เด็กหลอดแก้ว – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png เด็กหลอดแก้ว – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (23) ข้อพิจารณาและผลกระทบทางการวิจัยทางการแพทย์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ https://thaissf.org/cd053/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd053 Thu, 16 Oct 2014 10:02:21 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/16/cd053/ 1. การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม

การฉีดเชื้อหรือการผสมเทียม เป็นเทคโนโลยีง่ายๆ ที่แพทย์นำเอาเชื้ออสุจิของฝ่ายชายฉีดเข้าไปในโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง แล้วปล่อยให้มีการปฏิสนธิเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

2. เทคนิคการทำกิ๊ฟ (Gamete Intra-Fallopian Transfer, GIFT)

โดยทั่วไปวิธีการนี้จะเป็นเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์อย่างแท้จริงคือ การนำไข่ของฝ่ายหญิงที่เก็บไข่ออกมาจากร่างกายไว้ล่วงหน้า ซึ่งโดยปกติแพทย์จะต้องกระตุ้นไข่ให้เกิดการตกไข่พร้อมกันหลายฟอง แล้วนำมาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง หลังจากนั้นแพทย์ก็จะเอาไข่กับเชื้ออสุจิใส่กลับเข้าไปโดยเจาะหน้าท้องและใส่กลับทางหลอดมดลูก และปล่อยให้ผสมกันตามธรรมชาติภายในร่างกาย

3. เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization and Embryo Transfer)

เทคนิคคล้ายๆ กับการทำ GIFT โดยแพทย์จะเก็บไข่ไว้ล่วงหน้าเช่นเดียวกัน แต่จะนำไข่และอสุจิผสมกันในห้องทดลอง และจากหลังจากไข่กับอสุจิผสมกันเรียบร้อย แพทย์จะรอจนแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนแล้วระดับหนึ่ง จึงจะย้ายตัวอ่อนกลับเข้าไปในมดลูกผ่านทางช่องคลอด

4. เทคนิคการทำอิกซี่ (Intracytoplasmic Sperm Injection (ICSI)

สำหรับการทำอิกซี่จะทำในกรณีที่ฝ่ายชายมีเชื้ออสุจิจำนวนน้อยหรือไม่มีเชื้ออสุจิเลย แพทย์จะเข้าไปเก็บเชื้ออสุจิจากอัณฑะของฝ่ายชาย แล้วนำมาฉีดผสมเข้าไปในไข่ จนพัฒนาเป็นตัวอ่อน แล้วแพทย์จึงนำตัวอ่อนนั้นใส่กลับเข้าไปในมดลูกเหมือนกับการทำเด็กหลอดแก้ว ขั้นตอนของการทำอิกซี่จะแตกต่างจากการทำเด็กหลอดแก้วเพียงขั้นตอนเดียวคือ การทำเด็กหลอดแก้ว แพทย์จะปล่อยให้เชื้ออสุจิกับไข่ผสมกันเอง ในขณะที่การทำอิกซี่นั้นแพทย์จะบังคับให้เกิดการปฏิสนธิขึ้น

ในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะใช้เทคนิคการทำเด็กหลอดแก้ว และการเทคนิคการทำอิกซี่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากประกันได้ระดับหนึ่งว่าจะมีการปฏิสนธิและเกิดตัวอ่อนขึ้นภายนอกร่างกาย ก่อนนำกลับเข้าไปในร่างกาย นอกจากนี้ การเก็บและเลี้ยงตัวอ่อนที่ปฎิสนธิแล้วให้เจริญเติบโตภายในห้องทดลองให้นานขึ้นระยะหนึ่ง เป็นการเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อนภายในมดลูกมีมากยิ่งขึ้นด้วย

เป้าหมายสำคัญของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คือการช่วยให้คู่สมรสที่มีปัญหาการมีบุตรยาก ได้รับโอกาสที่จะได้มีบุตร ประโยชน์อีกประการหนึ่งซึ่งถือเป็นผลพลอยได้สำคัญจากเทคโนโลยีดังกล่าว คือการได้เซลล์ต้นตอจากตัวอ่อน (Embryonic Stem cell) ที่เกิดจากการผสมเทียม

เซลล์ต้นตอ คือ เซลล์ที่ไม่มีความจำเพาะ (unspecialized cell) มีความสามารถในการแบ่งเซลล์ได้อย่างไม่มีขีดจำกัดและสามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่จำเพาะได้ ดังนั้น ในทางการแพทย์ สามารถนำเซลล์ต้นตอมาเพาะเลี้ยง และบังคับให้เซลล์ดังกล่าวพัฒนาต่อไปเป็นเซลล์ของอวัยวะที่ต้องการ เช่น เซลล์สมอง เซลล์หัวใจ เซลล์ตับอ่อน เพื่อนำไปรักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องจากความเสื่อมของเซลล์ที่อวัยวะนั้นๆ เช่น การนำเซลล์สมองที่เกิดขึ้นจากเซลล์ต้นตอไปปลูกถ่ายเพื่อรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซม์เมอร์ (Alzhimer) หรือโรคสั่นพาร์กินสัน (Parkinson) นำเซลล์หัวใจใหม่ปลูกถ่ายทดแทนในการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี แหล่งของเซลล์ต้นตอมิได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ตัวอ่อนเท่านั้น แพทย์สามารถใช้เซลล์ต้นตอที่ปะปนอยู่ในกระแสเลือดของบุคคล (Adult Stem cell) หรือจากสายสะดือของทารก หรือแหล่งอื่นๆ แต่การใช้เซลล์ต้นตอจากแหล่งดังกล่าว มักพบปัญหาผู้บริจาคที่มีจำนวนไม่เพียงพอ ยังอาจพบปัญหาที่เซลล์ต้นตอที่มีอยู่ไม่ตรงกับผู้รับบริจาคและนำไปใช้ไม่ได้ หรือร่างกายผู้รับบริจาคไม่ยอมรับเซลล์ต้นตอที่นำไปใส่ใหม่ เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์จึงพยายามหาทางสร้างเซลล์ต้นตอจากตัวอ่อนโดยใช้เทคนิคการสำเนาสิ่งมีชีวิต (Cloning) มาใช้

จากพื้นฐานความก้าวหน้าทางการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคนิคที่ทำให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกมดลูก (เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (In Vitro Fertilization and Embryo Transfer, IVF-ET) เมื่อนำมาผสมผสานกับความรู้และการวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถสร้างตัวอ่อน (Embryo) โดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีโคลนนิ่ง

เทคนิคการทำโคลนนิ่งทำได้โดย การนำไข่ออกมาจากร่างกายและนำนิวเคลียสของไข่นั้นออก จากนั้นนำนิวเคลียสของเซลล์ร่างกายต้นแบบ มาใส่ในไข่ที่นำนิวเคลียสออกไปแล้วนั้น กระตุ้นเซลล์จนเกิดการแบ่งตัว เช่นเดียวกับเซลล์ที่ปฏิสนธิตามปกติ เมื่อเซลล์แบ่งตัวจนถึงระดับหนึ่งก็จะพัฒนาจนมีเชลล์ต้นตอที่สามารถนำมาใช้เพื่อการรักษาได้ แต่หากปล่อยให้เซลล์ดังกล่าวพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ และนำไข่ดังกล่าวไปใส่กลับเข้าไปในร่างกายและปล่อยให้ฝังตัวในมดลูก ไข่นั้นก็อาจจะเติบโตเป็นมนุษย์

ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะนำเทคโนโลยีโคลนนิ่งมาช่วยในการรักษา (Therapeutic Cloning) แพทย์จะนำนิวเคลียสเซลล์จากผู้ป่วยเพื่อนำมาเป็นต้นแบบสำเนา เพื่อให้เซลล์ต้นตอที่เกิดขึ้นมีพันธุกรรมเดียวกันกับผู้รับ ลดปัญหาการต่อต้านจากร่างกาย อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาในช่วง 2-3 ปีมานี้ มีข่าวเผยแพร่ออกมาเป็นระยะว่านักวิทยาศาสตร์ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้สร้างมนุษย์ (Reproductive cloning) แม้ว่าในประเทศหลายประเทศมีกฎหมายห้ามดำเนินการดังกล่าว

]]>
อุ้มบุญ (5) สถานการณ์และสภาพปัญหาของการปฏิสนธิเทียม https://thaissf.org/cd035/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd035 Fri, 05 Sep 2014 06:46:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/05/cd035/ – การปฏิสนธินอกร่างกาย (in vitro fertilization IVF) หรือที่เรียกกันในภาษา

ชาวบ้านว่า เด็กหลอดแก้ว วิธีการก็คือ การนำไข่และอสุจิมาผสมกันในหลอดแก้ว แล้วนำไปฝังตัวในมดลูกของหญิงที่เป็นแม่คือหญิงที่เป็นเจ้าของไข่

– การเคลื่อนย้ายเซลสืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (gamete intra fallopian transfer-GIFT,

Zygote intra fallopian transfer-ZIFT) การปฏิสนธิเทียมด้วยวิธีการดังกล่าวที่นิยมทำกันก็คือ การทำ GIFT ซึ่งหมายถึงการตั้งครรภ์โดยการนำไข่ออกมานอกร่างกายของหญิง แล้วนำเชื้ออสุจิมาผสมรวมกันแล้วฉีดเข้าไปในท่อนำไข่หรือหลอดมดลูกของหญิง อีกวิธีหนึ่งคือ การทำ ZIFT คือการตั้งครรภ์โดยการนำไข่

ออกมานอกร่างกายของหญิง แล้วนำเชื้ออสุจิมาทำให้เกิดการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อนแรกเริ่ม แล้วฉีดเข้าไปในหลอดมดลูก

– การปฏิสนธินอกร่างกายโดยวิธีฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในไข่ (Intra Cytoplasmic Sperm Injection – ICSI) หมายถึงการฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในไข่ ซึ่งอยู่ภายนอกร่างกายเพื่อให้เกิดการปฏิสนธิเป็นตัวอ่อน3 แล้วนำตัวอ่อนเข้าไปไว้ในโพรงมดลูกของหญิง เพื่อให้ตั้งครรภ์

-นอกจากวิธีดังกล่าว ยังมีการช่วยเจริญพันธุ์อีกแบบหนึ่งโดยวิธีนำ Cytoplasm จำนวนหนึ่งจากไข่ของหญิงมาใส่ในไข่ของหญิงอีกคนหนึ่งเพื่อช่วยปฏิสนธิ และการเจริญเติบโตของตัวอ่อน

– การตั้งครรภ์แทน (Surrogate mother) หมายถึงการตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ โดยหญิงผู้ตั้งครรภ์มีเจตนาหรือข้อตกลงไว้ก่อนตั้งครรภ์ที่จะให้ทารกในครรภ์นั้นเป็นบุตรหรืออยู่ในอำนาจปกครองของผู้อื่น

2. สาเหตุและความจำเป็นในการปฏิสนธิเทียม

สาเหตุและความจำเป็นที่ต้องนำวิธีการปฏิสนธิเทียมหรือการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

มาใช้ในทางการแพทย์อาจสรุปได้ว่า มาจากเหตุผลสำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรกเป็นการสนองความต้องการมีบุตรของผู้ที่มีบุตรยาก และเหตุผลประการที่สองที่ต้องการพัฒนาการค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์ให้ก้าวหน้าต่อไป เหตุปัจจัย 2 ประการดังกล่าวนี้ หากกระทำในขอบเขตที่เหมาะสมย่อมจะก่อให้เกิดประโยชน์ แต่หากกระทำโดยไม่คำนึงถึงข้อที่อาจเกิดความเสียหายอื่น ๆ ประกอบ ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้การจะใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ จึงต้องทำความเข้าใจเหตุผลและรายละเอียดในแต่ละกรณีดังนี้

2.1 การสนองความต้องการมีบุตร

ความต้องการมีบุตรไว้สืบสกุล เป็นสาเหตุสำคัญที่คู่สมรสได้ฝากความหวังไว้กับแพทย์ที่จะช่วยให้สมประสงค์ อาจกล่าวได้โดยความคิดของคนทั่ว ๆ ไป การมีบุตรเป็นส่วนประกอบสำคัญของชีวิตสมรสและความเป็นครอบครัว บางครอบครัวกังวลมากกับการไม่มีบุตรและเป็นความรู้สึกที่เป็นทุกข์ จึงมีการเสาะแสวงหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการตั้งครรภ์ตามความเชื่อและวัฒนธรรมในแต่ละชนชาติและชุมชน ดังเช่นการทำพิธีกรรมและบนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่เมื่อวิทยาศาสตร์ได้ก้าวหน้าขึ้น การตั้งครรภ์โดยวิธีปฏิสนธิเทียมด้วยวิธีการต่าง ๆ จึงได้รับการพัฒนาและนำมาช่วยให้มีบุตร แต่การสนองความต้องการดังกล่าว ก็จะต้องกระทำในขอบเขตที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงปัจจัยหลายประการ เป็นต้นว่า อายุ ฐานะทางเศรษฐกิจ และข้อที่จะต้องคำนึงอย่างมากก็คือ ความสำเร็จหรือความเป็นไปได้ ตลอดจนปัญหาทางด้านกฎหมายและจริยธรรมที่ควรจะเป็น

จากรายงานของ รศ.น.พ.สมชาย สุวจนกรณ์ พบว่า4    การทำปฏิสนธินอกร่างกายซึ่งอาจจะเป็นการปฏิสนธิตามปกติหรือการใช้วิธีการช่วยปฏิสนธิ (ICSI) จะสามารถช่วยแก้ปัญหาคู่สมรสนั้น ๆ ได้ อย่างไรก็ตามความสำเร็จในการรักษาด้วยวิธีนี้ยังอยู่ที่ประมาณร้อยละ 20-40 ขึ้นอยู่กับสถาบันแต่ละสถาบันที่รายงาน ทั้งนี้ปัจจัยที่จะเป็นตัวกำหนดอัตราความสำเร็จมีมากมายหลายปัจจัย แต่สามารถแยกออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

1. ปัจจัยทางด้านคลีนิค อันได้แก่คู่สมรสเอง การเตรียมคู่สมรส วิธีการและขั้นตอนในการรักษา ตลอดจนการใช้และเลือกขนาดยาที่เหมาะสม

2. ปัจจัยทางด้านห้องปฏิบัติการ ถือเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่าปัจจัยทางด้านคลีนิค ซึ่งต้องการความพร้อมทั้งทางด้านบุคลากร อุปกรณ์ การควบคุมคุณภาพ ตลอดจนทักษะที่เกี่ยวข้องกับการเพราะเลี้ยงตัวอ่อน ที่จะทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง

——————————————————–

1 ในทางการแพทย์ เคยใช้วิธีการผสมเทียม หมายถึง การฉีดเชื้ออสุจิเข้าไปในอวัยวะสืบพันธุ์ภายในของหญิง เพื่อให้หญิงนั้นตั้งครรภ์ ไม่ว่าจะโดยใช้เชื้ออสุจิเข้าไปอยู่ในช่องคลอด ปากมดลูก โพรงมดลูกหรือท่อนำไข่ ส่วนการปฏิสนธินอกร่างกาย หมายถึง การนำเชื้ออสุจิและไข่ออกจากร่างกายของชายและหญิงมาทำให้เกิดการปฏิสนธิจนเป็นตัวอ่อน

2 ปัจจุบันทางสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการและผู้สูงอายุ โดยอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญและอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กำลังยกร่าง พ.ร.บ.การตั้งครรภ์โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์

3 ตัวอ่อนแรกเริ่ม หมายถึงตัวอ่อนของมนุษย์ตั้งแต่ปฏิสนธิแล้ว แต่ยังไม่มีการแบ่งเซลล์ หากนับตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนถึงแปดสัปดาห์เรียกว่า ตัวอ่อน(embryo) ถ้าตัวอ่อนที่มีอายุเกินกว่า 8 สัปดาห์ เรียกว่า ทารก (fetus)

4 สมชาย สุวจนกรณ์, Increased success rate in IVF: clinical aspect, เอกสารการอบรมระยะสั้น เวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ครั้งที่ 2, จัดโดยชมรมเวชศาสตร์การเจริญพันธ์ุแห่งประเทศไทยร่วมกับราชวิทยาลัยนสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย (31 มี.ค.-1 เม.ย.2546), น.1.

]]>