อัตตาณัติ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png อัตตาณัติ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (19) https://thaissf.org/er053/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er053 Mon, 01 Sep 2014 10:12:49 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/01/er053/ ถ้ามุ่งวิเคราะห์ตามแนวทางเดิมอันมีลักษณะเน้นโครงสร้าง ก็จะเป็นการละเลยเนื้อหาอันมีบทบาทในการจัดการศึกษาของครู

ทางออกสำหรับประเด็นข้างต้นดูจะง่าย นั่นคือ เสนอแนะให้นำเนื้อหามาพิจารณาด้วย ซึ่งไม่น่าจะมีข้อขัดข้อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเป็นการสังเคราะห์ความรู้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่อไปก็คือแนวคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งมีบทบาทในการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ยังไม่มีความชัดเจนในข้อมูล หรือแม้แต่ในสังคมไทยว่าแนวคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แบบไทยนั้นเป็นอย่างไร แต่สำหรับตะวันตก กรอบแนวคิดหลักที่ใช้ทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ก็คือ “อัตตาณัติ” นั่นเอง

ข้อนี้จึงเป็นอุปสรรคการนำเนื้อหามาร่วมพิจารณา เนื่องจากตามกรอบแนวคิดนี้ หากเรากำหนดเนื้อหาให้บุคคล โดยมิให้เขาได้เป็นผู้พิจารณาไตร่ตรองด้วยตนเอง อาจกล่าวได้ว่าเป็นการไม่เคารพอัตตาณัติ ซึ่งหมายความถึงการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่จะมีโรงเรียนไหนในประเทศที่ยอมรับได้ หากเด็กนักเรียนไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าไม่ควร “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” หรือ “รักประชาธิปไตย” ข้อนี้ต่างจากบุคลากรทางสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ อุดมการณ์วิชาชีพของบุคลากรทางสุขภาพนั้นนับเป็นทางเลือก กล่าวคือ บุคคลเลือกได้ว่าจะเข้าสู่วิชาชีพนี้หรือไม่ แต่กรณีของระบบการศึกษานั้น สิ่งที่สืบทอดเป็นที่คาดหวังให้ทุกคนยอมรับ อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ไม่ได้แสดงถึงความเผด็จการแต่ประการใด เนื่องจากนับเป็นความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่แม้เสรีนิยมก็เผชิญ ไม่ต่างกันเลย เสรีนิยมก็ไม่พร้อมที่จะยอมรับเช่นกัน หากบุคคลปฏิเสธเสรีภาพในการเลือก

สมมุติว่าเรายอมรับอัตตาณัติในฐานะกรอบแนวคิดสำหรับทำความเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิ่งที่ต้องเผชิญอีกประการก็คือปฏิทรรศน์แห่งเสรีภาพ นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะเข้าแทรกแซงเสรีภาพของเด็ก เพื่อให้เขาได้มีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ข้อนี้มีความเสี่ยงดังที่แสดงไว้ หากไม่ตระหนักว่าการส่งเสริมสมรรถนะการตัดสินใจเลือกของเด็กคือเป้าหมาย ก็อาจลดทอนเด็กลงเป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายของครูได้ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะดีเพียงใด แต่หากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ถือว่าไม่เคารพอัตตาณัติของเด็ก ในทางตรงข้าม หากเข้าใจผิดว่าเด็กมีอัตตาณัติสมบูรณ์แล้ว โดยปล่อยให้เด็กตัดสินใจเอง ก็นับเป็นการละเมิดอัตตาณัติของเด็กเช่นกัน

หากรู้สึกว่าการทำความเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยแนวคิดเรื่องอัตตาณัติเป็นการจำกัดเกินไป การไตร่ตรองข้อมูลพบว่าดูจะมีทางที่ก้าวพ้นการใช้กรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติไปได้ แต่สิ่งนั้นก็นำสู่คำถามอื่นๆ ดังที่เห็นข้างต้นว่ามีประเด็นที่เกินไปกว่ากรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ ได้แก่ ความรู้สึกที่สามารถสัมผัสถึงคุณค่าความเป็นคนได้โดยตรง และ คุณค่าทางวัฒนธรรมอันเป็นหนึ่งกับตัวตนกระทั่งไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตของการเลือกที่จะรับหรือไม่รับ เช่น วัฒนธรรมของชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้พบว่าตัวระบบการศึกษาเองมีลักษณะที่นำสู่การกดทับคุณค่าทางวัฒนธรรมเฉพาะ ในบางกรณีก็เป็นไปด้วยการอ้าง “คุณค่าสากล” เช่น สิทธิ ความยุติธรรม หรือความเจริญ บางกรณีก็เป็นไปด้วยการอ้างคุณค่าเฉพาะของไทย เช่น อุดมกาณ์ชาตินิยม

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ส่อถึงการมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีความตระหนักถึงการมีอยู่ของความสามารถที่จะรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นหรือไม่ หรือว่าความรู้สึกดังกล่าวมีลักษณะจำกัด เช่น ถ้ารู้สึกถึงความเป็นคนของเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกถึงความเป็นคนของผู้หญิง หากกล่าวในกรอบของการพัฒนาจิตวิญญาณ ข้อนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากกรอบดังกล่าวเชื่อในความเป็นสากลบางอย่าง

นอกจากลักษณะการเป็นกลไกสืบทอดอุดมการณ์บางอย่าง เช่น สิทธิหรือชาตินิยมแล้ว ตัวการศึกษาเองยังมีลักษณะที่นำสู่ข้อสังเกตว่าการศึกษาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตวิญญาณ ลักษณะนั้นได้แก่การประเมินเด็กด้วยมิติเดียว ได้แก่ คะแนน รางวัลหรือการสอบเข้าได้ นอกจากนี้ ยังมีลักษณะส่งเสริมการแข่งขัน ทำให้เด็กรับรู้เด็กคนอื่นในมิติคู่แข่งเพียงมิติเดียว การมองเห็นคนไม่เต็มคนนั้นย่อมสัมพันธ์กับการมองข้ามความเป็นคนของเขาไป อาจนำสู่การลดค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ แม้ข้อมูลจะแสดงร่องรอยการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่มีคำถามว่าความพยายามนี้เพียงพอเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่ามีข้อมูลขัดกัน เช่น บ้างก็ส่งเสริมให้แข่งขัน บ้างก็เตือนให้ระมัดระวัง นอกจากนี้ การมุ่งคะแนนหรือการแข่งขันอาจนำสู่การพัฒนาจิตวิญญาณก็ได้ แต่คำถามคือจะทำอย่างไร

ดังกล่าวแล้วว่าในกรณีของเด็กนั้น หากใช้อัตตาณัติเป็นกรอบในการมองจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติด้วย ได้แก่ ปัจจัยสี่ การจัดให้มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและการส่งเสริมคุณธรรม เรื่องการจัดสิ่งแวดล้อมและการสอนคุณธรรมพบได้มากมายในข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นควรตระหนักสองประการ ได้แก่ การจัดสิ่งแวดล้อมและการสอนคุณธรรมไม่จำเป็นต้องสนับสนุนการพัฒนาจิตวิญญาณก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจิตวิญญาณด้านอัตถิภาวะ อีกประการก็คือการให้การศึกษาเด็ก ดูจะมุ่งทุ่มเทเพื่อพัฒนาด้านกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม รวมถึงคุณธรรมเป็นหลัก การพัฒนาด้านจิตวิญญาณควบคู่ไปด้วยมิใช่เรื่องที่จะพบทั่วไป ข้อนี้สะท้อนเป็นอย่างดีในข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (16) https://thaissf.org/er047/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er047 Mon, 25 Aug 2014 05:49:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/25/er047/ พวกเธอไปที่ไหนก็ตาม พวกเธอเป็นนักเรียนโรงเรียนสองแคว ไม่ใช่ไปอยู่ไหนแอบข้างเสาไป กลัวนักเรียนในเมือง ไปกลัวเด็กยุพราช ไปกลัวอะไร เค้าก็เป็นคนเหมือนกัน ผมเคยพูดว่าเค้าไม่ใช่เทวดาที่ไหน เค้าก็เป็นคนเหมือนเธอนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคนเรามันจะทำอะไรก็ตามมันอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้ามันรักษาเกียรติ เกียรติไม่ได้หมายความว่าใครมีสตางค์ ใครมียศถาบรรดาศักดิ์ แต่เกียรติมันอยู่ที่การทำหน้าที่นะครับ ไม่ว่าเราจะเป็นครู เป็นภารโรง เป็นอะไรก็ตามนะครับ ถ้าเราเป็นภารโรงเป็นภารโรงที่ดี เราก็มีเกียรติ บางครั้งมีเกียรติมากเป็นครูที่เลวอีกนะครับ เพราะนั้นถ้าเรารักษาเกียรติได้โดยการทำหน้าที่ เราก็อยู่ที่ไหนได้อย่างสง่างาม ก็พยายามบอกกับครู บอกกับนักเรียนอย่างนี้นะครับ

ข้อความนี้แสดงถึงการใช้คำว่า “เกียรติ” “ศักดิ์ศรี” ในความหมายของ “คุณค่าของบุคคล” อันเป็นคุณค่าที่ได้จากการลงมือกระทำหรือการพัฒนาบางอย่าง ความพิเศษของข้อความนี้คือคุณค่าดังกล่าวเป็นไปได้อย่างเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน เนื่องจากเป็นเรื่องของคุณธรรมอันเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถลงมือกระทำได้

ลองหันมาพิจารณาเรื่อง “ศักดิ์ศรี” บ้าง โดยพิจารณาข้อความต่อไปนี้

…แล้วเด็กคนนี้แสบมากวันก่อนเราตีไปทีหนึ่งแล้วเค้าว่าเด็กคนนี้ต้องลักแน่เลยทุกคนก็มุ่งลงมติว่าคนนี้เอาแน่ แกล้งผอ. แน่เลยแต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรพอผมจะไป ครูอธิคมรับไปก่อนเพราะกลัวผมเป็นคนโมโหแล้วใจร้าย แต่ถ้าใจดีก็ใจดี เค้าก็รีบเดี๋ยวผมจัดการเอง เค้าก็พาเด็กคนนี้ไปตะลอนๆ ไป ถามด้วยขับรถกันไปคุยกันไป เด็กก็ไม่ยอมรับ กลางคืนนั้นผมก็ไป เด็กก็หน้าเสีย กลัวผมจะว่า ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็เรียนคุยว่าเอาไปไหมลูก ลูกผู้ชายเอาไปก็ยอมรับถ้าไม่เอาไปก็ไม่เอาไปเค้าก็ยืนกรานว่าไม่เอาไป แต่พอกลับมาเสร็จจากลูกเสือมาพอลงรถปุ๊บนี่ เค้าใจเสียปั๊บเลย ผมเห็นเค้าหน้าซีดเลย ผอ.เล่นแน่ ผมก็เรียกเค้าอีกว่าเอาไปไหมเค้าก็ยังยืนกรานว่าไม่เอาไป ผมก็บอกว่าครูนะเชื่อในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเธอ เพราะครูรักเธอ เธอต้องไม่โกหกครู ยอมรับมาลูกถ้าเอาไปก็เอาไป เค้าก็บอกไม่เอาไป พอมาอีก 2 อาทิตย์จริงๆ เด็กคนนั้นไม่ได้เอาไปหรอก เป็นผู้หญิงที่เก็บสมาร์ทการ์ด เก็บบัตรโทรศัพท์ สะสมบัตรโทรศัพท์ เอาไป ก็ไปทำความสะอาดในห้อง ถามผมว่าถ้าผมตีเด็กคนนี้สักแปะหนึ่งเป็นบาปชั่วชีวิตเลย…

…ที่ รร. มีอย่างนึง ว่าถ้าใครลักหรือทำอะไรนี่จะเขียนจดหมายมาสารภาพบนโต๊ะ ผอ. ว่า ลักไปแล้ว บางทีก็บอกครู บอกผมเอาไปแล้วแต่ครูเราก็ยังไม่ตีหรอกจะให้โอกาส ถ้าบอกแล้วเราไม่ตี ก็บอกว่าทีหลังอย่าทำ ถึงมีค่าชดใช้ผมก็จะออกค่าชดใช้ให้ เราก็ถึงได้ว่าถ้าทำผิดไปแล้วหลงผิดไปแล้วนี่ ถ้ากลับมา บางคนกลับมานี่โดนตีเลยนะ แต่เราให้สารภาพทุกครั้ง ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่เราเล่าให้ฟัง เด็กลักของประจำ เราก็ให้ครูอีกคนแก้ปัญหา โดยถ้าลักแล้วสารภาพมา ก็คืนเจ้าของไป สารภาพมาแล้วครูก็จะถามทุกครั้งจน เด็กคนนี้ไม่ลักเลยเพราะว่าลักแล้วเอาคืน ลักแล้วเอาคืน เด็กคนนี้ก็ห่างเรื่อยๆ จนเลิก เราก็ใช้กระบวนการนี้แหละมีอะไรเราก็จะถาม แล้วรับสารภาพมาเราก็ไม่ได้ลงโทษอะไร คือ รร. นี่เป็นแหล่งฝึกไม่ใช่แหล่งลงโทษ เราบอก รร.ให้ฝึกแต่ไม่ได้ให้ลงโทษ…

…ถ้าเด็กหนองตาบ่งผู้ชายบอกว่ารับมาอย่างลูกผู้ชาย ถ้าทำผิดไม่ยอมรับ ให้นุ่งกระโปรงเด็กจะโกรธมากกลัวเสียศักดิ์ศรี ฉะนั้นเค้าก็ยอมรับมาว่าเอาก็เอา ถ้าไม่ได้ลักก็คือไม่ได้ลัก เด็กปฏิเสธมาเราก็ไม่ได้ แต่ต้องดูตาเด็กด้วยว่าปฏิเสธจริงไหม แล้วบางครั้งเค้าจะปฏิเสธเป็นอาทิตย์เลย พออาทิตย์ที่ 2 เค้าจะทบทวนชีวิตเค้ามั้ง เค้าจะเขียนจดหมายมาขอโทษว่าที่ทำไปนะเค้าทำเอง แล้วเราก็เรียกมาโดยไม่ได้ลงโทษอะไร…

เห็นได้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” หรือ “ศักดิ์ศรี” ในที่นี้มีความหมายตามที่ใช้ทั่วไป คือ “กล้าทำ กล้ารับ” และ “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ซึ่งสัมพันธ์กับ “กล้าทำ กล้ารับ” ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ “กล้าทำ กล้ารับ” ตอนต้นๆ ได้กล่าวไว้เล็กน้อยเกี่ยวกับความรับผิดชอบ สิ่งนี้มีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับการตัดสินใจเลือกหรือเสรีภาพ แต่ในการกล่าวถึงการเคารพอัตตาณัติ มักจะมองข้ามไป เหตุผลสำคัญก็เพราะจุดเน้นอยู่ที่การมีสมรรถนะแห่งอัตตาณัติ แทนที่จะอยู่ที่การใช้สมรรถนะนั้นดังกล่าวแล้ว

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (8) https://thaissf.org/er039/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er039 Fri, 15 Aug 2014 01:30:44 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/15/er039/ กิจกรรม 5 โรงงานสร้างสรรค์ โรงเรียน เราไปเอาโรงงานมาช่วย เพราะเรามีโรงงานล้อมรอบอยู่ กั้นอยู่โตโยต้า กั้นอยู่อีซูซุ กั้นอยู่ไฟฟ้า คำว่าโรงงาน เรารวมไปถึงองค์กรอื่นด้วย เช่น เทศบาล มาช่วยด้วย วัดมาช่วยด้วย ถ้าอยู่ 3 จังหวัดชายแดน มัสยิดมาช่วยด้วย คือ 5 โรงงานสร้างสรรค์มาช่วย คุณไม่ช่วยอะไร เค้ามีงบที่จะช่วยโรงเรียนอยู่ ผมก็ชวนเค้ามาเที่ยว ชวนเค้ามาเปิดงานกีฬาสีนี้พวก ผอ.เขต ผมไม่เชิญ ให้รับรู้อย่างเดียว ผมไม่เชิญ เพราะไม่มีเงิน เชิญคนรวย ผมเชิญผู้จัดการโตโยต้ามาเลย ผมชวนผู้จัดการโตโยต้า เอาคนสวยๆไปเชิญมา…

…ผมได้ทีมงานมาดีด้วย สวนส้มนี่เป็นโรงเรียนใหญ่แต่ผมขาดงบประมาณอาจารย์ ผมโชคดีได้งบประมาณหน่วยงานอื่น ช่วยผมเยอะ นะอาจารย์ตรงนี้ เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง อาจารย์มีส่วนช่วยด้วย เพราะเป็นคนสวย…

ข้อความข้างต้นมีนัยยะของการเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศอย่างชัดเจน3  มิติหนึ่งของการเห็นผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศก็คือการเห็นผู้หญิงเป็น “ของสวยๆ งามๆ” นับเป็นการทอนบุคคลลงเป็นเครื่องมือแห่งการตอบสนองความต้องการของผู้ชาย อันที่จริงระบบการศึกษาที่มุ่งเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์น่าจะต้องแสดงให้เห็นว่าบุคคลมีความสามารถกำหนดชะตาชีวิตของตนได้ ซึ่งองค์ประกอบสำคัญประการหนึ่งคือการให้บุคคลพึ่งพาสติปัญญาและความดีงามอันอยู่ในอำนาจตน มากกว่าพึ่งพารูปร่างหน้าตาที่ไม่อาจกำหนดได้และไม่จีรังเช่นความรู้และคุณธรรม ข้อความข้างต้นดูจะสะท้อนความไม่ตระหนักในมิตินี้

อาจมีคำถามว่าถ้าอัตตาณัติเป็นเรื่องของการตัดสินใจเลือกและผู้หญิงยินดีเลือกที่จะเป็นวัตถุทางเพศ การแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเลือกดังกล่าวจะเป็นการไม่เคารพอัตตาณัติของผู้หญิงหรือไม่ คำถามนี้ในส่วนจริยศาสตร์เองก็มีการถกเถียง โดยประเด็นสำคัญประการหนึ่งก็เป็นเรื่องการวิพากษ์กลยุทธ์ที่ใช้เพื่อสร้างสำนึกความเป็นวัตถุทางเพศแก่ผู้หญิง ข้อคิดจากการวิพากษ์ดังกล่าวก็คือความซับซ้อนของอำนาจกดขี่ที่แทรกซึมเข้าไปอยู่ในบุคคลและทำให้บุคคลเลือกตามอำนาจนั้นราวกับว่าเป็นความต้องการของตนเอง ข้อนี้น่าจะได้ยินกันมากขึ้นในปัจจุบันในความสัมพันธ์กับปัญหาการค้ามนุษย์ที่มีรูปแบบเปลี่ยนไป นั่นคือ มิได้มีเพียงบุคคลที่ถูกคนอื่นบังคับเป็นสินค้าเท่านั้น แต่มีบุคคลที่นำตนเองไปให้คนอื่นใช้เป็นสินค้าอย่างสมัครใจ นี่เป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ผู้สนับสนุนแนวคิดเรื่องอัตตาณัติต้องเผชิญในปัจจุบัน

ทั้งนี้สำหรับในบริบทการศึกษานั้น คำถามไม่ต้องเกี่ยวข้องกับข้อพิจารณาทางจริยศาสตร์ดังกล่าว เนื่องจากสามารถมุ่งตรงไปที่คำถามว่าในการกล่าวถึงการศึกษาที่มุ่งเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ของเด็กนั้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีพัฒนาการรับรู้กระทั่งถึงจุดที่ซาบซึ้งคุณค่าความเป็นคนแล้วหรือยัง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถสัมผัสความเป็นคนแล้วหรือยัง กล่าวได้หรือไม่ว่าถ้าไม่สามารถรับรู้ความเป็นคนของผู้หญิงได้ ก็น่าจะยากที่จะรับรู้ความเป็นคนของเด็ก

จะใช้เครื่องมือทดสอบง่ายๆ เช่นนี้ได้หรือไม่ คือ ยามที่ชมการประกวดนางงาม การถ่ายภาพปก/ปฏิทิน หรือรายการตลกที่มีการแทะโลมผู้หญิง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถรู้สึกสัมผัสถึงการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้วหรือยัง ถ้าไม่ กล่าวได้หรือไม่ว่าประเด็นเรื่องการเสริมสร้างความเป็นมนุษย์ของเด็กนั้น มิได้มีการรับรู้ความมีอยู่ของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นฐานรองรับ เป็นเพียงคำที่พูดต่อกันไปอย่างขาดแก่นสาร เห็นได้ว่าการสอบถามตนเองถึงการรับรู้ซึ่งค่าของคนนั้น ช่วยให้ไม่ต้องถกเถียงทางจริยศาสตร์ข้างต้น สำหรับผู้ที่สามารถรับรู้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง คงไม่สงสัยคำยืนยันนี้

———————————————————

3คำว่า “วัตถุทางเพศ” เป็นคำที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการวิพากษ์เพื่อปลดปล่อยผู้หญิงไปจากการกดขี่หรือเพื่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง แต่ในสังคมไทย กลับมีหลายคนเข้าใจผิดว่าเป็นคำที่ใช้สำหรับด่าประณาม

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (7) https://thaissf.org/er038/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er038 Fri, 15 Aug 2014 01:26:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/15/er038/ การที่ผู้อื่นเข้าใจและตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่แสดงเป็นอย่างดีว่าครูตระหนักถึงข้อนี้

…เพราะเดี๋ยวนี้เด็กเขาคาดหวังสูงนะค่ะก็ไปเห็นการประกวดชิงช้าสวรรค์ ชอบดูค่ะถ้าเด็กทีมไหนแพ้ก็จะร้องไห้ชนิดที่ว่าคนดูคิดว่าดูไม่ดีเลย ครูเขาไม่เผื่อเด็กก็บอกว่าจะต้องชนะต้องชนะ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เด็กชนะ เพื่อที่จะเสนอตันหาของผู้ใหญ่นะค่ะ น่าจะเป็นเรื่องจริงตรงนี้พี่สงสารเด็กให้เผื่อใจไว้ ความผิดหวังเขาก็จะได้ลดลงต้องเผื่อใจไว้ น่าจะสำคัญกับครูที่ส่งเด็กเข้าประกวดทั้งประเทศเลยนะค่ะ สภาพจิตใจของเด็กที่แพ้น่าสงสาร…

ประเด็นเรื่อง “การแข่งขัน” นำสู่ข้อท้าทายอีกประการในการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

…เรานึกอย่างหนึ่งว่าสภาพการศึกษาไทยนี่มันสร้างเด็กให้เป็นอย่างนั้นเอง เราโทษเด็กไม่ได้หรอก เด็กต้องมีการแข่งขัน ต้องเอาคะแนนต้องเยอะไรมาเยอะมาจับกัน ทำให้เด็กเห็นแก่ตัวทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นเรียนเพื่อสอบไม่ได้เรียนเพื่อชีวิต…

เป็นเรื่องน่าสนใจว่าระบบการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นคะแนน รางวัลหรือการสอบเข้าได้ รวมถึงระบบการแข่งขันนั้น มีปรากฏชัดในระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว การวัดค่าบุคคลเช่นนั้นเป็นการทอนค่าความเป็นคน เนื่องจากเป็นการแสดงว่าบุคคลมีคุณค่าได้เพียงมิติเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ยังนำสู่การลดค่าความเป็นคนในรูปแบบที่ว่าผู้เรียนมิอาจพิจารณาความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนคนอื่นได้ เนื่องจากมุ่งมองเฉพาะมิติเดียว นั้นคือ มองในด้านที่ว่าเป็นคู่แข่ง ข้อนี้เป็นความท้าทายอีกประการสำหรับการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นมนุษย์ ข้อมูลแสดงว่ามีครูที่นำประเด็นนี้มาเป็นโอกาสในการสอนให้เด็กคิดเช่นกัน

…เราจะบอกเด็กอย่างนี้ตลอดเลยค่ะ เราจะไม่บอกเค้าคือคนสำคัญ เราจะไม่ยอมให้เค้าเป็นนางเอกหรือพระเอกคนเดียว เพราะนี้คืออันตรายในชีวิตของเค้า…

…ผมสอนนักเรียนว่า เราต้องชนะ แข่งกีฬาก็ต้องชนะ ทำอะไรก็ต้องได้ๆ เราไม่ใช้วิชาแพ้ เราใช้วิชาแพ้ครับ นักเรียนที่ฆ่าตัวตายที่สอบของจุฬาที่ว่าไม่ได้เกรด 4 หมดแล้วก็ฆ่าตัวตายนะ อันนี่คือแพ้ไม่ได้ ไม่ได้ตามที่คิด เพราะฉะนั้นบอกว่าวิชาแพ้นี้สำคัญ เราต้องรู้จักยอมกันบ้าง สังคมจะวุ่นวายเพราะเรายอมกันไม่ได้ เราแพ้ไม่เป็นน่ะ ไม่ใช่ว่าแข่งกีฬาต้องชนะ มันดี แต่ถ้าแพ้เราก็ต้องทำใจได้ ไม่ใช่แพ้ก็ทะเลาะกับเพื่อน ตีกัน มันไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว ถ้าแพ้ต้องตีโพยตีพาย หรือไม่ได้ เอ็นฯ เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็กินยาตายนี้มันไม่ใช่…

…นี้คือส่วนที่ตัวเองจะคุยกับนักเรียนตลอดนะคะ เสร็จมากิจกรรมส่วนนี้ นั้นจะดีใจหรือเสียใจอย่างไร แสดงได้แต่อย่าให้มันมากจนเกินไปนะคะ ให้รู้จักหักห้ามใจตัวเองใช่ไหมคะ แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาแล้วมานั่งสรุปกันว่าวันนี้ทีมที่ดีกว่าเราเขาดีตรงไหน เราอ่อนตรงไหน ตรงนี้คะเราสอนให้นักเรียนมีชีวิตที่เป็นอย่างธรรมชาติในเรื่องนี้ เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้เหมือนกับท่านผ.อ.เสถียรบอกว่าสอนให้เราแพ้ เพราะว่าชีวิตนี้เราไม่ใช้จะได้อะไรมาเป็นของเราตลอด ถ้าเรารู้จักปรับตัวให้เขากับตรงนั้นเด็กคนนั้นก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ…

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ละเลยไม่ได้คือถ้าในตัวระบบการศึกษาเองใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการผลักดันให้ “ชนะ” ก็หมายความว่ามีพื้นที่สำหรับการสอน “วิชาแพ้” ไม่มากนัก

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์" (6) https://thaissf.org/er037/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er037 Thu, 14 Aug 2014 14:26:02 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er037/ แล้วแม่ก็จะดูแลแต่น้อง โดยที่ถูกทอดทิ้งแล้ว ถามว่าพ่อแม่รักมั้ย รัก แต่มันไม่ได้แสดงออกได้ตลอดเวลา แต่เด็กน่ะ ความรับรู้ได้มันไม่เท่ากันนะคะ ก็เลยบอกแม่เค้าว่า ถ้าคุณทำอะไรให้แต่น้อง ต่อไปน้องจะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แล้วน้องคนพี่ แล้วน้องก็เรียกนารีรัตน์ แม่จริงๆแล้วเค้ารักลูกทุกคนนั้นแหล่ะ แต่ในภาวะอาชีพ แม่ต้องทำงานคนเดียวเหนื่อยนะลูก แล้วการเรียนเธอก็คือไม่ใช่การเรียนเสีย แต่ถ้าลูกดูแลการเรียนให้ดี แล้วลูกก็ช่วยกิจกรรมตรงนี้แล้วลูกลองถามตัวเองว่า ลูกทำแล้วลูกมีความสุขมั้ย ลูกไม่ต้องบอกครู ลูกกลับไปบอกตัวเอง แล้ววันไหนที่ลูกสบายใจ แล้วลูกก็กลับมาบอกครู อันนี้คือเรื่องที่ 1 เรื่องที่ 2 มันเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเหมือนกัน คือ นักเรียนเป็นนักเรียนมัธยม คือตอนนี้เรียน ม.3 แล้ว ขโมยเงินที่บ้านไปเที่ยว เพราะพ่อแม่จะไปขายของกลางคืนตามงานวัด แล้วก็แต่งตัวแล้วก็เที่ยว แล้วครูก็เตือน เตือนเสร็จแล้วครูก็เตือนแม่ แม่เค้าก็ว่าไม่จริง ลูกเค้าไม่ได้เป็นแบบนั้น คุณครูก็หยุดพักแล้วในเมื่อเตือน อยู่ที่โรงเรียนเตือนอยู่ที่บ้านครูจะไม่เตือน พอตอนหลังแม่เค้าบอกว่า ลูกเริ่มไม่ไหวแล้วนะ มอบให้ครูที ครูก็เอามาคุยว่าครูเชื่อว่าลูกทำได้ ลูกไปตัดสินใจในสิ่งที่ลูกทำมันถูกหรือผิด ครูไม่ให้คำตอบ ลูกให้คำตอบลูกเอง แล้วสิ่งที่ลูกทำแล้วลูกปิดบังไว้น่ะ มีอะไรอยากจะบอกครูมั้ย เค้าก็คิดอยู่สักพัก ไม่มีการตี เพราะว่าครูบอกแล้วว่าถ้าการเปิดเผยไม่มีการตี เค้าบอกว่าเค้าเอาเงินแม่มา 3 พันบาท เพื่อที่จะไปเที่ยว ถามว่าลูกจะทำอย่างไร ลูกจะแก้ปัญหาอย่างไร เอาเงินกลับไปใส่กระเป๋า ลูกเงินไม่ได้งอกขึ้นมาเองได้นะ อยู่ดีๆมันหายแล้วอยู่ดีๆมันก็งอกขึ้นมา เพราะว่าในตู้มันมีไม่กี่คนที่มีกุญแจที่บ้าน ก็ลูกกลับไปแล้วลูกก็ไปบอกพ่อแม่ว่าลูกพลาดไปที่ลูกเอาเงินมาตรงนี้ ลูกก็รู้พ่อแม่เหนื่อยแล้วลูกจะเอาเงินมาคืน ครูเชื่อว่าแม่เธอไม่ตี แม่ต้องตีตายแน่ๆค่ะ ลูกยังไม่ลองแล้วลูกจะรู้เหรอ ครูให้เวลาลูก 1 สัปดาห์ แล้วก็กลับไปเสาร์อาทิตย์ วันจันทร์แม่ก็มาถึงแล้ว แม่เค้าก็มาขอกอดหน่อยได้มั้ยคะครูโอ๋ บอกกอดได้ อยากกอดก็กอดมา แต่อย่ากอดให้สึกนะก็ว่าครั้งนี้เค้าก็ยกมือไหว้ เค้าบอกว่าลูกเค้าเอาเงินมาคืน 3 พันบาท ถามเอามาคืนทำไม วันนั้นลูกมาช่วยขายของ แล้วเค้าก็สังเกตแล้วว่าลูกเค้ามีท่าทีปกติ แล้วเค้าก็เอาเงินมาคืน 3 พันบาท แล้วก็ถามว่า แล้วลูกบอกว่าไง ลูกบอกว่าลูกคุยกับครูโอ๋แล้ว ว่าลูกเอาเงินไป 3 พันบาท แล้วครูโอ๋ไม่ว่าอะไรสักคำ ก็ถามแล้วแม่ว่าไง ในเมื่อครูยังไม่ว่า แล้วฉันจะไปว่าได้อย่างไร ถ้าฉันว่าไปฉันก็เท่ากับครูโอ๋สอนมาแล้วก็ต้องขัดใจกับฉัน แล้วเค้าก็สังเกตว่าตั้งแต่นั้นลูกเค้าก็ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ดี…

เห็นได้ชัดเจนว่ามีการส่งเสริมให้เด็กหัดคิดไตร่ตรอง นอกจากนี้ ยังมีการสร้างสภาพแวดล้อมแห่งความเชื่อใจด้วยการรักษาคำมั่น สิ่งที่พิเศษคือในกรณีนี้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการสร้างสภาพแวดล้อมดังกล่าวด้วย

กระนั้นก็ดี แม้จะมีวิธีการอื่นๆ ที่ดูจะไปได้ด้วยดีกับการเคารพอัตตาณัติ แต่คำถามยังคงอยู่ว่าการสาบานและประจานเป็นการส่งเสริมอัตตาณัติของเด็กหรือไม่ ในกรณีของผู้ใหญ่ การบีบคั้นทางอารมณ์เช่นนี้ โดยมากจะถือเป็นการละเมิดอัตตาณัติ ดังนั้น หาก “เอ็นจีโอ” บางกลุ่มได้อ่านข้อความดังกล่าว ก็อาจ “ลุกขึ้นมาเต้น” แล้ว แต่ทั้งนี้ความเห็นว่าเป็นการละเมิดอัตตาณัติ (หรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์) ก็มีที่มาจากสมมุติฐานว่าผู้ใหญ่มีวุฒิภาวะ สามารถควบคุมตนเองได้ แต่ในกรณีของเด็ก จะกล่าวเช่นเดียวกันได้หรือไม่ เหตุผลสำคัญก็เพราะว่าเด็กยังขาดความสามารถในการควบคุมตนเองด้วยความคิด การทำให้กลัวหรืออับอาย การหลอกให้เชื่อดูเหมือนเป็นวิธีในการกระตุ้นให้เกิดปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ หากกล่าวในกรอบที่เคยสังเคราะห์ไว้แล้ว วิธีการเหล่านี้เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก หรืออีกนัยหนึ่ง เพื่อให้เด็กสามารถรู้สึกถึงความคิด หรือทำให้ความหมายของสิ่งที่สอนมีความมีความหมายขึ้นมาได้ แต่ในมองอีกมุมหนึ่ง เห็นได้ว่าหากขาดความระมัดระวังแล้ว ก็ดูเหมือนเป็นการลดทอนเด็กให้เป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายที่ครูกำหนด ไม่ใช่เป้าหมายที่เด็กเข้าใจและเลือกด้วยตนเอง

ประเด็นความเสี่ยงต่อการลดทอนเด็กลงเป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายของครูที่กล่าวไว้ข้างต้น สามารถพบได้จากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เช่น

…เพราะฉะนั้นเราสอนเด็กก็เหมือนกัน นักเรียนของฉันนี่ดีเก่งอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เวลาที่เค้ามีกิจกรรมทักษะให้แข่งขันทางวิชาการ เราไม่เคยส่งไปแข่งขันเลย เรารู้ได้ไงว่าเราดี งั้นครูก็ต้องกล้าส่งนักเรียนเข้าไปแข่งขัน ผมก็ให้ concept เค้าไปอย่างนี้ เราก็ต้องส่ง ถ้ามีแต่ฉันสอนดีฉันสอนรู้เรื่อง แต่ไม่กล้าแข่งกับเพื่อนผมก็บอกว่า ผมเชื่อว่าถ้า นักเรียนดี ผมเชื่อว่าถ้านักเรียนดีผมเชื่อว่าครูดี อันนี้คำพูดนี้คงได้ยินกันบ่อยนะครับ แต่ครูดีไม่แน่ว่านักเรียนดีจริงหรือเปล่า ว่าฉันเป็นครูทีดีแต่ นักเรียนทำอะไรไม่ถูกเนี่ยมันไม่เชื่อหรอก แต่ถ้า นักเรียนดีแข่งขันชนะ สอบได้คะแนนดีไม่ต้องถามว่าครูดีไม่ดี…(คำพูดของผู้บริหาร)

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (5) https://thaissf.org/er036/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er036 Thu, 14 Aug 2014 11:28:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er036/ …จัดกิจกรรมทันตสุขภาพด้วยการใช้วิทยาศาสตร์และไสยศาสตร์ค่ะ เขาก็หัวเราะกันเฮเลย เอ๊ะ แปรงฟันไปเกี่ยวอะไรกับไสยศาสตร์ คือเราพยายามที่จะแก้ปัญหาเกี่ยวกับขนมกรุบกรอบ กับน้ำอัดลม ในโรงเรียนนี้แก้ได้ ทุกโรงเรียนแก้ได้ เชื่อเลยค่ะแก้ได้ แต่ข้างโรงเรียนนี้ท้าเลยใคร ใครว่าแน่ ใครก็อยากได้เงินนะคะ ร้านค้า เราก็มาหาจุดเลย นักเรียนกลัวใคร ครูไม่กลัว พ่อแม่ไม่กลัว ผอ. ไม่กลัว กลัวใคร กลัวพระพุทธรูป กลัวจริง ๆ พานักเรียนไปสาบานเลยค่ะ นักเรียนทุกคนพนมมือสาบานพูดตามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคือประธานนะคะ ไม่ใช่คุณครู เด็กก็พูด กลัวจริง ๆ แก้ปัญหาได้เลยค่ะ อันนี้คือการนำกุศโลบายเพื่อจะช่วยนักเรียน ไม่ได้เพื่อจะแกล้งนักเรียนค่ะ เพื่อจะช่วยเขา เผาทำลายขนมกรุบกรอบเหมือนเผาทำลายยาเสพติดเลยค่ะ ทำจริง ๆ ทำให้ดู เหมือนเชือดไก่ให้ลิงดู ทำครั้งเดียวพอ เด็กที่ซื้อขนมกรุบกรอบมา เราค้นจากกระเป๋า เผาทำลายหน้าเสาธง เผาให้ดูเลย ถ้าใครนำแบบ ๆ นี้อีก เผาอีก ครั้งเดียวค่ะ เด็กก็ ก็กลัวแล้วค่ะ คือว่า เรา เราสุ่มค่ะ ไม่รู้ว่าเราจะค้นวันไหน เราจะเผาวันไหน เป็นสิ่งที่น่าอายมาก เป็นการประจาน เรียกว่าให้สังคมลงโทษต่อหน้าธารกำนัน นี่คือกุศโลบายที่เรานำมาใช้ค่ะ…

…เค้าอ่านหนังสือไม่ออกเลย ก็เลยพอดีเค้ามาสายก็บอก ผู้ปกครองช่วยหน่อยนะคะ เพราะตรงนี้อยากช่วยผู้ปกครองเพราะไม่มีเวลาจ้าง เอ้างี้ก็ให้มาแต่เช้าหน่อย ตอนแรกเค้าไม่อยากมา พอมาก็วางกระเป๋าวิ่งหนีเลยค่ะ ก็จะทำอย่างไรหนอกับเด็กคนนี้ ก็เลยใช้แม่มดในหนังสือเพื่อนรักจะมีแม่มด เอาแม่มดก็มีเสกมนต์อะไรบ้าง ก็เอามา พอจับอ่านหนังสือเสร็จ มา คุณครูเสกให้ ก็บอก โอม อีลุกกุ๊กกุ๋ย เก่งนะเพี้ยง ๆ เด็กเค้ามีความสุขมากเลย เค้าได้เป่าหัวเพี้ยง เพี้ยงเดียววันแรกค่ะ พอเค้าอ่านกำลังใจเค้ามาเค้ายิ้ม เค้าบอกวันนี้คุณครูเป่าหัวให้ ไปเล่าให้ผู้ปกครองฟังว่า วันนี้โดนคุณครูเป่าหัว เค้าเกิดความเชื่อมั่น เกิดความมั่นใจที่เค้าอ่าน วันหลังมาแต่เช้าเลย วันนี้หนูตื่นตี 5 หนูจะมาอ่านหนังสือกับคุณครู…

หากพิจารณาตามกรอบความหมายของ “อัตตาณัติ” ข้างต้น ข้อความที่ยกมานี้ชี้ให้เห็นอะไร “กุศโลบาย” ที่สร้างความกลัวและความอับอายถือว่าเป็นการส่งเสริมอัตตาณัติหรือไม่ การหลอกว่ามีแม่มดถือว่าส่งเสริมอัตตาณัติหรือไม่ เหตุผลสำคัญของคำถามนี้ก็คือดูเหมือนว่ากุศโลบายดังกล่าวมิได้ให้ความสำคัญว่าเด็กเข้าใจด้วยเหตุผลหรือไม่ว่าทำไมจึงควรแปรงฟันหรือไม่ควรบริโภคขนมกรุบกรอบ และเด็กตัดสินใจเลือกกระทำตามเหตุผลนั้นหรือไม่ แน่นอนว่าข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึงวิธีการอื่นๆ ที่ดูจะส่งเสริมอัตตาณัติของเด็ก

…เราก็เป็นทีมบริการ คือ ผอ. ของนักเรียนด้วยให้ความสะดวกทุกอย่าง เด็กอยากได้กีฬา เราก็หากีฬาให้ อยากได้คอมพิวเตอร์ เราก็ให้ เราให้ทุกอย่างแต่มีกฎเกณฑ์ว่าถ้าทำอย่างงี้แล้วจะมีผลเสียอะไรมีผลดีอะไรก็ให้เลือกเด็กเลือกเอง มีอยู่ วันนึงเด็กของเราเมื่อเร็วๆ นี้เอง เด็กอนุบาล 2 ไม่ชอบอยู่ รร. อยากจะหนีตะพึด ครูก็พี่นุกุลก็ไปตามประจำเพราะถ้าหนีออกรร.อันตรายมากเลยเพราะช่วงเช้านี่ออกไปเลยครูยังไม่เจอเลยแอบข้างนอกเป็นอย่างนี้บ่อยมาก ครูก็ไม่รู้ทำไง เค้าติดยาย ยายเค้าพอมาทำบุญที่รร. ยายเค้าจะล้างชามให้รร. ประจำเพราะของผมไม่มีวัดก็เลยทำบุญที่ รร. เค้าก็ใช้กระบวนการคืออยากกลับบ้านพอล้างจานก็โดดลงน้ำตูมเลยเพื่อให้เสื้อผ้าเปียกจะได้กลับบ้าน ยายโทรศัพท์ไปหาพ่อ พ่อก็มาจัดการจะตีเลยนะ ผมเห็นท่าไม่ดีผมก็เลยเข้าไปคุย เข้าไปชวนคุย งั้นงี้เป็นไงลูก เค้าบอกว่าเค้าไม่อยากอยู่กับใคร อยากอยู่กับ ผอ. ก็แล้ว ผมก็ได้ลูกมาเรียนกับผอ. นี่ผมก็ไม่รู้จะให้ทำอะไร ผมก็เอาไม้กวาดให้อันหนึ่ง ผ้าผืนหนึ่ง แล้วก็บอกทำอะไรก็ได้ เค้าก็เอาไม้กวาดกวาดห้องผอ. แล้วก็เอาผ้าถูเสร็จเรียบร้อย เค้าบอกว่าวันนี้อยากขอนอนห้องนี้ ผมก็ให้นอนแต่มีข้อแม้ว่าพรุ่งนี้ต้องกลับห้องเธอ เพราเพื่อนอยู่ที่ห้องลูกจะได้เรียนอะไรมากมาย เค้าก็ตกลง พอตอนเช้ามาเค้าก็กลับห้องปกติแล้วก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย แล้วทุกวันนี้ก็อยู่เรียนปกติ จนครูสงสัยว่าผอ.ใช้กระบวนการอะไร ไปดุเค้าหรืออะไร ผมไม่ได้ดุอะไรหรอก ให้ตามใจเค้า ก็มีข้อแม้อยู่นิดนึงว่าถ้าทำที่ให้แล้วเธอต้องให้ครูบ้าง ก็เหมือนกันของครูเราก็ใช้กระบวนการนี้…

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (4) https://thaissf.org/er035/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er035 Thu, 14 Aug 2014 11:17:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er035/ สอนให้เด็กใช้ความคิด หรือให้ข้อมูล/ความเข้าใจโลกพื้นฐาน หากละเลยด้านการส่งเสริมและให้เด็กตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง โดยปราศจากทักษะในการตัดสินใจและข้อมูลจะถือว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก แน่นอนว่าหากเข้าใจ “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” โดยอาศัย “อัตตาณัติ” ก็กล่าวได้ว่ากรณีนี้เป็นการละเมิด “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ของเด็ก ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็น “ปฏิทรรศน์” (paradox) แห่งเสรีภาพ คือ ในหลายกรณี การเคารพเสรีภาพ (ในความหมายของ “อัตตาณัติ”) เรียกร้องให้เข้าแทรกแซงเสรีภาพ (เช่น จำกัดการตัดสินใจเลือกของผู้อื่น) เนื่องจากบุคคลนั้นไม่อยู่ในภาวะที่สามารถตัดสินใจได้

อัตตาณัติมีอีกมิติหนึ่ง ซึ่งในจริยศาสตร์ยังมีจุดยืนที่ต่างกันออกไปว่าควรผนวกเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเกี่ยวกับการเคารพอัตตาณัติมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่ามิตินี้มีความจำเป็นเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับเด็ก มีแนวคิดว่าการพิจารณาเกี่ยวกับอัตตาณัติของบุคคลนั้น ต้องพิจารณาถึงปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ ได้แก่ ปัจจัยที่ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจเลือกได้ เช่น การมีปัจจัยสี่ หรือตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น เช่น การมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการมีคุณธรรม ปัจจัยหลังนี้ดูแปลกแยก แต่อันที่จริงจะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีคุณธรรม (เช่น ความยับยั้งชั่งใจ ความขยันหมั่นเพียร) ย่อมสามารถตัดสินใจเลือก รวมถึงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เลือกได้ดีกว่า เห็นได้ว่าสำหรับการฟูมฟักเด็กให้มีอัตตาณัติแล้ว ปัจจัยเหล่านี้นับว่าจำเป็น

เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่อง “อัตตาณัติ” แล้วจะเห็นว่าหากยึดถืออุดมคติแบบเสรีนิยม เป้าหมายการศึกษาก็คือการอบรมให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่มีอัตตาณัติ คือ สามารถคิดอย่างมีข้อมูลเพื่อเลือกสิ่งต่างๆ ให้แก่ตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เนื้อหา” ของเป้าหมายชีวิต ตามนัยนี้ เด็กต้องเข้าใจด้วยเหตุผลว่าทำไมจึงควรหรือไม่ควรเลือกสิ่งหนึ่งๆ และตัดสินใจเลือกไปตามเหตุผลนั้น แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยไม่มากก็น้อย ดังจะเห็นหลายคนกล่าวว่าควรสอนให้เด็กตัดสินใจเลือกเอง แต่ในหลายๆ ส่วนก็ยังเห็นว่ามีคำตอบอยู่แล้วว่าควรจะเลือกอะไร

ทั้งนี้ มิได้กล่าวว่าการมีคำตอบเช่นนี้เป็นสิ่งไม่สมควร เนื่องจากสำหรับมนุษย์การจะกล่าวว่าไม่มีคำตอบนั้นเป็นไปไม่ได้ นอกเสียจากต้องให้เงื่อนไขคำกล่าวเช่นนี้อย่างชัดเจน แม้เสรีนิยมจะกล่าวอ้างว่าตนไม่ให้ “เนื้อหา” แต่อันที่จริงแล้วเนื้อหาก็คือ “จงอย่ากำหนดเนื้อหา” ดังจะเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมเสรีนิยมบางส่วนต่อต้านท่าทีที่ยึดถือคำตอบบางอย่าง เช่น การเขียนภาพล้อเลียนศาสดาของบางศาสนาเพื่อท้าทายว่าไม่ควรคิดว่ามีคำตอบแน่ชัดเกี่ยวกับความหมายของชีวิต การมองเห็น “เนื้อหา” ของเสรีนิยมที่กล่าวอ้างว่า “ไม่ให้เนื้อหา” นี้เป็นข้อวิจารณ์สำคัญต่อเสรีนิยมในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนเห็นว่าการล้อเลียนดังกล่าวเป็นการกดขี่ทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเป็นลัทธิจักรวรรดินิยมที่มุ่งเปลี่ยนให้ทั่วโลกมีวัฒนธรรมเดียวกับตะวันตก

ในบริบทการศึกษา มีอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวแล้วว่า “อัตตาณัติ” เป็นกรอบแนวคิดหลักในการทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และแก่นแกนของ “อัตตาณัติ” คือสมรรถนะในการตัดสินใจเลือก ดังนั้น บุคคลทุกคนที่มีสมรรถนะดังกล่าวย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยทันที ดังนั้น ในการให้การศึกษาเด็ก ไม่เพียงแต่ครูจะต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กโดยเคารพ สมรรถนะดังกล่าวเท่านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เคารพ” ในความหมายของการส่งเสริม) หากแต่จะต้องช่วยให้เด็กเห็นว่าอะไรคือแก่นแกนของศักดิ์ศรี ผลที่สำคัญคือต้องแยกระหว่าง “คุณค่าของบุคคล” อันเนื่องมาจากความสำเร็จ (เช่น การได้คะแนนดี การชนะการประกวด การเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น) กับ “คุณค่าของบุคคล” ในความหมายของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (นั่นคือ ผู้กำหนดชะตาชีวิตของตน ผู้ตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจ) นัยสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คนเราต่างก็มีศักดิ์ศรีทั้งนั้น

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (3) https://thaissf.org/er034/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er034 Thu, 14 Aug 2014 11:01:33 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er034/ การประสบกับ “ความมีความหมาย” ไม่ว่าจะในรูปของการที่ “ความหมาย” กลายเป็น “ความมีความหมาย” หรือการขยายขอบเขต “ความมีความหมาย” หรือการที่ “ความมีความหมาย” เปลี่ยนไปอันเป็นผลจากการต่อสู่กับ “ความมีความหมาย” ดั้งเดิม กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยสมรรถนะสำคัญที่เรียกว่า “การผันแปรทางจินตนาการ” ซึ่งจะส่งผลเมื่อมีความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก องค์ประกอบสำคัญในการใช้สมรรถนะดังกล่าวก็คือ “ทิศทาง” เช่น อุดมการณ์

การสังเคราะห์ความรู้ครั้งนี้เป็นการอาศัยข้อมูลจาก “กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” ของ “แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ระยะที่ 3” การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันอยู่ในบริบทของการศึกษานี้ นับว่าเป็นการท้าทายฐานคติแห่งการไตร่ตรองเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” เหตุผลสำคัญเนื่องจากจุดสนใจในการพัฒนาจิตวิญญาณที่พิจารณาก็คือ “เด็ก” อะไรคือฐานคติที่เผชิญการท้าทาย การนิยาม “จิตวิญญาณ” ไม่ว่าจะในแบบที่เน้นศาสนาหรือแบบที่เน้นอัตถิภาวะนั้นต่างก็มีลักษณะเปิด หรืออีกนัยหนึ่ง นิยามมีลักษณะเชิงโครงสร้าง คือ เป็นการกล่าวถึง “เป้าหมายของชีวิต” (ในความหมายของ “ความมีความหมายของชีวิต”) เท่านั้น หาได้มีการระบุไม่ว่าเนื้อหาของเป้าหมายชีวิตนั้นคือสิ่งใด หรืออีกนัยหนึ่ง หากกล่าวในกรอบการสังเคราะห์ครั้งที่แล้ว การนิยามจำกัดอยู่กับการชี้ว่าต้องมี “ทิศทาง” แต่มิได้มีการระบุว่าอะไรคือเนื้อหาของทิศทางนั้น

สาเหตุประการหนึ่งมาจากลักษณะของ “ทฤษฏี” ที่ต้องมีความกว้างขวางครอบคลุม เพื่อให้สามารถอธิบายหรือแม้กระทั่งวัดบุคคลที่มีความคิดความเชื่อแตกต่างกันไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้ในระดับนี้ ก็ยังเป็นไปได้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา เช่น ผลของการเลือกเนื้อหาที่มีต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ดังที่มีข้อสังเกตประการหนึ่งในการสังเคราะห์ความรู้ครั้งที่แล้วว่ายามที่เผชิญความสูญเสีย ผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันจะปล่อยวางได้เร็วช้าต่างกัน อีกเหตุผลสำหรับลักษณะเชิงโครงสร้างของการนิยาม “จิตวิญญาณ” ก็คือความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงว่า “อะไรควรเป็นเป้าหมายชีวิต” (หรือ “อะไรควรเป็นความหมายของชีวิต) เหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุผลทางวัฒนธรรม หากจะกล่าวให้ชัดเป็นเหตุผลตามแบบเสรีนิยมของตะวันตก

การท้าทายที่ว่าอยู่ในรูปแบบใด ประการแรก หากจุดสนใจของการพิจารณาเรื่องการพัฒนาจิตวิญญาณเป็นผู้ใหญ่ การเปิดโอกาสให้เลือกเนื้อหาให้แก่เป้าหมายชีวิตของเขาย่อมเป็นไปได้ง่ายกว่า แม้ในบางแง่มุมอาจมีความปรารถนาที่จะแลกเปลี่ยนว่าเนื้อหาที่เขาเลือกนั้นน่าพึงปรารถนาหรือ “สมควร” หรือไม่ ในทางตรงข้าม ในกรณีที่จุดสนใจเป็นเด็ก เป็นการยากกว่าที่จะกล่าวถึงการเลือกเนื้อหา ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดทางวุฒิภาวะ เช่น ความสามารถในการไตร่ตรอง และขอบเขตของข้อมูลโดยทั่วไปยอมรับกันว่าเป็นหน้าที่ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษา ที่จะสอนเด็กว่าอะไรควรหรือไม่ควรเลือก อีกประการหนึ่งที่ซ้อนขึ้นไปก็คือแม้มีความพยายามรับแนวคิดนี้เข้ามาโดยเข้าใจผิดว่าเป็น “สิ่งสากล” แต่อันที่จริงสังคมไทยมิได้เป็นเสรีนิยม นั่นคือ สังคมไทยยังเชื่ออยู่ว่ามีเนื้อหาอันแน่ชัดสำหรับ “เป้าหมายชีวิต” เช่น “ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” “รักถิ่นเกิด” “รักประชาธิปไตย” “เศรษฐกิจพอเพียง” อาจมีคำถามว่าตะวันตกมิได้เห็นว่าเด็กขาดวุฒิภาวะและต้องการคำชี้นำหรอกหรือ คำตอบคือใช่ แต่โดยอุดมคติแล้ว จะถือว่าเนื้อหาแห่งการชี้นำนั้นก็คือเสรีนิยม ข้อนี้ควรเข้าใจอย่างไร

แนวคิดสำคัญคือ “อัตตาณัติ” (autonomy)2  แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบสำหรับทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ของตะวันตกในปัจจุบัน ผู้ที่คุ้นเคยกับจริยธรรมการแพทย์จะคุ้นเคยกับบางมิติของแนวคิดดังกล่าว เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าแก่นแกนของ “อัตตาณัติ” อันเป็นเรื่องของการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองก็คือ “การตัดสินใจเลือก” อันประกอบด้วยกระบวนการตัดสินใจและข้อมูลอันเป็นวัตถุดิบแห่งกระบวนการตัดสินใจ แก่นแกนนี้คือสารัตถะความเป็นมนุษย์ด้วย ฉะนั้น การพิจารณาเพียงองค์ประกอบนี้ก็เพียงพอต่อการพิจารณามนุษย์ทั่งมวล หรือ “มนุษย์ที่สมบูรณ์”

—————————————–

2 ดู Harris (1992)

]]>