลปฏิบัติหน้าที่ของตนในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ เพื่อยืนยันอีกครั้งหนึ่ง (Reaffirm) ถึงการเป็นบุคคลประเภทหนึ่งที่ถูกนิยามโดยเอกลักษณ์ และเอกลักษณ์ใดที่มีความเด่นมากกว่าจะทำให้บุคคลมีความไว (Sensitive) ต่อโอกาสสำหรับการมีพฤติกรรมเพื่อยืนยันในเอกลักษณ์นั้นมากกว่า ฉะนั้นถ้าบุคคลมีความเด่นของเอกลักษณ์ใดที่มากเขาจะแสดงพฤติกรรมตามบทบาทที่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์นั้นมากด้วย

นอกจากนี้จากการทบทวนการวัดเอกลักษณ์ในงานวิจัยที่ผ่านมาจะพบว่า งานวิจัยบางเรื่องให้ความสำคัญกับการวัดเอกลักษณ์ในองค์ประกอบความเด่นของเอกลักษณ์เพียงด้านเดียว และบางเรื่องได้วัดเอกลักษณ์ในหลายองค์ประกอบร่วมกัน ซึ่งหากพิจารณาตามทฤษฎีเอกลักษณ์ที่สไตรเกอร์ได้อธิบายไว้ในปี 2007 ว่า ความผูกพัน (Commitment) มีผลต่อความเด่นของเอกลักษณ์ (Identity Salience) และความรู้สึกสำคัญหรือความสำคัญของเอกลักษณ์ (Psychological Centrality) และความเด่นของเอกลักษณ์ และความรู้สึกสำคัญหรือความสำคัญของเอกลักษณ์ มีผลต่อพฤติกรรมการเลือกบทบาท (Role-Chioce Behavior) (Stryker. 2007: 1091) ดังนั้นจึงควรที่จะมีการวัดเอกลักษณ์ทั้งในมิติความเด่นของเอกลักษณ์และมิติความสำคัญของเอกลักษณ์ ดังในงานวิจัยที่ผ่านมาที่มีการวัดเอกลักษณ์ในลักษณะดังกล่าว (Burke; & Reitzes. 1991; Nuttbrock; & Freudiger. 1991; Stryker; & Serpe. 1994: 21-26 ; Lee. 2002: 356-358; วรรณะ บรรจง. 2551) แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากสไตรเกอร์ได้อธิบายถึงความเชื่อมโยงของความเด่นของเอกลักษณ์และพฤติกรรมตามบทบาท (Stryker. 1987: 96-97) ไว้ว่าดังนี้ เมื่อบุคคลได้แสดงพฤติกรรมตามบทบาทออกไป บุคคลจะมีการประเมินตนเองและการประเมินโดยบุคคลสำคัญอื่น ๆ เช่น นักเรียนมีการประเมินพฤติกรรมตามบทบาทของตนที่แสดงออกในโรงเรียนเช่นเดียวกันกับที่นักเรียนคนอื่น ๆ ครู และพ่อแม่ซึ่งเป็นผู้ประเมินพฤติกรรมตามบทบาทของตน กระบวนการประเมินนี้จะสะท้อนกลับให้บุคคลเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในบทบาทที่เฉพาะของตนและการมีความภาคภูมิใจในบทบาทที่เฉพาะของตนนี้จะสะท้อนอยู่ภายในความเด่นของเอกลักษณ์ ซึ่งสอดคล้องกับหลักที่ว่าความภาคภูมิใจในบทบาทที่เฉพาะของตนสูงความเด่นของเอกลักษณ์ตามบทบาทนั้นเพิ่มมากขึ้นด้วย ดังนั้นการปฏิบัติตามบทบาทของตนจะประสบความสำเร็จหรือความล้มเหลวจึงขึ้นอยู่กับการให้ความสำคัญกับความเด่นของเอกลักษณ์ จากการอธิบายของสไตรเกอร์ดังกล่าวที่ให้ความสำคัญของความภาคภูมิใจในบทบาทที่เฉพาะซึ่งสะท้อนอยู่ภายในความเด่นของเอกลักษณ์ จึงทำให้มีนักวิจัยบางท่านที่วัดความภาคภูมิใจในบทบาทที่เฉพาะว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการศึกษาเอกลักษณ์ ดังเช่น ในงานวิจัยของเบอร์คและไรซ์ (Burke; & Reitzes. 1991: 245) ที่ได้สร้างแบบสอบถามเอกลักษณ์ของนักศึกษาโดยวัดความภาคภูมิใจในการแสดงบทบาทของการเป็นนักศึกษา ซึ่งนักวิจัยได้ปรับมาจากแบบสอบถามความภาคภูมิใจของโรเซนเบอร์กในปี 1979 และงานวิจัยของสมศักดิ์ สีดากุลฤทธิ์ (2545: 10) ได้วัดความภาคภูมิใจในวิชาชีพครู เป็นองค์ประกอบหนึ่งของเอกลักษณ์วิชาชีพครู ดังนั้นการวัดเอกลักษณ์ควรที่ประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบ คือ องค์ประกอบความเด่นของเอกลักษณ์ องค์ประกอบความสำคัญของเอกลักษณ์ และองค์ประกอบความภาคภูมิใจในบทบาทด้วยจากการทบทวนความหมายของความภาคภูมิใจในตนเอง (Self-Esteem) พบว่ามีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่านดังนี้ โรเซนเบิร์ก (Rosenberg. 1979: 54) ได้ให้ความหมายของ ความภาคภูมิใจในตนเองว่า คือ การนับถือตนเอง การรู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณค่า การชื่นชมในข้อดีของตนเองและยอมรับความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของตนเองและปรารถนาที่จะแก้ไข ส่วน คูเปอร์สมิธ (อังคณา เทศทิศ. 2543: 29; อ้างอิงจาก Coopersmith. 1984: 5) ให้ความหมายว่า ความภาคภูมิใจในตนเองเป็นการประเมินการยอมรับตนเองเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีการยอมรับหรือไม่ยอมรับในขอบข่ายของ ความเชื่อมั่นต่อความสามารถ ความสำคัญ ความสำเร็จและ ความมีคุณค่าของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับแบรนเดน (อรอุมา สงวนญาติ. 2544: 9; อ้างอิงจาก Branden. 1981: 110-112) ให้ความหมายว่า ความภาคภูมิใจใน
ตนเองเป็นลักษณะของความเชื่อมั่นและความนับถือตนเองที่เกิดความเชื่อมั่นในความมีคุณค่าของตนเอง ความมั่นใจในความสามารถของตนที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่พอใจ เกียรติวรรณ อมาตยกุล (2529: 18-19) ให้ความหมายความภาคภูมิใจในตนเองว่า คือความรู้สึกเห็นคุณค่า เคารพและรักตนเอง รวมถึงพรพิมล วรวุฒิพุทธพงศ์ (2547: 50) ให้ความหมายว่าคือ ความรู้สึกว่าตนเองเป็นผู้ที่มีคุณค่า เป็นผู้ที่สามารถทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้หรือมีลักษณะที่น่าพอใจก่อประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้ ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า ความภาคภูมิใจในตนเองหมายถึง การนับถือตนเอง พอใจในตนเอง รู้สึกว่าตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณค่า มีความสามารถที่จะทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้ มีการชื่นชมในข้อดีของตนเองและยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของตนเองและปรารถนาที่จะแก้ไข และมีความเชื่อมั่นที่จะประสบความสำเร็จในสิ่งที่ตนพอใจ แต่ทั้งนี้ความภาคภูมิใจถูกกล่าวถึงในบริบทของความภาคภูมิใจในบทบาท ดังนั้นจากการสรุปความหมายของความภาคภูมิใจในตนเองดังกล่าวเมื่อนำมาเทียบเคียงเพื่ออธิบายถึงความภาคภูมิใจในบทบาท จึงอาจนิยามว่าคือ ระดับความรู้สึกที่มีต่อการนับถือตนเอง พอใจ เห็นคุณค่าในบทบาทที่ตนเองครอบครองและมีความสามารถที่จะทำประโยชน์ให้กับตนเองและผู้อื่นได้ มีการชื่นชมในข้อดีของบทบาทที่ตนเองครอบครองและยอมรับในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นของตนเองจากการสวมบทบาทโดยปรารถนาที่จะแก้ไข และมีความเชื่อมั่นที่จะประสบความสำเร็จในบทบาทนั้น ดังนั้นกรอบแนวคิดในการอธิบายเอกลักษณ์และพฤติกรรมตามบทบาท

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (4) https://thaissf.org/sh054/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh054 Tue, 26 Aug 2014 15:23:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/sh054/ (1) ความผูกพันด้านปฏิสัมพันธ์ (Interactional Commitment) หมายถึง ปริมาณของความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ในเครือข่ายทางสังคมซึ่งทำให้ได้แสดงบทบาทหรือมีเอกลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

(2) ความผูกพันด้านอารมณ์ (Affective Commitment) หมายถึง การประเมินค่าทางอารมณ์ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ ในเครือข่ายทางสังคมจาก การแสดงบทบาทหรือมีเอกลักษณ์ เช่น รู้สึกว่าความสัมพันธ์นั้นมีความสำคัญ มีความใกล้ชิด ทำให้มีความสุข เป็นต้น

2) ความเด่นของเอกลักษณ์ (Identity Salience) ความเด่นของเอกลักษณ์ หมายถึง ความเป็นไปได้ (Probability) ในการแสดงเอกลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งออกมาบ่อยครั้ง หรือนำเอกลักษณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมาใช้ (Burke; & Reitzes. 1991: 247; citing Stryker. 1968; พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์. ม.ป.ป.: 87; อ้างอิงจาก Stryker. 1980: 61) ซึ่งสอดคล้องกับสเตทส์และเบอร์ค (Stets; & Burke. n.d.: 12) ที่ได้อธิบายว่าเป็นเอกลักษณ์ที่มีความเป็นไปได้ว่าถูกกระตุ้นหรือให้แสดงออกมาอยู่บ่อยๆ ครั้งในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แนวคิดเกี่ยวกับความเด่นของเอกลักษณ์พัฒนามาจากความเห็นว่าตัวตนมีความหลากหลายแง่มุม (Multifaceted) และตัวตนจะประกอบไปด้วยชุดของเอกลักษณ์หลาย ๆ เอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างกันจำนวนมากตามบทบาทที่กำหนด ดังนั้นบุคคลจึงมีเอกลักษณ์ได้มากมายตามบทบาทต่าง ๆ ที่เขาครอบครอง (Stryker. 1992: 873) จากการที่บุคคลมีเอกลักษณ์เป็นจำนวนมากตามบทบาทที่เขาครอบครอง เอกลักษณ์ทั้งหลายเหล่านี้จึงถูกจัดลำดับที่ลดหลั่นกัน (Identity Hierarchy) ในลักษณะที่เอกลักษณ์บางชนิดอาจได้รับการเลือกใช้บ่อยกว่าเอกลักษณ์อื่น ๆ ในสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น บุคคลมีเอกลักษณ์เป็นอาจารย์ พ่อ สามี ข้าราชการ ฯลฯ เอกลักษณ์ทั้งหลายเหล่านี้ก็จะถูกจัดเรียงลำดับตามความสำคัญและเอกลักษณ์หนึ่งจะมีแนวโน้มที่จะถูกนำออกมาใช้ในสถานการณ์หนึ่ง ๆ มากกว่าเอกลักษณ์อื่น ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากข้อเสนอที่ว่ายิ่งเอกลักษณ์นั้น ๆ อยู่ในระดับความเด่นที่สูงเพียงใด ก็ยิ่งจะได้รับการเลือกใช้ในสถานการณ์นั้น ๆ มากขึ้นเพียงนั้น และอย่างไรก็ตามเมื่อมีความซ้ำซ้อนทางโครงสร้างระหว่างสถานการณ์ต่าง ๆ อยู่ในระดับสูง เอกลักษณ์ต่าง ๆ มีแนวโน้มว่าจะถูกนำเข้ามาปรากฏในสถานการณ์หนึ่ง ๆ มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะปรากฏว่ามีเอกลักษณ์มากกว่าหนึ่งเอกลักษณ์แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเกิดความขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกันเสมอไป ในกรณีที่มีความขัดแย้ง ตำแหน่งของเอกลักษณ์ในลำดับความเด่นส่วนหนึ่งจะเป็นตัวกำหนดบทบาทที่จะกระทำและพฤติกรรมก็จะถูกแสดงออกในลักษณะนั้นๆ (พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์. ม.ป.ป.: 87) ดังนั้น แนวคิดความเด่นของเอกลักษณ์จึงเป็นสิ่งสำคัญในทฤษฎีเอกลักษณ์ของบุคคลที่มีต่อความพยายามที่จะทำบทบาทและการปฏิบัติในแต่ละบทบาทได้เป็นอย่างดี (Desrochers; Andreassi; & Thompson. 2005: Online; citing Burk; & Reitzes. 1981)

ดังนั้นความเด่นของเอกลักษณ์ จึงหมายถึง ความเป็นไปได้ในการนำเอกลักษณ์ใดเอกลักษณ์หนึ่งมาใช้ในการแสดงออกกับบุคคลอื่นๆ ในสถานการณ์ทางสังคมที่แตกต่างกัน

3) ความรู้สึกสำคัญ (Psychological Centrality) หรือ ความสำคัญของเอกลักษณ์ พบว่าได้มีผู้ใช้คำอื่นๆ แทนความหมายเดียวกันในงานวิจัย เช่น Identity Centrality (Lee. 2002) , Importance of identity (Burke; & Reitzes. 1991) ดังนั้นในการวิจัยนี้ผู้วิจัยจึงใช้คำว่า ความสำคัญของเอกลักษณ์ จากเอกลักษณ์ของบุคคลซึ่งถูกจัดลำดับที่ลดหลั่นกัน (Identity Hierarchy) ตามความเด่นและความสำคัญ สไตรเกอร์ (Stryker. 2007: 1092) ได้กล่าวถึงความสำคัญของเอกลักษณ์ว่า หมายถึง การรับรู้ความสำคัญของเอกลักษณ์ที่บุคคลครอบครองอยู่ ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับความรู้สึกสำคัญนั้นจะถูกระบุด้วยการที่บุคคลอ้างถึงความต้องการหรือความชอบตามความคิดเห็นของตนเอง โดยสันนิษฐานว่าเป็นระดับ การตระหนักรู้ในตนเอง (Self-Awareness) ซึ่งไม่ได้มีอยู่ในความเด่นของเอกลักษณ์ตั้งแต่แรก ความสำคัญของเอกลักษณ์จึงเป็นพื้นฐานการเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่แสดงออกถึงการมีเอกลักษณ์นั้นๆ (Stryker; & Serpe. 1994: 19)

ดังนั้นความสำคัญของเอกลักษณ์ จึงหมายถึง การรับรู้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของกิจกรรมที่แสดงออกถึงการมีเอกลักษณ์นั้นๆ ของบุคคล

4) การเลือกบทบาท (Role Choice) จากทฤษฎีเอกลักษณ์ของสไตรเกอร์ (Stryker. 1992: 873; Stryker. 2007: 1092) ได้กล่าวถึงว่าความผูกพันมีผลต่อความเด่นของเอกลักษณ์ และความสำคัญของเอกลักษณ์ และความเด่นของเอกลักษณ์ กับความสำคัญของเอกลักษณ์มีผลต่อ การเลือกบทบาท ดังนั้นการเลือกบทบาทจึงเป็นผลลัพธ์ของความเด่นของเอกลักษณ์และความสำคัญของเอกลักษณ์ โดยสไตรเกอร์ (Stryker. 1992: 873) ได้ให้ความหมายไว้ว่า คือ การเลือกที่จะปฏิบัติตามความคาดหวังในบทบาทใดบทบาทหนึ่งมากกว่าบทบาทอื่นๆ ในทฤษฎีเอกลักษณ์ของสไตรเกอร์นั้นนอกเหนือจากการใช้คำว่า Role Choice ว่าเป็นผลลัพธ์ของความเด่นของเอกลักษณ์และความสำคัญของเอกลักษณ์ แล้วสไตรเกอร์ยังได้ใช้คำอื่นๆ ด้วย ได้แก่ Role Choice Behavior (Stryker. 1992; Stryker; & Burke. 2000) Role Behavior (Stryker. 1987) และ Role Performance (Stryker; & Serpe. 1982; Stryker. 1987; 1992) ซึ่งกลุ่มคำเหล่านี้ถูกใช้แทนกันในการกล่าวถึงว่าเป็นผลลัพธ์ของความเด่นของเอกลักษณ์และความสำคัญของเอกลักษณ์ ในทฤษฎีเอกลักษณ์ของสไตรเกอร์ ดังนั้นการเลือกบทบาทหรือพฤติกรรมตามบทบาท หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมาตามเอกลักษณ์ที่บุคคลครอบครองซึ่งอยู่ในลำดับความเด่นและความสำคัญสูงสุดซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถูกคาดหวังจากการมีสถานภาพนั้นๆ

นอกจากนี้สไตรเกอร์ยังได้กล่าวถึงว่าการถ่ายทอดทางสังคมจะมีผลต่อระดับความผูกพันที่มีกับเครือข่ายทางสังคมของตนที่เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ด้วย (Stryker. 1980: 64) โดยการถ่ายทอดทางสังคมนั้น งามตา วนินทานนท์ (2545: 11-12) ได้ให้ความหมายการถ่ายทอดทางสังคมว่าเป็นกระบวนการเชื่อมโยงบุคคลเข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของเขา บุคคลจะเรียนรู้และซึมซับเอาความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมและปทัสถานของสังคมที่เขาเป็นสมาชิกอยู่เข้าไว้เพื่อเป็นพื้นฐานใน การกำหนดแนวความคิดและพฤติกรรม การถ่ายทอดทางสังคมเป็นกระบวนการที่มีโครงสร้างและส่งผลต่อบุคคลในลักษณะที่คล้ายคลึงกันไม่ว่าจะเกิดขึ้น ณ ที่แห่งใด แต่อาจมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างไป จึงเป็นกระบวนการพัฒนาบุคลิกภาพของบุคคลที่สงวนไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตนและค่านิยมของกลุ่มวัฒนธรรมย่อย และพงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์ (2530: 4) ให้ความหมายว่า การถ่ายทอดทางสังคมเป็นกลไกในการผลิตซ้ำทางสังคมและวัฒนธรรม (Social and cultural reproduction) และเป็นกลไกแห่งการควบคุมทางสังคม คือ จากกระบวนการถ่ายทอดทางสังคมทำให้กลุ่มหรือสังคมนั้นสามารถถ่ายทอดค่านิยม ขนบธรรมเนียม ความเชื่อและสิ่งอื่น ๆ จากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนรุ่นหนึ่งได้ จึงถือว่าการถ่ายทอดทางสังคมเป็นกลไกในการผลิตซ้ำทางสังคมและวัฒนธรรม และด้วยการที่สมาชิกของกลุ่มหรือสังคมนั้นถูกชักนำให้ปฏิบัติตามวิถีทางของกลุ่มโดยสมัครใจ จากการทำให้บรรทัดฐานและค่านิยมต่าง ๆ ของกลุ่มกลับกลายเป็นบรรทัดฐานและค่านิยมของตนเองโดยผ่านกระบวนการถ่ายทอดทางสังคมในแง่นี้การถ่ายทอดทางสังคมจึงเป็นกลไกแห่งการควบคุมทางสังคมนอกจากนี้ สุพัตรา สุภาพ (2546: 48-51) ได้ให้ความหมายว่า การถ่ายทอดทางสังคมเป็นกระบวนการทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือ ทางตรงเป็นการถ่ายทอดทางสังคมที่ต้องการให้บุคคลปฏิบัติให้ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนที่กลุ่มสังคมนั้นกำหนดไว้ เป็นการบอกว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ อะไรผิด อะไรถูก ฯลฯ ซึ่งเป็นการชี้ทางและแนะแนวทางในการปฏิบัติต่อบุคคลอย่างจงใจและเจตนา ส่วนทางอ้อมเป็นการถ่ายทอดทางสังคมที่ไม่ได้บอกกันโดยตรง บุคคลได้รับประสบการณ์หรือประโยชน์จากการสังเกตหรือเรียนรู้จาก การกระทำของผู้อื่น การถ่ายทอดทางสังคมนี้จึงเป็นกระบวนการที่มนุษย์ในสังคมหนึ่ง ๆ ได้เรียนรู้คุณค่า กฎเกณฑ์ ระเบียบแบบแผนที่กลุ่มหนึ่ง ๆ กำหนดหรือวางไว้เพื่อเป็นแบบแผนของ การปฏิบัติต่อกันและให้บุคคลได้พัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง โดยสรุปแล้วการถ่ายทอดทางสังคม หมายถึง กระบวนการที่เชื่อมโยงบุคคลเข้ากับสังคมและวัฒนธรรมของเขา โดยกระบวนการนี้บุคคลอาจได้รับทั้งจากทางตรงและทางอ้อมทำให้บุคคลได้เรียนรู้และซึมซับเอาเจตคติ ค่านิยมและบรรทัดฐานของสังคมที่เขาเป็นสมาชิกอยู่เข้าไว้เพื่อเป็นพื้นฐานในการกำหนดแนวความคิดและ การแสดงพฤติกรรมที่สอดคล้อง เหมาะสมตามความคาดหวังของสังคมที่บุคคลเป็นสมาชิกอยู่และทำให้บุคคลพัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (3) https://thaissf.org/sh053/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh053 Tue, 26 Aug 2014 15:11:38 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/sh053/ ก่อรูปขึ้นในสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่งและถูกจัดลำดับความสำคัญที่ลดหลั่นอันทำให้เกิดตัวตน (Self) (Burke; & Reitzes. 1981: 84; citing stryker. 1968) เอกลักษณ์จะเกิดขึ้นบนพื้นฐานความคล้ายคลึงและความแตกต่างของบทบาทเมื่อเปรียบเทียบกับบทบาทอื่น ๆ (Burke; & Reitzes. 1981: 84; 1991: 242; citing Lindesmith; & Strauss. 1956; Turner. 1956)

3) เอกลักษณ์เป็นสัญลักษณ์ (Symbolic) และเป็นผลสะท้อนกลับ (Reflexive) กล่าวคือ สัญลักษณ์และลักษณะการสะท้อนกลับภายใต้การปฏิสังสรรค์กับบุคคลอื่นก่อให้เกิดการให้ความหมายต่อตนเองของบุคคลซึ่งทำให้เขารู้และเข้าใจตนเองผ่านการเรียนรู้จากการตอบสนองของบุคคลอื่นที่มีต่อการกระทำของเขา การกระทำของบุคคลพัฒนาความหมายผ่านการตอบสนองของบุคคลอื่นตลอดเวลาหรือผ่านการสวมบทบาทของคนอื่น (role taking) ซึ่งเป็นความสามารถใน การใส่ตนเองลงไปในที่ของคนอื่นและมองเห็นสิ่งต่างๆ เหมือนกับที่คนๆ นั้นมองเห็น ดังนั้น การกระทำ คำพูด และการปรากฏของบุคคล คือ สัญลักษณ์นัยสำคัญ (significant symbols) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ให้ความหมายหรือเข้าใจร่วมกันของบุคคลในสังคม สัญลักษณ์และลักษณะ การสะท้อนกลับของเอกลักษณ์จะบูรณาการเป็นตัวตนของบุคคล (พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิพงษ์. ม.ป.ป.: 45-47; Burke; & Reitzes. 1981: 84; 1991: 242; citing Burke. 1980; Felson. 1985; Wells. 1978)

2.3 ทฤษฎีเอกลักษณ์ของบุคคลของสไตรเกอร์

ที่มาของทฤษฎี

ทฤษฎีเอกลักษณ์ของบุคคล (Personal Identity Theory) หรือที่นิยมเรียกโดยทั่วไปว่าทฤษฎีเอกลักษณ์ (Identity Theory) เป็นทฤษฎีที่พัฒนาโดยเชลดอน สไตรเกอร์ (Sheldon Stryker) ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยา มหาวิทยาลัยอินเดียน่า ประเทศสหรัฐอเมริกา ทฤษฎีเอกลักษณ์นี้ได้พัฒนาขึ้นจากทัศนภาพการปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์เชิงโครงสร้าง (Structural Symbolic-Interactionist Perspective) ในการอธิบายพฤติกรรมการเลือกบทบาทของบุคคล (Role Choice Behavior) (Stryker. 1992: 871; Owens. 2003: 217) โดยได้อาศัยข้อตกลงตามกรอบแนวคิดปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์ 4 ประการ ดังนี้ (Stryker. 1992: 872)

1) บุคคลเป็นทั้งผู้กระทำและผู้ตอบสนองการกระทำ

2) การกระทำและปฏิสัมพันธ์ของบุคคลขึ้นอยู่กับการให้ความหมายหรือการตีความสถานการณ์ของการกระทำและการปฏิสัมพันธ์นั้น ซึ่งการให้ความหมายและการตีความเป็นพื้นฐานการพัฒนาการให้ความหมายในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น

3) การสร้างความหมายเชิงอัตมโนทัศน์แห่งตนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการแสดงการกระทำและการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคคล

4) อัตมโนทัศน์เป็นรูปแบบจากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและผลลัพธ์ของการตอบสนองการกระทำของผู้อื่นที่มีต่อตน

จากข้อตกลงทั้ง 4 ข้อข้างต้นแสดงให้เห็นว่าข้อตกลงที่ 4 ตัวตน (Self) มีผลต่อสังคม (Society) และเมื่อนำข้อตกลงที่ 3 เข้าร่วมพบว่าทำให้เกิดพื้นฐานความเป็นไปได้ทางทฤษฎีหรือกฎเกณฑ์ของทฤษฎีการปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์ (Symbolic Interactionism) ที่ว่า สังคมกำหนดตัวตน ตัวตนกำหนดพฤติกรรมทางสังคม (Social Behavior) กฎเกณฑ์ดังกล่าวถูกบันทึกยืนยันความเป็นไปได้ของความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน (Reciprocity) ระหว่างพฤติกรรมทางสังคมมีผลต่อตัวตนและสังคม และตัวตนสามารถมีผลต่อสังคมด้วยเช่นกัน (Stryker. 1992: 872; 2007: 1089)

สังคมถูกอธิบายในเชิงโครงสร้างทางสังคม (Social Structure) และตัวตนถูกอธิบายในเชิงกระบวนการตีความ (Interpretive Processes) ที่บุคคลต้องให้น้ำหนักก่อนการแสดงพฤติกรรมทางสังคม ตามแนวคิดนี้นักสังคมวิทยาร่วมสมัยมองว่าสังคมและตัวตน มีรูปแบบโครงสร้างที่มีความคงทนยืนยาวทั้งรูปแบบที่เป็นปฏิสัมพันธ์และรูปแบบที่เป็นความสัมพันธ์ (Durability of the patterned interactions and relationships) นอกจากนี้โครงสร้างสังคมยังมีความซับซ้อนระดับกลุ่ม ชุมชน องค์การและสถาบัน ในขณะเดียวกันบุคคลในสังคมยังอยู่บนพื้นฐานชนชั้นทางสังคมไม่ว่าจะเป็นอายุ เพศ เชื้อชาติ ศาสนาและอื่นๆ ดังนั้นขอบเขตของสังคมจึงมีความหลากหลายและทับซ้อนกันทั้งในเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactionally) หน้าที่ (Functionally) และการจัดลำดับความสำคัญที่ลดหลั่น (Hierarchically) ซึ่งในบางครั้งความแตกต่างหลายๆ ส่วนของสังคมอาจมีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันแต่ในบางครั้งก็อิสระจากกันหรือขัดแย้งกัน ส่วนต่างๆ ที่แตกต่างกันของสังคมจึงมีผลกระทบต่อบุคคล โดยทำให้เกิดตัวตนแบบต่างๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับคนหรือกลุ่มต่างๆ ที่มาปฏิสัมพันธ์กับบุคคลนั้นๆ (Stryker. 1992: 872-873; สมศักดิ์ สีดากุลฤทธิ์. 2545: 21)

จากแนวคิดเกี่ยวกับสังคมและตัวตนที่มีความซับซ้อนและมีความหลากหลายมิติจึงทำให้เกิดการสร้างทฤษฎีที่ยอมรับความสัมพันธ์ระหว่างส่วนต่าง ๆ ของสังคมและส่วนต่าง ๆ ของตัวตน และมีการดำเนินการอย่างมีเหตุมีผลที่ยอมรับได้ การสร้างทฤษฎีเอกลักษณ์ได้ดำเนินการโดยอาศัยพื้นฐานกฎเกณฑ์ทางทฤษฎีการปฏิสังสรรค์สัญลักษณ์ในการกำหนดสมมติฐานที่เฉพาะซึ่งให้ความสำคัญต่อการเลือกบทบาท กล่าวคือ ลำดับชั้นทั่วไปของพฤติกรรมทางสังคมถูกกำหนดโดยการเลือกบทบาท ซึ่งถูกตั้งสมมติฐานว่าเป็นผลลัพธ์ของความเด่นของเอกลักษณ์ (Identity Salience) และ ความรู้สึกสำคัญ (Psychological Centrality) และความเด่นของเอกลักษณ์กับความรู้สึกสำคัญถูกตั้งสมมติฐานว่าเป็นผลลัพธ์ของความผูกพัน (Commitment) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ความผูกพันมีผลต่อความเด่นของเอกลักษณ์และความรู้สึกสำคัญ และความเด่นของเอกลักษณ์และความรู้สึกสำคัญมีผลต่อการเลือกบทบาท (Role Choice) (Stryker. 1992: 873; 2007: 1091)

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (2) https://thaissf.org/sh052/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh052 Tue, 26 Aug 2014 14:54:46 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/sh052/ เกิดปัญญา การหยั่งรู้ เข้าใจความจริงของชีวิต ค้นพบเป้าหมายความหมายของชีวิต มีดุลภาพในความสัมพันธ์ภายในตนเอง ความสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อม และพลังเหนือธรรมชาติ สงบ มีความสุข มีความเข้าใจในตนเอง เข้าใจในธรรมชาติและความเป็นจริงในชีวิต มีพลังใจที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์ มีพลังภายใน (Inner strength) พลังอำนาจ (Power) ความศรัทธา ความหวัง ความกล้าหาญ เพิ่มความสามารถทำให้อยู่เหนือภาวะเหนือตนเองได้ และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข

ข้อมูลจากการประมวลเอกสาร พบว่า การศึกษาจิตวิญญาณในมิติด้านสาธารณสุขจะเน้นที่การดูแลด้านจิตวิญญาณ (spiritual care) และการตอบสนองความต้องการทางด้านจิตวิญญาณ (spiritual need) ซึ่งจากงานวิจัยได้ให้ความหมายของการดูแลด้านจิตวิญญาณ ว่าหมายถึง กระบวนการที่ช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวด้วยความเอาใจใส่ โดยการสนับสนุน ส่งเสริมคุณค่า ความเชื่อ ค่านิยมและวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล ความต้องการมีความหมายและจุดหมายของชีวิต ความต้องการได้รับความรักและให้ความรักต่อผู้อื่น รวมไปถึงความต้องการความหวังและการสร้างสรรค์ เพื่อสนองความต้องการที่มุ่งรักษาสุขภาพในการดำเนินชีวิต และมีการให้ความหมายของความต้องการด้านจิตวิญญาณไว้ว่า หมายถึง ความรู้สึกที่อยู่ลึกภายในจิตใจเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและเกิดร่วมกับการเลี้ยงดู สังคม วัฒนธรรม ศาสนา ศีลธรรม ลัทธิที่มีอยู่ภายในตัวบุคคล เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลรู้สึกว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า สามารถค้นหาเป้าหมายของชีวิตและรู้ว่าตนต้องการอะไร เป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความเชื่อและการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของชีวิต เป็นพลังภายในตนเองที่มองไม่เห็นแต่ช่วยให้บุคคลเกิดกำลังใจ มีความหวังและความเข้มแข็งภายในจิตใจ ทำให้สามารถเผชิญกับปัญหาและความจริงที่ตนรู้สึกว่ายากลำบากหรือในภาวะที่เจ็บป่วยรุนแรงได้อย่างสงบ

คำว่า “จิตวิญญาณ” มีการนำมาใช้ในกิจกรรมการพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ความเชื่อโดยใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และการปฏิบัติตามหลักศาสนา รวมทั้งคำนึงถึงความสำคัญของปฏิสัมพันธ์ของคนกับคน คนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทัศนีย์ ทองประทีป. 2548) ซึ่ง ชนิกา เจริญจิตต์กุล (2547) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการดูแลด้านจิตวิญญาณ (spiritual care) ว่า ระบบความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ทำให้บุคคลมีพลังในตัว มีกำลังใจ และมีความหวัง นอกจากนี้การให้ความรักความรู้สึกผูกพัน การเอาใจใส่จะเป็นการช่วยเพิ่มความรู้สึกประจักษ์ในคุณค่า (Self esteem) ของบุคคล จากความหมายในงานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า มีตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณที่ปรากฏในนิยาม ได้แก่ การมีเป้าหมายของชีวิต การรู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต การมีความเข้าใจในตนเองและสิ่งแวดล้อม การมีความเชื่อศรัทธาในบางสิ่งเหนือการรับรู้ การรู้สึกถึงการมีพลังมีความเข้มแข็งในการปฏิบัติภารกิจ การมีความรู้สึกสุขสงบทางจิตใจ เป็นต้น

จิตวิญญาณในมิติทางด้านสุขภาพนี้ นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2545) ได้อธิบายว่า เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เดิมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์แบบเดิมที่ใช้ในการทำความเข้าใจชีวิตซึ่งมองชีวิตแบบแยกออกเป็นส่วนๆที่มุ่งเน้นแต่การตรวจวินิจฉัยรักษาโรค การจ่ายยาที่ถูกต้อง โดยขาดการมีปฏิสัมพันธ์และขาดการให้ความสำคัญกับมนุษย์ที่มาตรวจรักษา ทำให้ผู้เข้ารับการรักษาเกิดการขาดความศรัทธาเชื่อมั่นต่อตัวแพทย์ พยาบาล ที่ทำการรักษา ดังนั้นการใช้ Spiritual เข้ามาใช้ในทางสุขภาวะ จะทำให้เห็นมิติของความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ที่เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะเสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข และการดูแลผู้ป่วย

2. ทฤษฎีเอกลักษณ์ (Identity)

2.1 ความหมายของเอกลักษณ์

“เอกลักษณ์” หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Identity” และนักวิชาการบางท่านดังเช่นเบอร์ค (Stryker; & Serpe. 1982: 206; citing Burke. 1981) และแมคคอล์และซิมมอนด์ (Stryker; &Serpe. 1982: 206; citing McCall; & Simmons. 1978) ใช้คำว่า “Role-Identity” ในความหมายเดียวกับเอกลักษณ์ (Hogg; Terry; & White. 1995: 256; citing Stryker. 1980) เอกลักษณ์มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน 2 คำ คือ Idem แปลว่า เหมือน และคำว่า Identidem แปลว่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งต่อมาได้มีการรวมความหมายของคำว่า Side by Side แปลว่าด้วยกัน กับคำว่า Likeness แปลว่า ความคล้ายคลึงกัน และ Oneness ที่แปลว่า ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เข้าร่วมด้วย (Owens. 2003: 207) ดังนั้นความหมายของคำว่า “เอกลักษณ์” จึงมีความเกี่ยวข้องกับการบอกถึงความแตกต่างและ ความเหมือนระหว่างบุคคลหนึ่งกับบุคคลหนึ่ง (Owens. 2003: 207; citing Burke; & Tully. 1977; James. 1890) จากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ พบว่า นันทนา น้ำฝน (2536: 36) ได้สรุปความหมายของเอกลักษณ์ว่า เป็นลักษณะอย่างหนึ่งในตัวบุคคลที่ทำให้บุคคลนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองซึ่งแตกต่างจากบุคคลอื่น ส่วนเบอร์คและไรซ์ (Burke; & Reitzes. 1991: 242) ได้ให้ความหมายของเอกลักษณ์ไว้ว่า คือ สิ่งที่บุคคลให้ความหมายทางสังคมร่วมกันของคนที่อยู่ในบทบาทเดียวกัน รวมถึงในดิกชันนารี The New International Webster’s Comprehensive Dictionary of the English Language (1996: 627) ได้ให้ความหมายของเอกลักษณ์ว่า ลักษณะที่เป็นอยู่เหมือนกันหรือเหมือนกันโดยสมบูรณ์ สอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546: 1391) ซึ่งได้ให้ความหมายไว้ว่า ลักษณะที่เหมือนกันหรือมีร่วมกัน ส่วนนักจิตวิทยาสังคมร่วมสมัยได้ให้ความหมายของเอกลักษณ์ว่าเป็นการจัดหมวดหมู่บุคคลอย่างเฉพาะเจาะจงในการบอกว่าเขาเป็นใครและตำแหน่งที่บุคคลจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Owens. 2003: 207; citing Michener; & Delamater. 1999) ซึ่งสอดคล้องกับความหมายจากสารานุกรมทางสังคมวิทยาที่สไตรเกอร์ได้ให้ความหมายไว้โดยคำนึงถึงข้อกำหนด (require) ของเอกลักษณ์ที่มีอยู่ 2 ประการ คือ (Stryker. 1992: 873; citing Stone. 1962; Stryker. 1968) 1) บุคคลอื่นเป็นผู้มอบหมายตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งทางสังคมให้ต่อบุคคล และ 2) บุคคลยอมรับต่อตำแหน่งที่ผู้อื่นแต่งตั้งให้ ดังนั้นเอกลักษณ์ตามความหมายของสไตรเกอร์ (Stryker. 1992: 873) จึงเป็นการรู้คิดเกี่ยวกับตัวตน (Self-Cognitions) ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและตำแหน่งในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล เช่น เอกลักษณ์ของการเป็นแม่ เป็นลูก เป็นหมอ เป็นคนขายของ เป็นต้น

จากความหมายของเอกลักษณ์ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า เอกลักษณ์ หมายถึง การรู้คิดเกี่ยวกับบทบาทและตำแหน่งเฉพาะตนในการแสดงออกเพื่อติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม ทั้งนี้บุคคลที่อยู่ในบทบาทและตำแหน่งเดียวกันจะมีการแสดงออกที่เหมือนกันและแตกต่างไปจากบุคคลที่อยู่ในบทบาทและตำแหน่งอื่น

]]>