อสุจิ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png อสุจิ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (30) การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์ https://thaissf.org/cd060/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd060 Wed, 29 Oct 2014 05:36:49 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/29/cd060/ “เป็นทรัพย์หรือไม่” เพราะหากถือว่าเป็น “ทรัพย์” จะมีปัญหาตามมาหลายเรื่อง ลักษณะในเรื่องการกำหนดให้เป็น “ส่วนของร่างกาย” นี้ในกฎหมายมีความพยายามกำหนดให้ดูเหมือนว่าไม่เป็นหรือไม่เรียกว่า “ทรัพย์” โดยทั่วๆ ไป โดยกำหนดให้มีลักษณะพิเศษ เพราะถ้าหาก “ตัวอ่อน ไข่ และอสุจิ” เป็นทรัพย์แล้ว ดูเหมือนเราจะลดคุณภาพหรือศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ลงไป ในกฎหมายหลายๆ ประเทศจึงมองว่า “ตัวอ่อน ไข่ และอสุจิ” เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายที่จะแตกต่างไปจากส่วนอื่น ๆ เพราะมีศักยภาพของการพัฒนาไปเป็นสิ่งมีชีวิตหรือเป็นมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะได้รับการคุ้มครอง การคุ้มครองนี้เป็นเหตุจากลักษณะของสถานะของตัวอ่อนเอง ไม่ได้พิจารณาว่ามาจากหญิงและชายแต่เป็นศักยภาพหรือการมีคุณค่าของตัวอ่อนนั้นเอง เป็นการรับรองหรือคุ้มครองในด้านของกฎหมาย

ประเด็นที่เป็นปัญหา ถ้าเรายอมรับว่า “ตัวอ่อน ไข่ และอสุจิ” เป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย การคุ้มครองจะคุ้มครองอย่างไร จะต้องคุ้มครองในระดับหรือระยะเวลาเท่าไร คุ้มครองนานเท่าใด เพราะว่าทางวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์บอกได้ว่าพอถึงระยะเวลาหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวอ่อนที่ได้รับการแช่แข็ง ในระยะเวลาหนึ่งตัวอ่อน ไข่ และอสุจินั้นอาจจะหมดสภาพไม่สามารถพัฒนาต่อหรือไม่มีประโยชน์อีกต่อไปแล้ว ข้อพิจารณานี้จึงเป็นเรื่องของระยะเวลาของการคุ้มครอง เพราะว่าจะแตกต่างกับเรื่องอื่นๆ

หรือในเรื่องของการทำลายก็จะเป็นปัญหาได้ว่าเมื่อได้รับการคุ้มครองแล้ว รายละเอียดจะเป็นอย่างไรต้องคุ้มครองมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นเรื่องของความสมควรหรือไม่สมควร ตลอดจนถึงเรื่องของการจะนำไปใช้ เพราะว่าเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย ผู้ที่เป็นเจ้าของถึงแม้จะไม่ได้เป็นทรัพย์ ความเป็นเจ้าของของไข่ หรืออสุจิ หรือการเป็นเจ้าของร่วมกันของตัวอ่อนของทั้งชายและหญิงนั้นก็ยังมีอยู่ ฉะนั้นการให้ความยินยอมจะเป็นอย่างไร ในขณะนี้แพทยสภามีประกาศออกมาชัดเจนสำหรับเรื่องของการให้ความยินยอมของคู่สมรสหรือผู้เป็นเจ้าของตัวอ่อน สามารถยินยอมให้แพทย์นำตัวอ่อนไปเพื่อใช้ในการวิจัยต่างๆ ได้ ประเด็นปัญหาคือ ความยินยอมนี้มีผลในทางกฎหมายมากน้อยแค่ไหน

ในส่วนนี้ในงานวิจัย ค้นกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันอาจจะนำไปปรับใช้ อยู่ในส่วนหนึ่งของพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งกำหนดเรื่องความยินยอม แต่การพิจารณาเรื่องความยินยอมว่าจะมีผลทางกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะเมื่อเป็นการให้ความยินยอมกับแพทย์ (ผู้ประกอบวิชาชีพ) ไว้ล่วงหน้าว่าจะให้นำตัวอ่อนนั้นไปใช้อะไร อย่างไร ประเด็นในทางกฎหมายเช่นที่ว่าในส่วนนี้ความยินยอมดังกล่าวนั้นจะไม่มีผลบังคับในลักษณะไม่เป็นธรรมหรือไม่ยังเป็นปัญหาว่า นักกฎหมายมองอย่างไร และแพทย์มองอย่างไร

ในที่ประชุมนี้อาจมองว่ามีความไม่เป็นธรรมในข้อสัญญาหรือความไม่เป็นธรรมในเรื่องของความยินยอมอย่างไรเพราะเจ้าของได้ให้ความยินยอมอยู่แล้ว แต่เมื่อกฎหมายได้นำเอาลักษณะของความไม่เป็นธรรมนั้นเข้ามาประกอบในการพิจารณา จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่สามารถมองได้ว่ากฎหมายฉบับนี้หรือข้อกฎหมายในมาตรานั้น มีผลในทางการปรับใช้ได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ เรื่องของตัวอ่อนที่จะนำไปสู่ปัญหาต่อมาคือ เมื่อนำตัวอ่อนมาใช้แล้ว ในภายหลังเกิดความพิการหรือความผิดปกติของตัวอ่อนขึ้น แล้วจะเกิดผลความรับผิดอย่างไร ในระหว่างแพทย์เอง หรือผู้ที่นำตัวอ่อนไปใช้ และแพทย์หรือผู้นำตัวอ่อนไปใช้จะสามารถปฏิเสธไม่รับตัวอ่อนนั้นได้หรือไม่ หรือจะปฏิเสธไม่ยอมรับบุตรที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกัน

ในงานวิจัยนี้จะให้ข้อมูลของกฎหมายเปรียบเทียบที่อยู่ในต่างประเทศนั้นที่เรานำมาเป็นตัวอย่างในการนำเสนอ แล้วอาจมีข้อเสนอในทางแก้ไขที่จะเกิดขึ้น

กลุ่มที่หก

ประเด็น – ควรคุ้มครองตัวอ่อนที่อยู่นอกครรภ์หรือไม่

การคุ้มครองตัวอ่อนนอกครรภ์นั้นไม่ควรจะออกกฎหมายควบคุมในรายละเอียด แต่ควรเป็นแพทยสภาออกกติกาหรือออกแนวทางปฏิบัติในการควบคุมตัวอ่อนที่อยู่นอกครรภ์ เพราะประกาศของแพทยสภาจะอิงด้วยจริยธรรมของแพทย์อยู่แล้ว

ประเด็น – สถานะตัวอ่อน

ข้อสรุปที่ได้ในประเด็นนี้ไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ส่วนใหญ่เห็นว่าตัวอ่อนน่าจะมีสถานะเป็นทรัพย์สินและเป็นทรัพย์สินที่สามารถจะพัฒนาเป็นชีวิตได้

ประเด็น – ความเป็นเจ้าของตัวอ่อน

ผู้เป็นเจ้าของตัวอ่อนคือ คู่สมรสที่บริจาคอสุจิและบริจาคไข่ สามารถแสดงความเป็นเจ้าของได้ และสามารถที่จะใช้สิทธิเหนือตัวอ่อนได้ แต่อย่างไรก็ตามหากบริจาคตัวอ่อนไปแล้วจะไม่มีสิทธิเหนือตัวอ่อน คนรับบริจาคย่อมมีสิทธิที่จะใช้ตัวอ่อน

ส่วนการจะนำตัวอ่อนไปใช้อย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่กำหนดขึ้น

ประเด็น – เงื่อนไขในการใช้

1. การบริจาค – แพทยสภาเป็นผู้กำหนดกติกาหรือหลักของรายละเอียดในการบริจาคว่า การบริจาคนั้นควรมีเงื่อนไขอย่างไร และการนำตัวอ่อนไปใช้อย่างไร

2. การใช้ตัวอ่อนเพื่อการทดลองวิจัยและการเก็บรักษาการทำลายนั้น – พิจารณาเห็นว่าการวิจัยเป็นเรื่องจำเป็น เพราะสามารถนำไปใช้ในเชิงการรักษาได้

โดยสรุปเห็นว่าควรคุ้มครองทั้งหมด แต่น่าจะคุ้มครองโดยให้แพทยสภาออกประกาศหรือออกข้อกำหนด แต่การออกข้อกำหนดของแพทยสภานี้ต้องอิงกฎหมาย คือมีกฎหมายเรื่องหนึ่งให้อำนาจแก่แพทยสภาออกประกาศหรือออกข้อกำหนดในการดำเนินการเกี่ยวกับตัวอ่อนนอกครรภ์ และให้อำนาจแก่แพทยสภาในการกำหนดบทลงโทษแก่ผู้ฝ่าฝืนกฎ

และมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมว่า แพทยสภาน่าจะสามารถเป็นหลัก แต่การกำหนดรายละเอียดในเรื่องต่างๆ ควรเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของผ่ายต่างๆ ในสังคม รวมถึงผู้บริโภค ผู้บริจาคด้วย

]]>
อุ้มบุญ (12) ปัญหากฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อการปฏิสนธิเทียมและแนวทางแก้ไข https://thaissf.org/cd042/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd042 Sun, 28 Sep 2014 03:05:55 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/28/cd042/ เมื่อพิจารณากรณีตัวอย่างของประเทศที่อนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ก็จะพบว่ามีคดีความที่ซับซ้อนเกิดขึ้นและนำไปสู่การศึกษาและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้ครอบคลุมและรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการปฏิสนธิเทียม สำหรับประเทศไทยซึ่งเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเจริญพันธุ์มาใช้ก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แตกต่างจากประเทศอื่นๆ กล่าวคือกฎหมายที่ใช้อยู่ยังไม่อาจนำมาปรับใช้กับกรณีได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากมีปัญหากฎหมายที่ยุ่งยากในหลายประเด็นที่สมควรปรับปรุงให้ทันสมัย เกิดความชัดเจนและเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องที่สำคัญซึ่งได้แก่ ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับสถานะของเซลสืบพันธุ์และของตัวอ่อนตลอดจนการคุ้มครองตัวอ่อน ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางครอบครัวระหว่างเด็กที่เกิดจากการปฏิสนธิเทียมกับบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ และปัญหาเกี่ยวกับสิทธิต่างๆของบุคคลที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือ เด็ก ผู้ใช้อำนาจปกครอง และบุคลากรทางการแพทย์ ดังจะได้วิเคราะห์ต่อไปนี้

บทที่ 1

ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับเซลสืบพันธุ์ ตัวอ่อนและสภาพบุคคลของตัวอ่อนตลอดจนการคุ้มครองตัวอ่อน ปัญหากฎหมายประการแรกในเรื่องนี้คือสถานะของเซลสืบพันธุ์(ไข่ อสุจิ) และโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาสถานะของตัวอ่อนที่ปฏิสนธิขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ซึ่งควรได้รับการคุ้มครองบางประการเนื่องจากมีศักยภาพที่จะกลายเป็นมนุษย์ โดยขอบเขตของความคุ้มครองย่อมแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับสถานภาพของตัวอ่อนที่กำหนดไว้ ดังนั้นจึงจำต้องวิเคราะห์สถานะทางกฎหมายและแนวทางต่างๆในการจัดการกับตัวอ่อนตามลำดับ

1. สถานะทางกฎหมายของตัวอ่อน ไข่และอสุจิ และปัญหากรณีการซื้อขายหรือให้

การพิจารณากำหนดสถานะทางกฏหมายของเซลสืบพันธุ์และตัวอ่อนจะช่วยให้ทราบแนวทางในการปฏิบัติรวมถึงขอบเขตในการให้ความคุ้มครองอย่างเหมาะสมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยเฉพาะเรื่องการซื้อขายหรือยกให้ ดังจะได้วิเคราะห์ต่อไปนี้

1.1 สถานะทางกฎหมาย

ก) สภาพปัญหา

สถานะของของอสุจิ ไข่และตัวอ่อนมีความสำคัญในแง่กฎหมายเป็นอย่างยิ่ง โดยที่มีปัญหาถกเถียงในการกำหนดว่าสิ่งเหล่านี้มีสถานะเป็น ทรัพย์ บุคคล หรือมีสถานะระหว่างสองประเภทข้างต้น การกำหนดสถานะอย่างใดอย่างหนึ่งย่อมทำให้การคุ้มครองทางกฎหมายแตกต่างกันออกไป ดังนั้นผลทางกฎหมายที่ตามมาก็แตกต่างกันออกไปด้วย ทั้งในแง่ของระดับการให้ความคุ้มครอง ตัวบุคคลของผู้มีสิทธิในการดำเนินการกับสิ่งเหล่านี้ รวมถึงสิทธิที่มีต่อตัวอ่อนและเด็กที่จะเกิดขึ้นด้วย

ปัญหากฎหมายในทางปฏิบัติในเรื่องนี้อาจเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์โดยเฉพาะสำหรับกรณีของตัวอ่อน ดังตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น เมื่อผู้เป็นต้นกำเนิดของตัวอ่อนถึงแก่กรรม ตัวอ่อนจะถือเป็นทรัพย์มรดกหรือมีสถานะของบุคคลทางกฎหมาย นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาเรื่องกรรมสิทธิในตัวอ่อนระหว่างสามีเจ้าของอสุจิและภรรยาเจ้าของไข่ซึ่งหย่าร้างกัน ยิ่งกว่านั้นการคุ้มครองตัวอ่อนจากการจัดการต่างๆเช่นทดลอง เก็บรักษา รวมถึงการทำลายก็ย่อมแตกต่างกันไปตามระดับของการยอมรับสถานะของตัวอ่อนเองด้วย

ข) กรณีของประเทศไทยและสภาพปัญหาตามกฎหมายไทย

ประการแรก ในแง่ของทรัพย์สินตามกฎหมายไทย

ในส่วนที่เกี่ยวกับไข่หรืออสุจิเมื่อยังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายไม่มีฐานะเป็นทรัพย์ แต่เมื่อหลุดพ้นจากร่างกายอาจถือเอาได้จึงเป็นทรัพย์

สำหรับตัวอ่อนถือได้ว่าเป็นทรัพย์ชนิดหนึ่งเนื่องจากอาจถือเอาได้และเป็นวัตถุแห่งสิทธิ(object of right)ได้ แต่จัดเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์(res extra commercium)จึงไม่สามารถซื้อขายกันได้ ดังนั้นปัญหาที่ตามมาคือเรื่องการอ้างสิทธิเหนือตัวอ่อนซึ่งก่อให้เกิดความยุ่งยากในสถานการณ์ต่างๆกัน กล่าวคือ

ในกรณีที่ต้องการกำหนดว่ากรรมสิทธิในตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธินอกร่างกายตกเป็นของสามีหรือภรรยาก็อาจต้องวิเคราะห์ว่าเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสซึ่งคำตอบที่ได้ก็ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงหลายประการ และย่อมเป็นเงื่อนไขในการกำหนดต่อไปว่าการจัดการกับตัวอ่อนต้องให้รับความยินยอมหรืออาจดำเนินการได้โดยลำพัง นอกจากนี้ ยังมีปัญหายุ่งยากในทางปฏิบัติในสถานการณ์อื่นๆอีก เช่นกรณีการสมรสระหว่างบุคคลที่เกี่ยวข้องสิ้นสุดลงไม่ว่าโดยการตายหรือการหย่าร้าง หรือตกเป็นโมฆะ รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับการตกเป็นทรัพย์มรดก65

ดังนั้น แม้กฎหมายไทยจะมีบทบัญญัติในเรื่องการจัดการทรัพย์สินในกรณีต่างๆไว้ แต่ก็เป็นการดำเนินการในฐานะทรัพย์ซึ่งไม่เหมาะสมและเพียงพอสำหรับกรณีของตัวอ่อนและเซลสืบพันธุ์ที่อาจพิจารณาได้ในอีกแง่มุมว่ามีสถานะเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นมนุษย์ในโอกาสต่อไปด้วย ดังนั้นจึงควรแก้ไขให้ชัดเจนและรองรับปัญหาใหม่

——————————————

65 James E.BAILEY,”An analytical Framework for resolving the issues raised by the interaction between reproductive technology and the law of inheritance”, DePaul Law Review, Summer, 1998, pp.811-814.

]]>