อารมณ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png อารมณ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (23) https://thaissf.org/sh073/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh073 Tue, 16 Sep 2014 23:28:47 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/16/sh073/ แล้วเราต้องการความช่วยเหลือจากคนที่เค้ามี “(เหนือ 2ขอข้อมูลเพิ่ม)

“เพราะว่า ตอนนั้นเป็น case แรกของเราด้วยที่ว่าเราผูกพัน ก็รู้ว่าเค้าจะต้องถึงเวลาแล้ว เค้าก็ปวด ญาติก็จะโทรมาว่าหมอปวดมากเลยทำยังไง เราก็โทรไปหาหมอ…คนไข้ปวดทำไงดี หมอ…ก็สั่งให้พยาบาลไปฉีด ตอนนั้นกรอบยามันก็ไม่ได้เยอะ ก็เป็นแค่รักษาจิตใจ มอร์ฟีนในอนามัยก็ไม่มีอยู่แล้ว แล้วคนไข้ก็ยืนยันว่าจะไม่ไปโรงพยาบาลเพราะว่าไปก็กำลังใจเสียทุกครั้งเลย เอ้า ยังอยู่อีกเหรอ แกเลยบอกทำไมทักแบบนี้ ทักว่าแกยังมีชีวิตอยู่อีกเหรอ แกก็เลยยืนกรานว่าจะไม่ไป เราก็เลยบอกอยู่ที่บ้านนี่แหละ เราก็ให้น้องพยาบาลที่เค้ามีทักษะนะคะไปคุยทางด้านจิตใจ ใช้ธรรมะ ทำยังไงจะลดความเจ็บปวด ไปหาหนังสือมาให้แกอ่าน เพราะว่าเราก็ไม่มีประสบการณ์ตรงนี้เหมือนกัน แกก็พยายาม แต่แกก็ยังปวด ซึ่งตอนนั้นรู้สึกว่าสงสารคนไข้มาก แล้วก็เหมือนกับทำอะไรไม่ได้ ช่วยเค้าไม่ได้ที่เราอยากจะช่วย แต่ว่าช่วงนั้นน่ะก็คิดว่าเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตเค้าแล้วน่ะ เราจะทำอะไรให้เค้าดี “(อีสาน 3)

“ตอนผมอยู่ปี 4 คนไข้ที่เป็นคนเก็บขยะ หอบลูกที่เป็นปอดบวมมา ผอม มีแต่หนังหุ้มกระดูก เราดูแลเค้า เราตามเค้า แต่นัยยะคือเราปี 4 แต่สุดท้ายเค้าก็เสียชีวิต แล้วเราก็เสียใจมากกว่าที่แม่เค้าเสียใจ เราไปเห็นลูกเค้าเสียชีวิตตอนที่แม่เค้ายังไม่ตื่นด้วยซ้ำอันนั้นจุดประกายอันแรกที่รู้สึกว่ารักชีวิตการเป็นหมอ ก็เลยมุ่งมั่นตั้งใจว่า เพราะว่าถ้าตอนนั้นนี่เราดูเค้าตลอดเค้าคงไม่ตาย พอดีเราไปนอนตอนตี 2 ถึง ตี 5 เนี่ย 3 ชั่วโมงนั้นเป็นเหตุทำให้เค้าหลุด ฉะนั้นผมก็จะมีนิสัยอย่างเนี้ยครับ ตอนที่อยู่ปี 5 ปี 6 ก็จะเหมือนกัน คือจะต้องดูตึกตัวเองจนคนไข้หลับหมดแล้ว เราถึงจะไปนอน จนทุกอย่าง stable ดีหมดแล้ว เราถึงจะไปนอน” (อีสาน 2)

ด้านตระหนักรับรู้ความตายนี้ มีประเด็นอภิปราย คือ ในอาชีพของการเป็นพยาบาล หมอหรืออาสาสมัครที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับการเจ็บป่วย ความทุกข์ การตายของผู้ป่วยนี้ ผู้มีจิตวิญญาณจะมีความอ่อนไหวต่อความตายสูงกว่าผู้ที่มีจิตวิญญาณต่ำ การที่กลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยนี้แสดงความอ่อนไหวต่อการสูญเสียคนไข้นี้ ถ้าอธิบายตามแนวคิดของประสบการณ์การเกี่ยวกับความตาย มีคำอธิบายได้ดังนี้ คือทฤษฎีด้านความผูกพัน (attachment theory) กล่าวได้ว่าการเป็นหมอ พยาบาลซึ่งมีความผูกพันกับคนไข้ หรือกับการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้ให้การดูแลรักษา เมื่อคนไข้ที่เคยดูแลกันอย่างใกล้ชิด หรือมีความปรารถนาจะช่วยให้เขาดีขึ้น หรือหายจากอาการของโรค ต้องมาตายจากไปอย่างฉับพลัน หรือตายจากไปด้วยอาการของโรคอย่างทุกข์ทรมาน ทำให้สูญเสียความผูกพันนั้น และทำให้เกิดความรู้สึกสูญเสียตามมา และนอกจากนี้ อาจอธิบายโดยแนวคิดของการสร้างความหมายใหม่ (meaning reconstruction) ซึ่งทั้ง 2 แนวคิดนี้เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการมีประสบการณ์เกี่ยวกับความตายของบุคคลอันเป็นที่รัก ทำให้ผู้สูญเสียเกิดการสร้างความหมาย หรือมุมมองใหม่ที่เกี่ยวข้องกับความตาย อย่างไรก็ตามการที่มีประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของแก่นของจิตวิญญาณในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขที่มีจิตวิญญาณ อาจทำให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้นด้านศาสตร์ของความตายและการตาย (death and dying) ที่จะพยายามทำความเข้าใจและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูญเสียให้กลับฟื้นจิตใจให้เป็นปกติ และมีการเปลี่ยนแปลงการคิด มุมมอง และพฤติกรรมที่เป็นผลดีแก่ตนเองและคนไข้

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (8) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/er057/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er057 Thu, 18 Sep 2014 10:41:52 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/18/er057/ เป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ ซึ่งได้ถูกเป่าลงสู่มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความสูงส่งเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย

2. จิตใจ หรือ กัลบ์ (Heart) จิตใจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านการรับรู้ การใคร่ครวญ เป็นที่มาของความตั้งใจ ความสนใจ ความเฉลียวฉลาด และสติปัญญา

3. ปัญญา หรือ อากัล (Intellect) ปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการใช้เหตุผล จิตวิญญาณของมนุษย์จะทำหน้าที่ใน 3 ระดับ คือ จิตใจที่ชอบทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำตามความพึงพอใจและความต้องการของตนเองโดยมีแนวโน้มที่จะกระทำความชั่ว จิตใจที่ยังไม่สมบูรณ์หรือเข้มแข็งมากนัก อาจนำไปสู่ความดีหรือความชั่ว และจิตใจที่สมบูรณ์สงบนิ่งแล้ว (Ultimate peace) เป็นจิตที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ

นงเยาว์ มงคลอิทธิเวช และคณะ (2552) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตวิญญาณนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางจิตวิญญาณให้มีการยกระดับสูงขึ้น เมื่อตนเองสามารถพิจารณาให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงขององค์ประกอบทั้งหมดก็จะนำตนไปสู่ความสุข สงบ และอิสระ โดยสุขภาวะทางจิตวิญญาณ มี 5 องค์ประกอบ คือ

1. การมีเป้าหมาย/ความหมายของชีวิต

2. มีคุณค่า มีความภาคภูมิใจ พึงพอใจในชีวิต

3. มีศรัทธา มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

4. มีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

5. มีความสามารถเผชิญและแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในภาวะวิกฤตได้เหมาะสม

นอกเหนือจากนั้น นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) ได้สังเคราะห์ความรู้ทางด้านการพัฒนาจิตปัญญา (วิญญาณ) จากเรื่องเล่าความสำเร็จของผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบสุขภาพ: พัฒนาการทางจิตวิญญาณและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ผลการศึกษาได้สรุปและสังคราะห์คุณลักษณะของผู้ที่มีสุขภาวะทางจิตปัญญา ประกอบด้วย 18 คุณลักษณะ สามารถจัดได้เป็น 3 กลุ่ม ตามคุณสมบัติของสุขภาวะทางจิตปัญญา ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กลุ่มความสุข

1. เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ หมายถึง มีจิตใจที่เมตตา สงสาร อยากช่วยเหลือ อยากทำให้คนอื่นมีความสุข อยากช่วยทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น จึงนำมาสู่การทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

2. จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น หมายถึง มีจิตใจที่อ่อนโยนทำให้มองเห็นความทุกข์ของคนอื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็นหรือไม่ให้ความสำคัญ

3. เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย หมายถึง มีความเป็นมิตรกับผู้อื่น พูดคุยอย่างให้ความเป็นกันเอง สามารถเข้าถึงได้ง่าย

4. รับผิดชอบ หมายถึง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองจากจิตสำนึกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกเวลาราชการ หรือเกินหน้าที่ตนเองหากเห็นว่ามีความจำเป็นและมีผลดีต่อผู้อื่นก็จะทำอย่างเต็มความสามารถ

5. ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย หมายถึง ก้าวข้ามกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า

6. เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง เห็นคนทุกคนมีความสำคัญ มีคุณค่ามีศักดิ์ศรี มีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน แม้แต่คนที่เสียชีวิตแล้วก็ยังคงต้องให้เกียรติและเคารพในความเป็นมนุษย์ของเขา

กลุ่มที่ 2 กลุ่มความสงบ

7. จัดการ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ หมายถึง สามารถรับรู้และหาวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งสามารถมองทะลุปัญหาไปสู่สาเหตุที่แท้จริง มองเห็นความงามของสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นถึงความรัก ความห่วงใยที่มีต่อกันของผู้คน

8. เข้มแข็ง อดทน หมายถึง มีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง ไม่เอนเอียงหวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ควบคุมอารมณ์ได้ในทุกสถานการณ์ อดทนต่อการทำงานที่ยากลำบาก อดทนต่อวิถีชีวิตที่ยุ่งยาก

9. เสียสละ หมายถึง มีความเสียสละได้ทุกสิ่งโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง เวลา ความสุขส่วนตัวหรือแม้กระทั่งชีวิต

10. มุ่งมั่น ทุ่มเท หมายถึง มีความมุ่งมั่น ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ แรงสติปัญญา เพื่อพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็ไม่ย่อแท้ อดทนต่อการทำงานหนักและเหนื่อยล้า แต่ก็มีกำลังที่จะสู้ต่อไป

11. มองโลกในแง่ดี หมายถึง มองโลกในแง่ดีจะเห็นวิกฤติเป็นโอกาสได้เสมอ นำข้อผิดพลาดหรือเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาเป็นบทเรียนหรือใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ดีกว่า

12. ยอมรับและให้อภัย หมายถึง ไม่ถือโทษกับผู้ที่สร้างความปวดร้าวใจ สร้างความทุกข์ สร้างความเสียหายให้ เมื่อพบกับความบีบคั้นทางอารมณ์ สามารถข่มใจ เอาชนะใจตัวเองได้ ไม่ลุด้วยโทสะสามารถใช้คุณธรรมที่สูงส่งในการเอาชนะอำนาจฝ่ายต่ำได้

กลุ่มที่ 3 กลุ่มความอิสระ

13. มีพลังแห่งการเรียนรู้ หมายถึง มีการทำงานทำให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้งาน เรียนรู้คน เรียนรู้สิ่งแวดล้อมและความเชื่อมโยง เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนางานพัฒนาคนให้บรรลุผลสำเร็จและมีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าของคนทุกคน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในฐานะผู้นำหรือผู้ตามได้อย่างมีความสุข เกิดงานที่สร้างสรรค์ เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย เกิดการพัฒนางานพัฒนาคน และพัฒนาจิตให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

14. กล้าหาญ หมายถึง กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะยืนหยัดยึดมั่นทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้อื่น กล้ารับทั้งผิดและชอบในสิ่งที่ตนเองทำ และกล้าเสี่ยง แม้ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต

15. คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ หมายถึง มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำให้สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึงแม้จะมีข้อจำกัดของทั้งคน สิ่งของ งบประมาณ และกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ รวมถึงมีความคิดนอกกรอบ

16. อ่อนน้อมถ่อมตน หมายถึง เห็นคุณค่าที่แท้จริงของตน ขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าของคนอื่นทำให้พร้อมที่จะให้โดยไม่ทะนงตน และก็ยอมลดตนลง เพื่อรับความรู้คำแนะนำจากผู้อื่นด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม

17. ประสานความแตกต่าง หมายถึง สามารถประสานความแตกต่างได้ ต้องเข้าใจบริบท ยอมรับและยืดหยุ่น แยกแยะ และการเชื่อมโยงในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้เกิดการประสานความแตกต่างได้อย่างลงตัว

18. พอเพียง หมายถึง มองเห็นว่าทุกสิ่งคือ กำไร และพร้อมที่จะแบ่งปันให้คนอื่น

Marques, Dhiman and King (2007) ได้มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจิตวิญญาณในที่ทำงานว่า เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง (Consistency) และเกิดความเข้าใจในประเด็นร่วมกัน จึงได้กำหนดโครงร่างของข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ดังนี้

1. ข้อสันนิษฐานแรก คือ จิตวิญญาณมีอยู่ในการทำงาน มีหลักฐานมากมายยืนยันว่า ผู้แต่งหนังสือ หัวหน้า และกลุ่มแรงงานในหลากหลายระดับ มีการยอมรับและวิพากษ์วิจารณ์กันเกี่ยวกับกระแสนี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการปรากฏของจิตวิญญาณในการทำงานเพราะถือว่าสิ่งนี้เป็นความจริงที่มีอยู่

2. ข้อสันนิษฐานที่สอง คือ มีปัจจัย 2 ปัจจัยที่รวมอยู่ในแนวคิดของจิตวิญญาณในการทำงาน ได้แก่

2.1 จิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ตลอดการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยจิตวิญญาณมีความหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันสำหรับคนที่แตกต่างกัน

2.2 มีการให้คำนิยามของคำว่าที่ทำงาน ว่าเป็นสถานที่รวมกันของพนักงาน โดยความหลากหลายของที่ทำงานนั้นได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต และมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของจำนวนที่ทำงาน ด้วยเหตุนี้ เราสามารถยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ทำงานสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป

3. สมมติฐานที่สาม คือ ทุกคนมีจิตวิญญาณ ซึ่งจิตวิญญาณถือเป็นปัจจัยแวดล้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในที่ทำงานทุกที่ ดังนั้น จิตวิญญาณจึงสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ และเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนและทุกสถานที่ทำงาน

Adler (1992 cited in Marques Dhiman and King, 2007) ได้เปรียบเทียบ จิตวิญญาณ กับ ศาสนา ไว้ว่า จิตวิญญาณนั้นแตกต่างจากสถาบันศาสนา ตรงที่ศาสนานำผู้คนไปสู่พิธีการทางสังคมและศาสนา แต่จิตวิญญาณนำคน ไปสู่ความร่ำรวยแห่งความรู้ ความรู้สึก แรงบันดาลใจ และรู้สึกถึงที่พักภายในตัวเขา โดยจิตวิญญาณทำให้ตระหนักว่า มีอะไรบางอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่แกนกลางของการดำรงอยู่ทั้งหมดไม่ว่าอะไรจะเป็นต้นตอของมัน โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ ดำรงอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต จิตวิญญาณไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งสอน ไม่เป็นความพิเศษ ไม่เกี่ยวกับบาทหลวง และไม่มีเพศ และเข้าไปสู่การเชื่อมโยงกับต้นตอของการดำรงอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าความแตกต่างภายนอกของเราจะเป็นอย่างไร จะมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญเป็นจุดร่วมพื้นฐานของการดำรงอยู่

จากการทบทวนมุมมองและแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณพบว่า ในปัจจุบัน มีนักวิชาการได้เริ่มให้ความสนใจและมีการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการนำความรู้เรื่องจิตวิญญาณมาใช้กับบุคคลในองค์การต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันหลากหลาย ซึ่งยังไม่พบข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณโดยยังคงต้องทำความเข้าใจทั้งเรื่องของมนุษย์ บริบททางสังคม วัฒนธรรมรวมถึงประวัติศาสตร์กันต่อไป สำหรับการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดและตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากร ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงเลือกใช้แนวคิดของ นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) ประกอบด้วย 18 คุณลักษณะ อันได้แก่ 1. เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ 2. จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น 3. เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย 4. รับผิดชอบ 5. ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย 6. เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 7. จัดการ คุมควบอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ 8. เข้มแข็ง อดทน 9. เสียสละ 10. มุ่งมั่น ทุ่มเท 11. มองโลกในแง่ดี 12. ยอมรับและให้อภัย 13. มีพลังแห่งการเรียนรู้ 14. กล้าหาญ 15. คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ 16. อ่อนน้อมถ่อมตน 17. ประสานความแตกต่าง 18. พอเพียง ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่ามีความชัดเจน ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทของบุคลากรที่เป็นกลุ่มประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd018 Tue, 01 Jul 2014 14:16:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/01/cd018/ การจำกัดขอบเขตความคิด การแสดงออก จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบการเรียนรู้ของเด็กในภายภาคหน้าได้ เพราะเมื่อมีการจำกัดซึ่งกระบวนการในการคิดโดยไม่ได้มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้คิดเป็นหรือสร้างสรรค์เป็นแต่อย่างใดนั้น ก็เหมือนว่าการเรียนรู้นั้นย่ำอยู่กับที่

ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาคน โดยมุ่งเน้นให้คนคิดเป็น ทั้งสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างไม่หยุดอยู่กับที่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มมีการปรับเปลี่ยนคนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเครื่องมือที่เห็นว่าจะสามารถพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นแก่เด็กได้ง่ายที่สุดและดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือการใช้ดนตรีเป็นสื่อนั่นเอง เพราะดนตรีนั้นเป็นที่โปรดปราน เปรียบเหมือนขนมหวานที่รับประทานได้ง่ายสำหรับเด็กทุก ๆ คน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย

เมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน เด็กจะกระโดดโลดเต้นเคลื่อนไหวร่างกายตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุข เป็นการออกกำลังกาย เป็นการช่วยให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ

อารมณ์ความรู้สึกของคนมีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิและช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์แจ่มใสและมีจิตใจที่เบิกบาน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม

-กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือ การที่เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น ร้องเพลง เต้น ระบำ รำละคร หรือการตั้งวงดนตรีเล่นกับพ่อแม่ในบ้านหรือกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

-กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าและตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องจำนวนและการนับหรือการที่เด็กหัดอ่านโน้ตดนตรี

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เพลงที่มีคำศัพท์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพลงคำคล้องจอง

ข้อควรระวังในการใช้ดนตรีพัฒนาเด็กปฐมวัย

สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมากสำหรับการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์คือ ต้องไม่ปลูกฝังการสอนดนตรีอย่างผิดทิศทาง เพราะนั่นถือเป็นการปิดการสร้างความคิดสร้างสรรค์ในเด็กได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่พึงระวังคือ

1.ไม่ควรสอนดนตรีในลักษณะให้เลียนแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

ผู้ใหญ่ควรเป็นผู้สังเกตไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งให้เด็กทำตาม ดังนั้นเพียงแค่สังเกตว่าเด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสมกับวัยของเขาและไม่เป็นอันตรายก็เพียงพอแล้ว เช่นเมื่อเด็กเต้นประกอบเพลงแล้วเคลื่อนไหวท่าทางโดยกระโดดสูงมากเกินไปหรือหมุนตัวเร็วเกินไปก็ต้องให้คำแนะนำเพราะอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

2.ไม่ควรสร้างค่านิยมว่าการเล่นดนตรีบางชนิดสามารถเล่นได้เฉพาะเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูงเท่านั้น เช่น เด็กที่จะเรียนหรือเล่นไวโอลีนหรือเปียโนได้ต้องมีเงินเด็กในชนบทเรียนไม่ได้เพราะไม่มีเงินค่านิยมเหล่านี้เป็นค่านิยมที่ทำร้ายทั้งจิตใจและทำร้ายทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็กอย่างมากมายทีเดียว

3.ไม่ควรมุ่งเน้นการประกวดในกิจกรรมดนตรีที่ไม่เหมาะสม เช่น ประกวดเต้นรำด้วยการใช้ท่าทางการเต้นหรือการแต่งตัวที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับวัยที่บริสุทธิ์ของเด็กและไม่ควรกดดันและคาดหวังในผลแพ้ชนะ เพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมดนตรีอย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดเลย มีแต่จะทำให้เด็กเกิดความเครียดและบางคนอาจไม่อยากที่จะทำกิจกรรมดนตรีอีกต่อไปซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้

]]>
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับนิยามสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ (2) https://thaissf.org/sh030/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh030 Sat, 19 Jul 2014 12:17:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/19/sh030/ สำหรับรูปแบบ ๑ และรูปแบบ ๔ นั้น การกระทำด้านจิตวิญญาณมีสถานะพิเศษ นั่นคือ เป็นการกระทำที่ส่งผลอย่างสำคัญต่อภาวะด้านต่าง ๆ ถ้าจะกล่าวให้ชัด การกระทำด้านจิตวิญญาณ มีอิทธิพลต่อภาวะด้านจิตวิญญาณ และภาวะด้านนี้ก็มีอิทธิพลต่อภาวะด้านอื่น ๆ (และ/หรือ การกระทำด้านอื่น ๆ)

ตามความเข้าใจนี้ จะขอกลับไปพิจารณารูปแบบต่าง ๆ ข้างต้นอีกครั้ง

รูปแบบ ๑ : ตามรูปแบบนี้ “ปัญญา” (หรือ “จิตวิญญาณ” ) เป็นสมรรถนะที่กระทำการตามลักษณะเฉพาะของตน นั่นคือ รู้และเรียนรู้ ถ้าสมรรถนะด้านจิตวิญญาณนี้ทำงานดี ก็จะไม่ส่งผลให้มีภาวะดีด้านจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาวะ/สมรรถนะด้านอื่น ๆ ด้วย และภาวะ/สมรรถนะด้านอื่น ๆ

รูปแบบที่ ๓ : ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี เห็นว่า “ความสามารถในการจัดการควบคุมและพัฒนาสุขภาพ” เป็นสมรรถนะที่จะช่วยให้บุคคลมีภาวการณ์ดำรงอยู่ที่มีคุณสมบัติดีโดยภาวะการดำรงอยู่นี้ก็คือผลรวมของภาวะด้านต่าง ๆ มีข้อสังเกตว่าหากยึดถือตามนิยามของ ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี ความสามารถที่ว่านี้จัดอยู่ในด้านจิตใจ (นั่นคือ เป็น “สติปัญญา – intellectual” ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไปถือเป็นมิติหนึ่งของจิตใจนอกเหนือจาก “อารมณ์ – emotional” เนื่องจากทั้งสองท่านเห็นว่าการพัฒนาความสามารถดังกล่าวนั้นอาศัยวิธีการให้ความรู้และสร้างความตระหนัก

รูปแบบที่ ๔ : ถ้าพิจารณาจากคำของ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ว่า “if you know the why of your life, you can live with any what and hoe (2003:8).” จิตวิญญาณก็ดูจะเป็นสมรรถนะที่มีลักษณะพิเศษเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ดูจะสามารถกำหนดคุณสมบัติของภาวะของตนเองได้อย่างไม่ถูกกำหนดโดยคุณสมบัติของภาวะด้านอื่น ๆ แบบเป็นเส้นตรง เช่น ถ้าภาวะด้านอื่น ๆ มีคุณสมบัติไม่ดี (เช่น ในผู้ป่วยเอดส์) ภาวะทางจิตวิญญาณของบุคคลก็อาจจะดีก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะสมรรถนะด้านจิตวิญญาณเป็นผู้ให้ความหมาย และภาวะเดียวกันก็อาจมีความหมายต่างกันไปได้ขึ้นกับ “the why” ที่สมรรถนะด้านจิตวิญญาณเป็นผู้เลือกและนำมาใช้

ในจุดนี้ทำให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายของ “จิตวิญญาณ” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า “จิตวิญญาณ” ที่ท่านเหล่านี้ใช้มีองค์ประกอบร่วมกันคือเป็นเรื่องของความหมายโดยรวมของชีวิตและสัมพันธ์กับการเลือกคุณค่าเป็นเป้าหมาย นั่นคือ ประเวศ วะสี เห็นว่าจิตวิญญาณด้านหนึ่งที่เรียกว่า “ปัญญารู้เท่าทัน” นั้นครอบคลุมถึงระดับโลกทัศน์และวิธีคิด ขณะที่ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี เห็นว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องของการค้นพบและเรียบเรียงความคิด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการเรียบเรียงเพื่อให้เห็นภาพรวม โดยภาพรวมนั้นสัมพันธ์กับเป้าหมายของชีวิต และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เห็นว่าจิตวิญญาณก็คือเรื่องของ “the why” ดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าสำหรับภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสีแล้ว สติปัญญาดูจะเป็นสมรรถนะที่มีบทบาทที่ประเวศ วะสี และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เห็นว่าเป็นบทบาทของจิตวิญญาณ นั่นคือ การจัดการกับภาวการณ์ดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจอธิบายว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นการเห็นความหมายและเลือกคุณค่าเป็นเรื่องที่สูงไปกว่าการคิดระดับสติปัญญา แต่ตัวจิตวิญญาณเองก็ต้องอาศัยการคิดระดับนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

]]>