อัตลักษณ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:18:14 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png อัตลักษณ์ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 10 https://thaissf.org/sh010/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh010 Tue, 06 May 2014 13:26:41 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/06/sh010/

และตั้งต้นกับอัตลักษณ์ใหม่ที่นิยามด้วยความสำเร็จนี้ การทำงานกลายเป็นเป้าหมายที่กำหนดการดำเนินชีวิตประจำวัน ซึ่งเห็นได้ว่าเป็นไปอย่างกระตือรือร้น อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเกิดใหม่ของอัตลักษณ์ (ใหม่) สังเกตเห็นได้ว่าความรู้สึกถึงคุณค่านั้นคลุมไปทั้งอัตลักษณ์ เนื่องจากมีบทบาทเกินไปกว่าความใคร่รู้และมุ่งมั่นพัฒนาตนอันเกี่ยวกับการงานอันเป็นที่มาของความตระหนักในคุณค่านั้นโดยตรง แต่ยังแผ่ขยายไปถึงความสัมพันธ์กับผู้อื่นด้วย ดังที่กล่าวแล้วว่าความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นองค์ประกอบของการนิยามอัตลักษณ์ และ ณ จุดนี้จึงเห็นภาพอีกด้านหนึ่ง ข้างต้นจะเห็นภาพของการที่ความสัมพันธ์กับผู้อื่นมีอิทธิพลต่ออัตลักษณ์ แต่ ณ ที่นี้เห็นว่าอัตลักษณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้มีการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์กับผู้อื่นในแบบใหม่

นอกจากความตระหนักคุณค่าในตนเองแล้ว ความสำนึกผิดก็มีบทบาทในการกำหนดเป้าหมายใหม่ให้ตนเอง ซึ่งทำให้ชีวิตมีความหมาย หรืออีกนัยหนึ่ง ช่วยพัฒนาอัตลักษณ์ใหม่ขึ้นมา

ตอนแรกเราเปรียบเทียบคดีฆ่าทำไมเค้าได้ลด ตั้งหนึ่งในสองในสาม แต่เราแค่ยาเสพติดเอง เรามองเเค่นั้น เราไม่ได้มองว่าทำลายคนทั้งประเทศ เข้าข้างตัวเองตลอด และคิดว่าเราทำประโยชน์ให้เรือนจำ ให้เจ้าหน้าที่ ก็คิดว่า ทำไมเราไม่ได้พิเศษอะไร แต่พอเราได้ดูข่าว ได้อ่านหนังสือ ก็เลยเริ่มคิดได้ว่า เออใช่เราเป็นคนผิด ถ้าเราไม่ทำแบบนั้น เราก็ไม่ต้องมาอยู่ตรงนี้ แล้วทั้งๆ ที่เราเป็นอาชญากรแผ่นดิน ทำลายแผ่นดิน ท่านยังนึกถึงยังให้อภัย ฉะนั้นเรานี่ จริงๆ ฆ่าคนทั้งประเทศ บ่อนทำลายประเทศชาติ เลยไม่อยากได้อะไรแล้ว เท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่ท่าน(พระเจ้าอยู่หัว)จะให้…(ลปรร.ผู้ต้องขังหญิง ครั้งที่ 2)

ก็เหมือนว่าเมื่อก่อนอยู่ที่บ้าน อะไรฉันต้องเป็น ต้องได้ ต้องเป็นที่หนึ่งแต่มาอยู่ที่นี่เราเห็นว่ากรมเขาให้งบฯ มาฝึกวิชาชีพ มีอาหารครบสามมื้อ น้ำไฟ ทีวี สะดวกสบาย แก้ไขให้เราเป็นคนดี ตัวเราเคยทำร้ายสังคม ปัญหาสังคม เราก็สามารถทำเพื่อสังคมได้ โดยตอบแทนผู้มีอุปการคุณ ไม่รู่ว่าใครบ้างที่เสียภาษีมาให้เราจุดนี้ แต่เราแค่เสียสละแรงงานของตัวเอง นิดๆ หน่อยๆ และทำตัวเองเป็นคนดีอย่าเบียดเบียนผู้อื่น แล้วจะแค้นมากที่ใครออกไปแล้วเข้ามาอีก เค้าจะบอกว่ากรมราชทัณฑ์ ไม่ช่วยเลยไม่ได้ผล เราจะบอกว่า คนไม่สำนึกเองไม่เกี่ยวกับกรมฯ นะคะ…(ลปรร.ผู้ต้องขังหญิง ครั้งที่ 2)

ดังกล่าวแล้วว่าความสำนึกผิดดังกล่าวเป็นผลมาจากการทบทวนตนเอง ข้อความที่ยกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่านอกจากการทบทวนอดีตของตนเองแล้ว การคิดถึงองค์ประกอบอื่นๆ ก็มีบทบาทเช่นกัน ได้แก่ เหตุผลของความผิด ความช่วยเหลือและโอกาสที่ได้ สังเกตเห็นได้ว่าความสำนึกในความผิดและความสำนึกในบุญคุณของการให้แม้ไม่สมควรได้รับนั้นมาพร้อมกัน

พื้นฐานของกระบวนการฟื้นคืน

ข้อพิจารณาข้างต้นแม้จะปรากฏพลวัตแห่งการปฏิสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภายในกับภายนอกบุคคลอย่างชัดเจน แต่ก็มุ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการหลักที่เกิดขึ้นและดำเนินไปภายในบุคคล สิ่งสำคัญที่ควรจะแสดงให้ชัดก็คือกระบวนการดังกล่าวดำเนินไปบนพื้นฐานสำคัญ อันได้แก่บริบทแห่งความสัมพันธ์ที่สะท้อนมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ และความเมตตากรุณา ความสัมพันธ์ดังกล่าวอาจเป็นไประหว่างผู้ต้องขังด้วยกัน หรือระหว่างผู้ต้องขังกับเจ้าหน้าที่ก็ได้ ข้อความเหล่านี้น่าจะแสดงประเด็นนี้ได้ดี

…ตอนนั้นเราเป็นลม เวียนหัว เค้ามาถาม…ไม่รู้จักเค้าเลยค่ะ เค้าถามว่าอยากได้อะไร เราบอกยา เค้าก็รีบไปหาให้นะ เราก็มานั่งนึกว่าเค้าเป็นใครทำไมมาเรียกหาเรา…เราก็ประทับใจนะว่าทั้งๆ ที่เราไม่รู้จักเลย มันก็เหมือนความอบอุ่น ซึ่งข้างนอกไม่มีเลยนะ แบบนี้ไม่มีถาม ฉะนั้น ประทับใจและจะไม่มีวันลืมเลยนะ ยากเน๊าะที่เค้าจะเข้ามาถามเราอย่างนี้ ที่นี่ตื่นขึ้นมาก็ยิ้ม จุดนี้ถึงบอกว่าโชคดีที่มาติดคุก ได้เจออะไรหลายๆ อย่าง (ลปรร.ผู้ต้องขังหญิง ครั้งที่ 2)

ก็ตอนแรกโมโห คือถูแบบแรงๆ เหมือนให้ที่ขัดนั้นมันพัง แล้วคุณUUUเค้าไม่อยากให้เราน้อยใจเค้าก็ซื้อน้ำโค้กมานั่งตากแดดเป็นเพื่อน เค้าก็บอกเราว่าใจเย็นๆ น้า เดี๋ยวพี่นายไปคุยให้เอาไหมว่าไม่ให้ลงโทษ เราก็บอกไม่เป็นไรคุณ เค้าสั่งมาแล้วก็จะทำ คือก็พูดเสียงดังใส่คุณUUUอีก เค้าก็อดทนนั่งกลางแดด อยู่เป็นเพื่อน พอเราขัดไปๆ เราก็ยิ่งคิดว่า เค้าไม่ได้เป็นอะไรกับเราเลย เค้าเป็นเจ้าหน้าที่ ทำไมต้องมานั่งตากแดดกับเราด้วย…(ลปรร.ผู้ต้องขังหญิง ครั้งที่ 2)

 

ความสัมพันธ์ที่ประกอบด้วยมิตรภาพ ความเห็นอกเห็นใจ และความเมตตากรุณาดังกล่าว มิได้เป็นเรื่องของการได้รับอย่างเดียว หากแต่เป็นไปในลักษณะของการให้และรับ

…มันก็แตกต่างมาก ส่วนข้างนอกจะไม่มีเพื่อนเยอะขนาดนี้ ส่วนมากจะดิ้นรนทำมาหากินอยู่ระหว่างครอบครัว 3-4 คน พ่อ แม่ ลูก ถามว่าเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไหม ก็เผื่อแผ่นะ แต่มันไม่เหมือนข้างใน ข้างในเราเจอกันทุกวัน มากด้วย แต่ข้างนอกถามว่าเช้าเราก็ออกไปทำงานเย็นเราก็อยู่กับครอบครัว เราก็เผื่อแผ่ให้คนรอบข้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ข้างในไม่ใช่เลย ถามว่าข้างในให้เยอะมาก หนึ่ง ความคิด สอง ก็มีความรู้สึกเหมือนว่า เรารู้สึกดี เราก็อยากให้เพื่อนรู้สึกดีไปกับเรา เหมือนของใช้ก็เหมือนกัน บางคนมาเขาก็ไม่มีญาตินะ มีน้องคนหนึ่งเข้ามาใหม่ๆ เขายังร้อง ๆ แต่ก็ได้เป็นญาติอะไรแต่เป็นเขาร้องก็ไปปลอบเขาไม่ต้องร้องหรอกนะ เดี๋ยวก็จะชินไปเอง บอกเขาว่าขาดเหลืออะไรก็บอกนะ ก็เอาชุดนอน เอาสบู่ เอาแปรงสีฟันไปให้เขาใช้ก่อนสอง วันแรก พออยู่เขาก็รู้จักเพื่อน เขาก็พาตัวเอง เขาก็ดีใจที่ว่า เราได้ช่วยเหลือเขาทุกวันนี้เขาก็เรียกแม่ (ลปรร.ผู้ต้องขังหญิง ครั้งที่ 3)

ดังได้เห็นจากข้อความต่างๆ แล้วว่าความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันนี้มีความพิเศษเป็นอย่างมาก สร้างความรู้สึกประทับใจที่ต่างไปจากความรู้สึกที่มีระหว่างสมาชิกในครอบครัว เป็นความสัมพันธ์ที่ทำให้ผู้ต้องขังถึงกับกล่าวว่าเป็นโชคดีที่ได้อยู่ในสถานกักกัน เหล่านี้เป็นการเน้นย้ำความสำคัญของความสัมพันธ์ดังกล่าว ซึ่งน่าจะช่วยค้ำจุนกระบวนการฟื้นคืนอัตลักษณ์ หากพิจารณาในอีกมุมหนึ่ง ความสัมพันธ์เช่นนี้ในตัวมันเองเป็นการฟื้นคืนอัตลักษณ์ให้แก่บุคคล เนื่องจากเป็นการแสดงความยอมรับ (recognize) บุคคลอย่างที่เขาเป็น และดังชี้แล้วว่าความขาดหายไปของการยอมรับเช่นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งของความสูญสิ้นดังกล่าวแล้วในส่วนของบทนำ

อย่างไรก็ตาม อัตลักษณ์ที่ฟื้นคืนผ่านการได้รับความยอมรับนี้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นถึงระดับความตระหนักในคุณค่าของตนเองก็ได้ ความยอมรับนั้นกล่าวได้อีกนัยว่าเป็นความเคารพ ดังกล่าวแล้วว่าคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นเรื่องของความเคารพ การขาดซึ่งความยอมรับจึงเป็นการไม่ได้รับความเคารพและเป็นการสูญเสียความรู้สึกถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ ในเมื่อคุณค่าความเป็นมนุษย์เป็นเงื่อนไขของคุณค่าของปัจเจกบุคคล การสูญเสียดังกล่าวจึงกระทบต่อความตระหนักในคุณค่าของตนเองหรือความยกย่องตนเองด้วย แต่การได้กลับมาซึ่งความเคารพดังกล่าว ไม่จำเป็นที่จะหมายความว่าได้ความยกย่องตนเองมาพร้อมกัน ข้อนี้เกี่ยวเนื่องกับความแตกต่างระหว่างคุณค่าของมนุษย์และคุณค่าของปัจเจกบุคคลที่กล่าวไว้ในส่วนบทนำแล้ว

 

]]>
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 28 https://thaissf.org/sh028/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh028 Wed, 18 Jun 2014 13:24:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/18/sh028/

การทำงานในขอบเขตหน้าที่และการทำงานเกินหน้าที่ การทำงานในขอบเขตหน้าที่ของผู้เข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นต่างไปจากบุคลากรทั่วไป เนื่องจากแม้เป็นงานในหน้าที่ แต่ก็กระทำด้วยสำนึกเปี่ยมล้นถึงอุดมการณ์วิชาชีพ หรือหน้าที่ความเป็นข้าราชการ สิ่งที่น่าสนใจคือมีการทำงานเกินหน้าที่ปรากฏอยู่ด้วย เข้าใจได้ไม่ยากว่าการกระทำดังกล่าวก็ผลักดันด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้อุดมการณ์เป็นจริงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ก็อาจทำให้ต้องตั้งคำถามว่าหากจะนำบทเรียนจากการสังเคราะห์ความรู้นี้ไปใช้ หมายความว่าบุคลากรคนอื่นๆ ก็ต้องทำงานเกินหน้าที่ทั้งหมดใช่หรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทุกคนทำเกินหน้าที่ทั้งหมด การไม่ทำเกินหน้าที่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องหรือไม่ อันที่จริงการพบเรื่องการทำเกินหน้าที่นี้อาจไม่น่าประหลาดใจเนื่องจากบุคลากรผู้เข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างก็เป็นแบบอย่างแห่งการทุ่มเท

อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์สำหรับการพิจารณาต่อไปในกรณีของการนำบทเรียนที่ได้ไปปรับใช้ จึงเห็นความจำเป็นที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ทำเกินหน้าที่” (supererogation) โดยย่อ แม็คเคย์ (McKay, 2002: 71) สรุปการวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงในหนังสือเรื่อง Supererogation: Its Status in Ethical Theory ของเดวิด เฮด (David Heyd, 1980) ไว้ได้อย่างกระชับว่าการทำเกินหน้าที่ มีองค์ประกอบ คือ (ก) ไม่จำเป็นต้องทำ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มิได้ห้ามมิให้ทำ (ข) การไม่ทำถือว่าไม่ผิด ไม่ต้องได้รับคำวิจารณ์หรือการลงโทษ (ค) เป็นสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม ทั้งในแง่ที่ว่านำมาซึ่งผลดีและมีค่าในตนเอง (ง) เป็นสิ่งที่ทำอย่างสมัครใจเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น จึงควรแก่การชื่นชมยกย่อง นอกจากนี้ แม็คเคย์ยังเพิ่มอีกองค์ประกอบได้แก่ (จ) ผู้กระทำต้องเสียสละหรือต้องเผชิญความเสี่ยงบางอย่าง เหตุที่ควรเพิ่มองค์ประกอบดังกล่าวเนื่องจากช่วยอธิบายให้เห็นชัดว่าการไม่ทำเกินหน้าที่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเห็นว่าการนำไปปรับใช้นั้นไม่จำเป็นต้องเผชิญความท้าทายที่จะเรียกร้องให้ทุกคนทำเกินหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับใช้ในรูปแบบของการสร้างระบบและกระบวนการที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้โดยทั่วไป

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวถึงเกี่ยวกับมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างข้อกำหนดที่พบว่าสะท้อนในข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในส่วนของผู้ต้องขังและในส่วนของบุคลากร จะเห็นว่าข้อกำหนดเหล่านี้มีความสอดคล้องกัน ข้อนี้จะอภิปรายได้ชัดขึ้นหากอาศัยกรอบจากผลการสังเคราะห์ในส่วนของบุคลากร ซึ่งมีการแบ่งระหว่างองค์ประกอบที่เป็น “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตน” กับองค์ประกอบที่เป็น“การพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” องค์ประกอบแรกเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นเงื่อนไขปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนาคุณค่าของตนในฐานะปัจเจกบุคคล ตัวอย่างของเงื่อนไขปัจจัยเหล่านี้ เช่น การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี การได้พบปะญาติมิตร เป็นต้น สำหรับองค์ประกอบหลังเป็นเรื่องของกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้พัฒนาคุณค่าในฐานะปัจเจกบุคคลโดยตรง เช่น กิจกรรมการฝึกอาชีพ การกีฬา การวาดภาพ เหล่านี้ทำให้ผู้ต้องขังได้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ไม่ว่าจะในแง่ของการได้ลงแรงพยายามหรือในแง่ของความสำเร็จที่ได้มา

หากอาศัยกรอบจากผลการสังเคราะห์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดส่วนใหญ่ที่พบจัดอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” ได้แก่ การดูแลสุขภาพทางกาย (ข้อกำหนดที่ 14) การดูแลสุขภาพทางจิต (ข้อกำหนดที่ 12, 13 และ 16) การให้ผู้ต้องขังได้ใกล้ชิดกับบุตรและญาติมิตร (ข้อกำหนดที่ 2, 4, 26, 28 และ 58) และ การดูแลให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (ข้อกำหนดที่ 2) มีเพียงข้อกำหนดข้อเดียวเท่านั้นที่เกี่ยวกับ “การพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขัง” นั่นคือ ข้อกำหนด 42 ที่ระบุว่าผู้ต้องขังหญิงต้องเข้าถึงโครงการกิจกรรมที่สมดุลและครอบคลุม ซึ่งพบในข้อมูลส่วนของผู้ต้องขังและมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานและการพัฒนาตนของผู้ต้องขัง

ประเด็นที่พบนี้แสดงว่าแม้มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ดูจะให้น้ำหนักแก่การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องของ “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” แต่มาตรฐานดังกล่าวก็ยังเปิดพื้นที่ให้แก่ “การพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” ด้วย โดยการพัฒนาที่ว่านี้อยู่ในรูปของการจัดกิจกรรมต่างๆ ข้อที่น่าสนใจคือว่ากิจกรรมเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นการให้ผู้ต้องขังช่วยงานเจ้าหน้าที่เรือนจำ บทเรียนที่น่าจะได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้คือแม้มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ จะเน้นการเคารพคุณค่าของผู้ต้องขังหญิงในฐานะมนุษย์ แต่การนำไปปฏิบัติควรที่จะพิจารณาในกรอบที่กำหนดด้วยเป้าหมายที่กว้างกว่านั้น ได้แก่ การมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงได้พัฒนาคุณค่าในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งในที่สุดจะนำสู่การฟื้นคืนอัตลักษณ์ที่สูญเสียไป

7. สรุป

สรุปได้ว่าการสังเคราะห์ความรู้ทั้งในส่วนของผู้ต้องขังหญิงและบุคลากรมีหลายองค์ประกอบที่ซ้อนทับกัน บุคลากรควรมีความเป็นนักวิชาชีพหรือสำนึกแห่งความเป็นข้าราชการเพื่อช่วยให้มองผ่านคุณค่าเชิงลบของผู้ต้องขังในฐานะปัจเจกบุคคลไปสู่คุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง บุคลากรควรมีความสัมพันธ์กับผู้ต้องขังบนพื้นฐานความเข้าอกเข้าใจและทำความรู้จักปัจเจกภาพ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเงื่อนไขหนึ่งสำหรับพวกเขาในการพัฒนาคุณค่าของตนเองในฐานะปัจเจกบุคคล

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังก็ต้องอาศัยเงื่อนไขอื่นๆ ไปพร้อมกัน (เช่น การลงโทษ กฎระเบียบประจำวัน กิจกรรมเสริมอาชีพ ฯลฯ) อันเป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้เกิดความตระหนักในตนเอง อันเป็นพื้นฐานสู่สำนึกในตนเองในฐานะผู้กระทำที่ต้องเลือก ตัดสินใจ หรือวางเป้าหมาย ลงมือกระทำและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน การมองในมิติของการสร้างสำนึกความเป็นผู้กระทำในตัวผู้ต้องขังก็ปรากฏเช่นกันในการสังเคราะห์ความรู้ในส่วนของบุคลากร

ในที่สุดแล้ว การเป็นผู้กระทำนี้จะนำสู่ความภาคภูมิใจหรือความรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง นับเป็นการสร้างอัตลักษณ์ที่สูญเสียไปขึ้นมาใหม่ บริบทของกระบวนการนี้ได้แก่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง คู่ครอง หรือบุตร อันเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานแห่งความหวัง และความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้ต้องขังที่แสดงถึงมิตรภาพและความยอมรับ ทั้งนี้ การทำงานของบุคลากรเช่นนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมคุณค่าในตนเองไปด้วยเช่นกัน

การสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าแม้มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ จะมีที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขังอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว มาตรฐานดังกล่าวเน้นหนักอยู่ที่มิติของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม หากนำผลการสังเคราะห์ที่ได้ไปพิจารณาเพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ย่อมเป็นไปได้ เนื่องจากผลการสังเคราะห์ความรู้ที่ได้นั้นครอบคลุมเกินกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ครอบคลุมทั้ง “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขัง” และ “การพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขัง” อย่างไรก็ตาม อย่างที่ชี้ไว้ในส่วนอภิปราย หากอาศัยบทเรียนความสำเร็จจากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยภาพรวม การขับเคลื่อนการนำมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ไปปฏิบัติควรเป็นไปในกรอบของการมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้พัฒนาคุณค่าในตนเองในฐานะปัจเจกชน

อ้างอิง

Ricoeur, P. (1992). Oneself as Another. Kathleen Blamey (trans.). Chicago: University of Chicago Press.

McKay, A.C. (2002). Supererogation and the Profession of Medicine. Journal of Medical Ethics, 28, 70-73.

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 27 https://thaissf.org/sh027/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh027 Mon, 16 Jun 2014 14:15:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/16/sh027/

เมื่อมองจากมุมของบุคลากรแล้ว ดูเหมือนว่าจะเห็นว่าผู้ต้องขังมีอัตลักษณ์แล้ว นั่นคือ มีอัตลักษณ์ในฐานะผู้ต้องขัง ไม่ใช่อัตลักษณ์ของ “นางสาว ก.” ที่กลายเป็นผู้ต้องขังและกำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูอัตลักษณ์กลับมาเป็น “นางสาว ก.” อีกครั้งหนึ่ง แม้อัตลักษณ์ที่ฟื้นกลับมาจะเป็น “นางสาว ก.” คนใหม่ หรือยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ฟื้นคืนเป็นอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะ “นางสาว ก” ที่ยอมรับสภาพความเป็นผู้ต้องขัง หรืออีกนัยหนึ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับการฟื้นฟูอัตลักษณ์จากมุมมองของผู้ต้องขังดูจะไม่เด่นชัดนักเมื่อพิจารณาจากข้อมูลในมุมมองของบุคลากร

การมองผู้ต้องขังว่ามีอัตลักษณ์เป็นผู้ต้องขังนำสู่ผลสองประการ ได้แก่ มีบุคลากรบางส่วนที่มีท่าทีต่อผู้ต้องขังตามนิยามที่สังคมกำหนด นั่นคือ ผู้ต้องขังในฐานะ “คนไม่ดี” และปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ตามท่าทีอันประกอบด้วยอคติดังกล่าว ขณะเดียวกัน มีบุคลากรอีกส่วนที่ก้าวพ้นการมองอัตลักษณ์ของผู้ต้องขังในลักษณะดังกล่าวไปได้ การสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าบุคลากรส่วนหลังนี้นิยามผู้ต้องขังในความสัมพันธ์กับสถานะของตนเอง ได้แก่ สถานะความเป็นนักวิชาชีพ หรือสถานะความเป็นข้าราชการ โดยสถานะดังกล่าวของบุคลากรส่วนนี้ประกอบด้วยความตระหนักซึ่งอุดมการณ์วิชาชีพหรือข้าราชการ ตามมุมมองของบุคลากรส่วนนี้ ผู้ต้องขังจึงเป็น “คนไข้(ที่เป็นผู้ต้องขัง)” ฯลฯ ที่พวกเขาต้องปฏิบัติต่อตามกรอบอุดมการณ์และมาตรฐานวิชาชีพ

ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้เป็นข้อดีเนื่องจากช่วยให้สามารถมองพ้นไปจากคุณค่าเชิงลบที่ผู้ต้องขังมีในฐานะปัจเจกบุคคล ไปสู่คุณค่าสากลแห่งความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังแบบเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การเคารพสิทธิพื้นฐานไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ สังคม หรือกฎหมาย ซึ่งปรากฏในรูปของการที่บุคลากรส่วนนี้ต้องผ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่เป็นอคติและความไม่เข้าใจของเพื่อนร่วมงาน หรือข้อจำกัดของขั้นตอนและระบบการทำงาน เป็นต้น

ในอีกแง่หนึ่ง ประเด็นนี้นำสู่ข้อคำนึงบางประการ บุคลากรส่วนหนึ่งที่มองผู้ต้องขังในฐานะ “คนไม่ดี” จัดเป็นการมองแบบภาพเหมารวม แต่การที่บุคลากรอีกส่วนหนึ่งมองผู้ต้องขังในฐานะผู้รับบริการจากวิชาชีพ ก็อาจติดอยู่กับการมองแบบภาพเหมารวมได้ การมองภาพเหมารวมกรณีแรกนำสู่การมองข้ามผู้ต้องขังในฐานะที่มีคุณค่าความเป็นมนุษย์ การมองภาพเหมารวมแบบหลังไม่นำสู่สิ่งนี้เนื่องจากความเป็นนักวิชาชีพจะทำให้มองเห็นความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ภาพเหมารวมแบบหลังอาจจะทำให้มองผู้ต้องขังในมิติเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของการเป็นปัญหาที่ต้องจัดการให้สำเร็จ (เช่น เป็นคนไข้ที่ต้องรักษา หรือเป็นบุคคลที่ต้องปรับทัศนคติและพฤติกรรม) ข้อนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตในการสังเคราะห์ส่วนที่ 2 ในส่วนของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ที่บางครั้งในข้อมูลมีน้ำเสียงซึ่งทำให้ดูเหมือนแยกไม่ออกระหว่างการดิ้นรนส่วนบุคคลเพื่อทำงานสำเร็จเยี่ยงนักวิชาชีพที่ตนเองต้องการจะเป็นกับการดิ้นรนเพื่อสร้างประโยชน์หรือเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเทียบกับมุมมองของผู้ต้องขังเอง ภาพของอัตลักษณ์ดั้งเดิมของผู้ต้องขังในมุมมองของบุคลากรจึงดูจะไม่ปรากฏเด่นชัดเท่า จุดเน้นมักอยู่ที่การดูแลให้ผู้ต้องขังมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป หรือปรับทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ต้องขัง แต่ก็ยังปรากฏข้อมูลในส่วนของการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้ภาคภูมิใจตนเองจากความพยายามและความสำเร็จ

แม้แนวคิดเรื่อง “บูรณภาพ-ความซื่อสัตย์มั่นคงในหลักการ” จะช่วยเป็นทางออกได้ส่วนหนึ่ง องค์ประกอบอื่นที่ลืมไม่ได้คือความเห็นอกเห็นใจและการให้ความสำคัญกับปัจเจกภาพของผู้ต้องขัง สององค์ประกอบนี้ช่วยให้เห็นความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้ต้องขัง ที่น่าสนใจคือทั้งสององค์ประกอบนี้ในหลายกรณีมีบทบาทช่วยให้ปฏิบัติงานได้สำเร็จด้วยเช่นกัน ด้วย ”ความมีบูรณภาพ” ทำให้เห็นประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นประโยชน์ของตนเอง เมื่อผนวกกับความเห็นอกเห็นใจก็จะนำสู่การให้ความสนใจกับปัจเจกภาพของผู้ต้องขังได้

]]>