สุขภาวะ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สุขภาวะ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (17) https://thaissf.org/sh109/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh109 Mon, 17 Nov 2014 14:01:58 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/17/sh109/ น้ำหนักต่ำเป็นไปไม่ได้ที่แม่จะให้ลูกกินข้าวพอ ในชุมชนต้องมาช่วยกันแก้ไข เวลาเราเกิดปัญหาเจ้าหน้าที่ สอ.ทำไม่ได้หรอก ไปเอาอบต. ผู้ใหญ่บ้าน อสม. มาด้วย ไม่ต้องกำหนดบทอะไรที่มันซับซ้อนมาก

ลปรร.สามารถนำไปใช้พัฒนาสู่ชุมชน โดยมีการนำสิ่งที่ไปเรียนรู้จากที่อื่นมาบอกว่าเขาทำกันอย่างไร โดยนำมาพูดคุยให้ได้วิธีการจากที่ต่างๆด้วยความร่วมแรงร่วมใจ มีเครือข่ายขององค์กรท้องถิ่นมาร่วม เช่น เรื่องการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน เกิดความร่วมมือช่วยกันดูแลแก้ปัญหา ทั้ง อสม. ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชน อบต. จนปัจจุบันคนในครอบครัวทุกคนมาช่วยกันดูแล และยังได้รับความร่วมมือจากอบต. รับผิดชอบในการพาไปโรงพยาบาล ดำเนินการออกบัตรผู้พิการให้นอกจากบัตรผู้สูงอายุ และบัตรผู้มีรายได้น้อยจาก อบต…”

ลักขณาภรณ์ เสนชัย รพ. หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

“… กรณีที่ไปดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดเท้าด้วยการ ลปรร. ไปนั่งคุย เชิญญาติ และแพทย์ที่ไปดูแล และอสม.มาร่วม นำญาติคนไข้ที่ดูแลได้ดีมาร่วมแลกเปลี่ยน จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้วิธีบริหารจัดการการดูแลร่วมกันระหว่างครอบครัว ญาติ อสม.มาช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทำความสะอาดบ้าน อบต.มีรถมารับส่งพาไปล้างแผลที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลก็ลงมาเยี่ยมมากขึ้น ลปรร.เข้าไปดึงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นในชุมชน…”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

 

4. ประชาชนได้รับประโยชน์

“…เมื่อนำลปรร. มาใช้ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่ายและเจ้าหน้าที่เป็นเนื้อเดียวกัน คนไข้ได้ประโยชน์จากที่เราไปคุยกันแล้วสามารถช่วยคนไข้ได้มากขึ้น จากเทคนิคการดูแลแบบใหม่ในการเจาะเลือดด้วยการนวดก่อนทำการเจาะแทนการตีเพื่อกระตุ้นแบบเดิม…”

สถิต สายแก้ว รพ. ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

 

“… คนไข้ได้รับการดูแลและคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากที่เจ้าหน้าที่มองปัญหานอกจากเรื่องการเจ็บป่วยกว้างออกไป ไม่ใช่มองแค่เรื่องโรค เรื่องการกินยาหรือได้รับยา การออกกำลังกาย ทำให้เจ้าหน้าที่มองกว้างขึ้น นอกจากเยี่ยมบ้านได้ผลงาน ก็เยี่ยมบ้านได้คุณภาพชีวิตของคนไข้ด้วย…”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

“…จากที่ได้กระบวนการไป มีการไปทำและเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง ด้วยการเอาไปใช้ในเรื่องดูแลผู้พิการ นำความรู้ที่ได้ไปใช้แลกเปลี่ยนในพื้นที่ โดยเริ่มจากการประชุม อสม. จนนำผู้มีประสบการณ์ 2-3 คนจาก 3 หมู่บ้านที่ทำสำเร็จไม่มีไข้เลือดออก มาเล่าให้อีก 5 คนจากหมู่บ้านที่มีคนเป็นไข้เลือดออกไม่เว้นแต่ละวัน จนได้วิธีที่จะไปปฏิบัติต่อในหมู่บ้านตนเอง…”

จุฑามาส มาฆะลักษณ์ สสจ.สมุทรสงคราม

 

วิธีการติดตามผลลัพธ์

1. สอบถามจากเพื่อนร่วมงาน ผู้รับบริการ

2. ติดตามสังเกตพฤติกรรมการให้บริการ

3. ติดตามจากเรื่องเล่าสิ่งที่เรียนรู้จากวง ลปรร. ไปปรับใช้ในงานของตนเอง

4. ติดตามผลการดำเนินงาน

“… จริงๆก็จะบอกว่า ถ้าเกิดเราอิงที่ตัวชี้วัดมากเกินไป และเราไปสร้างความทุกข์ ความเครียดและเราทำงานแบบไม่มีความสุข แต่ตอนนี้เราเน้นการทำงานที่มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ แล้วปรากฏว่าผลของการทำงานจากที่เราไม่ได้เอาตัวชี้วัดไปบีบ ใช่เรามีตัวชี้วัด เราสนใจกระทรวงให้มาเราสนใจ ผู้ตรวจมาเราสนใจ และเราสามารถตอบได้ เราไม่ได้เอามา ranking เอามาพิจารณาความดีความชอบ แต่ว่าพอเราไปแบบนี้งานก็เกิด คุณภาพก็มี ไม่ใช่คุณภาพไม่มีงานเละไม่อย่างนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าน้องทำงานมีใจมากขึ้น และมีความสุข เราไม่ได้จับผิด เราไปแบบให้กำลังใจ ไปแบบผู้หล่อเลี้ยง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

“… เราประเมินจากตรงไหนว่าดีขึ้น เราบอกว่าเราจะไม่ตีคนไข้ ต้องนวดคนไข้ และจะมีเส้นขึ้นมาเอง เขาจะมีเทคนิคของแต่ละคน ก็มาแชร์เทคนิคกัน ตอนเช้ามาเจาะ จากเสียงที่เคยตีตุ๊บตั๊บก็หายไป พรุ่งนี้เช้าเจาะเงียบเพราะนวด และที่เคยเจาะหลายๆ ครั้งไม่ได้ จะเปลี่ยนคน คนนี้เจาะไป 2-3 ครั้งต้องเปลี่ยนคนและขอโทษคนไข้ คำพูดคำจาก็เปลี่ยนไป พี่ ER เขามาทดลองใช้ก็บอกว่าปีนั้นน้องๆ ก็ชอบ…”

สถิต สายแก้ว รพ. ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (10) ความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er059/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er059 Mon, 22 Sep 2014 12:45:39 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/22/er059/ การพยายามที่จะทำให้ Lexical definition มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตามความรู้ความเข้าใจที่มีมากขึ้นในเรื่องนั้น ๆ หรือเพื่อการปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ความหมายที่เป็นที่ยอมรับกันมีความแม่นหรือตรงกับสิ่งที่กล่าวถึงมากขึ้น เช่น การนิยามความหมายของเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์

4. Theoretical definition หมายถึงการนิยามที่สร้างขึ้นโดยมีทฤษฎีเป็นฐานรองรับ เป็นการนิยามโดยอิงกับทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ถ้าหากมีทฤษฏีว่าชีวิตเกิดจากปฏิกิริยาทางชีวเคมี ก็อาจนิยามความหมายของชีวิตได้ว่าเป็นกระบวนการทางเคมี หรือเป็นผลมาจากกระบวนการเคมี เป็นต้น

การนิยามยังมีความแตกต่างระหว่าง Intrinsic vs Extrinsic definition โดย Intrinsic definition เป็นการสร้างคำนิยามโดยใช้คุณสมบัติภายในของสิ่งนั้นเป็นตัวบ่งบอกลักษณะเฉพาะที่ให้ความหมายของสิ่งนั้น ส่วนการให้คำนิยามโดยอาศัยลักษณะภายนอกคือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งอื่นที่ดำรงอยู่ภายนอกมาเป็นคุณสมบัติที่นิยาม เรียกว่าเป็น Extrinsic definition

นอกจากนี้ คำจำกัดความยังแยกออกได้อีกสองนัยยะ คือ Denotative definition และ Connotative definition โดยความหมายของคำว่า Denotative definition หมายความว่า เป็นคำนิยามที่เมื่อกล่าวถึงแล้ว บ่งชี้ไปถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นการเฉพาะเจาะจง ส่วน Connotative definition หมายถึงคำนิยามที่บ่งถึงสิ่งกว้างๆ ที่พอจะเข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว และมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการที่จะทำให้การนิยามเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิยามในสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นการนิยามความหมายของสิ่งที่ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันได้อย่างชัดเจน การนิยามจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เป็นไปได้จะเป็นเพียงการเสนอ Stipulative definition ซึ่งเป็นคำจำกัดความเบื้องต้นเพื่อให้การถกเถียงอภิปรายกันเป็นไปได้ การสร้างคำนิยามที่เป็น Lexical definition เกี่ยวกับจิตวิญญาณยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลหลายประการคือ

1. การนิยามเพื่อให้ได้ความหมายที่เป็นที่ตกลงกันได้ในสังคมวงกว้างนั้น สังคมต้องมีประสบการณ์ร่วมในระดับหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากพอที่รู้จัก เข้าใจหรือเข้าถึงเรื่องจิตวิญญาณอย่างดีพอที่จะรู้ว่า จิตวิญญาณมีลักษณะอย่างไร มีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร

2. หากการรับรู้หรือการตีความเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณมีความหลากหลาย ซึ่งมักเป็นสภาพที่พบเห็นโดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลายของจารีต ความรู้ ระบบความเชื่อและศาสนธรรม การมีนิยามแบบ Lexical definition อาจเกิดขึ้นได้เมื่อระบบความคิดหนึ่งได้สถาปนาตนเองจนมีอำนาจเหนือกว่าระบบอื่น ๆ ซึ่งทำให้การนิยามตามความคิดแบบอื่นถูกกีดกันหรือหมดสถานภาพไป

3. จิตวิญญาณที่เราพยายามนิยามอยู่นั้น เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์เชื่อมโยงสิ่งอื่น ๆ ภายนอกตัวมันเองได้ชัดเจน เช่น เราไม่สามารถอธิบายจิตวิญญาณของมนุษย์ในแง่ที่เป็นคุณสมบัติของอวัยวะ หรือไม่ได้เป็นคุณสมบัติของช่วงชีวิต วัยแต่ละวัยได้ การที่จะสร้างนิยามจึงต้องเป็นลักษณะที่เรียกว่า Intrinsic definition ซึ่งหมายความว่าการนิยามจากลักษณะคุณสมบัติภายในของสิ่งนั้นเอง การนิยามจิตวิญญาณจึงมีลักษณะที่ยากที่จะนิยามผ่านความสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกได้ เพราะจิตวิญญาณเป็นมิติที่เป็นด้านในของชีวิต เป็นส่วนของจิตใจที่แฝงเร้นอยู่นอกสามัญสำนึก ที่ Schutz เรียกว่า Penumbra

4. จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่อาจจะยากที่จะนำเสนอผ่านภาษาธรรมดาของมนุษย์ได้ เพราะกระบวนการด้านในที่เกิดขึ้นกับมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่อธิบายด้วยภาษาได้ยาก เราจึงมักจะเห็นพิธีกรรมหรือศาสนาต่าง ๆ มีการสื่อสารโดยใช้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากภาษาพูด ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมหรือสัญลักษณ์ที่อาจช่วยให้เราเข้าถึงมิติจิตวิญญาณได้

สำหรับความหมายของคำว่า สุขภาวะทางจิตวิญญาณ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 คำหลักๆ คือ คำว่า สุขภาวะ และจิตวิญญาณ ซึ่งคำว่าสุขภาวะนั้น หมายถึง ภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ภาวะทั้ง 4 ด้านต้องเชื่อมโยงบูรณาการกัน โดยมีปัญญาเป็นศูนย์กลาง (ประเวศ วะสี, 2551 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552)

รอฮานิ เจอะอาแซ และคณะ (2552ก) ได้ให้นิยาม สุขภาวะในทัศนะอิสลาม หมายถึง ความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย สังคม จิตใจและจิตวิญญาณ โดยเน้นมิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) อิสลามไม่ใช่ศาสนาแต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นสุขภาวะในทัศนะของอิสลามก็คือการดำเนินชีวิตตามวิถีทางอันดีของมุสลิมนั่นเอง มุสลิมจะถือว่าการมีสุขภาพดี ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีใน 3 มิติ คือ การมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ คือมีความศรัทธาในผู้ทรงสร้าง การมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม คือ สามารถปรับตัวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี และการมีความสัมพันธ์ที่ดีของมนุษย์ที่มีต่อตนเอง คือ การรู้จักดูแลและรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง

องค์การอนามัยโลก (2537 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552) ได้กำหนดความหมายของคำว่าสุขภาพครอบคลุม 3 มิติสำคัญ คือ ร่างกาย จิตใจ และสังคม โดย สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม มิได้หมายความเพียงการปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น ซึ่งต่อมาได้มีการเพิ่มมิติที่ 4 เรื่อง ความผาสุกทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) เข้าไปในคำจำกัดความของสุขภาพ

ส่วนความหมายของคำว่าจิตวิญญาณมีผู้ศึกษาและนิยามไว้หลากหลาย เช่น ประเวศ วะสี (2552) ได้ให้ความหมายจิตวิญญาณว่าหมายถึง สิ่งที่มีคุณค่าสูงส่งในทางจิตใจ มีมิติที่เหนือกว่าวัตถุ ในทางพุทธเรียกว่าโลกุตระสุข เป็นความสุขหรือสุขภาวะที่เหนือเนื้อหนังมังสาขึ้นไป เป็นส่วนสำคัญที่สามารถกำหนดมิติทางวัตถุภายนอกได้ แต่เมื่อรวมกับคำว่าสุขภาวะแล้ว สุขภาวะทางจิตวิญญาณ คือ การกล่าวความหมายที่ครอบคลุมไปในทุกมิติเชื่อมโยงบูรณาการกัน สุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ประสบกับความสุข สงบ อิสระ อย่างประณีต ลึกซึ้ง จากการทำความดี ลดความเห็นแก่ตัว เห็นใจเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น โดยมิติสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เป็นประสบการณ์ที่เกิดความสงบ เกิดความสุขอย่างปราณีต ความกลัว ความรู้สึกต่าง ๆ หายไป เกิดขึ้นในบางช่วงบางขณะ มีความเป็นอิสระอยู่ในตัว เกิดความสุขลึกซึ้ง

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (1) https://thaissf.org/sh033/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh033 Fri, 25 Jul 2014 11:32:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/25/sh033/ 2. วัตถุประสงค์

เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กรอบแนวคิดเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” จากข้อมูลของกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

3. ข้อตกลงเบื้องต้น

การสังเคราะห์กรอบแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณนี้อาศัยข้อมูลจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังต่อไปนี้

กลุ่มภาคกลาง

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 18-19 กันยายน 2551

# กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 วันที่ 30-31 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคใต้

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-7 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 10-11 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 วันที่ 15-16 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคเหนือ

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 1 วันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 2 วันที่ 29 – 30 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 3 วันที่ 27-28 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคอีสาน

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 18 – 19 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 : วันที่ 24 – 25 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 : วันที่ 20 – 21 พฤศจิกายน 2551

การสังเคราะห์ความรู้นี้อาศัยเฉพาะข้อมูลจากเอกสารการถอดเทปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จัดทำโดยแผนงานฯ ข้อมูลส่วนนี้อาจมีที่ไม่สมบูรณ์ไปบ้างเนื่องจากเทปบันทึกเสียงขาดตอน อย่างไรก็ตาม ความไม่สมบูรณ์นี้มีเพียงส่วนน้อย และเชื่อว่าไม่กระทบต่อผลการสังเคราะห์ความรู้

4. ผลการสังเคราะห์ความรู้

4.1 ความหมายของ “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ”

การแบ่งประเภทสุขภาวะของบุคคลขึ้นกับความเข้าใจว่า “ความเป็นบุคคล” นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยพื้นฐานแล้วความเข้าใจดังกล่าวจะอยู่ในรูปที่ว่าความเป็นบุคคลประกอบด้วยมิติด้านจิต ด้านกาย และด้านสังคม สำหรับด้านจิตนั้น ยังแบ่งได้อีก 2 มิติย่อย ได้แก่ ด้านความคิดและด้านความรู้สึก ทั้งนี้ หากพิจารณาในระดับที่ย่อยลงไปอีก จะเห็นว่าความเป็นบุคคลระดับพื้นฐานประกอบด้วยมิติด้านจิตและด้านกายเท่านั้น ขณะที่มิติด้านสังคมสามารถทอนย่อยเป็นมิติด้านจิตได้

บนพื้นฐานแห่งการจำกัดความเป็นบุคคลให้อยู่ที่มิติพื้นฐาน คือ ด้านจิตและด้านกายนี้ เราอาจอาศัยมุมมองการแบ่งระหว่าง “สมรรถนะ” กับ “ภาวะ” เพื่อทำความเข้าใจมิติทั้ง 2 นี้ให้ชัดเจนขึ้น อันจะสามารถนำมาเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นเรื่องสุขภาวะต่อไป “สมรรถนะ” หมายถึง อำนาจที่จะยังให้เกิดผลบางอย่าง ส่วน “ภาวะ” หมายถึง สภาพของสิ่งอันบรรยายได้ในเชิงคุณภาพ (เช่น สุข-ทุกข์)

ถ้าเข้าใจว่ามิติด้านจิตมีส่วนที่เป็น สมรรถนะและส่วนที่เป็นภาวะ ก็จะกล่าวได้ว่ามี (ก) สมรรถนะทางจิต และ (ข) ภาวะทางจิต ด้วยวิธีเดียวกัน เรากล่าวได้ว่ามี (ก) สมรรถนะทางกาย และ (ข) ภาวะทางกาย และในส่วนของจิตนั้น ก็ยังแยกย่อยได้เป็น (ก) สมรรถนะทางความคิดและภาวะทางความคิด (ข) สมรรถนะทางความรู้สึกและภาวะทางความรู้สึก ในเรื่องของความเป็นบุคคลนั้น กล่าวได้ว่าสมรรถนะมีบทบาทสำคัญในการยังให้เกิดภาวะที่มีคุณภาพใดคุณภาพหนึ่ง และแน่นอน ยามที่กล่าวว่าภาวะเป็นผลจากการทำงานของสมรรถนะ การทำงานที่ว่านั้นก็อยู่ในบริบทแห่งปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายรวมถึงเหตุการณ์ด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า “สุขภาวะ” คือ ผลจากการทำงานของสมรรถนะในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น “สุขภาวะทางกาย” ก็คือสภาพของร่างกายที่ดี อันเป็นผลจากการทำงานของสมรรถนะทางกายในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน หากสมรรถนะทางกายเสื่อมเสียไป ก็ย่อมส่งผลให้เกิด “ทุกขภาวะทางกาย”

การแบ่งประเภทสุขภาวะตามการวิเคราะห์ข้างต้น หากนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” จะได้ผลอย่างไร คำถามประการแรกที่มีคือ “อะไรคือสมรรถนะที่นำสู่ภาวะนี้” ในกรณีของสุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางกาย และแม้กระทั่งสุขภาวะทางสังคมนั้น คำถามดังกล่าวไม่ปรากฏ เนื่องจากเป็นที่แน่ชัดว่าสมรรถนะใดมีบทบาท นั่นคือ สมรรถนะทางจิตและทางกาย โดยสมรรถนะทั้ง 2 นี้ก็มิได้เป็นที่สงสัยว่ามีอยู่หรือไม่ คำตอบที่เป็นไปได้คือ (ก) สมรรถนะที่ยังผลต่อภาวะทางจิตวิญญาณก็คือสมรรถนะที่มีอยู่อย่างไม่สงสัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมรรถนะทางจิต หรือ (ข) บุคคลมีสมรรถนะอย่างหนึ่งต่างหากจากจิตและกาย และสมรรถนะนั้นก็คือ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณ” สมรรถนะนี้อาจเป็นอีกด้านหนึ่งของสมรรถนะทางจิตนอกเหนือจากความคิดและความรู้สึกก็ได้

]]>
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับนิยามสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ (3) https://thaissf.org/sh031/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh031 Mon, 21 Jul 2014 14:59:26 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/21/sh031/ เน้นมิติความรู้สึกตามกรอบการทำงานที่สังเคราะห์ในข้อ 3) ขณะที่อีกสองท่านที่เหลือแยกสติปัญญาออกมาต่างหาก ถ้ายอมรับตามกรอบการทำงานที่สังเคราะห์ว่าด้านจิตครอบคลุมความคิดและความรู้สึก และในระหว่างสองท่านที่เหลือนี้ ภิรมย์ กมลรัตนกุลและวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี วางน้ำหนักไว้ที่จิตด้านความคิด แต่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ วางน้ำหนักไว้ที่จิตวิญญาณ

ถ้าเรายึดถือตามที่ว่าไว้ท้ายข้อ 2 ว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นเรื่องของการเห็นความหมายโดยรวมของชีวิตและการเลือกคุณค่านั้นอยู่ในระดับสูงกว่าสติปัญญา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยสติปัญญา เราควรจะมองความสัมพันธ์ระหว่างสติปัญญากับจิตวิญญาณอย่างไรดี หรือเราจะกล่าวอย่างที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “สมองสองซีก” นั่นคือ จิตวิญญาณมากไปกว่าสติปัญญา เนื่องจากเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างด้านความคิดและความรู้สึก หากเป็นเช่นนี้ จะทำให้จิตวิญญาณไม่ต่างไปจาก “จิต” ตามกรอบการทำงานที่สังเคราะห์ใช่หรือไม่

มีวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจจิตวิญญาณเพื่อให้เป็นสมรรถนะ (หรืออินทรีย์) ที่มีอยู่ต่างหาก ก็คือการอาศัยคำอธิบายแนวศาสนาที่บอกว่ามนุษย์มีสมรรถนะอื่น ๆ นอกเหนือจากสมรรถนะทางกายและจิต (ในความหมายที่จำกัดกับความคิดและความรู้สึก) เช่น สมรรถนะที่ทำให้เข้า ฌาณได้ ส่วนหนึ่ง ประเวศ วะสี น่าจะใช้แนวทางนี้เนื่องจากอาศัยพระพุทธศาสนามาเป็นกรอบการทำงานแต่ผลที่ตามมาก็คือ อาจจะทำให้ยกกรอบความคิดของศาสนาหนึ่ง ๆ มาทั้งหมดเพื่อที่จะเข้าใจและพัฒนาสมรรถนะนั้น หากเป็นเช่นนั้น คำตอบเรื่องการพัฒนาจิตวิญญาณอาจจะกลายเป็นว่า “จงเป็นศาสนิกที่ดี”

ปัญหาจะมีมากถ้าบุคคลเป็นศาสนิกของศาสนาอื่น ๆ ปัญหาอีกประการก็คือถ้ารับตามนี้ เราไม่จำเป็นต้องรับว่าจิตวิญญาณเป็นองค์รวม และไม่จำเป็นต้องรับว่าจิตวิญญาณมีหน้าที่ในการหาความหมายของชีวิต การเห็นความหมายนี้อาจเป็นผลของการทำงานของจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่เป้าหมาย ตัวเป้าหมายอาจเป็นอย่างอื่น เช่น รับฟังพระเป็นเจ้า หรือขจัดกิเลส

ประเด็นที่ ๒ : การทำความเข้าใจสุขภาวะทางจิตวิญญาณตามรูปแบบ ๔ นั้นทำให้เห็นว่าสุขภาวะด้านจิตวิญญาณดูจะมาแทนที่สุขภาวะของบุคคล (ลองเทียบกับรูปแบบ ๓) คำถามที่ตามมาก็คือ “สุขภาวะด้านจิตวิญญาณ” คือ “สุขภาวะ (โดยรวม) ของบุคคล” ใช่หรือไม่ คำตอบอาจจะเป็นไม่ใช่ เพราะนิยามที่ทำให้สุขภาวะด้านจิตวิญญาณสัมพันธ์กับการเห็นความหมายของชีวิต รวมถึงลักษณะของสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เป็น “องค์รวม” ทำให้สุขภาวะด้านจิตวิญญาณต่างไปจากสุขภาวะของบุคคล นั่นคือ ภาวะอันสัมพันธ์กับการเห็นความหมายของชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปในทางเดียวกับภาวะด้านอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น มีหลายกรณีที่คนมี “สุข-ภาวะ” ด้านจิตวิญญาณ หรือเห็นความหมายของชีวิต ก็ด้วยว่าภาวะด้านอื่น ๆ เสียไป เช่น มีโรคภัย (หรือถ้าอ่านวรรณกรรมหรือดูภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง ผู้ที่เข้าถึงความหมายของชีวิตได้ดีกลับเป็นคนที่มีภาวะทางจิตไม่ปกติ) นอกจากนี้ ดังที่อภิปรายข้างต้นแล้ว การยึดถือว่าภาวะด้านจิตวิญญาณเป็นองค์รวมที่มากไปกว่าผลรวม ทำให้ภาวะด้านจิตวิญญาณมีความเป็นเอกเทศ แม้อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็อยู่ในสถานะที่แปลกแยกออกไปจากภาวะด้านอื่น ๆ ได้

มีอีกคำถามที่ตามมาว่าแล้วสุขภาวะของบุคคลจะอยู่ที่ไหน หรือต้องนิยามใหม่ว่าสุขภาวะของบุคคลเป็นผลรวมของสุขภาวะด้านกาย ด้านจิต และด้านสังคม ขณะที่สุขภาวะด้านจิตวิญญาณเป็นองค์รวมที่มีองค์ประกอบส่วนหนึ่งครอบคลุมถึงสุขภาวะของบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากสุขภาวะด้านอื่น ๆ อีกต่อหนึ่ง ข้อนี้ทำให้ชัดขึ้นมาว่าความเป็นองค์รวมของภาวะด้านจิตวิญญาณนั้น ทำให้ภาวะด้านนี้ต้องเกี่ยวพันกับสิ่งต่าง ๆ มากไปกว่าสถานะสุขภาวะด้านอื่น ๆ (หรืออีกนัยหนึ่ง มากไปกว่าสุขภาวะของบุคคล) อาจกล่าวตรงนี้ว่าหน้าที่สำคัญของสมรรถนะด้านจิตวิญญาณคือการให้ความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ ในชีวิต จนกระทั่งเกิดเป็นความหมายองค์รวม โดยความหมายนี้เป็นเอกเทศไปจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นในลักษณะที่ว่าสิ่งต่าง ๆ ชุดเดียวกัน จิตวิญญาณสามารถให้ความหมายที่แตกต่างกันไปได้หากยึดทางออกนี้ “จิตวิญญาณ” ก็จะเป็นเรื่องของการดำรงอยู่ทั้งมวลทำให้เรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น “ตัวตน” ของบุคคล แน่นอนจุดนี้ทำให้ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องได้เพราะเป็นส่วนหนึ่งในที่มาของความหมายในชีวิตของคนหลายคน

ประเด็น ๓ : ถ้ายึดกรอบการทำงานที่แยกระหว่าง “ภาวะ” และ “สมรรถนะ” เราจะทำความเข้าใจ “จิตวิญญาณ” อย่างไรดี บนเงื่อนไขที่ว่า “จิตวิญญาณ” เป็น “องค์รวม” หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าจิตวิญญาณเป็นทั้งภาวะและสมรรถนะ เราจะทำความเข้าใจอย่างไร ความเป็นองค์รวมนั้นอธิบายความเป็นภาวะได้ แต่สำหรับความเป็นสมรรถนะ (ในฐานะของอินทรีย์) นั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะทำความเข้าใจอย่างไร เบื้องต้น หากพิจารณาร่วมกับประเด็น ๑ ก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะยึดถือว่า “จิตวิญญาณ” เป็นภาวะเท่านั้น เป็นภาวะเนื่องจากการเห็นความหมายของชีวิต โดยภาวะนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างความคิดและความรู้สึก

]]>
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับนิยามสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ (2) https://thaissf.org/sh030/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh030 Sat, 19 Jul 2014 12:17:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/19/sh030/ สำหรับรูปแบบ ๑ และรูปแบบ ๔ นั้น การกระทำด้านจิตวิญญาณมีสถานะพิเศษ นั่นคือ เป็นการกระทำที่ส่งผลอย่างสำคัญต่อภาวะด้านต่าง ๆ ถ้าจะกล่าวให้ชัด การกระทำด้านจิตวิญญาณ มีอิทธิพลต่อภาวะด้านจิตวิญญาณ และภาวะด้านนี้ก็มีอิทธิพลต่อภาวะด้านอื่น ๆ (และ/หรือ การกระทำด้านอื่น ๆ)

ตามความเข้าใจนี้ จะขอกลับไปพิจารณารูปแบบต่าง ๆ ข้างต้นอีกครั้ง

รูปแบบ ๑ : ตามรูปแบบนี้ “ปัญญา” (หรือ “จิตวิญญาณ” ) เป็นสมรรถนะที่กระทำการตามลักษณะเฉพาะของตน นั่นคือ รู้และเรียนรู้ ถ้าสมรรถนะด้านจิตวิญญาณนี้ทำงานดี ก็จะไม่ส่งผลให้มีภาวะดีด้านจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาวะ/สมรรถนะด้านอื่น ๆ ด้วย และภาวะ/สมรรถนะด้านอื่น ๆ

รูปแบบที่ ๓ : ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี เห็นว่า “ความสามารถในการจัดการควบคุมและพัฒนาสุขภาพ” เป็นสมรรถนะที่จะช่วยให้บุคคลมีภาวการณ์ดำรงอยู่ที่มีคุณสมบัติดีโดยภาวะการดำรงอยู่นี้ก็คือผลรวมของภาวะด้านต่าง ๆ มีข้อสังเกตว่าหากยึดถือตามนิยามของ ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี ความสามารถที่ว่านี้จัดอยู่ในด้านจิตใจ (นั่นคือ เป็น “สติปัญญา – intellectual” ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไปถือเป็นมิติหนึ่งของจิตใจนอกเหนือจาก “อารมณ์ – emotional” เนื่องจากทั้งสองท่านเห็นว่าการพัฒนาความสามารถดังกล่าวนั้นอาศัยวิธีการให้ความรู้และสร้างความตระหนัก

รูปแบบที่ ๔ : ถ้าพิจารณาจากคำของ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ว่า “if you know the why of your life, you can live with any what and hoe (2003:8).” จิตวิญญาณก็ดูจะเป็นสมรรถนะที่มีลักษณะพิเศษเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ดูจะสามารถกำหนดคุณสมบัติของภาวะของตนเองได้อย่างไม่ถูกกำหนดโดยคุณสมบัติของภาวะด้านอื่น ๆ แบบเป็นเส้นตรง เช่น ถ้าภาวะด้านอื่น ๆ มีคุณสมบัติไม่ดี (เช่น ในผู้ป่วยเอดส์) ภาวะทางจิตวิญญาณของบุคคลก็อาจจะดีก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะสมรรถนะด้านจิตวิญญาณเป็นผู้ให้ความหมาย และภาวะเดียวกันก็อาจมีความหมายต่างกันไปได้ขึ้นกับ “the why” ที่สมรรถนะด้านจิตวิญญาณเป็นผู้เลือกและนำมาใช้

ในจุดนี้ทำให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายของ “จิตวิญญาณ” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า “จิตวิญญาณ” ที่ท่านเหล่านี้ใช้มีองค์ประกอบร่วมกันคือเป็นเรื่องของความหมายโดยรวมของชีวิตและสัมพันธ์กับการเลือกคุณค่าเป็นเป้าหมาย นั่นคือ ประเวศ วะสี เห็นว่าจิตวิญญาณด้านหนึ่งที่เรียกว่า “ปัญญารู้เท่าทัน” นั้นครอบคลุมถึงระดับโลกทัศน์และวิธีคิด ขณะที่ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี เห็นว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องของการค้นพบและเรียบเรียงความคิด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการเรียบเรียงเพื่อให้เห็นภาพรวม โดยภาพรวมนั้นสัมพันธ์กับเป้าหมายของชีวิต และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เห็นว่าจิตวิญญาณก็คือเรื่องของ “the why” ดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าสำหรับภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสีแล้ว สติปัญญาดูจะเป็นสมรรถนะที่มีบทบาทที่ประเวศ วะสี และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เห็นว่าเป็นบทบาทของจิตวิญญาณ นั่นคือ การจัดการกับภาวการณ์ดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจอธิบายว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นการเห็นความหมายและเลือกคุณค่าเป็นเรื่องที่สูงไปกว่าการคิดระดับสติปัญญา แต่ตัวจิตวิญญาณเองก็ต้องอาศัยการคิดระดับนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

]]>