เด็กปฐมวัย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Tue, 31 May 2016 09:08:28 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png เด็กปฐมวัย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 จดหมายข่าว ฉบับเดือนตุลาคม 2558 https://thaissf.org/download/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a5 Wed, 23 Mar 2016 08:17:47 +0000 http://175.41.155.75/?post_type=wpdmpro&p=2128 หน้าที่ที่จะทำให้เด็กไทยทุกคนเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม เป็นของเราทุกคน ทุกฝ่าย การจะทำให้เด็กคนหนึ่งมีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดา รัฐควรจัดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอแก่หญิงตั้งครรภ์ พัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาลให้มีมาตรฐาน รวมทั้งหาแนวทางให้การศึกษานอกระบบโรงเรียนแก่เด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาปกติได้ และบูรณาการการดูแลเด็กร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์

]]>
จดหมายข่าว “ปฏิรูปเด็กปฐมวัย เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” https://thaissf.org/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a5 Wed, 23 Mar 2016 08:32:20 +0000 http://175.41.155.75/?p=2131 หน้าที่ที่จะทำให้เด็กไทยทุกคนเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม เป็นของเราทุกคน ทุกฝ่าย การจะทำให้เด็กคนหนึ่งมีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดา รัฐควรจัดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอแก่หญิงตั้งครรภ์ พัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาลให้มีมาตรฐาน รวมทั้งหาแนวทางให้การศึกษานอกระบบโรงเรียนแก่เด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาปกติได้ และบูรณาการการดูแลเด็กร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์

]]>
ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd028/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd028 Tue, 05 Aug 2014 11:25:14 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/05/cd028/ 1. ด้านบุคลากร และการบริหารจัดการ

2. ด้านอาคารสถานที่ สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย

3. ด้านวิชาการ และกิจกรรมตามหลักสูตร คุณลักษณะของเด็กที่พึงประสงค์ 12 ประการ การจัดประสบการณ์ การจัดกิจกรรมประจำวัน

4. ด้านการมีส่วนร่วม การสนับสนุนจากชุมชน

มาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ ของกระทรวงสาธารณสุข

1.การส่งเสริมสุขภาพ

2.การส่งเสริมพัฒนาการ

3.อาหารสะอาด ปลอดภัย

4.สิ่งแวดล้อมสะอาด ปลอดภัย

5.บุคลากรที่มีคุณภาพ

6.การมีส่วนร่วมของชุมชน

โดยกระทรวงสาธารณสุขจะเน้น สุขภาพอนามัยเป็นส่วนใหญ่ ส่วนประเด็นอาหารปลอดภัย สิ่งแวดล้อม บุคลากรและการมีส่วนร่วม บางส่วนจะทับซ้อนกัน เพียงแต่มาร่วมกันเป็นเรื่อง ๆ ของแต่ละหน่วยงาน เช่น กระทรวงศึกษาธิการมีทำหลักสูตรปฐมวัยใน 3-5 ปี มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์หลายข้อ คือ เด็กต้องมีการเติบโตแข็งแรง สุขนิสัยที่ดี สุขภาพจิตดี มีคุณธรรม มีจริยธรรม มีทั้งหมด 9 ข้อโดยนำมาแยกเป็นข้อย่อยจะทำเป็นลักษณะตัวชี้วัด มาตรฐานเด็กต่ำกว่า 3 ปี ก่อนปี 2544 ก่อน พรบ.ออกมา มีการรวบรวมระดมความคิดเห็น และทุกหน่วยงานนำไปเป็นมาตรฐานของตัวเอง รวมทั้งกระทรวงสาธารณสุขด้วย

การดำเนินงานโครงการศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่นี้ ไม่สามารถทำได้สำเร็จโดยใครหรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องทำงานอย่างบูรณาการร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรมอนามัยได้ดำเนินการร่วมกับเครือข่าย ตั้งแต่การจัดทำมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กน่าอยู่ร่วมกับกรมต่าง ๆ ได้แก่ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมการศาสนา กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกรมพัฒนาชุมชนเป็นต้น โดยมีการดำเนินการพัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้ได้มาตรฐาน เป็นต้น

การพัฒนาเด็กปฐมวัย รอไม่ได้

การพัฒนาเด็กปฐมวัยนี้รอไม่ได้ “สายแล้วสายเลย” รัฐบาลและหน่วยงานที่ร่วมกันรับผิดชอบ ต้องเร่งบูรณาการอย่างเป็นรูปธรรม พัฒนาศูนย์เด็กเล็กให้ได้มาตรฐานโดยให้ศูนย์เด็กเล็กต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณ การพัฒนาบุคลากรดูแลเด็กเล็กประจำศูนย์ การส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก อุปกรณ์ส่งเสริมการเรียนรู้ และพัฒนาการของเด็ก เช่น ของเล่น หนังสือ เครื่องดนตรี ฯลฯ อันส่งผลให้เด็กเจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง มีพัฒนาการสมดุล ทั้งทางด้านร่างกายและสติปัญญามากขึ้น

]]>
ศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ https://thaissf.org/cd026/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd026 Mon, 28 Jul 2014 12:16:09 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/28/cd026/ เจริญเติบโต สมบูรณ์แข็งแรง มีพัฒนาการสมดุลทั้งทางร่างกาย สติปัญญา จิตใจและอารมณ์ ซึ่งการให้ความสำคัญและมุ่งพัฒนาเด็กแม้เพียง 1 ปี ในกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียน เด็กจะมีความสามารถและพัฒนาการที่สูงขึ้น (นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์)

ศูนย์เด็กเล็ก พื้นที่บ่มเพาะเด็กไทยมีคุณภาพ

ศูนย์เด็กเล็กมีความสำคัญต่อพัฒนาการ และการเจริญเติบโตของเด็กปฐมวัย ศูนย์เด็กเล็กที่ไม่มีความพร้อมในการดูแล จะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็กไทยในอนาคต เพราะเด็กมีการเจริญเติบโตที่ล่าช้า ไม่เต็มที่โดยเฉพาะด้านที่ช้าคือภาษาและกล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งเป็นรากฐานของสติปัญญา

ศูนย์เด็กเล็กบางครั้งใช้คำว่า “สถานรับเลี้ยงเด็ก” เมื่อก่อนจะใช้คำว่า “สถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน” ส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะใช้คำว่า “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.)” ทางกรมอนามัยเรียกว่า “ศูนย์เด็กเล็ก”

สิ่งที่น่าเป็นห่วง เมื่อวิเคราะห์จากข้อมูลการสำรวจพบว่า “ศูนย์เด็กเล็กอีกจำนวนหนึ่ง ยังขาดความพร้อม ทั้งในด้านคุณภาพ มาตรฐานการดูแลศูนย์เด็กเล็ก” โดยศูนย์เด็กเล็กในสังกัดองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น จะพบปัญหามีของเล่นไม่เพียงพอ ของเล่นที่มีอยู่มีสภาพชำรุด รอการซ่อมแซม ห้องน้ำมีสภาพชำรุด และส่วนหนึ่งยังมีปัญหาไม่สามารถจัดการที่นอนให้เด็กนอนได้

ปัจจุบัน รูปแบบศูนย์เด็กเล็กในปัจจุบันมี 3 รูปแบบ

แบบที่ 1 บริการเลี้ยงเด็กกลางวันในครอบครัว บริการรับเลี้ยงเด็กในบ้านและรับเลี้ยงเด็กเป็นกลุ่ม ดำเนินการเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การเลี้ยงเด็กในครอบครัว คือ ฝากกับคนใกล้ ๆ บ้าน จะมีการรับเลี้ยงเด็กเป็นกลุ่ม ๆ ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนมากจะเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นทางการ

แบบที่ 2 สถานรับเลี้ยงเด็ก คือ สถานบริการรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป ดำเนินการโดยภาครัฐ เอกชน ซึ่งต้องทำเรื่องขออนุญาตจากกระทรวงพัฒนาสังคม ดำเนินการทั้งภาครัฐและเอกชน

แบบที่ 3 การศึกษาระดับก่อนประถมศึกษา บริการพัฒนาเด็กในระบบโรงเรียน โดยจัดเป็นชั้นอนุบาล 1-3 และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รับเด็กตั้งแต่อายุ 3-6 ปี เช่น โรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับตั้งแต่ 3 ขวบขึ้นไป

“ศูนย์เด็กเล็ก” บทบาทของใคร? ทำอะไร?

ด้วยสังกัดของศูนย์เด็กเล็กขึ้นกับหน่วยงานที่หลากหลาย ในบางหน่วยงานมีภารกิจที่จำเพาะ ดังนั้นบทบาทภารกิจหลักที่จำแนกได้มีดังนี้

กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ภารกิจคือ

– ส่งเสริม พัฒนาการดำเนินงาน ศพด.ตามบทบาทหน้าที่และภารกิจของ อปท.

– ประสานความร่วมมือในการบริหารจัดการ ศพด. ในท้องถิ่นและชุมชน

– ศึกษา พัฒนาประสิทธิภาพของรูปแบบวิธีการจัดการศึกษาใน ศพด.

– ส่งเสริม สนับสนุนการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินงานใน ศพด.

– พัฒนาคุณภาพ มาตรฐานการจัดการศึกษา ศพด. ให้ครอบคลุมพื้นที่ของตนเอง

– ส่งเสริม สนับสนุนการจัดตั้ง ศพด.เพื่อให้บริการครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

“มีต่อ”

]]>
ระบบบริการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยที่คลินิกสุขภาพเด็กดี https://thaissf.org/cd025/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd025 Thu, 24 Jul 2014 08:54:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/24/cd025/ 1 ใน 3 ของเด็กปฐมวัยมีพัฒนาการที่ช้าลง และ 1 ใน 5 ของเด็กปฐมวัยพัฒนาการด้อยลงอีกเมื่อมีอายุ 3 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญา

ข้อมูลที่น่าสนใจเราพบว่า ผลของการขาดสารอาหารในช่วงแรกของชีวิตต่อสติปัญญามีผลไปถึงตอนโต และเป็นผลกระทบในระยะยาว

เด็กปฐมวัย (แรกเกิดถึง 5 ปี) เป็นช่วงสำคัญต่อ “พัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก” มาก เพราะเป็นช่วงที่เด็กมีการเรียนรู้มากที่สุดในวงจรชีวิตมนุษย์ สมองของเด็กวัยนี้จะเจริญเติบโตและมีน้ำหนักถึงร้อยละ 80 ของผู้ใหญ่ โดยมีการสร้างเครือข่ายใยสมองและพัฒนาจากจุดเชื่อมต่อระบบประสาทในช่วงวัยนี้ มากกว่าช่วงอื่นของชีวิต จึงถือว่าเป็นโอกาสทองที่พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องให้ความสำคัญต่อการสนับสนุนการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กในช่วงนี้ให้มีคุณภาพ ทั้งในด้านโภชนาการ การเลี้ยงดู การส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาการ

เด็กเป็นทั้งปัจจุบันและอนาคต

“การให้ความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงนี้ มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะส่งผลต่ออนาคตเด็กและสังคมโดยรวมในอนาคต มีประสบการณ์จากต่างประเทศยืนยันข้อมูลว่า การลงทุนเพื่อสนับสนุนพัฒนาการเด็กที่มีคุณภาพตั้งแต่วัยเด็ก ยิ่งเริ่มเร็ว ยิ่งมีความคุ้มค่ามากในอนาคต”

เงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งคือ ผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจถึงความสำคัญของพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงวัยนี้ เช่นไม่รู้ว่าจะสนับสนุนเด็กอย่างไรให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีให้เติบโตได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งอาจเป็นเพราะผู้ปกครองส่วนมากไม่เข้าถึงแหล่งความรู้ เพราะสถานบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานของเด็ก ทั้งของรัฐบาลและเอกชน เช่นคลินิกเด็กหรือสถานีอนามัย ส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการอธิบายและแนะนำการส่งเสริมพัฒนาการเด็กอย่างถูกวิธีแก่ผู้ปกครอง

นอกจากนี้การกำหนดนัดตรวจสุขภาพเด็กของสถานบริการทางด้านสาธารณสุขเองก็ไม่ได้สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก เพราะเวลาตรวจ มักอิงตามกำหนดการ การให้วัคซีนแก่เด็ก เช่นไม่มีการนัดตรวจในอายุที่ 1 ปี เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กเริ่มฝึกพูด หรือช่วงอายุ 3-5 ปี ที่พบว่าเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้ามาก แต่มีการกำหนดนัดตรวจเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ยังไม่มีการตรวจวัดสายตา ตรวจวัดการได้ยิน และตรวจสภาวะโลหิตจางของเด็กเหล่านี้ ทั้งที่ สิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อพัฒนาการด้านกาย สมอง อารมณ์ สติปัญญาของเด็กเป็นอย่างมาก ดังนี้สถานบริการสุขภาพขั้นพื้นฐานของเด็กเหล่านี้ ควรมีการปรับระบบการดูแลเด็กวัยนี้ให้สอดคล้องและมีคุณภาพมากขึ้น ส่วนการเลี้ยงดูและส่งเสริมพัฒนาการเด็กควรใช้วิธีการอ่านหนังสือ เล่านิทาน ร้องเพลง เปิดดนตรีให้เด็กฟังหรือกิจกรรมเล่นของเล่น กิจกรรมประกอบจังหวะดนตรี กิจกรรมเหล่านี้จะส่งเสริมจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง สติปัญญา ในเด็กปฐมวัยได้เป็นอย่างดี

ประเด็นโภชนาการเด็กที่มีแนวโน้มจะมีเด็กอ้วนมากขึ้น กรณีที่ได้รับอาหารมากเกินไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นคืออ้วน พบว่าเด็กอ้วนจะมีความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับระบบร่างกาย เช่น เดินไม่ค่อยได้ ขาโก่งหรือขากางผิดปกติ นอนกรนและหยุดหายใจขณะหลับ เมื่อโตขึ้นส่งผลให้ สมาธิสั้น ผลการเรียนตก หัวใจและปอดทำงานหนัก โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจถ้าอ้วนในวัยเด็กปฐมวัย จะมีความเสี่ยงที่จะอ้วนในวัยผู้ใหญ่ถึงร้อยละ 30 และหากโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาทางด้านสุขภาพในอนาคต

แนวคิดการดูแลสุขภาพเด็กดีอย่างมีมาตรฐาน

รูปแบบการดูแลสุขภาพเด็กไทย แนะนำโดยราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้แนะนำไว้ดังนี้

แนวคิดการดูแลสุขภาพเด็กดีอย่างมีมาตรฐาน

– ครอบครัวและเด็กได้รับบริการที่สำคัญ

– มีการดูแลต่อเนื่องและครบถ้วน

– การให้บริการเป็นทีม รวมตัวเด็กและครอบครัว

– การปรับบริการตามปัจจัยเสี่ยงในระดับบุคคลและชุมชน

องค์ประกอบที่สำคัญของแนวทางการดูแลสุขภาพเด็กไทย

– รวบรวมข้อมูลประจำตัวเด็กรายบุคคลในด้านต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นและสังเกตการณ์เปลี่ยนแปลงของเด็กในระยะยาว ทั้งทางบวก และทางลบ

– เด็กได้รับการตรวจคัดกรองความเสี่ยง และปัญหาสุขภาพในด้านต่างๆ อย่างครบถ้วนและมีคุณภาพ ทั้งโดยการสังเกตหรือการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ที่เหมาะสมกับการตรวจในแต่ละระยะ

– เด็กได้รับการตรวจวินิจฉัยโรค และได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันหรือลดความเสียหายหรือความรุนแรงของโรคหรือความพิการ

– แพทย์/บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขให้คำแนะนำที่ครบถ้วน ด้วยภาษาที่เข้าใจได้ง่าย ชัดเจน ในเวลาที่เหมาะสม

]]>
การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play) ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd024/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd024 Sun, 20 Jul 2014 09:56:56 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/20/cd024/ “แม่ชอบจังที่….” หรือ “พ่อภูมิใจมากเลยที่….” เป็นต้น

– กระตุ้นให้เด็กแก้ไขปัญหาเอง

การที่พ่อแม่คอยช่วยมากไปหรือเร็วไป ทำให้ลูกไม่รู้จักแก้ไขปัญหาเอง เมื่อประสบปัญหาลูกเลยไม่รู้จักคิด คอยแต่จะให้พ่อแม่แก้ปัญหาให้ หรือลูกอาจรู้สึกแย่ คิดว่าตัวเองไม่มีความสามารถก็เป็นได้

ขณะเล่นควรกระตุ้นให้ลูกคิดแก้ปัญหาเอง หากลูกจนมุม พ่อแม่อาจคอยช่วยแก้อ้อม ๆ หรือช่วยบางส่วน แต่ไม่ใช่ทำให้ทั้งหมด พยายามให้ลูกรู้สึกว่าเขาทำสำเร็จได้ด้วยตนเองและชื่นชมประกอบไปด้วย

– ให้ความสนใจต่อการเล่น

เป็นไปไม่ได้ที่พ่อแม่จะอยู่เล่นกับลูกตลอดเวลา ลูกต้องมีเวลาเล่นตามลำพังบ้าง แต่พ่อแม่ควรให้ความสนใจเป็นระยะ ๆ หลายครอบครัวให้ความสนใจกับลูกเฉพาะเวลาเกิดปัญหา เช่น ลูกแย่งของเล่นกัน ทะเลาะกัน หรือส่งเสียงดัง พ่อแม่ก็จะตะโกนดุหรือเข้ามาจัดการ นั่นคือการให้ความสนใจเชิงลบ ซึ่งถือเป็นแรงเสริมให้เกิดพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก สำหรับเด็กแล้วหากไม่ได้รับความสนใจเชิงบวก ซึ่งหมายถึงคำชมหรือการแสดงท่าทางชื่นชม การได้ความสนใจเชิงลบยังดีกว่าการไม่ได้ความสนใจใด ๆ เลย และนั่นก็คือต้นตอของการเกิดพฤติกรรมเกเรอย่างหนึ่ง ดังนั้นพ่อแม่ควรเข้ามาพูดคุยหรือชื่นชมเด็กเป็นระยะในพฤติกรรมหรือทักษะที่เด็กทำอย่างเหมาะสม

– สนับสนุนการเล่นสมมติและจินตนาการ

เด็กเริ่มเล่นจินตนาการตั้งแต่อายุ 18 เดือน และจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนวัยประถมต้น จากนั้นอาจค่อย ๆ ลดน้อยลง การเล่นจินตนาการเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็ก เพราะจะนำไปสู่การพัฒนาความคิด อารมณ์ และสังคม

การเล่นจินตนาการ จะช่วยให้เด็กมีความคิดที่หลากหลายไม่จำกัด

การเล่นบทบาทสมมติ จะช่วยให้เด็กเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น

พ่อแม่ควรสนับสนุนการเล่นผ่านเครื่องเล่นที่เป็นชุด ๆ เช่น ชุดเครื่องครัว ชุดเครื่องมือแพทย์ ชุดก่อสร้าง ชุดไม้บล็อก เป็นต้น นอกจากนี้การเล่นหุ่นเชิดและการมีโอกาสแต่งตัวเป็นสัตว์หรือตัวละครต่าง ๆ ก็จะช่วยเสริมจินตนาการของเด็กได้มากเช่นกัน

– หลีกเลี่ยงการแข่งขัน

พ่อแม่หลายคนอาจถือโอกาสเล่นเกมแข่งขัน เพื่อสอนกฎกติกาต่าง ๆ สำหรับเด็กอนุบาล กฎ กติกาเป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ หรือแม้แต่เด็กประถมต้นเองก็ตาม แม้เด็กจะเข้าใจกฎแต่ถ้าเล่นกันจริง ๆ เด็กก็มักเป็นฝ่ายแพ้ ซึ่งนำไปสู่ความรู้สึกว่าตนเองไม่เก่ง ตนเองไม่มีความสามารถพอ พ่อแม่อาจตระหนักถึงประเด็นนี้ จึงอาจแกล้งทำเป็นแพ้บ้าง แต่หากทำบ่อย ๆ เข้า ลูกก็จะรู้และจะยิ่งรู้สึกไม่ดีทั้งต่อพ่อแม่และตนเองมากขึ้น

ดังนั้น พ่อแม่จึงควรหลีกเลี่ยงเกมหรือการเล่นที่เป็นไปในลักษณะการแข่งขัน หากเล่นเกมหรือกีฬาควรปรับเป้าหมายการเล่นให้เน้นที่ได้สนุกด้วยกัน หรือเลือกที่จะให้ความสำคัญในจุดอื่น เช่น พ่อลูกเตะฟุตบอลกัน พ่อควรเน้นความสำคัญที่ได้สนุกร่วมกัน หรือให้คำชมต่อทักษะบางอย่างที่ลูกทำได้ดีขึ้น เช่น ลูกโหม่งลูกบอลได้ดีขึ้น ลูกรู้จักเล่นเป็นทีมโดยรู้จักส่งบอลให้คนอื่นแล้ว เป็นต้น

– สนุกกับการเล่น

ขณะเล่นกับลูกพ่อแม่ควรผ่อนคลาย มีอารมณ์แจ่มใส ทำใจให้สนุก และรู้จักแลกเปลี่ยนทางอารมณ์กับลูก การแลกเปลี่ยนโดยทั่วไปมักเป็นไปตามธรรมชาติอยู่แล้ว นั่นคือเมื่อลูกหัวเราะ พ่อแม่หัวเราะตาม เมื่อลูกแก้ปัญหาได้ พ่อแม่สบตาชมลูกพร้อมทั้งยิ้มอย่างภาคภูมิใจไปกับเขาด้วย การใส่ใจที่จะแลกเปลี่ยนทางอารมณ์กันนี้ นอกจากจะทำให้บรรยากาศการเล่นสนุกขึ้นแล้ว ยังนับเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางอารมณ์และสังคมของเด็กอีกด้วย

เป็นที่ทราบกันมานานว่า “การเล่นเป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก” แต่จากงานวิจัยในปัจจุบันทำให้ทราบมากขึ้นว่า การเล่นไม่ใช่เป็นวิธีการเรียนรู้เท่านั้น แต่การเล่นช่วยให้เกิดการปรับเปลี่ยนพื้นฐานของโครงสร้างและการทำงานของสมอง การเล่นช่วยปรับในระดับอารมณ์ พฤติกรรม ตลอดจนบุคลิกภาพของคน ๆ นั้น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ตลอดจนชุมชน สังคม ประเทศชาติ ควรต้องหันกลับมาสนใจเรื่องการเล่นของเด็กและสนับสนุนอย่างจริงจังต่อไป

]]>
การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play) ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd023 Wed, 16 Jul 2014 15:19:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/16/cd023/ พ่อแม่สามารถสนับสนุนให้ลูกเล่น โดยการจัดเตรียมของเล่นที่เหมาะสมกับวัย ของเล่นควรเป็นของเล่นที่เอื้ออำนวยให้เด็กได้ใช้จินตนาการมีลักษณะปลายเปิด เช่น ไม้บล็อก ตัวต่อ ชุดเครื่องครัว ชุดก่อสร้าง ชุดสัตว์ หรือของเล่นที่เป็นชุดต่าง ๆ

เด็กในแต่ละวัยสามารถเล่นอย่างอิสระได้ตามลำพัง แต่เด็กมักต้องการให้พ่อแม่เล่นและแสดงความสนใจร่วมด้วย ยิ่งอายุน้อย เด็กจะยิ่งต้องการให้พ่อแม่เล่นด้วยมากกว่าเด็กโต พ่อแม่ควรเล่นกับลูกตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย แต่ควรมีอย่างสม่ำเสมอ เพราะการเล่นกับลูกถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ความผูกพันกับลูก โดยทั่วไปแล้วเมื่อลูกมีพฤติกรรมดื้อหรือเกเร พ่อแม่มักพยายามหาวิธีแก้ไขพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง บางคนใช้การคาดโทษ การดุ การด่า การงดสิทธิพิเศษ การทำงานชดใช้ หรืออื่น ๆ ส่วนใหญ่พบว่าวิธีการดังกล่าวได้ผลชั่วคราวหรือไม่ได้ผลเลย เพราะว่าพ่อแม่ลืมตระหนักถึงความต้องการพื้นฐานของเด็กไป ความต้องการพื้นฐานของเด็กก็คือ ความสนใจ ความรัก และความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่กับลูกนั่นเอง

หากพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับลูก การลงโทษหลากหลายวิธีรังแต่จะทำให้ปัญหาพฤติกรรมนั้นซับซ้อนและแก้ไขยากขึ้น ดังนั้นพ่อแม่ควรเริ่มต้นด้วยการสานสัมพันธ์ที่ดีกับลูกผ่านการเล่นร่วมกับลูก

แล้วจะเล่นอย่างไร? ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

– เล่นตามเด็ก

หลายครั้งพ่อแม่มักสร้างกฎเกณฑ์ในการเล่นให้ลูก ไม่เปิดโอกาสให้ลูกคิดเอง โดยพ่อแม่เป็นผู้คิดวางแผนการเล่นเอง เช่น แม่กับลูกเล่นบ้านตุ๊กตากัน แม่จะคอยสั่งลูกว่า “ห้องครัวต้องอยู่ตรงนี้ลูกอ้าว เอาโต๊ะกินข้าวมาวางตรงนี้ซิลูก เอ๊ะ มีแต่โต๊ะแล้วจะนั่งกันยังไงนี่ เอาเก้าอี้มาด้วยซิลูก” การทำเช่นนี้เด็กจะรู้สึกเบื่อ ไม่สนุก และไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนสำคัญ ความคิดของตนเองไม่เข้าท่า และหากเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ เด็กจะขาดความมั่นใจ เด็กบางคนขณะเล่นอาจลงเอยด้วยการคอยถามแม่ถึงวิธีการเล่นถามรายละเอียดทุกอย่าง ไม่รู้จักคิดเอง หรือบางคนเล่นไปเล่นมาอาจลงเอยด้วยเป็นฝ่ายดูพ่อแม่เล่นก็ได้

ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเล่นโดยให้ลูกเป็นผู้นำการเล่น ให้ลูกคิดเองวางแผนและจินตนาการเอง อย่าพยายามสอนลูกแต่ให้พยายามเลียนแบบติดตามเรื่องราวของลูกและทำตามที่ลูกขอร้องการทำเช่นนี้ลูกจะได้พัฒนาความสามารถในการเล่นและรู้จักคิดเอง ลูกจะรู้สึกสนุกและกระตือรือร้นมากขึ้นด้วย

บางครั้งลูกอาจชอบเล่นซ้ำ ๆ พ่อแม่ควรปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาของเขาเต็มที่ อาจรู้สึกเบื่อและต้องการให้ลูกเปลี่ยนกิจกรรม การชักชวนหรือผลักดันให้ลูกเปลี่ยนกิจกรมเร็วเกินไปอาจทำให้เด็กจับจด ไม่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความสนใจและสมาธิในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

– พากย์การเล่น

บ่อยครั้งที่พ่อแม่มักใช้การถามลูกขณะเล่น เช่น หนูกำลังทำอะไรอยู่? เอ๊ะ! ทำไมรถถึงจอดล่ะ? นี่สีอะไรคะ? โดยทั่วไปพ่อแม่สามารถถามได้ แต่ถ้าตลอดการเล่นพ่อแม่ใช้การถามเป็นส่วนใหญ่เด็กอาจรู้สึกเบื่อ ต่อต้าน หรือกังวลต่อการต้องตอบคำถาม ทำให้ขัดขวางการคิดหรือจินตนาการในขณะเล่นของเด็ก

ดังนั้นการพากย์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่น่าจะลองใช้ดูขณะเด็กกำลังเล่น เช่น ขณะลูกเล่นต่อรางรถไฟ พ่อแม่อาจพากย์ว่า “รางรถไฟต่อเสร็จแล้ว และรถไฟกำลังเคลื่อนแล้ว ฉึก ฉัก ฉึก ฉัก….” หรือขณะลูกเล่นรถ พ่อแม่พูดว่า “ตอนนี้รถกำลังเติมน้ำมันอยู่… น้ำมันเต็มถังแล้ว โอ้โห รถวิ่งเร็วเลย”

การพากย์เช่นนี้นอกจากจะไม่ขัดขวางกระแสความคิดของลูกแล้ว ลูกยังรู้สึกดีกับตนเอง เพราะได้รับความสนใจเต็มที่จากพ่อแม่ โดยไม่ต้องแสวงหาหรือเรียกร้องด้วยการสร้างปัญหาหรือทำพฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ นอกจากนี้แล้วในเด็กเล็กที่ภาษายังพัฒนาไม่ดี ยังได้โอกาสพัฒนาความเข้าใจภาษาจากการเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยินกับการกระทำของตนอีกด้วย

]]>
การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play) https://thaissf.org/cd022/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd022 Mon, 14 Jul 2014 13:31:25 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/14/cd022/ นั่นเป็นสภาวะที่สมองของเด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ เนื่องจากสมองไม่ตึงเครียดแต่มีภาวะตื่นตัวมีแรงจูงใจและรู้สึกดีดังนั้นหากผู้ปกครองและผู้ดูแลสนับสนุนการเล่นในเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เชื่อได้ว่าเด็กจะเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพรอบด้านได้ในอนาคต

อย่างไร? ถึงเรียกว่า “การเล่น”

องค์ประกอบที่เข้าข่าย “การเล่น” มีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน คือ

1. เล่นโดย ไม่มีเป้าหมาย เด็กเล่นโดยไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ได้ตั้งใจเล่นเพื่อให้พ่อแม่ชื่นชม ไม่ได้เล่นเพื่อจะได้ขนมหรือเงินทอง แต่มีเป้าหมายในตัวของมันเองคือเป้าหมายที่จะเล่น

2. เล่นโดย เต็มใจ เด็กเล่นด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เป็นเพราะหน้าที่หรือถูกบังคับ

3. เล่นแบบ สนุก การเล่นทำให้เด็กรู้สึกดี ตื่นเต้น ช่วยทำให้คลายความเบื่อ เหงา

4. เล่นโดย ปราศจากกาลเวลา เมื่อเข้าไปสู่การเล่นเต็มที่แล้ว เด็กจะไม่คำนึงถึงเวลา เด็กอาจเล่นไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ตระหนักว่านานเท่าไหร่แล้ว

5. เล่นโดย ปราศจากตัวตน เมื่อเล่นแล้วเด็กมักไม่ได้คำนึงว่าตนเองจะดูดีหรือดูงุ่มง่าม ไม่เข้าท่า เด็กจะไม่กังวลถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ในโลกจินตนาการเด็กจึงอาจเป็นโน่นเป็นนี่ได้โดยง่าย

6. การเล่น เกิดขึ้นทันที หรือด้นสด เด็กสามารถปรับเปลี่ยน ลื่นไหลตามความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ในโลกของการเล่นจึงมีความยืดหยุ่นสูงและเกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นได้ตลอดเวลา

7. เล่นโดยมี ความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเล่นมีความสนุก ตื่นเต้น เด็กจึงมีความปรารถนาที่จะเล่นไปเรื่อย ๆ หากเกิดความน่าเบื่อหรืออุปสรรคขึ้น เด็กก็สามารถหาทางปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคนั้น ๆ ให้การเล่นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

จากองค์ประกอบของการเล่นทั้ง 7 ประการข้างต้น หากกิจกรรมใดไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ กิจกรรมนั้นก็ไม่เข้าข่ายการเล่น เช่น แม่ให้ลูกร้อยลูกปัดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือการเล่นงูไต่บันใด ตามคุณสมบัติของการเล่นขั้นต้นจึงไม่ถือเป็นการเล่น บางครั้งการวิ่งไล่จับเป็นการเล่นแต่บางครั้งไม่เป็นการเล่น นั่นขึ้นกับว่าในแต่ละครั้งความรู้สึกหรือสภาวะทางจิตใจเป็นอย่างไร การเล่นในองค์ประกอบทั้ง 7 ประการนี้ บางท่านจึงเรียกว่า “การเล่นอย่างอิสระ” หรือ Free Play แทน เพื่อไม่ให้สับสนกับการเล่นทั่วไป ในที่นี้หากกล่าวถึงการเล่นหรือการเล่นอย่างอิสระให้ถือเป็นเรื่องเดียวกัน

การเล่นกับการปรับตัวของเด็ก

– การปรับอารมณ์ (Emotion Regulation)

การเล่นช่วยสนับสนุนให้เด็กมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับอารมณ์ได้ดี เพราะลักษณะของการเล่นเองมีความไม่แน่นอน มีการปรับเลี่ยนตลอดเวลา เด็กที่มีโอกาสเล่นมากทั้งกับคนอื่นและตามลำพัง มีโอกาสเกิดอารมณ์ที่หลากหลาย ประสบการณ์การเล่นที่หลากหลายและต่อเนื่องช่วยให้เด็กไม่ตอบสนองต่อเหตุที่มากระทบอย่างรุนแรงเกินไปในชีวิตจริง

– ความรู้สึกบวก

การเล่นก่อให้เกิดความสนุกสนาน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกบวกต่าง ๆ ขึ้น ความรู้สึกดีเหล่านี้จะช่วยให้เด็กอยากที่จะเล่นต่อ อยากสำรวจและเกิดความคิดใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ต่อมา

– การจัดการกับความเครียด

ขณะเล่นมักเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เด็กมีโอกาสฝึกฝนการแก้ไขปัญหา ความเครียดในระดับไม่มากนักที่เกิดขึ้นในการเล่น ซึ่งเกิดไปด้วยกันกับความรู้สึกตื่นเต้น สนุกของการเล่น ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจและรู้สึกดีต่อการแก้ไขปัญหา อันจะนำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพต่อความเครียดและปัญหาในชีวิตจริงต่อไป

– ความคิดสร้างสรรค์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นในขณะเล่น เนื่องจากเด็กต้องการตอบสนองต่อสถานการณ์หรือสิ่งเร้าที่ใหม่ พิเศษ ไม่แน่นอน โดยไม่รู้สึกถูกคุกคามหรือจริงจังจนเกินไป การเล่นจึงช่วยให้เกิดการตอบสนองที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากกว่าการตอบสนองที่จำกัดและเป็นเหตุเป็นผล

– การเรียนรู้

ประโยชน์ขั้นพื้นฐานของการเล่นต่อการเรียนรู้ไม่ใช่ตัวความรู้หรือการพัฒนาความสามารถคิดอ่านขั้นสูงแต่การเล่นก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเกิดแรงจูงใจ ความรู้สึกบวก และผลลัพธ์ที่เป็นเสมือนรางวัลต่อเด็กความรู้สึกเหล่านี้ผสมผสานกับความคิดอ่านที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีความหมายและประสิทธิภาพสำหรับเด็ก

– ความสัมพันธ์กับผู้คน

การเล่นเป็นปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กเกิดจนเป็นผู้ใหญ่ รูปแบบต่าง ๆ ของการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นจินตนาการ เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยง เล่นต่อสู้ หากทำอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่ดีกับผู้อื่นได้

เด็กจะรู้สึกผูกพันและมั่นคงในอารมณ์ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ซึ่งความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีต่อพ่อแม่นั้นจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีโอกาสเล่นกับพ่อแม่สม่ำเสมอ โดยพ่อแม่รู้จักตอบสนองอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอกับเพื่อนก็เช่นกัน เด็กจะรู้สึกสนิทสนมกับเพื่อน มีเพื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อนผ่านการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ เด็กที่มีโอกาสเล่นกับเพื่อนมาก ๆ มักจะจัดการกับสถานการณ์ทางสังคมที่คาดเดายากได้ดี หากพ่อแม่และโรงเรียนสนับสนุนอย่างเหมาะสม นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว เด็กยังเรียนรู้พัฒนาการทางสังคมหรือทักษะสังคมขั้นสูงต่อไป

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 7 https://thaissf.org/cd021/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd021 Sat, 12 Jul 2014 16:01:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/12/cd021/ 3-6 ปีแรก ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการสร้างความคิดสร้างสรรค์และในทำนองเดียวกันก็นับว่าเป็นช่วงอันตรายที่สุดเช่นกันหากไปสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเพราะนั่นอาจเหมายถึงการไปปิดโอกาสในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเลยก็เป็นได้ ดังนั้น บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ครู บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบริการสาธารณสุข ผู้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบายของภาครัฐและบุคคลใดก็ตาม ควรให้ความสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มความสามารถ โดยให้เด็กได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง ได้แสดงออกในความเป็นตัวเองและได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ โดยสามารถใช้กิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวเป็นตัวผลักดันให้เด็กได้ฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กชอบเพราะสนุกและปฏิบัติง่าย เป็นกิจกรรมที่สะดวกต่อการสอนของคุณครูเพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ (เช่น การร้องเพลง การเต้น) และยังเป็นกิจกรรมที่มีผลต่อการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้มากที่สุดเพราะเด็กสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระโดยไม่จำกัดและไม่ถูกหรือผิด

ตามปกติแล้วระบบการทำงานทางด้านของประสาทจะทำงานได้ไม่ดีหากเด็กผ่านช่วงอายุ 11 ปีไปแล้ว แต่ระบบประสาทนี้จะยังถูกกระตุ้นได้ต่อไปหากใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือ เพราะดนตรีมีจังหวะที่สูงต่ำ สามารถช่วยกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ยังทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโดยตรง ดังนั้นจึงต้องให้เด็กได้รับประสบการณ์ทางดนตรีแบบองค์รวม คือต้องให้เด็กได้ฟัง ได้ร้องเพลง ได้เล่นดนตรี ได้สร้างสรรค์บทเพลง ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ สามารถแสดงออกตามแบบและตามจินตนาการของตัวเอง เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ปัจจุบันมีสื่อและอุปกรณ์มากมายที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและการเคลื่อนไหวที่สามารถนำมาใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ เช่น นิทานดนตรี ทั้งนิทานและดนตรีเป็นสิ่งที่เด็กชอบและก่อเกิดประโยชน์ต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กในทุกด้าน ทั้งภาษา การเคลื่อนไหว การร้องเพลงและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราสามารถนำนิทานพื้นบ้านหรือนิทานที่ได้รับการคัดเลือกของมูลนิธิเด็กมาใส่จังหวะดนตรีง่าย ๆ จากธรรมชาติประกอบเนื้อหาการเล่านิทาน เช่น การเคาะนิ้วมือ ตัวกบ ไม้ระนาดเล็ก ทำออกมาเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กและมีคู่มือกิจกรรมสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูประกอบ เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ได้มีส่วนร่วมในการอ่าน การเล่น การฟัง การร้องและการเต้นด้วยกันช่วยให้เกิดการบูรณาการการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมดนตรีสำหรับเด็กจะแสดงออกได้หลายรูปแบบ ทั้งการฟัง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี การอ่านสัญลักษณ์หรือโน้ตดนตรีและการสร้างสรรค์ทางด้านดนตรี สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการทำกิจกรรมกับเด็กคือ ไม่ใช่สอนให้เด็กเล่นดนตรีเก่งหรือเล่นดนตรีได้ เพราะเช่นนี้สามารถไปหาเรียนเสริมได้ตามโรงเรียนดนตรีทั่วไปอยู่แล้ว แต่ควรต้องสอนให้เด็กเกิดความสุขเวลาที่ได้หยิบจับเครื่องดนตรี เวลาได้เต้นรำ เวลาได้ร้องเพลง และสอนให้เด็กรู้จักสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ด้วยความพึงพอใจของตัวเด็กเอง

การทำกิจกรรมดนตรีให้ได้ผลดีและเกิดประโยชน์แก่เด็ก ต้องทำให้เด็กมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมนั้น โดยมุ่งเน้นให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวของตัวเอง เพื่อเขาจะได้เกิดความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ผลงานของเขา ซึ่งทำให้เด็กได้มีจิตสำนึกในศักดิ์ศรีและเห็นคุณค่าความเป็นคนของตนเอง และมุ่งเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมดนตรีกับผู้อื่นทั้ง พ่อ แม่ ครูหรือเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกับคนที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกันก็สามารถสร้างสรรค์เรื่องที่ดีงามให้กับทั้งตนเองและผู้อื่นได้อย่างมากมายต่อไปแน่นอน

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd020/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd020 Mon, 07 Jul 2014 15:34:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/07/cd020/ มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน หากคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงหรือพูดกับลูกในท้อง ลูกก็สามารถรับรู้ได้ และเมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เด็กสามารถรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งยังตอบสนองต่อเสียงร้องและเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบโดยการโยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี หรือแม้แต่ร้องไห้ เด็กในวัยนี้แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะก็สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง ดังนั้นหากได้กระตุ้นการพัฒนาการฟังของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดทักษะการเรียนรู้ที่ดีตามมาได้

เมื่อดนตรีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กเช่นนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ดนตรีเป็นสื่อในการสอนเปรียบเหมือนเป็นหนังสือเล่มแรก (Bookstart) สำหรับชีวิตของเด็กที่จะช่วยเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ให้แก่เด็กต่อไป วิธีการอย่างง่ายที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือ เวลาอยู่ด้วยกันกับลูกให้อุ้มลูกนั่งตักและโอบกอดลูกไว้ แล้วเปิดเพลงให้ลูกฟัง โดยหาบทเพลงเด็กที่ดี ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ฟัง เช่น เพลงกล่อมเด็ก บทเพลงสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม หรือใช้การเคาะจังหวะแทนการเปิดเพลง นอกจากนี้ในการดำเนินชีวิตประจำวันควรสอดแทรกกิจกรรมดนตรีมาบูรณาการกับการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ เช่น เวลาเข้าครัวทำกับข้าวควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการจัดเตรียมอาหารด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องการสังเกต การนับจำนวนและช่วยกันแต่งเพลงเกี่ยวกับอาหาร เช่น เพลงไข่เจียว ก็ถือเป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมดนตรีที่น่าสนใจ ทั้งยังกระตุ้นให้พ่อแม่ลูกได้สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกัน และหากเป็นไปได้ควรมีการรวมกลุ่มคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่จะช่วยเหลือกัน เช่น ช่วยกันจัดกิจกรรมทางดนตรีอย่างต่อเนื่องที่เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ เข้าร่วม โดยอาจจะหาเวลาช่วงบ่ายวันหยุดเสาร์อาทิตย์ให้หลายครอบครัวมารวมตัวกันจัดเป็นคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรีอย่างเป็นอิสระหรือตามแต่ใจเด็กปรารถนา ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกและคนในสังคมแล้ว ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

กลุ่มครูและผู้ดูแลเด็ก

คุณครู ถือเป็นบุคคลสำคัญและมีอิทธิพลในการช่วยให้เด็กเกิดความรักทางดนตรี มีพัฒนาการและมีประสบการณ์ทางดนตรีที่ดี นอกจากนี้ คุณครูยังเป็นผู้มีหน้าที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีอย่างมีประสิทธิภาพ

การเรียนการสอนเพื่อให้เด็กประสบผลสำเร็จทางด้านดนตรีนั้น คุณครูจะต้องนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ ดังนี้

1) ครูควรเสริมแรงให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจเมื่อเด็กประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี เช่น กล่าวชมเชยอย่างจริงใจ

2) ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางด้านอารมณ์ผ่านทางเสียงดนตรีและเพลงโดยไม่ปิดกั้น เช่น ให้เด็กแสดงท่าทางต่าง ๆ ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ประกอบเพลงได้อย่างเต็มที่ และไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจหรือขบขันหากเด็กคิดท่าทางสร้างสรรค์แบบแปลก ๆ แต่สามารถแนะนำหรือตักเตือนได้หากเห็นว่าเด็กแสดงท่าทางไม่สุภาพหรือหยาบคาย เช่น ยกเท้าขึ้นมาวางบนหัวเพื่อน

3) ครูต้องจัดให้มีกิจกรรมทางดนตรีที่หลากหลายสำหรับเด็กและสนับสนุนให้เด็กได้ใช้ความสามารถทางดนตรีอย่างเต็มที่ เช่น จัดกิจกรรมให้เด็กช่วยกันแต่งเพลงประจำห้องโดยให้เด็ก ๆ ทุกคนได้มีส่วนร่วม ซึ่งทางด้านจิตวิทยานั้นหากเด็กได้คิดเอง ลองผิดลองถูกบ้าง จะช่วยให้เด็กเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นและกล้าคิดในสิ่งที่หลากหลายมากขึ้น

4) ครูควรใช้เทคนิคการสอนแบบต่าง ๆ เช่น นิทานดนตรี หรือนำอุปกรณ์ดนตรีและสื่อสร้างสรรค์ต่าง ๆ เช่น puppet,parachute มาใช้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีและสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น

5) ครูควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการส่งเสริมการใช้ความคิดของเด็ก เช่นการทำกิจกรรมดนตรีและเคลื่อนไหวร่างกายไม่ควรจำกัดให้เด็กต้องอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น ครูอาจจะพาเด็ก ๆ ออกไปกระโดดโลดเต้นที่สนามหญ้าเพื่อให้เด็กมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ หรือให้ไปฟังเสียงธรรมชาติรอบตัว เช่นเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงเครื่องบิน เพื่อให้แด็กได้นำประสบการณ์ที่พบมาสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ต่อไปได้

6) การสอนดนตรีเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ใช่สอนให้เด็กเลียนแบบเพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่ได้ใช้จินตนาการหรือคิดสร้างสรรค์สิ่งใดเลย แต่ควรสอนให้เด็กได้คิดเอง รู้สึกเอง อยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ให้เด็กเต้นตามเนื้อเพลงหรือตามครูเพียงอย่างเดียว แต่ควรแนะนำหรือส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระและในการสอนเด็กควรออกคำสั่งให้น้อยที่สุดเพราะเด็กจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับควบคุม

]]>