เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (34) โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd064/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd064 Wed, 05 Nov 2014 05:42:47 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/05/cd064/ การที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จากสังคมเกษตรกรรมที่ต้องพึ่งแรงงานของลูกหลานอย่างมาก มาเป็นสังคมเมืองและอุตสาหกรรม คนใช้เวลาอยู่ในระบบการศึกษายาวนานเกือบหนึ่งในสามของอายุขัย จนมาเริ่มชีวิตแต่งงานที่อายุ 26 ถึง 29 ปี ( เป็นอายุเฉลี่ยในอิตาลีและประเทศแถบสแกนดิเนเวีย ) ซึ่งล่าช้ากว่าเมื่อศตวรรษที่ 18 – 19 และยังต้องรออีกหลายปีกว่าจะเริ่มมีบุตร ด้วยความเชื่อที่คิดว่า คู่สมรสควรจะมีทรัพย์สินผ่านระดับมาตรฐานที่สังคมหนึ่งก่อน ( เช่นมีบ้าน มีรถของตนเอง มีเงินพอส่งลูกเรียนก่อน ) จึงควรจะมีลูกได้ แต่ในตลาดแรงงาน รายได้ของคนหนุ่มสาวทั่วไปกลับต่ำกว่ามาตรฐานสังคมที่กำหนดไว้อย่างเห็นได้ชัด ทำให้ยิ่งต้องประวิงเวลาการเริ่มมีบุตรออกไปอีก ส่วนฝ่ายหญิงเองถึงแม้ว่า จะอยากมีบุตร แต่ก็ยังต้องการอยู่ในตลาดงานเพื่อหารายได้เพิ่ม ในสหรัฐอเมริกา พบว่า ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 3เป็นต้นมา ซึ่งรายได้ของสตรีดีขึ้นนั้นกลับพบว่า อัตราการมีบุตรลดต่ำลงอย่างเป็นสัดส่วนกัน ประมาณกันว่า ด้วยนิยามของ infertility ข้างต้น ในประเทศทางตะวันตก จะมีคู่สมรสที่ตกในข่ายนี้ราวร้อยละ 8-15 มีบางคู่สมรสที่ตกลงเห็นพ้องกันว่า การไม่มีบุตรกลับช่วยให้ตนใช้ชีวิตได้อย่างกังวลกับอนาคตน้อยกว่า

แต่เมื่อมีการเกิดของเด็กหลอดแก้วรายแรกของโลกขึ้น และตามมาด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการช่วยเจริญพันธุ์ กลับมีคู่สมรสจำนวนมากซึ่งมีระดับเศรษฐานะผ่านจุดที่ต้องการมาแล้ว แต่กลับมาพบเมื่อวัยผ่านไปหรือเมื่อสุขภาพของตนได้ทรุดโทรมลงเพราะการทำงานไปแล้วว่า ด้วยวัย หรือด้วยความไม่สมบูรณ์ของร่างกายต่างๆของทั้งคู่ ทำให้ตนไม่สามารถมีบุตรได้เอง จึงก้าวเข้ามาขอรับบริการเพื่อช่วยการมีบุตร ซึ่งในแง่หนึ่ง อาจมองได้ว่า สวนกับกระแสส่วนใหญ่ของโลกที่ต้องการลดอัตราการเพิ่มของจำนวนประชากรลง เช่นกัน (ในประเทศจีน ไม่อนุญาตให้มี gestational surrogacy ตั้งแต่ สิงหาคม 2001 แต่อาจด้วยเหตุผลทางจริยธรรมมากกว่าการควบคุมจำนวนประชากรแต่เพียงอย่างเดียว )

จากรายงานของ American Society for Reproductive Medicine 2002 แจ้งว่า ระหว่างปี 1985 ถึง 1999 มีเด็กที่เกิดจาก IVF ในประเทศถึง 129,000 ราย ในจำนวนนี้ ระหว่างปี 1991 ถึง 1999 มีการคลอดจาก IVF Surrogacy ประมาณ 1600 ราย ซึ่งเชื่อได้ว่า เป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจาก จากการรายงานสถิติแบบสมัครใจ เพราะกฎหมายที่บังคับให้มีการรายงานสถิติของการทำ surrogacy นั้นเพิ่งใช้บังคับเมื่อปี 2003 และเป็นความต้องการของบุคคลทั่วไปอยู่แล้วที่มักมีความประสงค์ให้กระบวนการ surrogacy ทั้งหมดของตนเป็นความลับ

แนวคิดจากศาสนา9-10

ศาสนาคริสต์ 21เนื่องจากศาสนาคริสต์มีหลายนิกาย และมีแนวคิดเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ซึ่งซับซ้อนมีแง่มุมที่ต้องพิจารณามากขึ้นเรื่อยๆ

  •  Jewish Law โดยหลักการเน้นความเป็นเอกภาพของครอบครัวมาแต่ดั้งเดิมแล้ว ดังนั้นการใช้สเปอร์ม หรือไข่จากผู้บริจาค ซึ่งเป็นบุคคลที่สามในระบบครอบครัว ได้รับการคัดค้านจากนักบวชที่เคร่งครัด โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้บริจาคมิใช่ชาวยิว เนื่องจากการมีหลักฐานว่าใครเป็นเจ้าของเชื้อและไข่มีความสำคัญในทางศาสนา ศาสนายิวไม่ห้ามการทำ surrogacy แต่บุตรที่เกิดต้องถือเป็นบุตรของชายเจ้าของสเปอร์ม และ surrogate mother ต้องเป็นศาสนาเดียวกับคู่สมรสที่สัญญากัน นอกจากนั้น กฎหมายอิสราเอลกำหนดให้การทำ surrogacyต้องรับอนุญาตคณะกรรมการหลายสาขาอาชีพจำนวน 7 คนก่อน
  •  Roman Catholic Church สำนักวาติกันมีความเห็นชัดเจนว่าคัดค้านเทคโนโลยีการช่วยเจริญพันธุ์ทุกแบบมาตั้งแต่ปี 1956 โดยสันตะปาปา ปิอุส ที่ 12 ( Pope Pius XII ) โดยถือว่า เป็นการไม่ให้เกียรติต่อความเป็นมนุษย์ เด็กที่เกิดมาจะปราศจากจิตวิญญาณเพราะไม่ได้กำเนิดมาจากการร่วมเพศด้วยความรักของสามีภรรยา แต่จะยอมรับเพียงการทำ GIFT ที่นำเชื้อเพศชายที่หลั่งในช่องคลอดจากการร่วมเพศปกติไปให้ปฏิสนธิที่ท่อนำไข่
  •  Protestantism, Baptist, Mormon, Presbyterian, Jahovah’s Witness และ Aglican Church ค่อนข้างให้อิสระแก่ผู้นับถือในเรื่องนี้

ศาสนาอิสลาม11 เป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสนาอิสลามสนับสนุนให้มีบุตรหลานมากๆ ( แต่ไม่อนุญาตต่อการรับบุตรบุญธรรม ) ดังนั้นการรักษาตัวให้มีบุตรได้จึงไม่เพียงแต่เป็นข้ออนุญาต แต่ถือเป็นหน้าที่พึงปฏิบัติ เว้นแต่การใช้สเปอร์มของสามีที่เสียชีวิตแล้วหรือของผู้บริจาค

อย่างไรก็ตาม แม้ในประเทศซาอุดิอเรเบียจะเคยอนุญาตให้มีการทำ surrogacy ในระหว่างเหล่าภรรยาของสามีเดียวกัน แต่ในการประชุมสภาอิสลาม ที่นครเมกกะ ในปี 1985 ได้มีความเห็นเพิกถอนคำอนุญาตการทำ surrogacy สำหรับชาวอิสลามออกแล้ว

ศาสนาพุทธ ไม่มีการกล่าวถึงความเห็นของศาสนาต่อเรื่องนี้ในภาพรวมโดยตรง ยังคงให้เป็นตามวิจารณญาณของผู้ต้องการมีบุตรเอง ว่าเป็นใจเจตนาบริสุทธิ์ที่ต้องการมีและเลี้ยงดูบุตร หรือเป็นความอยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์ มีสุข ของหญิงผู้รับตั้งครรภ์หรือไม่

]]>
อุ้มบุญ (22) ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของฝ่ายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd052/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd052 Wed, 15 Oct 2014 05:41:41 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/15/cd052/ แพทยสภา และราชวิทยาลัย สูตินรีแพทย์ได้กำหนดไว้ ซึ่งก็คือ ประกาศแพทยสภาเรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ที่ 1/2540 (ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2540) ซึ่งความมุ่งหมายของประกาศดังกล่าว ก็เพื่อกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน สามารถคุ้มครองผู้รับบริการให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยประกาศดังกล่าว (ข้อ 1) ได้กล่าวถึงการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ว่าหมายถึงกรรมวิธีใด ๆ ที่เป็นการช่วยเจริญพันธุ์ที่แตกต่างไปจากกระบวนการตามธรรมชาติ โดยการนำเซลส์สืบพันธุ์ทั้งเพศหญิง และเพศชาย (Gamete) ออกจากร่างกายของผู้รับบริการ และ

(1) การเคลื่อนย้ายเซลส์สืบพันธุ์เข้าไปในมดลูกและ/หรือหลอดมดลูก (Itramaterine Insemination, Gamete intra fallopian tranfer) หรือ

(2) การปฏิสนธินอกร่างกาย (In vitro fertilization) ด้วยวิธีการต่าง ๆ และการเคลื่อนย้ายตัวอ่อนเข้าไปในหลอดมดลูก และ/หรือโพรงมดลูก (Embryo Transfer)

อนึ่ง ในประกาศดังกล่าว (ข้อ 3) ได้กำหนดให้ผู้รับผิดชอบในการให้บริการเกี่ยว

กับเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ต้องได้รับหนังสือรับรองจากราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย และจะต้องดำเนินการตามมาตรฐาน การให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

แนบท้ายประกาศแพทยสภา ที่ 1/2540 (ลงวันที่ 22 ตุลาคม 2540) ซึ่งกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับคณะบุคคลที่จะกระทำการโดยใช้เทคโนโลยีดังกล่าว รายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่ เครื่องมือ การควบคุมคุณภาพและจริยธรรม การบันทึกทางการแพทย์ และใบยินยอม94

ข) สิทธิและหน้าที่ในฐานะผู้ทำวิจัย

โดยที่การทำวิจัยมิได้อยู่ในความหมายของการประกอบวิชาชีพเวชกรรม95   ดังนั้น การนำเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์มาใช้จึงต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่า เรื่องที่ทำอยู่นั้นเป็นการประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือไม่ ถ้าอยู่ในขอบเขตของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมแพทย์ย่อมจะสามารถทำได้อยู่แล้วภายใต้กฏเกณฑ์ของแพทยสภาดังกล่าว แต่หากเป็นเรื่องใหม่ที่วงการแพทย์

ยังไม่ได้ยอมรับให้ทำได้เป็นการทั่วไป ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะต้องทำเป็นโครงการวิจัยและเสนอเรื่องผ่านคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนซึ่งมีอยู่ในแต่ละสถาบัน

คณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคน จะเป็นผู้พิจารณารายละเอียดในแต่ละโครงการว่ามีความเหมาะสมที่สมควรอนุมัติหรือไม่ โดยคำนึงถึงอันตรายหรือความเสี่ยงที่บุคคลนั้นจะได้รับ (balancing harms and benefits) และยึดถือหลักความเที่ยงธรรม (fairness) และความเสมอภาค (equity) อีกทั้งจะต้องอธิบายให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้ทราบรายละเอียดทั้งหมด เพราะถือเป็นสิทธิที่เขาจะต้องรับรู้ (right to know) เพื่อที่จะสามารถตัดสินใจได้ว่าจะเข้าร่วมโครงการหรือไม่ (right to self-determination) ทั้งนี้เป็นไปตามหลักความยินยอมที่ได้รับการบอกกล่าวที่เรียกว่า “Informed Consent” อนึ่ง แม้ในขณะนี้ประเทศไทยจะยังไม่มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับการวิจัยในคนโดยเฉพาะ แต่ก็ได้ยึดถือหลักสากลคือ Declaration of Helsinki (2000) และ International Ethical Guideline for Biomedical Research Involving Human Subjects (1993) ตลอดจนกฏเกณฑ์ที่สถาบันต่าง ๆ ได้กำหนดขึ้นพัฒนาการทางด้านวิทยาศาสตร์ ในมุมหนึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม ที่สติปัญญาของมนุษย์สามารถคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อนำมาแก้ปัญหาที่มนุษย์กำลังประสบอยู่ แต่การก้าวไปในหนทางนั้น ก็จะต้องใช้ความระมัดระวัง สิ่งที่มนุษย์ทำได้กับสิ่งที่มนุษย์ควรทำควรได้รับการพิจารณาควบคู่กันไป

บทสรุป การใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์โดยชอบ

หลักพุทธศาสนาสอนให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงด้วยปัญญาอันชอบตามที่เป็นจริง

(ยาถาภูตํ สมมปปญญาย ปสสติ) การรู้ความจริงจะทำให้ก้าวไปในหนทางที่ถูกต้อง การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ จึงจะดูเฉพาะด้านที่เป็นประโยชน์อย่างเดียวไม่ได้ เพราะอาจจะมีมุมอื่น ๆ อีก

ที่เรายังไม่รู้ เมื่อไม่รู้ก็ไม่เกิดความกลัวถึงผลกระทบหรือผลร้ายที่เกิดขึ้น ข้อที่ควรตระหนักก็คือ การก้าวไปข้างหน้าด้วยความไม่รู้ เลยทำให้ไม่กลัว เป็นการก้าวไปที่อันตรายอย่างยิ่ง

การใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์เพื่อประโยชน์ของมนุษย์และสังคมเองต้องอยู่ในกรอบของความสมเหตุสมผลและขึ้นอยู่กับการยอมรับของสังคมที่เกี่ยวข้องซึ่งอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ศาสนา ระบบกฎหมาย รวมถึงข้อพิจารณาอื่นๆทางสังคมวิทยา การปรับปรุงกฎหมายหรือการยกร่างกฏหมายเฉพาะเพื่อให้การรับรองหรือกำหนดกฎเกณฑ์ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่าย เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยองค์ความรู้ในศาสตร์หลายสาขาเพื่อให้กฎหมายที่ออกมาสามารถปฏิบัติได้

—————————————

94 ดูรายละเอียดมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ได้ในภาคผนวก

95 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525 มาตรา 4 ได้ให้ความหมายของการประกอบวิชาชีพเวชกรรมไว้ว่า

“วิชาชีพเวชกรรม” หมายความว่า วิชาชีพที่กระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจโรค การวินิจฉัยโรค การบำบัดโรค การป้องกันโรค การผดุงครรภ์ การปรับสายตาด้วยเลนส์สัมผัส การแทงเข็มหรือการฝังเข็มเพื่อบำบัดโรคหรือเพื่อระงับความรู้สึก และหมายความรวมถึงการกระทำทางศัลยกรรม การใช้รังสี การฉีดยา หรือสสาร และสอดใส่วัตถุใด ๆ เข้าไปในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อการคุมกำเนิด การเสริมสวย หรือการบำรุงร่างกายด้วย

“โรค” หมายความว่า ความเจ็บป่วย การบาดเจ็บ ความผิดปกติของร่างกายหรือจิตใจ และหมายความรวมถึงอาการที่เกิดจากภาวะดังกล่าวด้วย

“ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม” หมายความว่า บุคคลซึ่งได้ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากแพทยสภา

]]>
อุ้มบุญ (20) ปัญหากฎหมายในความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่เกิดขึ้น (ต่อ) https://thaissf.org/cd050/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd050 Mon, 13 Oct 2014 11:02:34 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/13/cd050/ การติดเชื้อ และจะแก้ไขข้อขัดแย้งในการจัดการเรื่องการตั้งครรภ์อย่างไร เช่นการที่ผู้ตั้งครรภ์ไม่ประสงค์จะดำเนินการต่อ หรือเสพสุราและยาที่เป็นภัยต่อเด็กในครรภ์ หรือเมื่อพบว่าเด็กมีโรคร้ายแรงซึ่งผู้ประสงค์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองต้องการให้ทำแท้ง แต่ผู้รับตั้งครรภ์ปฏิเสธ

ปัญหาเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนให้แก่หญิงผู้รับตั้งครรภ์ยังปราศจากคำตอบที่ชัดเจนเนื่องจากฝ่ายสนับสนุนเห็นว่าเป็นการให้ค่าบริการอย่างหนึ่ง เว้นแต่เพียงในบางมลรัฐของประเทศสหรัฐอเมริกาที่กำหนดข้อห้ามที่ชัดเจน

สำหรับสัญญาเรื่องการอุ้มบุญยังขาดความชัดเจนและมีแนวโน้มที่ไม่เป็นเอกภาพ เพราะบางฝ่ายเห็นว่าไม่สมบูรณ์ตกเป็นโมฆะ บางฝ่ายกลับคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงได้เมื่อเกิดความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างเด็กกับผู้รับตั้งครรภ์ ในขณะที่บางฝ่ายเห็นว่าควรบังคับใช้ได้ตามที่ทุกฝ่ายตกลงกันไว้ก่อน88

บางมลรัฐในสหรัฐอเมริกาออกกฎหมายกำหนดระยะเวลาให้สตรีผู้รับตั้งครรภ์ตัดสินใจขั้นเด็ดขาดหลังการคลอด บางมลรัฐก็เน้นใช้เกณฑ์ทางพันธุกรรม

ข) ข้อเท็จจริงกรณีของประเทศไทย

มีการปฏิบัติกันในขอบเขตที่จำกัด และยังมิได้มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ แม้จะมีการโต้แย้งด้านจริยธรรมเป็นอย่างมากที่ทำให้เป็นปัญหาการตีความสัญญาที่เกิดขึ้นระหว่างหญิงผู้รับตั้งครรภ์กับสามี ภริยาผู้ประสงค์ให้ตั้งครรภ์แทนว่ามีวัตถุประสงค์ขัดต่อหลักความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม นอกจากนี้การเลี่ยงไปใช้กระบวนการรับบุตรบุญธรรมที่กฎหมายกำหนดไว้ยังเป็นปัญหาในการปรับใช้กฎหมายเพราะเป็นกฎหมายที่หลักการแตกต่างกัน เนื่องจากการรับบุตรบุญธรรมเป็นการรับบุตรของผู้อื่นมาเป็นบุตรของผู้รับบุตรบุญธรรม เป็นการรับเด็กที่เกิดมาแล้วเป็นบุตรบุญธรรม มิใช่การให้กำเนิดเด็กเพื่อให้เป็นบุตรบุญธรรม กรณีจึงไม่อาจนำกฎหมายต่างหลักการ และต่างเหตุผลมาอนุโลมใช้ หรือใช้เป็นหลักกฎหมายใกล้เคียงก็มิได้เช่นกัน และหากดำเนินการหลีกเลี่ยงโดยการแจ้งข้อมูลเท็จก็ไม่อาจทำให้ได้รับสิทธิโดยชอบอีกทั้งเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีทางอาญาอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องมีกฎเกณฑ์เฉพาะเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ค) แนวทางในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายเปรียบเทียบ

มีความแตกต่างกันออกไปตามแต่ละประเทศ89 ซึ่งอาจแบ่งออกได้เป็นกลุ่มต่างๆคือ พวกที่ไม่อนุญาต พวกที่เปิดเสรี และพวกที่อนุญาตโดยมีข้อจำกัด

มิชิแกนเป็นรัฐแรกที่ออกกฎหมายกำหนดให้สัญญาเป็นสิ่งนอกกฎหมายเมื่อ ค.ศ.1988 แต่ก็มิได้ทำให้ทางปฏิบัติยุติลง ส่วนสาเหตุหลักที่คัดค้านมีหลายประการ90

เหตุผลประการแรกเพื่อปกป้องสตรีจากการที่จะต้องเสียใจในภายหลัง เพราะเป็นการทำลายความเป็นเอกเทศของตนในอนาคต

ประการที่สองข้อคัดค้านด้านศีลธรรม 4 ประการในรายงานของ Warnockได้แก่

-ขัดกับศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ในการใช้มดลูกเพื่อประโยชน์ทางการเงิน

-ขัดกับความสัมพันธ์ระหว่างแม่และเด็กเพราะต้องยกเด็กในครรภ์ให้ผู้อื่น

-น่าเหยียดหยามเพราะเป็นการขายเด็ก

-การตั้งครรภ์มีความเสี่ยงในตัวอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามมีข้อถกเถียงว่าการเสี่ยงภัยของหญิงผู้รับตั้งครรภ์ไม่น่าจะถือว่าเป็นเพราะถูกแสวงประโยชน์ เพราะเป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้เกี่ยวข้องทำนองเดียวกับผู้แสดงแทน

สำหรับเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ กรณีอุ้มบุญอาจถูกมองเหมือนการรับบุตรบุญธรรม มิใช่การขายเด็ก และการจ่ายค่าตอบแทนก็เป็นเพียงค่าชดเชยความเสี่ยงและความเสียสละ

ง) ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

การที่ประเทศไทยมิได้มีกฎหมายบัญญัติในเรื่องนี้ไว้ ทำให้เกิดความยุ่งยากและไม่แน่นอนทั้งกับผู้ปฏิบัติทางการแพทย์ว่าจะดำเนินการไปโดยชอบหรือไม่ และยังก่อให้เกิดปัญหากฎหมายต่างๆตามมาสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้องได้ หากมีการอ้างสิทธิซ้อนกันดังเช่นในต่างประเทศ

เมื่อพิจารณาข้อเสียของการอนุญาต(การขาดความสัมพันธ์ระหว่างมารดาผู้ตั้งครรภ์กับทารก ผลประโยชน์ของเด็กเองจากการที่อาจได้รับผลเสียทั้งทางอารมณ์และทางจิตวิทยา ผลเสียต่อสตรีผู้ตั้งครรภ์ซึ่งได้รับผลทางจิตใจจากการถูกแยกจากเด็กอีกทั้งอาจถูกสังคมประณาม รวมถึงความเสี่ยงทางกายภาพของผู้ตั้งครรภ์ และการแสวงประโยชน์จากสตรีผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนการพิจารณาเด็กเป็นเสมือนสินค้าซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมเป็นอย่างมาก) เปรียบเทียบกับข้อโต้แย้ง เรื่องบทบาทของผู้ประสงค์เป็นผู้ปกครองอันเป็นสาเหตุของการให้กำเนิด สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างกัน และการหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนจากการอ้างสิทธิซ้อนกันในตัวเด็ก

ทำให้ควรบัญญัติกฎหมายไว้เป็นการเฉพาะเพื่อกำหนดขอบเขตของการอนุญาตให้อยู่ในกรณีที่จำกัดมาก และให้ดำเนินการภายใต้การควบคุมอย่างเข้มงวดของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งทางกฎหมายและทางการแพทย์เพื่อสุขภาพอนามัยของผู้ที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ

ในประเด็นเรื่องสัญญา เพื่อให้การทำข้อตกลงในเรื่องนี้มีผลสมบูรณ์และปราศจากปัญหาถกเถียงเรื่องความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสังคม ต้องทำข้อตกลงภายใต้เงื่อนไขที่ต้องสอดคล้องกับกฎหมาย ดังนั้นการทำสัญญาเพื่อวัตถุประสงค์เป็นค่าตอบแทนจึงไม่อาจกระทำได้

ในเรื่องสถานะและความสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้อง เพื่อความสัมพันธ์ที่ดีทางครอบครัวและผลประโยชน์สูงสุดของเด็กและสังคมโดยรวม จำต้องมีการกำหนดสถานะของความเป็นบิดามารดาทางพันธุกรรมเป็นบิดามารดาผู้ใช้อำนาจปกครองที่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งควรได้รับสิทธิหน้าที่อย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับที่บิดามารดาตามธรรมชาติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้รับ อีกทั้งต้องกำหนดสถานะของความเป็นมารดาของหญิงผู้อุ้มบุญแม้จะเป็นมารดาที่คลอดเด็ก แต่ควรจะต้องถูกจำกัดสิทธิและหน้าที่ในการใช้อำนาจปกครองต่อเด็กที่เกิด และความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินของเด็กภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายจำกัดไว้เท่านั้น อันได้แก่ หน้าที่ในการดูแลทารกในครรภ์ตามควร หน้าที่ในการอุปการะเด็กหากบิดามารดาทางพันธุกรรมที่มีสิทธิใช้อำนาจปกครองนั้นไม่อาจดำเนินการได้ ส่วนสิทธิที่ได้รับ เช่นสิทธิในการร่วมพิจารณากับบิดามารดาทางพันธุกรรมที่เป็นบิดามารดาที่ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายพร้อมกับหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการชี้ขาดว่าสมควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้เด็กทราบหรือไม่เมื่อเด็กมีอายุครบตามที่กฎหมายกำหนด และหากเปิดเผยมารดาผู้อุ้มบุญก็จะมีสิทธิได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากเด็กตามควรได้ อย่างไรก็ตามสิทธิดังกล่าวระหว่างมารดาอุ้มบุญและเด็กไม่ครอบคลุมถึงเรื่องทรัพย์สินหรือมรดกระหว่างกัน

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ความรับผิดชอบของบิดามารดาทางพันธุกรรมที่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองตามกฎหมายคือหน้าที่รับเด็กที่เกิดเป็นบุตรไม่ว่าในกรณีใดๆก็ตามเพื่อมิให้เกิดภาระแก่สังคมเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจ

————————————-

87 Matthew H.BAUGHMAN,” In search of common round: One pragmatist perspective on the debate over contract surrogacy”, Columbia Journal of Gender and Law, 2001, pp.263-310.

88 Laurence O. GOSTIN,”Surrogacy from the perspective of economic and civil liberties”, Journal of Contemporary Health Law and Policy, Summer, 2001, pp.429-450

89 ดูตัวอย่างของประเทศต่าง ๆ และมลรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาใน Weldon E. HAVINS and James J. DALESSIO,op.cit., pp.847-864; Golnar MODJAHEDI,”Nobody’s child: enforcing surrogacy contracts”, Whittier Law Review, Fall,1998, pp.243-253; Amy GARRITY”,Louisiana Law Review, Spring, 2000, pp.809-821.

90 Pamela LAUFER-UKELES,”Approaching surrogate motherhood: reconsidering difference”, Vermont Law Review, Winter, 2002, pp.414-428.

]]>
อุ้มบุญ (19) ปัญหากฎหมายในความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่เกิดขึ้น (ต่อ) https://thaissf.org/cd049/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd049 Fri, 10 Oct 2014 01:52:24 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/10/cd049/ ในความสัมพันธ์ระหว่าง คู่สัญญา ซึ่งก็อาจแบ่งออกได้อีกหลายสถานการณ์ตามแต่ว่าคู่สัญญามีคู่สมรสหรือไม่

เมื่อคู่สมรสไม่ให้ความยินยอมย่อมมีผลทางกฎหมายที่แตกต่างกันไปตามแต่ละสถานการณ์ กล่าวคือ การไม่ให้ความยินยอมโดยคู่สมรสของผู้ว่าจ้าง ไม่น่าจะเข้าข่ายเป็นเหตุในการฟ้องหย่าได้ แต่อาจเกิดปัญหาในการจดทะเบียนรับบุตรบุญธรรมเนื่องจากต้องอาศัยความยินยอมของคู่สมรส

อย่างไรก็ตามการปฏิเสธความยินยอมโดยคู่สมรสของหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทน แม้มิใช่เป็นเรื่องที่ภริยาจำต้องขอความยินยอมตามกฎหมายก็ตาม ก็อาจเป็นเหตุให้สามีอ้างเพื่อฟ้องหย่าได้ตามปพพ.มาตรา 1516(2)และ(6)เนื่องจากอาจมองได้ว่าเป็นการทำให้ต้องอับอาย มีภาระเพิ่มเติมในฐานะบิดาตามกฎหมาย อีกทั้งสามียังมีสิทธิฟ้องปฏิเสธการเป็นบิดาได้ด้วย

สำหรับกรณีที่ผู้ว่าจ้างไม่มีคู่สมรส แต่ผู้รับตั้งครรภ์มีสามี แม้จะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติของไทย แต่หากผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของอสุจิซึ่งทำให้หญิงผู้รับจ้างตั้งครรภ์ ชายผู้ว่าจ้างก็ย่อมไม่เข้าข่ายเป็นชู้กับหญิงดังกล่าว เพราะปราศจากองค์ประกอบเรื่องการร่วมประเวณี

ในกรณีที่ผู้ว่าจ้างมีคู่สมรส แต่หญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนไม่มีคู่สมรส ในแง่ของความสะดวกก็คือตัดปัญหาเรื่องความยินยอมของคู่สมรสของผู้รับตั้งครรภ์

สถานการณ์สุดท้ายซึ่งคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต่างปราศจากคู่สมรส หญิงผู้รับจ้างตั้งครรภ์มีฐานะเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย ส่วนคู่สัญญาผู้เป็นชายหรือหญิงฝ่ายผู้ว่าจ้างแม้จะเป็นบิดาหรือมารดาทางพันธุกรรมตามลำดับต่างก็ไม่อาจจดทะเบียนรับรองบุตรได้ แม้หญิงผู้รับตั้งครรภ์จะให้ความยินยอมก็ตาม เนื่องจากมาตรา1548 มุ่งการจดทะเบียนรับรองบุตรสำหรับบิดาที่รับรองเด็กที่เกิดจากหญิงที่เป็นภรรยาของตนผู้คลอดเด็กเท่านั้น จึงไม่ครอบคลุมถึงกรณีการอุ้มบุญแต่อย่างใด

ดังนั้นการอนุญาตให้ผู้ว่าจ้างซึ่งปราศจากคู่สมรสทำสัญญาให้มีการรับตั้งครรภ์แทนได้นั้น จะเกิดความไม่เหมาะสมและอาจกระทบผลประโยชน์ของเด็กเองแล้ว ยังก่อให้เกิดความยุ่งยากทางกฎหมายเพิ่มเติมอีกด้วย จึงสมควรตัดสถานการณ์ดังกล่าว

ในความสัมพันธ์ระหว่างเด็กที่เกิดมากับบุคคลต่างๆที่เกี่ยวข้อง

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนซึ่งคลอดทารกจะเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 1546และมาตรา 1536 ดังนั้นการอุ้มบุญย่อมก่อให้เกิดปัญหาซับซ้อนว่าผู้ว่าจ้างซึ่งประสงค์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กไม่มีฐานะเป็นบิดา มารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย และจำต้องดำเนินขั้นตอนที่ยุ่งยากต่างๆตามกฎหมายเพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง และอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบหากต้องอ้างสิทธิขัดแย้งในการเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองกับหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทน ดังนั้นเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและผลประโยชน์ของเด็กจึงควรปรับปรุงกฎหมายให้รองรับสถานการณ์ซับซ้อนเหล่านี้

สำหรับบิดาของเด็กนั้น หากหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนมีคู่สมรส กฎหมายสันนิษฐานตามมาตรา 1536 ว่าสามีเป็นบิดาของเด็กโดยเฉพาะเมื่อมีการให้ความยินยอมไว้ แต่หากปราศจากความยินยอมสามีก็มีสิทธิฟ้องปฏิเสธการรับบุตรได้ ส่วนกรณีที่หญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนมิได้มีคู่สมรส เด็กมีฐานะเป็นบุตรนอกสมรสโดยมิได้มีความผูกพันกับชายผู้เป็นต้นกำเนิดทางพันธุกรรมหรือผู้บริจาคอสุจิ ดังนั้นในปัจจุบันไม่ว่ากรณีใดก็ตามชายผู้ประสงค์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองซึ่งเป็นฝ่ายผู้ว่าจ้างตามกฎหมายไทยแล้วย่อมไม่อาจรับรองเด็กเป็นบุตรได้ นอกจากการเลี่ยงไปใช้กระบวนการอื่นในเรื่องการรับบุตรบุญธรรม

เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติที่ครอบคลุมและสามารถแก้ไขปัญหายุ่งยากอย่างเหมาะสมในเรื่องอุ้มบุญ เนื่องจากยังไม่มีกฎเกณฑ์ที่คำนึงถึงผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆทั้งฝ่ายที่เป็นผู้ประสงค์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือบิดามารดาทางพันธุกรรม ฝ่ายเด็ก และฝ่ายของหญิงผู้รับจ้างตั้งครรภ์แทน ในกรณีที่อนุญาตให้ใช้เทคนิคเจริญพันธุ์นี้ได้ก็สมควรพัฒนากฎหมายด้านครอบครัวให้รองรับความก้าวหน้าทางการแพทย์และเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคมและประชาชนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องด้วย

ก) แนวทางในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายเปรียบเทียบ

โดยทั่วไปมีหลักกฎหมายที่วางข้อสันนิษฐานเรื่องสตรีผู้คลอดทารกว่าเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หลักการนี้อาจถูกโต้แย้งในกรณีนี้ เพราะในกรณีนี้มีการตกลงกันว่าจะมอบทารกให้แก่ผู้ประสงค์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็ก ศาลใช้เกณฑ์ในการคุ้มครองผลประโยชน์ของเด็ก คือให้บุคคลที่สามารถดูแลเด็กได้อย่างดีที่สุด จึงเลือกระหว่างมารดาตามธรรมชาติกับผู้เลี้ยงดู

เฉพาะอิสราเอล เลือกนิยามความเป็นแม่ตามเกณฑ์ทางพันธุกรรมด้วยเหตุผลทางศาสนา ส่วนประเทศอื่นๆ อังกฤษ เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ บัลกาเรีย และอัฟริกาใต้ ถือว่าสตรีผู้ให้กำเนิดเป็นมารดาของเด็ก โดยคำนึงถึงสำนึกเรื่องเผ่าพันธุ์ ด้วยเหตุผลทางจริยธรรม ประวัติศาสตร์และทางปกครอง

โดยสรุปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่ของนานาชาติยึดหลักว่าหญิงซึ่งคลอดทารกเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของเด็ก โดยมีข้อยกเว้นให้หญิงที่เป็นเจ้าของไข่เป็นมารดาได้สำหรับกรณีของการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ส่วนชายผู้เป็นสามีของหญิงผู้คลอดทารกก็เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย แต่กรณีของการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ ความยินยอมของสามีเป็นเงื่อนไขหลักในการยืนยันการเป็นบุตรโดยชอบของสามีซึ่งไม่อาจปฏิเสธความเป็นบิดาได้ในกรณีนี้ นอกจากนี้ประเทศส่วนใหญ่วางหลักกฎหมายไว้เพื่อตัดสิทธิความเป็นบิดาหรือมารดาทางพันธุกรรมสำหรับผู้บริจาคอสุจิหรือไข่ เพื่อป้องกันการกล่าวอ้างสิทธิความเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กโดยผู้บริจาคและในทางกลับกันเพื่อคุ้มครองผู้บริจาคมิให้ถูกเรียกร้องความรับผิดชอบในภาระต่างๆของเด็กที่เกิดมา โดยกฎหมายเหล่านี้ล้วนคำนึงถึงผลประโยชน์ของเด็กเป็นหลัก และมีวัตถุประสงค์จะบรรเทาความยุ่งยากอันอาจเกิดขึ้นจากการเรียกร้องสิทธิระหว่างฝ่ายต่างๆผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนี้

ง) ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

ควรใช้แนวทางของกฎหมายต่างประเทศซึ่งแม้จะมีความแตกต่างกันบ้างในรายละเอียดแต่รับหลักการร่วมกันหลายประการโดยเฉพาะในเรื่องการยอมรับให้บิดา มารดาทางพันธุกรรมเป็นบิดา มารดาผู้ใช้อำนาจปกครองได้โดยชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้ ทั้งนี้จะต้องมีกฎหมายพิเศษรองรับหลักการดังกล่าวขึ้น เนื่องจากการเป็นบิดา มารดาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์นั้นวางหลักให้หญิงที่เป็นผู้คลอดทารกเป็นมารดาและสามีของหญิงนั้นเป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายที่มีสิทธิใช้อำนาจปกครองได้เท่านั้น แต่ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์สามารถวินิจฉัยได้ชัดเจนว่าเด็กที่เกิดมามีใครเป็นบิดา มารดาทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นกฎหมายควรกำหนดยอมรับความเป็นบิดา มารดาโดยชอบด้วยกฎหมายให้ตรงกับบิดา มารดาทางพันธุกรรมซึ่งจะเป็นหลักการที่ถูกต้องและชอบด้วยเหตุผล ส่วนสถานะของหญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนนั้น แม้ว่าจะเป็นหญิงที่เป็นผู้คลอดทารก แต่ความประสงค์ของหญิงผู้รับตั้งครรภ์เป็นเพียงการรับตั้งครรภ์แทนเท่านั้น มิได้มีความประสงค์ที่จะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองและรับภาระเลี้ยงดูเด็กที่เกิดมา ด้วยเหตุนี้กฎหมายพิเศษจึงควรมีข้อกำหนดแก่หญิงผู้รับตั้งครรภ์แทนให้มีข้อจำกัดในการใช้อำนาจปกครองและความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างหญิงผู้รับตั้งครรภ์ กับทารกที่คลอด

แนวทางดังกล่าวย่อมช่วยในการแก้ไขปัญหาและความยุ่งยากโดยเฉพาะในกรณีอุ้มบุญซึ่งผู้ประสงค์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครอง และไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงไปใช้กระบวนการรับบุตรบุญธรรม หรือการแจ้งเท็จเกี่ยวกับสถานะของตนอีกต่อไป

]]>
อุ้มบุญ (18) ปัญหากฎหมายในความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวที่เกิดขึ้น https://thaissf.org/cd048/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd048 Thu, 09 Oct 2014 04:57:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/09/cd048/ 1.ปัญหาทั่วไปเกี่ยวกับสิทธิของบิดา มารดาและผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็ก

ก) สภาพปัญหา

การใช้เทคนิคเพื่อช่วยในการปฏิสนธิเทียมก่อให้เกิดปัญหาพิเศษว่าในกรณีนี้ บุคคลใดจะเป็นผู้ที่ได้รับสิทธิเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองของเด็กที่เกิดขึ้น85 ซึ่งมีความยุ่งยากเป็นอย่างมากเนื่องจากกระบวนการในการถือกำเนิดของทารกถูกแบ่งแยกออกจากขั้นตอนตามธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัย ชาย หญิงและการอยู่ร่วมกัน ดังนั้นกฎหมายจึงมีข้อสันนิษฐานในเรื่องนี้ให้ไว้ แต่ ในขณะที่การอาศัยเทคนิคดังกล่าวทำให้มีบุคคลหลายประเภทเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ทั้งผู้บริจาคอสุจิ ไข่ ตัวอ่อนหรือผู้ที่เป็นต้นกำเนิดทางพันธุกรรม กับ ผู้รับตั้งครรภ์ในกรณีอุ้มบุญ86  รวมทั้งผู้ที่ประสงค์จะเป็น ผู้ปกครองเด็กที่อาจมีความบกพร่องทางกายภาพทำให้มิอาจให้กำเนิดเด็กได้ด้วยวิธีการปกติทางธรรมชาติ

ยิ่งกว่านั้นยังมีปัญหากฎหมายที่เกี่ยวข้องอื่นๆในทางปฏิบัติเช่น ปัญหาข้อสันนิษฐานความเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย การฟ้องคดีไม่รับเด็กเป็นบุตร การฟ้องคดีปฏิเสธการเป็นบุตรรวมถึงการฟ้องให้รับเด็กเป็นบุตร ทั้งนี้เนื่องจากกฎหมายส่วนใหญ่ที่มีอยู่ใช้กับกรณีความสัมพันธ์ระหว่างบิดามารดาและบุตรที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น

นอกจากนี้ในกรณีอุ้มบุญยังเกิดปัญหาซับซ้อนเมื่อต้องประสานกับกระบวนการทางกฎหมายที่มีอยู่แล้วในเรื่องการรับรองบุตรบุญธรรม ซึ่งต้องอาศัยองค์กรทางการศาลในการชี้ขาด โดยมิได้ขึ้นอยู่กับเจตนาของคู่สัญญา

ยิ่งกว่านั้นยังมีปัญหาอีกในกรณีที่มีความพยายามที่จะโยงความรับผิดชอบของผู้บริจาคไข่ในเรื่องของการให้การสนับสนุนเด็กหลังคลอดรวมทั้งภาระต่างๆในการเลี้ยงดูเด็ก

ข) ข้อเท็จจริงกรณีของประเทศไทย

ถ้าประเทศไทยไม่มีกฎหมายที่กำหนดเรื่องการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ไว้อย่างชัดแจ้ง และไม่จำกัดขอบเขตไว้ จะเกิดปัญหาดังต่อไปนี้

กรณีเด็กที่เกิดจากอสุจิบริจาค ชายผู้เป็นสามีของหญิงเป็นบิดาโดยชอบของเด็กตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายตามมาตรา 1536 ของปพพ.แม้จะไม่ให้ความยินยอมก็ตาม แต่ก็มีสิทธิฟ้องไม่รับเด็กเป็นบุตรได้ ตามมาตรา 1539 และในทางกลับกันเด็กก็มีสิทธิดำเนินการให้อัยการฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตรได้เช่นกันภายใต้เงื่อนไขของมาตรา 1545 แต่ยังมีปัญหาเรื่องสิทธิของเด็กในการฟ้องผู้บริจาคอสุจิให้รับเป็นบุตรว่าจะกระทำได้หรือไม่

สำหรับกรณีเด็กเกิดจากไข่บริจาค มาตรา 1546 ของปพพ.บัญญัติข้อสันนิษฐานว่าหญิงที่ให้กำเนิดบุตรย่อมเป็นมารดาโดยชอบ ดังนั้นแม้จะมิได้เกิดจากไข่ของหญิงดังกล่าวก็ยังถือว่าเป็นมารดาอยู่ดี และมิได้ให้สิทธิหญิงดังกล่าวฟ้องไม่รับเด็ก รวมทั้งไม่เปิดให้เด็กฟ้องปฏิเสธความเป็นบุตร อีกทั้งไม่ได้กล่าวถึงสิทธิในการฟ้องหญิงผู้บริจาคไข่ให้รับเป็นบุตร

ในเรื่องเด็กที่เกิดจากตัวอ่อนบริจาคซึ่งมิได้ปฏิสนธิจากอสุจิและไข่ของคู่สมรสก็จะเป็นบุตรของหญิงผู้ให้กำเนิดและชายผู้เป็นสามีตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย แต่ข้อสันนิษฐานไม่อาจคงอยู่หากเด็กเกิดนอกระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดในกรณีที่การสมรสสิ้นสุดลง

กรณีการอุ้มบุญเคยมีข้อหารือจากกรมบัญชีกลางมายังคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับกรณีคู่สมรสซึ่งเป็นข้าราชการในสังกัดของมหาวิทยาลัยศิลปากรว่าได้มีการแจ้งจำนวนบุตรพร้อมแสดงหลักฐานของทางราชการเพื่อขอรับสิทธิเบิกเงินสวัสดิการรักษาพยาบาลและการศึกษาของบุตร แต่เป็นบุตรที่เกิดจากการนำเชื้ออสุจิของข้าราชการชายกับไข่ของข้าราชการหญิงแล้วนำตัวอ่อนไปฝากในครรภ์ของหญิงอื่นเพื่อตั้งครรภ์แทน จะถือว่าเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของข้าราชการอันจะมีสิทธิได้รับเงินสวัสดิการของทางราชการหรือไม่ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาตามบันทึกเลขเสร็จ 100/2543 ให้ความเห็นว่าทารกในครรภ์มารดาตามมาตรา15 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หมายถึงทารกที่เกิดนั้นจะต้องเกิดจากครรภ์มารดาของผู้เป็นบุตร ดังนั้นบุตรที่เกิดจากการใช้เทคนิคทางการแพทย์ โดยการนำเชื้ออสุจิของข้าราชการชายผสมกับไข่ของข้าราชการหญิงและให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน หญิงซึ่งเป็นผู้ตั้งครรภ์แทนและคลอดทารกจึงเป็นมารดาโดยชอบด้วยกฎหมายของทารก ส่วนหญิงเจ้าของไข่แต่มิได้เป็นผู้ตั้งครรภ์และชายเจ้าของเชื้ออสุจิแต่มิได้เป็นสามีของหญิงผู้ตั้งครรภ์ จึงมิใช่บิดามารดาโดยชอบด้วยกฏหมายของทารกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

——————————————

85 Marsha  GARRISON, op.cit., pp.882-922.

86 John C. SHELDON, “Surrogate mother, gestational carriers, and a pragmatic adaptation of the Uniform Parentage Act of 2000”, Maine Law Review, 2001, pp.524-580.

]]>
อุ้มบุญ (17) ปัญหากฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อการปฏิสนธิเทียมและแนวทางแก้ไข (ต่อ) https://thaissf.org/cd047/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd047 Wed, 08 Oct 2014 01:35:25 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/08/cd047/ ก) สภาพปัญหา

การคัดเลือกเพศทารกทำให้เกิดการกำจัดตัวอ่อนและเป็นปัญหาที่กว้างกว่าการเป็นหมัน

แต่การคัดเลือกโรคที่ร้ายแรงเป็นเรื่องที่มีความเห็นในทางบวก

อย่างไรก็ตามปัญหาสำคัญในเรื่องการคัดเลือกทางพันธุกรรมสำหรับตัวอ่อนคือ เทคนิคดังกล่าวจะนำไปสู่แนวคิดเรื่อง eugenics หรือไม่ โดยที่นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Briton Francis Galton เป็นผู้บัญญัติคำดังกล่าวขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 19 เมื่อ ค.ศ.1885 และหมายถึงศาสตร์ว่าด้วยการผลิตผู้สืบทอดที่มีสุขภาพดีโดยการปรับปรุงทางพันธุกรรม ซึ่งรวมถึงการกำจัดปัจจัยที่ไม่สมบูรณ์ด้วย อันเป็นด้านที่นาซีเยอรมันนำไปใช้เป็นนโยบายเพื่อกำจัดผู้ที่ไม่สมบูรณ์ต่าง ๆ77

ปัญหาดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ อันทำให้มีความเห็นขัดแย้งกันซึ่งอาจสรุปได้เป็น 2 แนวทาง

ฝ่ายที่เห็นด้วยประสงค์ให้มีการวางกรอบที่ชัดเจนโดยการระบุโรคทางพันธุกรรมที่อนุญาตให้ใช้วิธีการดังกล่าวได้เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติ แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาว่าหน่วยงานใดจะเหมาะสมที่จะได้รับมอบหมายอำนาจให้เป็นผู้กำหนดและถึงอย่างไรก็ตามก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานดังกล่าวในการกำหนดรายการของโรคอยู่ดี

ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติกับผู้ที่จะเกิดมาเป็นคนพิการอันเป็นการขัดต่อสิทธิของผู้พิการ 78 และยังอาจขัดกับความประสงค์ของครอบครัวบางครอบครัวที่มีความพร้อมและปรารถนาจะรับเด็กเป็นสมาชิกแม้รู้ว่าจะไม่สมบูรณ์ก็ตาม นอกจากนี้ในบางประเทศยังอาจขัดกับกฎหมายเรื่องข้อยกเว้นในการอนุญาตให้ทำแท้งได้ รวมถึงอาจขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปสำหรับบางประเทศเช่น รัฐธรรมนูญเยอรมัน(มาตรา1และ2) ห้ามการทำลายตัวอ่อนไว้79

ในแง่จริยธรรมแล้วปัญหาที่สำคัญคือความรู้ทางพันธุกรรมอาจนำไปสู่การละเมิดชีวิตของมนุษย์ได้80  หรือทำให้เกิดความยุ่งยากเช่น การดำเนินการทำให้เด็กต้องกำพร้าและสร้างภาระให้สังคมโดยการนำตัวอ่อนมาพัฒนาจนกลายเป็นมนุษย์หลังจากการเสียชีวิตของบิดามารดาไปแล้วดังข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับเด็กชาวออสเตรเลีย ชื่อ Zoe Leyland ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2527 เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่ซับซ้อนตามมาอีกหลายประการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ในกรณีที่อนุญาตให้ใช้เทคนิคนี้ได้ หากมีตัวอ่อนที่เหลือใช้ ผู้ใดจะมีสิทธิในการจัดการตัวอ่อนเหล่านี้ ในระหว่างผู้ดำเนินการ สามี ภรรยา หรือผู้บริจาค

ปัญหาอีกประการคือ หากตรวจพบว่าตัวอ่อนมีความผิดปกติทางพันธุกรรมหรือเสี่ยงต่อการเป็นโรคร้ายแรงทางพันธุกรรม ผู้เกี่ยวข้องจะมีสิทธิดำเนินการกับตัวอ่อนได้อย่างไร เช่นการทำลาย การเก็บรักษา การบริจาคให้ผู้อื่นต่อไปหรือเพื่อใช้ในการทดลอง ฯลฯ

ปัญหาอีกเรื่องก็คือ แม้จะผ่านการตรวจแล้ว หากเด็กที่เกิดมายังมีความผิดปกติทางพันธุกรรมอยู่ ผู้ให้บริการจะมีความรับผิดตามกฎหมายหรือไม่อย่างไร

ข) ข้อเท็จจริงกรณีของประเทศไทย

การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อนยังมีการกระทำน้อยมากเพราะขั้นตอนยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง จะมีเฉพาะในสถาบันใหญ่ๆเช่นโรงเรียนแพทย์ เป็นต้น

การคัดเลือกเพศทารกจากตัวอ่อนในประเทศไทยตามประกาศแพทยสภาที่ 21/2545 เรื่องมาตรฐานการให้บริการเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์(ฉบับที่ 2) ข้อ 4/2 (3) (ง) กำหนดว่า “การตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก (Pre-implantation Genetic Diagnosis) ให้กระทำได้เฉพาะการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคตามความจำเป็นและสมควร ทั้งนี้จะต้องไม่เป็นการกระทำที่อาจทำให้เข้าใจได้ว่าเป็นการเลือกเพศ โดยจะต้องมีหนังสือแสดงความยินยอมตามแบบแนบท้ายประกาศนี้” ดังนั้นตามประกาศของแพทยสภาจึงไม่อนุญาตให้มีการวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรม เพื่อตรวจเพศของตัวอ่อนโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์อย่างอื่น

แต่มีการดำเนินการเพื่อการเลือกเพศทารกโดยการคัดโครโมโซมในอสุจิ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ไม่เกี่ยวกับขั้นตอนการปฏิบัติต่อตัวอ่อนของมนุษย์จึงมิอยู่ในข่ายที่มีการถกเถียงเรื่องความเหมาะสม

ในส่วนที่เกี่ยวกับการคัดเลือกโรค มีตัวอย่างที่กำหนดไว้ในแบบหนังสือแสดงความยินยอมของประกาศดังกล่าวข้างต้นเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก เช่นโรคโลหิตจาง(ธาลัสซีเมีย) โรคกล้ามเนื้อลีบทางพันธุกรรม เป็นต้น

สำหรับตัวอ่อนที่ไม่พบโรคทางพันธุกรรมส่วนหนึ่งจะถูกปลูกฝังเข้าสู่โพรงมดลูก หากมีส่วนเกินก็จะถูกเก็บรักษาไว้ด้วยกระบวนการแช่แข็ง81

ในทางปฏิบัติสามี ภริยาทั้งสองฝ่ายอาจตกลงรายละเอียดเรื่องการจัดการและสิทธิในตัวอ่อนที่เหลืออยู่ แต่หนังสือความยินยอมในเรื่องนี้ยังมิได้รับการควบคุมหรือกำกับจากกฎเกณฑ์ใดๆจึงขึ้นอยู่กับหลักกฎหมายทั่วไปในเรื่องนี้ว่าด้วยเจตนารมณ์ของผู้ยินยอม ซึ่งน่าจะไม่เพียงพอเมื่อเกิดปัญหาขึ้นเพราะเกี่ยวข้องกับบุคคล มิใช่ทรัพย์ดังกล่าวมาแล้ว

สำหรับการเลือกเพศทารกในทางปฏิบัติมีการใช้เทคนิคเพื่อคัดเลือกเพศทารกโดยเฉพาะสำหรับคู่สมรสที่ประสงค์เช่นนั้นและมีฐานะทางเศรษฐกิจดี สามารถรับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงได้ ทั้งนี้โดยปราศจากกฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดใดๆเกี่ยวกับเงื่อนไขในการดำเนินการ

ค)แนวทางในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายเปรียบเทียบ

แม้ว่ามีบางประเทศยึดหลักเสรีภาพในการดำเนินการ และมีบางประเทศที่ทางปฏิบัติสะท้อนให้เห็นแนวคิดนี้เช่น อินเดียและจีนที่เลือกกำจัดตัวอ่อนเพศหญิง82  แต่ ในหลายประเทศมีการกำหนดเงื่อนไขไว้เช่นทำได้หากประสงค์จะหลีกเลี่ยงความผิดปกติจากโรคร้ายแรงที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม83  แต่มักห้ามการดำเนินการเช่นนี้ด้วยเหตุผลทางสังคม เนื่องจากมิใช่เรื่องการบำบัดรักษาแต่เป็นเรื่องของความต้องการส่วนตัว จึงเป็นเรื่องที่ปราศจากความจำเป็นและโดยเฉพาะในสังคมหรือประเทศที่ให้ความเสมอภาคกับทั้งสองเพศอยู่แล้ว การดำเนินการจึงอาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติทางเพศได้อันขัดต่อหลักความเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย ดังตัวอย่างของอังกฤษที่มีการออกแนวปฏิบัติ หรือ Code of Practice(ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 5 ค.ศ.2001)เพื่อห้ามการเลือกเพศด้วยเหตุผลทางสังคม โดยการทดสอบอสุจิเพื่อเลือกเพศ84

ง) ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

ในปัจจุบันประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้ความเสมอภาคกับทั้งเพศชายและหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตั้งแต่มีการบัญญัติกฎหมายให้ความเท่าเทียมกันในการเลือกใช้นามสกุลเมื่อเร็วๆนี้ ดังนั้นจึงทำให้ขาดความจำเป็นใดๆในการเลือกเพศทารกโดยเฉพาะเพศชายด้วยเหตุผลในเรื่องของการสืบสกุล จะเหลือก็เพียงในกรณีที่เกี่ยวข้องกับความปรารถนาจะมีทารกตามเพศที่ต้องการ กับกรณีที่ต้องการเลือกเพศทารกเพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติ เช่นเพื่อช่วยในการประกอบวิชาชีพซึ่งลักษณะของงานต้องอาศัยแรงงานของบางเพศ ซึ่งในสองกรณีหลังนี้หากใช้หลักการเรื่องความจำเป็นในการบำบัดรักษาก็น่าจะไม่เข้าข่ายที่จะได้รับอนุญาต แต่ถ้ายึดหลักเรื่องเสรีภาพส่วนบุคคลและไม่ต้องการตัดสิทธิของผู้เกี่ยวข้องก็จำต้องมีการวางเงื่อนไข มิให้มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติในความเป็นจริงสำหรับผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีเท่านั้น และเพื่อป้องกันมิให้มีการฉวยโอกาสและใช้สิทธิโดยไม่สุจริตจากผู้ดำเนินการใช้เทคนิคดังกล่าวเพื่อแสวงประโยชน์ทางธุรกิจแทนที่จะทุ่มเทเพื่อการบำบัดรักษาดังเช่นในกรณีอื่น

———————————–

77 ROGERS Arthur and DURAND DE BOUSINGEN Denis, Bioethics in Europe, Netherlands: Council of Europe Press, 1995), Chapter1.

78 STEINBOCK, Bonnie, “Preimplantation Genetic Diagnosid and Embryo Selection”, article in Justine Burley and John Harris (editors), A Companion to Genetics (Oxford:Blackwell Publishers,2002), pp. 180-181.

79 “Genetic diagnosis before and after pregnancy”, report of German National Ethics Council (Saladruck, Berlin, 2003), p.76.

80 พระไพศาล วิสาโล, “พันธุกรรมมนุษย์กับคุณภาพคน”, เอกสารสรุปผลการประชุมระดับชาติว่าด้วยชีวจริยธรรมและพันธุกรรมมนุษย์ (National Meeting on Bioethics and Human Genetics) ระหว่างวันที่ 25-26 มิถุนายน พ.ศ.2544,จัดทำโดยคณะทำงานโครงการชีวจริยธรรมกับการวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่,หน้า 50

81 อ้างจากหนังสือแสดงความยินยอมเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยโรคทางพันธุกรรมของตัวอ่อนก่อนย้ายเข้าสู่โพรงมดลูก (เอกสารแนบท้ายฉบับที่ 5 ของประกาศแพทยสภาที่ 21/2545 (ฉบับที่ 2))

82 RoGers, Arthur and DURAND DE BOUSINGEN Denis, ฺBioethics in Europe, op.cit., pp. 29-34.

83 Ibid., pp.119-120.

84 STAUCH Marc, WHEAT Kay and TINGLE John, Sourcebook on Medical Law, 2nd edition (London: Cavendish Publishing, 2002).p. 397.

]]>
อุ้มบุญ (11) ปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับขอบเขตของการอนุญาตให้ใช้เทคนิคเจริญพันธุ์ https://thaissf.org/cd041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd041 Fri, 26 Sep 2014 08:43:13 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/26/cd041/ ในการแก้ไขปัญหาผู้ที่ไม่อาจมีบุตรได้ก็มีเพียงสถาบันการรับรองบุตรบุญธรรมเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยองค์กรฝ่ายบ้านเมืองเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการสนองความปรารถนาของคู่สมรสผู้ต้องการรับบุตรบุญธรรมไว้อุปการะ นอกจากนี้การรับรองบุตรยังไม่สามารถสนองความต้องการที่จะให้กำเนิดเด็กซึ่งถือเป็นการพัฒนาส่วนหนึ่งของตนเองในฐานะผู้สืบทอดความเป็นอมตะทางพันธุกรรม ดังนั้นการยอมรับหรืออนุญาตให้มีการใช้เทคนิคดังกล่าวได้จึงเป็นทางเลือกแต่ก็เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและหากมีปัญหากฎหมายเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ เมื่อคำนึงถึงการขาดความชัดเจนในหลักกฎหมายในเรื่องนี้ ก็ต้องอาศัยดุลพินิจของฝ่ายตุลาการเพื่อชี้ขาดซึ่งย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอน จึงถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง

เพราะฉะนั้นปัญหาพื้นฐานประการแรกในเรื่องนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาความเหมาะสมของการใช้เทคนิคดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ

เทคนิคนี้มีข้อดีในแง่ของการช่วยตอบสนองความต้องการของผู้ปรารถนาจะมีบุตรซึ่งมีข้อจำกัดทางกายภาพให้บรรลุความประสงค์ได้โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แก้ไขความบกพร่องดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นการบำบัดรักษาทางการแพทย์ประเภทหนึ่ง

อย่างไรก็ตามในแง่ผลเสีย การใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสนองความปรารถนาจะมีบุตรเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาอื่นๆทั้งด้านศีลธรรม ศาสนา สังคมวิทยาและกฎหมายย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากการก่อกำเนิดของมนุษย์ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรากฐานของมนุษยชาติเองเพราะเกี่ยวพันกับการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบเรียบร้อย โดยมีองค์ประกอบที่ลึกซึ้งและซับซ้อนหลายประการ ทั้งในแง่ของกายภาพและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของจิตใจ อีกทั้งผลที่ตามมาคือเด็กซึ่งเป็นมนุษย์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งตามธรรมดาแล้วจะเกิดจากการรวมกันระหว่างครอบครัวต่างๆซึ่งประกอบขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งบิดา มารดาและเด็ก ดังนั้นการใช้เทคนิคนี้เพื่อให้กำเนิดทารกในลักษณะและบริบทที่แตกต่างไปจากธรรมชาติจึงมีผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่ออนาคตของสังคมเองด้วย

เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในกระบวนการก่อกำเนิดทารกจึงต้องอยู่ในกรอบเฉพาะกรณีที่สังคมยอมรับความเหมาะสมได้ ส่วนการยอมรับของสังคมนั้นอาจมีระดับที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละกรณีที่ศึกษาเนื่องจากพื้นฐานทางวัฒนธรรม ประเพณี ศรัทธา ฯลฯที่แตกต่างกันบ้างของแต่ละสังคมที่พิจารณา

แต่การศึกษาทางปฏิบัติของสังคมต่างๆแสดงให้เห็นว่ามีแนวทางที่ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันจากการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียทำให้พอสรุปได้ว่าการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ถือเป็นเทคนิคเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาผู้มีความบกพร่องในการให้กำเนิดบุตร จึงเป็นประโยชน์ในการช่วยให้บุคคลเหล่านี้มีโอกาสได้ให้กำเนิด

อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการอนุญาตให้ใช้เทคนิคดังกล่าว การดำเนินการต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น

ขอบเขตของการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

สำหรับประเทศไทย การที่ประโยชน์หลักของเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์อยู่ที่การบำบัดรักษาผู้ป่วยซึ่งมีความบกพร่องในเรื่องการให้กำเนิดเด็กดังนั้น จึงควรเน้นการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เพื่อการนี้เป็นการเฉพาะเท่านั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสมดุลของผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ฝ่ายแรกคือ ผู้ประสงค์เป็นบิดามารดาของเด็กซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีทายาทไว้สืบสกุลแม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายในการให้กำเนิดตามธรรมชาติ ฝ่ายที่สอง คือเด็กที่จะเกิดมาผู้ต้องได้รับหลักประกันว่าจะมีโอกาสที่จะเจริญเติบโตในเงื่อนไขที่อย่างน้อยไม่เสียเปรียบเด็กที่เกิดด้วยวิธีการธรรมชาติ และฝ่ายสุดท้ายคือ สังคมเองซึ่งไม่ควรได้รับผลกระทบในแง่ลบจากการใช้เทคนิคดังกล่าว เช่นการรับภาระปัญหาเฉพาะต่างๆที่เกิดจากเด็กเหล่านี้ ดังนั้นแม้ในบรรดาผู้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังยอมรับว่าการใช้ควรจำกัดอยู่ในขอบเขตบางประการ60  อีกทั้งในกรณีที่อนุญาตให้ดำเนินการได้ก็จำต้องมีการควบคุมและจำกัดเฉพาะในกรณีที่เหมาะสมเท่านั้นดังเช่นในกฎหมายของประเทศต่างๆโดยเฉพาะฝรั่งเศส61  เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยีนี้จึงควรอยู่ในขอบเขตดังต่อไปนี้

ประการแรก ไม่อาจนำไปใช้ในลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบกพร่องทางสุขภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของการปรารถนาที่ขัดต่อธรรมชาติ เช่น ชายหรือหญิงที่ต้องการมีบุตรแต่ ผู้เดียวโดยไม่ประสงค์จะมีคู่ ชายหรือหญิงเพศเดียวกันที่ต้องการมีบุตรเพื่อสร้างครอบครัว

หรือประการที่สอง เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเด็กที่จะเกิดมาเองเป็นหลัก อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าแม้ในประเทศที่มีแนวนโยบายที่ค่อนข้างเปิดเสรีในการดำเนินการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ก็ยังมีการถกเถียงอย่างมากรวมทั้งการโต้แย้งตลอดจนปฏิกิริยาต่อต้านในบางสถานการณ์อันแสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ในบางสถานการณ์62  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของมีบุตรจากเชื้อของสามีที่ตายไปแล้ว63  หรือหย่าร้างกัน หรือในขณะที่เป็นนักโทษซึ่งไม่อาจมีความสัมพันธ์ตามปกติได้ หรือหญิงที่พ้นวัยเจริญพันธุ์ รวมถึงในกรณีของชายหญิงซึ่งมิได้แต่งงานกันตามกฎหมายก็อาจทำให้เด็กขาดสิทธิที่ควรได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของเด็กที่เกิดจากคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้เกิดความยุ่งยากเมื่อชายหรือหญิงฝ่ายใดมีคู่สมรสอยู่แล้ว

ในทำนองเดียวกันการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อคัดเลือกลักษณะเด่นหรือปรับปรุงพันธุกรรมในเด็กก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร64

นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ซับซ้อนและควรศึกษาเป็นการเฉพาะในเรื่องความสมควรในการอนุญาตให้มีการใช้เทคโนโลยีนี้ในกรณีการอุ้มบุญด้วย

ส่วนปัญหากฎหมายต่างๆและเหตุผลของแนวทางในการแก้ไขจะวิเคราะห์ในรายละเอียดตามลำดับในตอนต่อไป

———————————————

60 John A. ROBERTSON, op.cit., pp.28-30.

61 Nan T.BALL,”The reemergence of enlightement ideas in the 1994 French Bioethics debates,” Duke Law Journal, November 2000, pp.545-587.

62 Ann MacLean MASSIE, “Regulating Choice: A Constitutional Law Response to Professor John A. ROBERTSON’s Children of Choice”, in Legal and Ethical Issues in Human Reproduction., op.cit., pp.142-144.

63 John A. Robertson, op.cit., p.29.

64 Ibid., p.29

]]>
อุ้มบุญ (10) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd040/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd040 Wed, 24 Sep 2014 02:11:51 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/24/cd040/ กรณีที่ 1 การปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF)

กรณีที่ 2 การใช้อสุจิหรือไข่ของผู้อื่น (artificial insemination by donor-AID, Intra-cytoplasmic sperm injection-ICSI)

กรณีที่ 3 การเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (GIFT, ZIFT, PROST) และการอุ้มบุญ (surrogacy)

ศาสนาพุทธ

มีผู้ศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนา และปรับใช้กับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่น่าสนใจ โดยจำแนกเป็นกรณีต่างๆ ดังนี้

กรณีที่ 1 หลักพุทธศาสนายอมรับการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เพราะเป็นวิธีการช่วยให้บุตรเท่านั้น แต่ไม่สนับสนุนการสร้างตัวอ่อนจำนวนมาก ที่ต้องกำจัดตัวอ่อนหรือใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพราะละเมิดศีลข้อแรก การห้ามฆ่าสัตว์

กรณีที่ 2 การใช้อสุจิหรือไข่ของผู้อื่นนำมาใช้กับคู่สามี ภริยา แม้อาจไม่ถือว่าได้ละเมิดศีลข้อ 3 การห้ามประพฤติในกามหรือการเป็นชู้ก็ตาม แต่ก็ไม่เหมาะสมเพราะทำให้เกิดวิญญาณธาตุของผู้อื่น กระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวและความมั่นคงของคู่สามี ภริยา

องค์ทะไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต ผู้นับถือศาสนาพุทธ ลัทธิวัชรยานได้กล่าวว่า การเกิดใหม่ของมนุษย์เริ่มเมื่อวิญญาณธาตุ(วิญญาณขันธ์)เข้าสู่ครรภ์ ในขณะที่เชื้อของฝ่ายชายผสมกับเชื้อของฝ่ายหญิงแล้ว หมายความว่าธาตุต่างๆ มาประชุมพร้อมกันภายในครรภ์ หรือบางกรณีก็เกิดร่างอย่างแรก (embryo)นอกครรภ์ได้53    สำหรับวิธีการปฏิสนธิเทียมโดยการนำเชื้อ (ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง) หรือร่างอย่างแรกไปแช่แข็งไว้ ท่านให้ความเห็นว่า ร่างหรือสัตว์(ชีวิต)ที่จะเกิดใหม่จะต้องทนทุกข์ทรมานในความหนาวเย็นหรือไม่ ตามคำอธิบายในคัมภีร์ของฝ่ายพุทธ ร่างใหม่ย่อมมีความรู้สึกอย่างหยาบๆ แล้วเช่นกัน (แม้ว่าอวัยวะที่จะแลเห็นอะไรได้จะยังไม่มีขึ้นก็ตาม) ถ้าเรายอมรับว่าร่างใหม่ต้องทนทุกข์จากความหนาวเย็น คนที่เอาร่างไปแช่แข็งไว้ก็เท่ากับประกอบอกุศลกรรมด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจตนาของคนๆ นั้นเป็นสำคัญ เจตนาเป็นไปทางใด ก็ส่งไปถึงผลกรรมในทางนั้น54

ศาสนาคริสต์

กรณีที่ 1 นิกายคาทอลิก ยึดถือ ‘The Congregation for the Doctrine of the Faith’ (1987) ซึ่งเป็น Donum vitae ยอมรับเด็กที่เกิดจากวิธีนี้ว่าเป็นเสมือนของขวัญที่ยิ่งใหญ่จากพระเป็นเจ้า (great gift) แต่ก็กล่าวถึง IVF และ ET ที่เป็นการปฏิสนธินอกร่างกายว่า เทคโนโลยีที่เข้ามามีอำนาจเหนือชีวิตและชะตากรรมของมนุษย์ ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักความเท่าเทียมกันของเด็กและบิดา มารดา นอกจากนี้ วิธีการใดๆ ที่ต้องทำลายตัวอ่อนย่อมไม่อาจทำได้ รวมถึงกรณีการคัดเลือกทางพันธุกรรม, การจัดเก็บตัวอ่อนด้วยวิธีแช่แข็ง เพราะอาจทำอันตรายหรือทำให้ตัวอ่อนหยุดการเติบโตแม้เพียงชั่วระยะเวลาหนี่งก็ตาม

อย่างไรก็ดี คริสตศาสนายอมรับการทดลองตัวอ่อนที่ไม่อันตรายตัวอ่อน แต่การทดลองตัวอ่อนที่ช่วยรักษาความผิดปกติหรือโรคของตัวอ่อนย่อมทำได้ ทั้งนี้ ต้องยึดถือหลักการสำคัญ 2 ข้อคือ ข้อแรก ชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เริ่มแรกย่อมได้รับการเคารพจากมนุษย์อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และข้อสอง การปฏิสนธิเทียมจะต้องไม่ลบล้างความเชื่อทางศาสนาเรื่องผู้ให้กำเนิดมนุษย์ (พระเป็นเจ้า) คู่สามี ภริยาต้องแสดงความรักแก่กันตามธรรมชาติ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์55

ในเรื่องการตั้งครรภ์แทนหรืออุ้มบุญนั้น ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก56   ถือว่าหญิงที่อุ้มท้องแทนหญิงอื่น57 ไม่อาจถือเป็นมารดาของเด็กได้ เพราะขาดหน้าที่ ความรักของมารดาต่อลูกของตน การอุ้มบุญจึงทำลายสถาบันครอบครัว เกิดปัญหาทางศีลธรรม สภาพจิต

ศาสนาอิสลาม

หลักศาสนาอิสลามว่าด้วยวิถีชีวิตของชาวอิสลามิกชื่อว่า ‘Sharee’ (Shari’ah) เป็น พระวจนะของพระเป็นเจ้า มีขึ้นเพื่อคุ้มครองกำเนิดทั้ง 5 สิ่ง ได้แก่ self (รวมถึงชีวิต, สุขภาพ และการให้กำเนิดชีวิต), วิญญาณ, ศาสนา, เกียรติ (รวมถึงการสมรส) และความเป็นเจ้าของ มีผู้ตีความว่าจากคัมภีร์โกรานว่า วิธีปฏิสนธิเทียมทุกกรณีจะต้องทำโดยใช้อสุจิหรือไข่ของคู่สามี ภริยาเท่านั้น

ดังนั้น กรณีที่ 1 ทำได้โดยไม่ขัดหลักศาสนาอิสลาม เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับใช้อสุจิหรือไข่ของผู้อื่น และหญิงนั้นจะต้องสมรสแล้ว สำหรับกรณีที่ 2 จึงขัดหลักศาสนาอิสลาม ถือว่าคู่สมรสมีชู้ การใช้อสุจิของชายอื่นเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้58   และในกรณีที่ 3 ต้องห้ามเช่นกัน เพราะมารดาของเด็กจะต้องเป็นผู้ให้กำเนิดเด็กเท่านั้น [Holy Quran, (Abdullah Yusuf Ali trans., 1982), at 25:54, 58:2]59

เพราะฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า ตามหลักศาสนาต่างๆ มีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่าการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์จะขัดกับหลักศีลธรรมในกรณีที่มีการทำอันตรายหรือทำลายชีวิตที่เกิดขึ้นแม้ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นเป็นมนุษย์ก็ตาม อีกทั้งการปฏิสนธิที่มิได้เกิดขึ้นจากเซลส์สืบพันธุ์ของคู่สมรสก็มิใช่สิ่งที่เหมาะสมและต้องห้ามในบางศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิสนธิเทียมจึงอาจกระทำได้โดยไม่ขัดกับหลักศาสนาสำคัญของโลกในกรณีที่จำกัดเท่านั้นโดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เซลส์สืบพันธุ์ของคู่สมรสโดยไม่มีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

————————————–

49 Decision of 11 October 1974, In Case No.15.664, 16 June 1995.

50 Case No.212/1996, 19 December 1996, (1996) 3 Bulletin on Constitutional Case-Law 426.

51 Human Rights Committee, General Comment 6 (1982) และกรุณาดู Camargo v.Colombia, Human Rights Committee,

Communication No.45/1979, HRC 1982 Report, Annex XI

52 Damien Keown, Buddhism and Bioethics (New York:PALGRAVE, 2001), pp.135-138.

53 ทะไลลามะ, มรรควิธีแห่งการฝึกตน หนทางเข้าถึงชีวิตที่เปี่ยมความหมาย แปลโดย ส.ศิวรักษ์(กรุงเทพมหานคร,สวนเงินมีมา,2545),หน้า 42-43.

54 ทะไลลามะ, เล่มเดียวกัน, หน้า 43.

55 Nicholas Tonti-Filippini, ‘The Catholic Church and Reproductive Technology’, article in Helga Kushe and Peter Singer (editors),Bioethics An Anthology (Oxford:Blackwell Publishing, 1999), pp.94-95.

56 The Congregation for the Doctrine of the Faith ชือ INSTRUCTION ON RESPECT FOR HUMAN LIFE IN ITS ORIGIN AND ON THE DIGNITY OF PROCREATION REPLIES TO CERTAIN QUESTIONS OF THE DAY กล่างถึงเรื่องอุุ้มบุญ ดังนี้

3. IS “SURROGATE”*MOTHERHOOD MORALLY LICIT?

No, for the same reasons which lead one to reject heterologous artficial fertilization: for it is contrary to the unity of marriage and to the dignity of the procreation of the human person. Surrogate motherhood represents an objective  failure to meet the obligations of maternal love, of conjugal fidelity and of responsible motherhood; it offends the dignity and the right of the child to be conceived, carried in the womb, brought into the world and brought up by his own parents; it sets up, to the detriment of families, a division between the physical,  psychological and moral elements which constitute those families.

57 ดูเชิงอรรถที่ 2 ของ The Congregation for the Doctrine of the Faith

By “surrogate mother” the Instruction means:

a)the woman who carries in pregnancy an embryo implanted in her uterus and who is genetically a stranger to the embryo because it has been obtained through the union of the gametes of “donors”.She carries the pregnancy with a pledge to surrender the baby once it is born to the party who commissioned or made the agreement for the pregnancy.

b) the woman who carries in pregnancy an embryo to whose procreation she has contributed the  donation of her own ovum, fertilized through insemination with the sperm of a man other than her husband. She carries the pregnancy with a pledge to surrender the child once it is born to the party who commissioned or made the agreement for the pregnancy.

58 COOK, Rebecca J., DICKens, Bernard M. and FATHALLA, Mahmoud F., Reproductive Health and Human Rights: Integrating Medicine, Ethics and Law, op. cit., p. 309.

59 อ้างจาก Hossan E. Fadel, “THE ISLAMIC VIEWPOINT ON NEW ASSISTED REPRODUCTIVE TECHNOLOGIES”, Fordham Urban Law Journal, (์November 2002), para.152.

]]>
อุ้มบุญ (9) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd039/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd039 Mon, 22 Sep 2014 13:54:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/22/cd039/ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในแต่ละระดับอาจสอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกันเองก็ได้ โดยเฉพาะในเรื่องเสรีภาพของปัจเจกชน (individual autonomy) ในการทำแท้ง การช่วยให้กำเนิดบุตรด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ กับการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของกลุ่มชน สังคมและเผ่าพันธุ์มนุษย์

ดังนั้นแนวคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงควรมีลักษณะเป็นการจำกัดอำนาจหรือเสรีภาพของปัจเจกชน ยิ่งกว่าการขยายขอบเขตแห่งสิทธิ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศักดิ์ศรีฯ ระดับแรกและที่สอง ย่อมอยู่เหนือกว่าขั้นที่สาม ดังเช่นที่ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศส Conseil d’Etat ได้กำหนดแนวทางไว้ในคดี dwarf-throwing38

เพราะฉะนั้น เสรีภาพของปัจเจกชน ในกรณีการให้กำเนิดบุตรโดยการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์อาจขัดกับหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่า บุคคลใดถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ39 แต่จากความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “คุณค่าสากล” ของความเป็นมนุษย์ มิใช่เรื่องที่กำหนดขึ้นตามความเห็นของปัจเจกบุคคล แต่เป็นไปตามมาตรฐานที่บุคคลทั่วไปสามารถยอมรับได้ซึ่งยังมีข้อถกเถียงว่ามี “ศีลธรรมสากล” ให้ยึดถือหรือไม่40

อย่างไรก็ตาม ในเชิงนิติศาสตร์แล้ว ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องการปกป้องสถาบันของสังคมอันได้แก่ รัฐ ครอบครัว(ความมั่นคงของระบบครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว)และตัวเอกชน41ดังนั้นการดำเนินการใดที่ก่อให้เกิดผลเสียและผลกระทบร้ายแรงต่อรัฐ สถาบันครอบครัวและตัวปัจเจกชนถือเป็นการกระทำที่ขัดกับความสงบเรียบร้อยฯ ดังเช่นกรณีของการอุ้มบุญซึ่งหลายประเทศเช่นฝรั่งเศสยืนยันไว้42 โดยเสรีภาพของบุคคลในการทำสัญญาต้องถูกจำกัดด้วยการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์43อันมีหลักการพื้นฐานที่สำคัญคือ หลักการไม่ล่วงละเมิดต่อร่างกายของมนุษย์(indisponibilite du corps humain) และหลักการไม่ล่วงละเมิดต่อสถานะของการเป็นบุคคล(indisponibilite de l’etat des personnes)44 ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการดำเนินการต่อเด็กในลักษณะของการเป็นทรัพย์สิน อีกทั้งทำให้แม่อุ้มบุญมีบทบาทเป็นเพียงผู้ให้บริการประเภทหนึ่งเท่านั้นแทนที่จะมีความผูกพันอันลึกซึ้งต่อทารกในครรภ์อันเป็นสายสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งของมนุษยชาติและเป็นรากฐานที่จำเป็นของสถาบันครอบครัว นอกจากนี้ในแง่ของตัวเด็กเองก็อาจสร้างปัญหาให้ด้วยเนื่องจากมิได้ถือกำเนิดมาตามปกติและอาจมิได้รับการยอมรับในสังคมซึ่งในแง่นี้ย่อมเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของเด็กเองด้วย

ส่วนการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ในกรณีอื่นๆนั้นโดยเฉพาะเมื่อมิได้เกี่ยวพันเฉพาะกับคู่สมรสเท่านั้น ก็อาจกระทบต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เช่นกัน ดังนั้นทางปฏิบัติโดยทั่วไปในกรณีจำเป็นที่อนุญาตไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัดของกฎหมายและการควบคุมอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่

(2) การคุ้มครองชีวิตในครรภ์หรือตัวอ่อน หรือสิทธิที่จะมีชีวิต(right to life)ตามนัยของการตีความกรณีปฏิสนธิเทียม

การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวอ่อนที่ปฏิสนธิขึ้นมาได้ ดังนั้นการทำอันตรายหรือทำลายตัวอ่อนจึงกระทบต่อตัวอ่อนที่เป็นสิ่งมีชีวิตและมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นมนุษย์ซึ่งกฎหมายในหลายประเทศให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่ง

แต่เดิมนั้น การตีความ Article 645 ของ International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) จะกล่าวถึงกรณีเฉพาะการห้ามเรื่องการลงโทษประหารชีวิตตามอำเภอใจในคดีความ(arbitrary way)เท่านั้น อย่างไรก็ดี ตามความเห็นของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(Human Rights Committee – HRC) ได้อธิบายความหมายของสิทธิที่จะมีชีวิตว่าต้องพิจารณาถึงนัยเชิงบวกด้วย ตัวอย่างเช่น ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง ซึ่งรัฐมีหน้าที่จัดหาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการให้กำเนิดทารกที่เกี่ยวข้องกับอันตรายที่จะเกิดแก่หญิงที่ตั้งครรภ์ถึงขั้นเสียชีวิต46 กล่าวคือสามารถทราบถึงความเสี่ยงที่จะอาจมีได้จากการตั้งครรภ์ ยิ่งกว่านั้นยังมีประเด็นปัญหาสืบเนื่องคือ กรณีนี้จะปรับใช้กับตัวอ่อนที่ปฏิสนธิจากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ได้หรือไม่

ในการตีความเรื่องสิทธิที่จะมีชีวิต the right to life กรณีชีวิตในครรภ์ (unborn child)นักนิติศาสตร์บางท่าน เช่น Nihal Jayawickrama ให้ความเห็นว่าการตีความมาตรา 6 แห่ง ICCPR

บัญญัติคำว่า “มนุษย์ทุกคน” โดยมิได้ใช้ว่า “บุคคลทุกคน”47 ดังนั้นน่าจะมีความหมายกว้างรวมถึงชีวิตในครรภ์ด้วย

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของยุโรป (European Commission of Human Rights) ไม่สามารถหาข้อยุติอย่างที่ชี้ชัดว่า ชีวิตในครรภ์จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 2 แห่ง ECHR หรือไม่ หรือคำว่า “ชีวิต” จะมีความหมายเพียงใด เพราะแนวคิดเรื่องชีวิตเริ่มต้นเมื่อใดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก

สำหรับกฎหมายแต่ละประเทศก็มีการอธิบายในเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป แม้ว่ากฎหมายส่วนใหญ่จะให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่ง เช่น กฎหมายอาญาเยอรมันเรื่องการทำให้แท้งลูกก็ยังไม่มีความชัดเจน หรือคำว่า “ชีวิต” ในกฎหมายอังกฤษว่าด้วยการทำให้แท้งลูก (Abortion Act 1967) หมายถึงอะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับการตีความบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง การทำแท้งไม่ขัดต่อ มาตรา 2 (1) แห่ง ECHR เพราะพิจารณาเรื่องสุขภาพของหญิงด้วย48

—————————————-

30 David Fleldman, “Human Dignity as a Legal Value-Part 2”,Public Law (2000) , pp.71-72.

31 [1997] 2 W.L.R. 806, CA. ข้อเท็จจริงในคดีคือ นาง Blood ภริยาม่ายต้องการใช้อสุจิของสามีที่ตายไปแล้ว เพื่อให้กำเนิดลูกของเธอ แต่ HFEA ปฏิเสธเพราะสามีไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นเอกสารในกรณีนี้

32 BverfGE 37, 324 (1975) ตัดสินว่าบทบัญญัติของ ซึ่งอนุญาตให้มีการทำแท้งหญิงที่ตั้งครรภ์ในช่วงเวลา 12 สัปดาห์แรกนับจากตั้งครรภ์ โดยไม่คำนึงถึง the Bundestag of 1974 เงื่อนไขใด ๆ ไม่สามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมาย (คือขัดรัฐธรรมนูญ)

33 “มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”

34 “มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิ์และเสรีภาพของบุคคอื่นไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้”

35 จรัฐ โฆษณานันท์, รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐: จาก “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” สู่ “ธัมมิกสิทธิมนุษยชน”

(กรุงเทพมหานคร:นิติธรรม, 2544), หน้า 55-56.

36 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐, อ้างแล้ว หน้า 105-106.

37 จรัญ โฆษณานันท์, รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐: จาก “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” สู่ “ธัมมิกสิทธิมนุษยชน”, อ้างแล้ว, หน้า 32. ซึ่งอ้างถึง Sabine Michalowski and Lorna Woods, German Constitutional Law: The Protection of Civil Liberties, (Ashgate/Dartmouth, Aldershot,1999), pp.104-105.

38 david Feldman, “Human Dignity as a Legal Value-Part 2″ op.cit, pp. 75-76.

39 อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, อ้างแล้ว, หน้า 26-29.

40 อุดม รัฐอมฤต,นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, อ้างแล้ว, กรุณาดูบทคัดย่อ หน้า 10.

41 จิ๊ด เศรษฐบุตร, หลักกฎหมายแพ่งลักษณะนิติกรรมและหนี้, คณะกรรมการสัมมนาและวิจัยและห้องสมุด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2524 พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 15-30 (เรื่องนิติกรรมที่มีวัตถุที่ประสงค์มิชอบด้วยกฎหมาย)

42 ดูคำวินิจฉัยของศาลสูงฝรั่งเศส วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1991 ใน Francois TERRE et Yves LEGUETTE, Les grands arrets de la jurisprudence civile, 10e edition, Dalloz, 1994, pp.224-225.และมาตรา 16-9 ของประมวลกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส

43 Daniel GUTMANN,”Les droits de I homme sont-ils l avenir du droit?” , in L avenir du droit. Melangesen hommage a Francois TERRE, Presse Universitaires de France, Paris, 1999, p.335.

44 Francois TERRE et Yves LEGUETTE, op.cit., pp.229-230.

45 “l. Every human being has the inherent righe to life.This right shall be protected by law. No one shall be arbitrarily deprived of his life…”

46 กรุณาดู COOK,Relecca J., DICKENS, BERNARD M. and FATHALLA, Mahmoud F., Reproductive Health and Human Rights: Integrating Medicine, Ethics and Law (New York, Oxford University  Press, 2003),pp.160-161.

ซึ่งอ้างถึง UN, “Human Rights Committee General Comment 6, Article6 (Right to Life), 1982”,

international Human Rights Instruments (New York: UN, 1996), HRI/Gen/1/rev.2,6-7, para.5.

47 Nihal Jayawickrama, The Judicial Application of Human Rights Law: National, Regional and International Jurisprudence (Cambridge: Cambridge University Press, 2002), p.246.

48 paton v.  United Kingdom (1980) 3 EHRR 408.(คดีเกี่ยวกับการทำแท้งตัวอ่อนในระยะแรก) ศาสตราจารย์ Glanville Williams สรุปว่ากฎหมายอังกฤษมิได้ตอบคำถามว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อใด แต่บอกเพียงว่าสภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดและหายใจได้ (อ้างจาก 33 Cambridge Law Journal 71(1994), at 71-2.) ดู Nihal Jayawickrama,p.247

]]>
อุ้มบุญ (5) สถานการณ์และสภาพปัญหาของการปฏิสนธิเทียม https://thaissf.org/cd035/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd035 Fri, 05 Sep 2014 06:46:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/05/cd035/ – การปฏิสนธินอกร่างกาย (in vitro fertilization IVF) หรือที่เรียกกันในภาษา

ชาวบ้านว่า เด็กหลอดแก้ว วิธีการก็คือ การนำไข่และอสุจิมาผสมกันในหลอดแก้ว แล้วนำไปฝังตัวในมดลูกของหญิงที่เป็นแม่คือหญิงที่เป็นเจ้าของไข่

– การเคลื่อนย้ายเซลสืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (gamete intra fallopian transfer-GIFT,

Zygote intra fallopian transfer-ZIFT) การปฏิสนธิเทียมด้วยวิธีการดังกล่าวที่นิยมทำกันก็คือ การทำ GIFT ซึ่งหมายถึงการตั้งครรภ์โดยการนำไข่ออกมานอกร่างกายของหญิง แล้วนำเชื้ออสุจิมาผสมรวมกันแล้วฉีดเข้าไปในท่อนำไข่หรือหลอดมดลูกของหญิง อีกวิธีหนึ่งคือ การทำ ZIFT คือการตั้งครรภ์โดยการนำไข่

ออกมานอกร่างกายของหญิง แล้วนำเชื้ออสุจิมาทำให้เกิดการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อนแรกเริ่ม แล้วฉีดเข้าไปในหลอดมดลูก

– การปฏิสนธินอกร่างกายโดยวิธีฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในไข่ (Intra Cytoplasmic Sperm Injection – ICSI) หมายถึงการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในไข่ ซึ่งอยู่ภายนอกร่างกายเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน3 แล้วนำตัวอ่อนเข้าไปไว้ในโพรงมดลูกของหญิง เพื่อให้ตั้งครรภ์

-นอกจากวิธีดังกล่าว ยังมีการช่วยเจริญพันธุ์อีกแบบหนึ่งโดยวิธีนำ Cytoplasm จำนวนหนึ่งจากไข่ของหญิงมาใส่ในไข่ของหญิงอีกคนหนึ่งเพื่อช่วยปฏิสนธิ และการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

– การตั้งครรภ์แทน (Surrogate mother) หมายถึงการตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ โดยหญิงผู้ตั้งครรภ์มีเจตนาหรือข้อตกลงไว้ก่อนตั้งครรภ์ที่จะให้ทารกในครรภ์นั้นเป็นบุตรหรืออยู่ในอำนาจปกครองของผู้อื่น

2. สาเหตุและความจำเป็นในการปฏิสนธิเทียม

สาเหตุและความจำเป็นที่ต้องนำวิธีการปฏิสนธิเทียมหรือการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

มาใช้ในทางการแพทย์อาจสรุปได้ว่า มาจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรกเป็นการสนองความต้องการมีบุตรของผู้ที่มีบุตรยาก และเหตุผลประการที่สองที่ต้องการพัฒนาการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ให้ก้าวหน้าต่อไป เหตุปัจจัย 2 ประการดังกล่าวนี้ หากกระทำในขอบเขตที่เหมาะสมย่อมจะก่อให้เกิดประโยชน์ แต่หากกระทำโดยไม่คำนึงถึงข้อที่อาจเกิดความเสียหายอื่น ๆ ประกอบ ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การจะใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ จึงต้องทำความเข้าใจเหตุผลและรายละเอียดในแต่ละกรณีดังนี้

2.1 การสนองความต้องการมีบุตร

ความต้องการมีบุตรไว้สืบสกุล เป็นสาเหตุสำคัญที่คู่สมรสได้ฝากความหวังไว้กับแพทย์ที่จะช่วยให้สมประสงค์ อาจกล่าวได้โดยความคิดของคนทั่ว ๆ ไป การมีบุตรเป็นส่วนประกอบสำคัญของชีวิตสมรสและความเป็นครอบครัว บางครอบครัวกังวลมากกับการไม่มีบุตรและเป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ จึงมีการเสาะแสวงหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ตามความเชื่อและวัฒนธรรมในแต่ละชนชาติและชุมชน ดังเช่นการทำพิธีกรรมและบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อวิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าขึ้น การตั้งครรภ์โดยวิธีปฏิสนธิเทียมด้วยวิธีการต่าง ๆ จึงได้รับการพัฒนาและนำมาช่วยให้มีบุตร แต่การสนองความต้องการดังกล่าว ก็จะต้องกระทำในขอบเขตที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ เป็นต้นว่า อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ และข้อที่จะต้องคำนึงอย่างมากก็คือ ความสำเร็จหรือความเป็นไปได้ ตลอดจนปัญหาทางด้านกฎหมายและจริยธรรมที่ควรจะเป็น

จากรายงานของ รศ.น.พ.สมชาย สุวจนกรณ์ พบว่า4    การทำปฏิสนธินอกร่างกายซึ่งอาจจะเป็นการปฏิสนธิตามปกติหรือการใช้วิธีการช่วยปฏิสนธิ (ICSI) จะสามารถช่วยแก้ปัญหาคู่สมรสนั้น ๆ ได้ อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีนี้ยังอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-40 ขึ้นอยู่กับสถาบันแต่ละสถาบันที่รายงาน ทั้งนี้ปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดอัตราความสำเร็จมีมากมายหลายปัจจัย แต่สามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. ปัจจัยทางด้านคลีนิค อันได้แก่คู่สมรสเอง การเตรียมคู่สมรส วิธีการและขั้นตอนในการรักษา ตลอดจนการใช้และเลือกขนาดยาที่เหมาะสม

2. ปัจจัยทางด้านห้องปฏิบัติการ ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าปัจจัยทางด้านคลีนิค ซึ่งต้องการความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากร อุปกรณ์ การควบคุมคุณภาพ ตลอดจนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเพราะเลี้ยงตัวอ่อน ที่จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

——————————————————–

1 ในทางการแพทย์ เคยใช้วิธีการผสมเทียม หมายถึง การฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ภายในของหญิง เพื่อให้หญิงนั้นตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะโดยใช้เชื้ออสุจิเข้าไปอยู่ในช่องคลอด ปากมดลูก โพรงมดลูกหรือท่อนำไข่ ส่วนการปฏิสนธินอกร่างกาย หมายถึง การนำเชื้ออสุจิและไข่ออกจากร่างกายของชายและหญิงมาทำให้เกิดการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อน

2 ปัจจุบันทางสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ โดยอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กำลังยกร่าง พ.ร.บ.การตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์

3 ตัวอ่อนแรกเริ่ม หมายถึงตัวอ่อนของมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิแล้ว แต่ยังไม่มีการแบ่งเซลล์ หากนับตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงแปดสัปดาห์เรียกว่า ตัวอ่อน(embryo) ถ้าตัวอ่อนที่มีอายุเกินกว่า 8 สัปดาห์ เรียกว่า ทารก (fetus)

4 สมชาย สุวจนกรณ์, Increased success rate in IVF: clinical aspect, เอกสารการอบรมระยะสั้น เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ครั้งที่ 2, จัดโดยชมรมเวชศาสตร์การเจริญพันธ์ุแห่งประเทศไทยร่วมกับราชวิทยาลัยนสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (31 มี.ค.-1 เม.ย.2546), น.1.

]]>