สุขภาวะทางจิตวิญญาณ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สุขภาวะทางจิตวิญญาณ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (21) https://thaissf.org/er070/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er070 Sat, 11 Oct 2014 15:15:51 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/11/er070/ 1. จำแนกภูมิภาคของประเทศไทยออกเป็น 5 ภูมิภาค คือ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร

2. สุ่มจังหวัดในแต่ละภูมิภาค ยกเว้นกรุงเทพมหานคร โดยใช้การสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple sampling) กำหนดภูมิภาคละ 2 จังหวัด ดังนี้

– ภาคกลาง ได้แก่ พระนครศรีอยุธยา และระยอง

– ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ และอุตรดิตถ์

– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น และเลย

– ภาคใต้ ได้แก่ สงขลา และสุราษฎร์ธานี

3. ในแต่ละภูมิภาคกำหนดให้เก็บข้อมูลในโรงพยาบาล 5 แห่ง และโรงเรียน 5 แห่ง โดยใช้การสุ่มโรงพยาบาลและโรงเรียนตามความเหมาะสม (Convenient sampling) รวมเก็บข้อมูลกับโรงพยาบาล จำนวน 25 แห่ง และโรงเรียน 25 แห่ง รายละเอียดการเก็บข้อมูลในแต่ละภูมิภาค ดังนี้

โรงพยาบาล ในส่วนภูมิภาค จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย

– โรงพยาบาลศูนย์ 1 แห่ง

– โรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนเตียง 100 เตียงขึ้นไป 1 แห่ง

– โรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนเตียง 60 เตียง 1 แห่ง

– โรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนเตียง 30 เตียง 1 แห่ง

– โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย 1 แห่ง

โรงพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย

– โรงพยาบาลที่สังกัดกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง

– โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข 2 แห่ง

– โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย 1 แห่ง

โรงเรียนในส่วนภูมิภาค จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย

– โรงเรียนสังกัดเทศบาล 1 แห่ง

– โรงเรียนขยายโอกาส (ป.1 – ม.3) 1 แห่ง

– โรงเรียนระดับมัธยมศึกษา (ม.1 – ม.6) 2 แห่ง

– โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัย 1 แห่ง

โรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 5 แห่ง ประกอบด้วย

– โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร 2 แห่ง

– โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 2 แห่ง

– โรงเรียนสาธิต 1 แห่ง

4. ในแต่ละโรงพยาบาลและโรงเรียน เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างแห่งละ 10 ตัวอย่าง โดยใช้การสุ่มตัวอย่างตามความเหมาะสม (Convenient sampling) ดังนั้นในแต่ละภูมิภาคเก็บข้อมูลกับบุคลากรในระบบสุขภาพ จำนวน 50 ตัวอย่าง และบุคลากรในระบบการศึกษา จำนวน 50 ตัวอย่าง รวมเก็บข้อมูล จำนวน 100 ตัวอย่างต่อภูมิภาค

ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย

การศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้กำหนดขั้นตอนการดำเนินการวิจัย เพื่อศึกษาและพัฒนาเครื่องมือวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณ จากเอกสารทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย แนวคิด ทฤษฎี เครื่องมือวัด การพัฒนา และงานวิจัย

2. สังเคราะห์และสรุปความหมาย องค์ประกอบ แนวทางในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

3. ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาทั้งความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

4. ปรับปรุงแก้ไข ความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา หลังจากนั้น จัดทำร่างเครื่องมือวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา จากการทบทวนวรรณกรรมและจากผู้ทรงคุณวุฒิ

5. ทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มตัวอย่างจำนวนไม่น้อยกว่า 500 ตัวอย่าง ซึ่งในการวิจัยในครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้แจกแบบสอบถามจำนวนประมาณ 1,200 ชุด และจากการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ได้ข้อมูลสมบูรณ์กลับมามีทั้งหมด 855 ตัวอย่าง รายละเอียดของจำนวนตัวอย่างจำแนกตามประเภทบุคลากรและภูมิภาค

6. นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้เครื่องมือวัด นำมาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) เพื่อหาองค์ประกอบของจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

7. หาคุณภาพเครื่องมือวัดจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา โดย

– ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation)

– ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด (Reliability) โดยการหาค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal consistency) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของ ครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficiency)

การวิเคราะห์ข้อมูล

การศึกษานี้ใช้การวิเคราะห์โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive statistics) ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าต่ำสุด-สูงสุด ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) เพื่อพิจารณาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ สถิติเชิงอนุมาน (Inferential statistics) ได้แก่ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยวิธีของเพียร์สัน (Pearson Product Moment Correlation) การหาคุณภาพเครื่องมือวัดตามแนวคลาสสิค (Classical test theory) ได้แก่ การหาค่าอำนาจจำแนกโดยการหาค่าสหสัมพันธ์คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total Correlation) และการหาค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal consistency) ด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของครอนบาค (Cronbach’s Alpha coefficiency) รวมทั้งการสร้างตารางเกณฑ์ปกติของคะแนนแต่ละองค์ประกอบของเครื่องมือวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณด้วยการวิเคราะห์ ความถี่ ร้อยละ อันดับเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile rank) เปอร์เซ็นไทล์ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (14) การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er063/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er063 Mon, 29 Sep 2014 11:45:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/29/er063/ กำลังใจ บางครั้งการปฏิบัติงานท่ามกลางภาวะวิกฤติจะก่อให้เกิดความท้อแท้ในการทำงาน บรรยากาศการทำงานแย่ลง และส่งผลบั่นทอนจิตใจผู้ปฏิบัติงาน การได้รับเสียงสะท้อนที่ดี ก็จะเป็นเหมือนน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดพลังใจในการที่จะพัฒนาตนเองเพื่อการพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งอาจมาจากคำชมเชย หรือจากการติดตามการประเมินผลการปฏิบัติงาน

3. สังเกตและเรียนรู้จากคนรอบข้างและงานที่ทำ การสังเกตจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสัมผัสได้ถึงบรรยากาศการทำงานขององค์การ และสามารถคิดค้นหาวิธีการในการแก้ไข ปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

4. แสวงหาความรู้ การแสวงหาความรู้ต่างๆ ส่งผลต่อการทำงานและการพัฒนาตนเอง เช่น การแสวงหาความรู้จากงานที่ทำ การศึกษาต่อ การค้นคว้าศึกษาจากตำราด้วยตนเอง การซักถามหาความรู้จากเพื่อนร่วมงานทุกกลุ่ม การออกไปพบปะกับผู้รู้นอกสถานที่ หรือการได้มีโอกาสรับฟังสิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ

5. พัฒนาตนเองด้วยหลักศาสนา การนำหลักศาสนามาใช้ในการพัฒนาจิตใจของตน ประกอบกับการได้รับการสนับสนุนจากบุคคลรอบข้าง ครอบครัว สิ่งแวดล้อม รวมถึงผู้ปฏิบัติงานที่ต่างศาสนากัน

6. เรียนรู้ที่จะอยู่กับสถานการณ์ การทำงานในสถานการณ์ความรุนแรง บางครั้งผู้ปฏิบัติงานก็ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น ด้วยการเรียนรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ เพื่อให้สามารถทำงานได้โดยไม่มีอุปสรรค อาจใช้แนวทางในการซักถามคนรอบข้างหรือการสังเกต

นอกจากนี้ รอฮานิ เจอะอาแซ และคณะ (2552ข) ยังได้ศึกษาเพิ่มเติมถึงการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากรด้านสาธารณสุขในศาสนาพุทธซึ่งต้องทำงานให้บริการแก่มุสลิม ซึ่งก็มีความใกล้เคียงกับการพัฒนาตามวิถีแห่งมุสลิมด้วยสารัตถะเดียวกันในบางประการ ดังนี้

1. การทบทวนและทำความเข้าใจตนเอง การวิเคราะห์ตนเองเป็นกระบวนการสำคัญ โดยเฉพาะในเจ้าหน้าที่ที่ไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติและความแตกต่างทางวัฒนธรรม การวิเคราะห์ตนเองจะทำให้มีโอกาสได้ทบทวน ทำความเข้าใจถึงปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน เพื่อนำไปสู่กระบวนการแก้ไขปัญหา ทำให้เกิดสุขภาวะจากการประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกับผู้อื่น

2. การเปลี่ยนมุมมอง การทำงานในชุมชนที่มีความแตกต่างด้านความเชื่อ สังคมและวัฒนธรรม บางครั้งผู้ปฏิบัติงานต้องก้าวข้ามกรอบแนวคิดและความเชื่อของตนเอง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกัน ดังนั้นจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนมุมมองและประเมินคุณค่าของผู้ป่วยภายใต้ความเชื่อของผู้ป่วยในบริบทที่ตนเองต้องปฏิบัติงาน

3. เริ่มต้นจากการให้ เอาชนะใจด้วยความอดทน จริงใจ และสม่ำเสมอ ใช้ความอดทนอดกลั้น จริงใจและสม่ำเสมอ ในการเอาชนะใจคน ผู้นำชุมชน และผู้นำศาสนา ถึงแม้จะรู้สึกคับข้องใจ เนื่องจากความแตกต่างทางศาสนา

4. การใช้ประสบการณ์ตรงพัฒนาความเข้าใจผู้รับบริการ ความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นแก่ตนเอง จะทำให้เข้าใจแก่นแท้ของชีวิต เข้าใจบุคคลผู้อื่นที่ประสบกับความทุกข์ยาก เมื่อให้การบริบาลผู้เป็นมุสลิมก็ต้องเข้าใจมุมมอง ความเชื่อ เข้าใจแนวคิดและข้อจำกัดของบุคคลเหล่านั้นให้ได้มากขึ้น

5. การสร้างพลังจากกำลังใจ การสร้างพลังใจเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยบรรเทาความรู้สึกเครียด กดดัน และความกังวลในการปฏิบัติงานได้ เป็นปัจจัยที่ผลักดันให้ผู้ปฏิบัติงานมีพลังในการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์ ด้วยความห่วงใยและเอื้ออาทรในฐานะเพื่อนมนุษย์แม้จะต่างศาสนา

6. จะเห็นได้ว่าการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณในทัศนะของทั้ง 2 ศาสนา มีประเด็นร่วมที่สอดคล้องกันอย่างเห็นได้ชัดคือ การเข้าใจตนเอง การเรียนรู้และพัฒนาตน และการรู้จักสร้างกำลังใจ ในขณะที่ผู้ที่ต้องปฏิบัติในบริบทที่ต่างศาสนากับตนต้องใช้การปรับเปลี่ยนทัศนคติเข้ามาเป็นประเด็นเสริม ซึ่งนั่นก็คือการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณด้วยปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ตามที่นักคิดอีกหลายท่านได้กล่าวถึง ดังที่ผู้วิจัยจะกล่าวถึงต่อไป

อารยา พรายแย้ม และคณะ (2552) ได้ให้แนวทางในการพัฒนาจิตวิญญาณ (Spirit) และความเป็นจิตวิญญาณ (Spirituality) คือ การทำสมาธิ เป็นการสร้างความคิดที่ให้ผลในทางปฏิบัติ เพื่อเปลี่ยนแปลงทัศนคติ การกระทำ และพฤติกรรมต่างๆ ทำให้ชีวิตมีความสงบ สุข และสมบูรณ์พร้อม โดยสมาธิจะเพิ่มการตระหนักรู้ของการนำคุณค่านั้นไปใช้อย่างเต็มที่และช่วยให้เราพัฒนาพลังที่จะฝึกปฏิบัติ แม้จะต้องใช้ความต่อเนื่องและใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน เพื่อเชื่อมโยงจิตใจ สติปัญญา และจิตใต้สำนึกของบุคคล ช่วยให้จิตวิญญาณมีความละเอียดอ่อน มีพลังในการแยกแยะ และตัดสินใจได้มากขึ้น

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (13) การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ https://thaissf.org/er062/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er062 Sat, 27 Sep 2014 05:38:44 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/27/er062/ 1. แหล่งความรู้และภูมิปัญญาที่มีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ ตำรา คติชน พิธีกรรมและพิธีการ การใช้อุปมาอุปไมยและระบบสัญลักษณ์ ตลอดจนหลักปฏิบัติที่แฝงอยู่ในขนบธรรมเนียมและประเพณี

2. โครงสร้างพื้นฐานในส่วนที่เป็นสถาบัน ได้แก่ สถานที่ประกอบพิธีกรรม (โบสถ์ วัด มัสยิด) ผู้นำทางจิตวิญญาณ ชุมชนผู้ปฏิบัติธรรม โครงสร้างชีวิตทางสังคมที่ดึงดูดให้คนได้มาพบปะกันและเครือข่ายการสื่อข้อมูลข่าวสาร

3. โครงสร้างพื้นฐานที่เป็นจัดการเรื่องกาละเทศะ (Temporo-spatial organization) คือรูปแบบการจัดระบบทางสังคมที่เกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับ กาล (เวลา) และเทศะ (สถานที่) ตัวอย่างเช่น

3.1 การจัดเวลาสำหรับการทำพิธีกรรมในรอบปีเพื่อชักนำให้คนเข้าใกล้ศาสนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการสืบเนื่องมาแต่โบราณหรือเป็นการคิดสร้างสรรค์ขึ้นใหม่

3.2 การจัดเวลาสำหรับพิธีกรรมส่วนบุคคลที่แฝงไว้ด้วยหลักธรรม ตั้งแต่เกิดจนตาย

3.3 การจัดสรรพื้นที่สำหรับการฟื้นฟูสุขภาวะทางจิตวิญญาณ อันมีลักษณะสอดคล้องกับการใช้ชีวิตประจำวันส่วนบุคคล

3.4 การจัดสรรพื้นที่ที่เอื้อต่อการดำเนินกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาวะทางจิตวิญญาณแบบเป็นหมู่คณะ

ในส่วนของสภาวะแวดล้อมที่เกื้อกูลให้โครงสร้างพื้นฐานทางจิตวิญญาณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย

1. ความพอเพียงของเครื่องอุปโภคบริโภค เพื่อการยังชีพ

2. การอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายวัยวุฒิ

3. ความสมดุลของกฎเกณฑ์ระหว่างเพศหญิงชาย

4. ความเป็นหนึ่งเดียวของชุมชน โดยปราศจากอำนาจครอบงำและความรุนแรง

5. จังหวะต่าง ๆ ของชีวิตที่ไม่เร่งรัด เร่งรีบจนเกินไป

6. การมีมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกัน

ในทางปฏิบัติแล้ว เป็นการยากที่จะบอกเป็นกฏเกณฑ์ตายตัวว่าปัจจัยใดบ้างที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้หรือการเติบโตทางจิตวิญญาณ ปัจจัยเหล่านี้บอกเพียงแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่โอกาสในการเรียนรู้จะเกิดขึ้นมากกว่าที่จะเป็นปัจจัยกำหนดที่คาดการณ์หรือหวังผลได้อย่างเครื่องยนต์กลไก

ประเวศ วะสี (2547 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552) กล่าวถึงการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณว่าต้องเริ่มจากการพัฒนาปัญญา แล้วการพัฒนาปัญญาจะนำไปสู่การพัฒนากาย จิต และสังคม การพัฒนาปัญญาทั้ง 4 ต้องทำร่วมกันจึงเกิดสุขภาวะที่สมบูรณ์ สุขภาวะที่สมบูรณ์เกิดจากการเรียนรู้ที่ดี การเรียนรู้ที่ดีจึงเป็นสิ่งประเสริฐที่สุด ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องแสวงหาการเรียนรู้ที่ดีเพื่อตนเองและเพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ให้พบการเรียนรู้ที่ดี ซึ่งมนุษย์สามารถพัฒนาจิตด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

1. การประมวลและการกระจายความรู้เกี่ยวกับการพัฒนาจิต

2. โยคะเพื่อสุขภาพ

3. สิ่งแวดล้อมกับการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

4. ศิลปะกับพัฒนาการทางสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

5. วิปัสสนากัมมัฏฐาน

6. การศึกษาเพื่อพัฒนาจิตใจ

7. สื่อสร้างสรรค์

8. การทำงานอาสาสมัครเพื่อสังคม

9. ชุมชนเข้มแข็งและเศรษฐกิจพอเพียง

10. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม

11. ธุรกิจเพื่อสังคม

12. ความเป็นธรรมทางสังคมและสันติภาพ

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (10) ความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er059/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er059 Mon, 22 Sep 2014 12:45:39 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/22/er059/ การพยายามที่จะทำให้ Lexical definition มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตามความรู้ความเข้าใจที่มีมากขึ้นในเรื่องนั้น ๆ หรือเพื่อการปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ความหมายที่เป็นที่ยอมรับกันมีความแม่นหรือตรงกับสิ่งที่กล่าวถึงมากขึ้น เช่น การนิยามความหมายของเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์

4. Theoretical definition หมายถึงการนิยามที่สร้างขึ้นโดยมีทฤษฎีเป็นฐานรองรับ เป็นการนิยามโดยอิงกับทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ถ้าหากมีทฤษฏีว่าชีวิตเกิดจากปฏิกิริยาทางชีวเคมี ก็อาจนิยามความหมายของชีวิตได้ว่าเป็นกระบวนการทางเคมี หรือเป็นผลมาจากกระบวนการเคมี เป็นต้น

การนิยามยังมีความแตกต่างระหว่าง Intrinsic vs Extrinsic definition โดย Intrinsic definition เป็นการสร้างคำนิยามโดยใช้คุณสมบัติภายในของสิ่งนั้นเป็นตัวบ่งบอกลักษณะเฉพาะที่ให้ความหมายของสิ่งนั้น ส่วนการให้คำนิยามโดยอาศัยลักษณะภายนอกคือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งอื่นที่ดำรงอยู่ภายนอกมาเป็นคุณสมบัติที่นิยาม เรียกว่าเป็น Extrinsic definition

นอกจากนี้ คำจำกัดความยังแยกออกได้อีกสองนัยยะ คือ Denotative definition และ Connotative definition โดยความหมายของคำว่า Denotative definition หมายความว่า เป็นคำนิยามที่เมื่อกล่าวถึงแล้ว บ่งชี้ไปถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นการเฉพาะเจาะจง ส่วน Connotative definition หมายถึงคำนิยามที่บ่งถึงสิ่งกว้างๆ ที่พอจะเข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว และมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการที่จะทำให้การนิยามเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิยามในสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นการนิยามความหมายของสิ่งที่ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันได้อย่างชัดเจน การนิยามจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เป็นไปได้จะเป็นเพียงการเสนอ Stipulative definition ซึ่งเป็นคำจำกัดความเบื้องต้นเพื่อให้การถกเถียงอภิปรายกันเป็นไปได้ การสร้างคำนิยามที่เป็น Lexical definition เกี่ยวกับจิตวิญญาณยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลหลายประการคือ

1. การนิยามเพื่อให้ได้ความหมายที่เป็นที่ตกลงกันได้ในสังคมวงกว้างนั้น สังคมต้องมีประสบการณ์ร่วมในระดับหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากพอที่รู้จัก เข้าใจหรือเข้าถึงเรื่องจิตวิญญาณอย่างดีพอที่จะรู้ว่า จิตวิญญาณมีลักษณะอย่างไร มีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร

2. หากการรับรู้หรือการตีความเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณมีความหลากหลาย ซึ่งมักเป็นสภาพที่พบเห็นโดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลายของจารีต ความรู้ ระบบความเชื่อและศาสนธรรม การมีนิยามแบบ Lexical definition อาจเกิดขึ้นได้เมื่อระบบความคิดหนึ่งได้สถาปนาตนเองจนมีอำนาจเหนือกว่าระบบอื่น ๆ ซึ่งทำให้การนิยามตามความคิดแบบอื่นถูกกีดกันหรือหมดสถานภาพไป

3. จิตวิญญาณที่เราพยายามนิยามอยู่นั้น เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์เชื่อมโยงสิ่งอื่น ๆ ภายนอกตัวมันเองได้ชัดเจน เช่น เราไม่สามารถอธิบายจิตวิญญาณของมนุษย์ในแง่ที่เป็นคุณสมบัติของอวัยวะ หรือไม่ได้เป็นคุณสมบัติของช่วงชีวิต วัยแต่ละวัยได้ การที่จะสร้างนิยามจึงต้องเป็นลักษณะที่เรียกว่า Intrinsic definition ซึ่งหมายความว่าการนิยามจากลักษณะคุณสมบัติภายในของสิ่งนั้นเอง การนิยามจิตวิญญาณจึงมีลักษณะที่ยากที่จะนิยามผ่านความสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกได้ เพราะจิตวิญญาณเป็นมิติที่เป็นด้านในของชีวิต เป็นส่วนของจิตใจที่แฝงเร้นอยู่นอกสามัญสำนึก ที่ Schutz เรียกว่า Penumbra

4. จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่อาจจะยากที่จะนำเสนอผ่านภาษาธรรมดาของมนุษย์ได้ เพราะกระบวนการด้านในที่เกิดขึ้นกับมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่อธิบายด้วยภาษาได้ยาก เราจึงมักจะเห็นพิธีกรรมหรือศาสนาต่าง ๆ มีการสื่อสารโดยใช้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากภาษาพูด ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมหรือสัญลักษณ์ที่อาจช่วยให้เราเข้าถึงมิติจิตวิญญาณได้

สำหรับความหมายของคำว่า สุขภาวะทางจิตวิญญาณ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 คำหลักๆ คือ คำว่า สุขภาวะ และจิตวิญญาณ ซึ่งคำว่าสุขภาวะนั้น หมายถึง ภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ภาวะทั้ง 4 ด้านต้องเชื่อมโยงบูรณาการกัน โดยมีปัญญาเป็นศูนย์กลาง (ประเวศ วะสี, 2551 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552)

รอฮานิ เจอะอาแซ และคณะ (2552ก) ได้ให้นิยาม สุขภาวะในทัศนะอิสลาม หมายถึง ความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย สังคม จิตใจและจิตวิญญาณ โดยเน้นมิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) อิสลามไม่ใช่ศาสนาแต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นสุขภาวะในทัศนะของอิสลามก็คือการดำเนินชีวิตตามวิถีทางอันดีของมุสลิมนั่นเอง มุสลิมจะถือว่าการมีสุขภาพดี ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีใน 3 มิติ คือ การมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ คือมีความศรัทธาในผู้ทรงสร้าง การมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม คือ สามารถปรับตัวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี และการมีความสัมพันธ์ที่ดีของมนุษย์ที่มีต่อตนเอง คือ การรู้จักดูแลและรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง

องค์การอนามัยโลก (2537 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552) ได้กำหนดความหมายของคำว่าสุขภาพครอบคลุม 3 มิติสำคัญ คือ ร่างกาย จิตใจ และสังคม โดย สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม มิได้หมายความเพียงการปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น ซึ่งต่อมาได้มีการเพิ่มมิติที่ 4 เรื่อง ความผาสุกทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) เข้าไปในคำจำกัดความของสุขภาพ

ส่วนความหมายของคำว่าจิตวิญญาณมีผู้ศึกษาและนิยามไว้หลากหลาย เช่น ประเวศ วะสี (2552) ได้ให้ความหมายจิตวิญญาณว่าหมายถึง สิ่งที่มีคุณค่าสูงส่งในทางจิตใจ มีมิติที่เหนือกว่าวัตถุ ในทางพุทธเรียกว่าโลกุตระสุข เป็นความสุขหรือสุขภาวะที่เหนือเนื้อหนังมังสาขึ้นไป เป็นส่วนสำคัญที่สามารถกำหนดมิติทางวัตถุภายนอกได้ แต่เมื่อรวมกับคำว่าสุขภาวะแล้ว สุขภาวะทางจิตวิญญาณ คือ การกล่าวความหมายที่ครอบคลุมไปในทุกมิติเชื่อมโยงบูรณาการกัน สุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ประสบกับความสุข สงบ อิสระ อย่างประณีต ลึกซึ้ง จากการทำความดี ลดความเห็นแก่ตัว เห็นใจเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น โดยมิติสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เป็นประสบการณ์ที่เกิดความสงบ เกิดความสุขอย่างปราณีต ความกลัว ความรู้สึกต่าง ๆ หายไป เกิดขึ้นในบางช่วงบางขณะ มีความเป็นอิสระอยู่ในตัว เกิดความสุขลึกซึ้ง

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (9) ความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ https://thaissf.org/er058/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er058 Fri, 19 Sep 2014 05:40:47 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/19/er058/ 1. ในความหมายแรกสัมพันธ์กับความหมายดั้งเดิมในภาษาลาติน คำดังกล่าวมีการใช้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลในความหมายของคุณธรรมของชีวิต (Moral sense of life) ซึ่งตรงกับคำในภาษากรีกคือ Pneuma (Life in the spirit of god) คำว่า Spirituality ในความหมายนี้ยังไม่ได้มีลักษณะที่เป็นคู่ตรงข้ามระหว่าง Body กับ Spirit แต่หมายถึงพลังด้านคุณธรรมที่กำกับชีวิตของมนุษย์

2. ความหมายที่สองมีรากฐานมาจากอิทธิพลของคริสเตียน เฮเลนนิสติค (Christain-helenistic) ซึ่งในกระแสความคิดนี้เป็นการจำแนกแยกแยะความเป็นจริงในโลกออกเป็น 2 ส่วนคือ Spirit กับ Matter ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีการมองแบบทวิลักษณ์ (Dualism) ที่ Spirit กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่ตรงข้ามกับวัตถุอย่างแท้จริง ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 นั้น มีการจำแนกชีวิตออกเป็นสามส่วนได้แก่ Body คือร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมังสา Soul คือจิตใจ ส่วน Spirit เป็นจิตวิญญาณที่เป็นสากล ไม่ใช่จิตที่เป็นปัจเจกในความหมายของ Soul แต่ความหมายของ Spirit ที่เป็นสากลนี้ค่อยๆ ลบเลือนในยุคต่อมา

3. ความหมายที่สามนั้น คำว่า Spirituality ถูกใช้ในแง่ที่สะท้อนถึงขอบเขตอำนาจในเชิงของศาสนจักร โดยถือว่า คำว่า Spirituality นั้นหมายถึงสิ่งที่อยู่ใต้อาณัติของศาสนจักร

4. ความหมายที่สี่เป็นความหมายที่เข้าใจกัน ในปัจจุบันมีพัฒนาการเนื่องจากความหมายของคำว่า Spiritualité ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึง คุณภาพหรือสภาวะแห่งชีวิตไปพ้นจากความเป็นไปในทางโลกียสุขหรือเข้าถึงความเป็นจริงที่อยู่นอกเหนือจากชีวิตที่ฉาบฉวย มีนัยยะที่เน้นชีวิตด้านในของปัจเจกภาพอันเป็นความหมายที่เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปคริสต์ศาสนาที่ทำให้การเข้าถึงพระเจ้ากลายเป็นเรื่องปัจเจกมากขึ้น

ในประเทศไทยมีนักวิชาการที่ได้พยายามนำเสนอนิยาม ความหมาย หรือกรอบแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณ โดยมีการทบทวนความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้ง เช่น โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2549) ได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและพบปัญหาในการนิยามและการให้ความหมายของจิตวิญญาณที่สำคัญอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ

1. ความพยายามที่จะหาคำนิยามจิตวิญญาณที่เป็นอยู่ มิได้ให้ความสนใจกับบริบททางประวัติศาสตร์ จึงทำโดยขาดความเข้าใจว่า ความหมายของแนวคิดหนึ่ง ๆ นั้นสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบริบททางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการนิยามเป็นการให้ความหมายของสิ่งหนึ่ง ๆ ซึ่งเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกจากการให้คุณค่าที่สังคมมีต่อสิ่งนั้น ๆ และเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้คุณค่าจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมและยุคสมัย เราจึงเห็นได้ว่า มิติทางจิตวิญญาณปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ศาสนาและปรัชญาแนวคิดต่างๆ ในลักษณะที่มีการตีความแตกต่างกันไป ซึ่งสะท้อนเงื่อนไขทางสังคมและสัมพันธ์ไปกับบริบททางประวัติศาสตร์อย่างแยกไม่ออก นิยามต้องคำนึงถึงกาลเวลาและประวัติศาสตร์

2. มิติทางจิตวิญญาณ ถือได้ว่าเป็นมิติที่มีความสลับซับซ้อน ยากต่อการที่จะจำกัดความเพื่อให้เหลือความหมายที่จำกัดในแง่ใดแง่หนึ่งได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว การนิยามในทางปรัชญาถือเป็นส่วนหนึ่งทางวิชาตรรกศาสตร์ ซึ่งแนวคิดทางตรรกศาสตร์สมัยใหม่ที่เรารู้จักนี้มีรากฐานจากปรัชญาตะวันตกตามแบบอย่างของอริสโตเติลเป็นสำคัญ โดยมีปรัชญาพื้นฐานที่ยึดถือว่า สรรพสิ่งสามารถจำแนกแยกแยะและจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน สิ่งต่างๆ ล้วนมีสาระอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ทำให้เราจัดระเบียบให้แยกออกจากสิ่งอื่นที่เหลือได้

3. ความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับความหมายของมิติทางจิตวิญญาณนั้นถูกจองจำอยู่ภายใต้วิธีคิดแบบทวิลักษณ์ กล่าวคือ การนิยามจะถูกฉุดรั้งด้วยขั้วความคิดที่เป็นคู่ตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นขั้วความคิดระหว่างแบบตะวันออกและตะวันตก (East vs. West) แบบศาสนาและไม่ใช่ศาสนา (Religious vs Secular) หรือวิธีคิดแบบศาสนาหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับศาสนาอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งในวาทกรรมแบบทวิลักษณ์นั้นส่วนใหญ่มักมุ่งสถาปนาขั้วใดขั้วหนึ่งของทวิภาวะให้อยู่เหนือหรือข่มทับขั้วที่เหลือ แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการนิยามแท้ที่จริงมิได้แยกออกจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่การติดกับดักคู่ตรงข้ามทำให้ไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของมิติทางจิตวิญญาณที่ไปพ้นจากการแบ่งขั้วได้

4. ขาดความเข้าใจความสัมพันธ์ของภาษาและความเป็นจริง นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณนั้นมีอยู่และดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับจิตรับรู้และภาษาของมนุษย์ โดยภาษาของเราเป็นเพียงตัวกลางที่จะสื่อไปถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ล่วงหน้า แต่เราละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ภาษานั้นมีความสำคัญในการสถาปนาความเป็นจริง และการพยายามหาความหมายดั้งเดิมหรือความหมายที่แท้นั้นมักหลงลืมข้อเท็จจริงที่ว่าการนิยามหรือการให้ความหมายใหม่จึงเป็นประดิษฐกรรมที่สังคมมนุษย์ใช้สร้างความเป็นจริงใหม่ ๆ เสมอมา ในขณะเดียวกัน ภาษาก็อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงหรือสะท้อนความจริงและก็อาจเป็นเครื่องแสดงถึงความจริงที่ภาษาเองก็มิอาจเป็นตัวแทนได้อย่างสมบูรณ์

5. ความพยายามหาคำนิยามของจิตวิญญาณยังมีปัญหาในเรื่องความเป็นสากลของความหมาย เมื่อคำในจารีตความรู้หนึ่งถูกนำมาแลกเปลี่ยนหรือสื่อสารข้ามวัฒนธรรม คำนั้นจะถูกนำเข้ามาสู่ความหมายใหม่ในอีกภาษาหนึ่งซึ่งมีคำและความคิดอื่น ๆ ดำรงอยู่ก่อนแล้ว และส่งผลกระทบต่อระบบการให้ความหมายของคำอื่น ๆ เหล่านั้นให้ปั่นป่วนและเปลี่ยนย้ายตำแหน่งที่ทางและความสัมพันธ์เดิมของมัน ความหมายของคำหนึ่ง ๆ ย่อมสัมพัทธ์กับคำอื่น ๆ ในระบบภาษาและวัฒนธรรม นิยามจึงเป็นสิ่งที่แยกออกไม่ได้จากชุมชนด้านภาษา (Language community) การแสวงหาความหมายสากลจึงเป็นไปได้ต่อเมื่อมีภาษาหรือวัฒนธรรมหนึ่งสถาปนาตนเองอยู่เหนือภาษาหรือวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เหลือเท่านั้น

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (8) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/er057/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er057 Thu, 18 Sep 2014 10:41:52 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/18/er057/ เป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ ซึ่งได้ถูกเป่าลงสู่มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความสูงส่งเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย

2. จิตใจ หรือ กัลบ์ (Heart) จิตใจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านการรับรู้ การใคร่ครวญ เป็นที่มาของความตั้งใจ ความสนใจ ความเฉลียวฉลาด และสติปัญญา

3. ปัญญา หรือ อากัล (Intellect) ปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการใช้เหตุผล จิตวิญญาณของมนุษย์จะทำหน้าที่ใน 3 ระดับ คือ จิตใจที่ชอบทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำตามความพึงพอใจและความต้องการของตนเองโดยมีแนวโน้มที่จะกระทำความชั่ว จิตใจที่ยังไม่สมบูรณ์หรือเข้มแข็งมากนัก อาจนำไปสู่ความดีหรือความชั่ว และจิตใจที่สมบูรณ์สงบนิ่งแล้ว (Ultimate peace) เป็นจิตที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ

นงเยาว์ มงคลอิทธิเวช และคณะ (2552) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตวิญญาณนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางจิตวิญญาณให้มีการยกระดับสูงขึ้น เมื่อตนเองสามารถพิจารณาให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงขององค์ประกอบทั้งหมดก็จะนำตนไปสู่ความสุข สงบ และอิสระ โดยสุขภาวะทางจิตวิญญาณ มี 5 องค์ประกอบ คือ

1. การมีเป้าหมาย/ความหมายของชีวิต

2. มีคุณค่า มีความภาคภูมิใจ พึงพอใจในชีวิต

3. มีศรัทธา มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

4. มีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

5. มีความสามารถเผชิญและแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในภาวะวิกฤตได้เหมาะสม

นอกเหนือจากนั้น นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) ได้สังเคราะห์ความรู้ทางด้านการพัฒนาจิตปัญญา (วิญญาณ) จากเรื่องเล่าความสำเร็จของผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบสุขภาพ: พัฒนาการทางจิตวิญญาณและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ผลการศึกษาได้สรุปและสังคราะห์คุณลักษณะของผู้ที่มีสุขภาวะทางจิตปัญญา ประกอบด้วย 18 คุณลักษณะ สามารถจัดได้เป็น 3 กลุ่ม ตามคุณสมบัติของสุขภาวะทางจิตปัญญา ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กลุ่มความสุข

1. เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ หมายถึง มีจิตใจที่เมตตา สงสาร อยากช่วยเหลือ อยากทำให้คนอื่นมีความสุข อยากช่วยทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น จึงนำมาสู่การทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

2. จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น หมายถึง มีจิตใจที่อ่อนโยนทำให้มองเห็นความทุกข์ของคนอื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็นหรือไม่ให้ความสำคัญ

3. เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย หมายถึง มีความเป็นมิตรกับผู้อื่น พูดคุยอย่างให้ความเป็นกันเอง สามารถเข้าถึงได้ง่าย

4. รับผิดชอบ หมายถึง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองจากจิตสำนึกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกเวลาราชการ หรือเกินหน้าที่ตนเองหากเห็นว่ามีความจำเป็นและมีผลดีต่อผู้อื่นก็จะทำอย่างเต็มความสามารถ

5. ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย หมายถึง ก้าวข้ามกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า

6. เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง เห็นคนทุกคนมีความสำคัญ มีคุณค่ามีศักดิ์ศรี มีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน แม้แต่คนที่เสียชีวิตแล้วก็ยังคงต้องให้เกียรติและเคารพในความเป็นมนุษย์ของเขา

กลุ่มที่ 2 กลุ่มความสงบ

7. จัดการ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ หมายถึง สามารถรับรู้และหาวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งสามารถมองทะลุปัญหาไปสู่สาเหตุที่แท้จริง มองเห็นความงามของสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นถึงความรัก ความห่วงใยที่มีต่อกันของผู้คน

8. เข้มแข็ง อดทน หมายถึง มีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง ไม่เอนเอียงหวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ควบคุมอารมณ์ได้ในทุกสถานการณ์ อดทนต่อการทำงานที่ยากลำบาก อดทนต่อวิถีชีวิตที่ยุ่งยาก

9. เสียสละ หมายถึง มีความเสียสละได้ทุกสิ่งโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง เวลา ความสุขส่วนตัวหรือแม้กระทั่งชีวิต

10. มุ่งมั่น ทุ่มเท หมายถึง มีความมุ่งมั่น ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ แรงสติปัญญา เพื่อพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็ไม่ย่อแท้ อดทนต่อการทำงานหนักและเหนื่อยล้า แต่ก็มีกำลังที่จะสู้ต่อไป

11. มองโลกในแง่ดี หมายถึง มองโลกในแง่ดีจะเห็นวิกฤติเป็นโอกาสได้เสมอ นำข้อผิดพลาดหรือเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาเป็นบทเรียนหรือใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ดีกว่า

12. ยอมรับและให้อภัย หมายถึง ไม่ถือโทษกับผู้ที่สร้างความปวดร้าวใจ สร้างความทุกข์ สร้างความเสียหายให้ เมื่อพบกับความบีบคั้นทางอารมณ์ สามารถข่มใจ เอาชนะใจตัวเองได้ ไม่ลุด้วยโทสะสามารถใช้คุณธรรมที่สูงส่งในการเอาชนะอำนาจฝ่ายต่ำได้

กลุ่มที่ 3 กลุ่มความอิสระ

13. มีพลังแห่งการเรียนรู้ หมายถึง มีการทำงานทำให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้งาน เรียนรู้คน เรียนรู้สิ่งแวดล้อมและความเชื่อมโยง เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนางานพัฒนาคนให้บรรลุผลสำเร็จและมีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าของคนทุกคน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในฐานะผู้นำหรือผู้ตามได้อย่างมีความสุข เกิดงานที่สร้างสรรค์ เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย เกิดการพัฒนางานพัฒนาคน และพัฒนาจิตให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

14. กล้าหาญ หมายถึง กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะยืนหยัดยึดมั่นทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้อื่น กล้ารับทั้งผิดและชอบในสิ่งที่ตนเองทำ และกล้าเสี่ยง แม้ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต

15. คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ หมายถึง มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำให้สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึงแม้จะมีข้อจำกัดของทั้งคน สิ่งของ งบประมาณ และกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ รวมถึงมีความคิดนอกกรอบ

16. อ่อนน้อมถ่อมตน หมายถึง เห็นคุณค่าที่แท้จริงของตน ขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าของคนอื่นทำให้พร้อมที่จะให้โดยไม่ทะนงตน และก็ยอมลดตนลง เพื่อรับความรู้คำแนะนำจากผู้อื่นด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม

17. ประสานความแตกต่าง หมายถึง สามารถประสานความแตกต่างได้ ต้องเข้าใจบริบท ยอมรับและยืดหยุ่น แยกแยะ และการเชื่อมโยงในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้เกิดการประสานความแตกต่างได้อย่างลงตัว

18. พอเพียง หมายถึง มองเห็นว่าทุกสิ่งคือ กำไร และพร้อมที่จะแบ่งปันให้คนอื่น

Marques, Dhiman and King (2007) ได้มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจิตวิญญาณในที่ทำงานว่า เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง (Consistency) และเกิดความเข้าใจในประเด็นร่วมกัน จึงได้กำหนดโครงร่างของข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ดังนี้

1. ข้อสันนิษฐานแรก คือ จิตวิญญาณมีอยู่ในการทำงาน มีหลักฐานมากมายยืนยันว่า ผู้แต่งหนังสือ หัวหน้า และกลุ่มแรงงานในหลากหลายระดับ มีการยอมรับและวิพากษ์วิจารณ์กันเกี่ยวกับกระแสนี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการปรากฏของจิตวิญญาณในการทำงานเพราะถือว่าสิ่งนี้เป็นความจริงที่มีอยู่

2. ข้อสันนิษฐานที่สอง คือ มีปัจจัย 2 ปัจจัยที่รวมอยู่ในแนวคิดของจิตวิญญาณในการทำงาน ได้แก่

2.1 จิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ตลอดการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยจิตวิญญาณมีความหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันสำหรับคนที่แตกต่างกัน

2.2 มีการให้คำนิยามของคำว่าที่ทำงาน ว่าเป็นสถานที่รวมกันของพนักงาน โดยความหลากหลายของที่ทำงานนั้นได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต และมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของจำนวนที่ทำงาน ด้วยเหตุนี้ เราสามารถยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ทำงานสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป

3. สมมติฐานที่สาม คือ ทุกคนมีจิตวิญญาณ ซึ่งจิตวิญญาณถือเป็นปัจจัยแวดล้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในที่ทำงานทุกที่ ดังนั้น จิตวิญญาณจึงสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ และเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนและทุกสถานที่ทำงาน

Adler (1992 cited in Marques Dhiman and King, 2007) ได้เปรียบเทียบ จิตวิญญาณ กับ ศาสนา ไว้ว่า จิตวิญญาณนั้นแตกต่างจากสถาบันศาสนา ตรงที่ศาสนานำผู้คนไปสู่พิธีการทางสังคมและศาสนา แต่จิตวิญญาณนำคน ไปสู่ความร่ำรวยแห่งความรู้ ความรู้สึก แรงบันดาลใจ และรู้สึกถึงที่พักภายในตัวเขา โดยจิตวิญญาณทำให้ตระหนักว่า มีอะไรบางอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่แกนกลางของการดำรงอยู่ทั้งหมดไม่ว่าอะไรจะเป็นต้นตอของมัน โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ ดำรงอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต จิตวิญญาณไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งสอน ไม่เป็นความพิเศษ ไม่เกี่ยวกับบาทหลวง และไม่มีเพศ และเข้าไปสู่การเชื่อมโยงกับต้นตอของการดำรงอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าความแตกต่างภายนอกของเราจะเป็นอย่างไร จะมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญเป็นจุดร่วมพื้นฐานของการดำรงอยู่

จากการทบทวนมุมมองและแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณพบว่า ในปัจจุบัน มีนักวิชาการได้เริ่มให้ความสนใจและมีการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการนำความรู้เรื่องจิตวิญญาณมาใช้กับบุคคลในองค์การต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันหลากหลาย ซึ่งยังไม่พบข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณโดยยังคงต้องทำความเข้าใจทั้งเรื่องของมนุษย์ บริบททางสังคม วัฒนธรรมรวมถึงประวัติศาสตร์กันต่อไป สำหรับการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดและตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากร ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงเลือกใช้แนวคิดของ นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) ประกอบด้วย 18 คุณลักษณะ อันได้แก่ 1. เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ 2. จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น 3. เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย 4. รับผิดชอบ 5. ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย 6. เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 7. จัดการ คุมควบอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ 8. เข้มแข็ง อดทน 9. เสียสละ 10. มุ่งมั่น ทุ่มเท 11. มองโลกในแง่ดี 12. ยอมรับและให้อภัย 13. มีพลังแห่งการเรียนรู้ 14. กล้าหาญ 15. คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ 16. อ่อนน้อมถ่อมตน 17. ประสานความแตกต่าง 18. พอเพียง ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่ามีความชัดเจน ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทของบุคลากรที่เป็นกลุ่มประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (6) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/er055/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er055 Thu, 11 Sep 2014 06:28:36 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/11/er055/ 1. สมรรถนะที่ช่วยให้ความหมายกลายเป็นความมีความหมาย และ 2. ภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย โดยภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย ได้ชี้ให้เห็นว่าปกติเราจะอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว โดยสิ่งนี้ก็คือ โลกของเรา ซึ่งแสดงว่า เราอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณในความหมายนี้อยู่เสมอ เหมือนกับที่เราอยู่ในภาวะทางกาย ภาวะทางความรู้สึก หรือภาวะทางความคิดอยู่เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม มีปัญหาว่าที่ผ่านมาเราชี้ว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหรือต้องทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการประสานงานที่เหมาะเจาะของความคิดและความรู้สึก จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเราจะอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณอยู่เสมอได้อย่างไร และถ้าภาวะร่างกายเป็นไปตามปกติ เราก็จะประเมินว่ามีสุขภาวะทางกาย หรือการมีภาวะทางกายที่มีสุข แต่ถ้าภาวะทางจิตวิญญาณเป็นอย่างที่เป็น คือ เข้าถึงความมีความหมายอยู่ในโลกอยู่แล้ว ไม่ว่า โลก นั้นจะกว้างหรือแคบ เราจะสามารถประเมินเช่นเดียวกันได้หรือไม่ว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ในเมื่อข้อมูลในการวิเคราะห์ชี้ว่าบุคคลต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อน จนกระทั่งจิตวิญญาณในฐานะของการเปลี่ยนแปลงจากความหมายสู่ความมีความหมายนั้นได้เกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้เห็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของจิตวิญญาณ นั่นคือ ในการประเมินภาวะทางจิตวิญญาณว่าเป็น สุข หรือไม่นั้น จะต้องมีองค์ประกอบของ พัฒนาการ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ว่าความตระหนักในความมีความหมายเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ถ้าในเบื้องต้นเราอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว จะไม่สามารถตัดสินได้ว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เนื่องจาก ในการศึกษาในครั้งนี้ได้พบกรณีที่ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผชิญกับ ความมีความหมายมากเกินไป เช่น มีความรู้สึกร่วมกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่กำลังประสบทุกข์ราวกับว่าตนประสบเสียเอง ในกรณีเช่นนี้ ปรากฏว่าเกิดการเสียสมดุลระหว่างความคิดและความรู้สึก ทำให้มิอาจปฏิบัติงานได้ โดยบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ต้องอาศัยการเสริมพลังด้านความคิดของตน เพื่อมิให้ตนเองถูกครอบงำจากความรู้สึกร่วมนั้นนัยหนึ่งว่า บุคลากรผู้นี้อาศัยความคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์วิชาชีพเพื่อก้าวพ้นตัวตนที่กำลังถูกครอบงำด้วยความรู้สึกทุกข์ไปกับผู้ที่ตนดูแล

นอกจากนี้ องค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณอีกประการน่าจะเป็นเรื่องของ ทิศทาง ที่ช่วยให้บุคคลสามารถกำหนดได้ว่าจะก้าวพ้นจากตัวตนไปในทางใด ในขณะเดียวกัน ทิศทาง ก็จะช่วยให้บุคคลพิจารณาได้ว่าเมื่อใดเป็นเวลาที่ควรจะก้าวพ้นตัวตน ซึ่ง ทิศทาง ดังกล่าวย่อมอยู่ในส่วนของ ความคิด ข้อนี้จึงยืนยันการวิเคราะห์ที่ว่า ความคิด คือสิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ โดย ความคิด ที่กำหนด ทิศทาง นี้ก็เป็นเรื่องของคุณค่าที่เป็นฐานแห่งการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายที่พบบ่อยก็คือ อุดมการณ์วิชาชีพ หรือ การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ รวมถึงคุณค่าอันกำหนดด้วยคำสอนทางศาสนาต่างๆ

นอกจากนี้ ปกรณ์ สิงห์สุริยา (2552) ได้สรุปกรอบแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณใน 2 กรอบแนวคิด ได้แก่ กรอบแนวคิดเกี่ยวกับ จิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และกรอบแนวคิดเกี่ยวกับ จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ โดยมีรายละเอียดดังนี้

กรอบแนวความคิดที่ 1 สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ สามารถมีอิทธิพลก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิตและสุขภาวะทางกายได้ โดยความเชื่อทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ สามารถทำให้เกิดสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงว่าสมรรถนะดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นหลังจากบุคคลมีภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ คือเห็นความมีความหมายของบางสิ่ง และสมรรถนะที่เกิดขึ้นนี้สามารถก่อสุขภาวะทางจิตและทางกายได้เช่นกัน และการคิดเชิงบวกสามารถก่อให้เกิดสิ่งที่คล้ายสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และสมรรถนะนี้ก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิต การที่ความคิดความรู้สึกของคนกลายเป็นหนึ่ง สามารถก่อให้เกิดสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และสมรรถนะนี้ก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิต

กรอบแนวความคิดที่ 2 จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ มีแก่นอยู่ที่การก้าวพ้นตัวตนอย่างต่อเนื่อง โดยการก้าวพ้นตัวตนเป็นการแปลงสิ่งที่เป็นอื่น หรือสิ่งที่แปลกแยกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนอาจมองเป็นการละทิ้งตัวตนเดิมและได้มาซึ่งตัวตนใหม่ หรือมองเป็นการขยายตัวตนออกไป ซึ่งประสบการณ์การก้าวพ้นตัวตนพบได้เมื่อมีกรณีของการที่ความหมายกลายเป็นความมีความหมาย กระบวนการนี้อาจตรงไปตรงมา คือ สิ่งที่เคยมีเพียงความหมายกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับบุคคล หรืออาจเป็นกระบวนการที่ต้องต่อสู้กับความมีความหมายดั้งเดิม และการที่ความหมายจะเปลี่ยนเป็นความมีความหมายนั้นจะต้องมีความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก โดยรวมกล่าวได้ว่า สิ่งนี้ก่อให้เกิดได้ด้วยการผันแปรทางจินตนาการ การผันแปรนั้นอาจใช้วิธีการต่างกัน เช่น คิดเชิงบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ การผันแปรทางจินตนาการต้องอาศัยความคิดเกี่ยวกับคุณค่าหรือทิศทางกำกับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่างๆ สนับสนุนทั้งในส่วนของการผันแปรทางจินตนาการและทิศทาง เช่น ตัวแบบที่ดี สัมพันธภาพที่ดี และระบบขององค์การ เป็นต้น

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (5) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง https://thaissf.org/er054-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er054-2 Sun, 07 Sep 2014 03:43:48 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/07/er054-2/ จิตวิญญาณ สุขภาวะทางจิตวิญญาณ สุขภาวะทางปัญญา มิติทางจิตวิญญาณของสุขภาพ สุขภาวะทางจิตปัญญา เป็นต้น ส่วนในภาษาอังกฤษมีการใช้คำว่า Spiritual หรือ Spirituality หรือ Spiritual health หรือ Spiritual well-being เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีนักวิชาการได้นำความรู้เรื่องจิตวิญญาณไปศึกษาและใช้กับบุคคลในองค์การ โดยใช้คำศัพท์ต่างๆ เช่น จิตวิญญาณที่ทำงาน (Workplace spirituality) (Milliman Czaplewski and Ferguson, 2003; Rego and Miguel Pina e Cunha, 2008; Krahnke, Giacalone and Jurkiewicz, 2003) จิตวิญญาณในที่ทำงาน (Spirituality in the workplace) (Bygrave and Macmillan, 2008; McGhee and Grant, 2008) จิตวิญญาณในองค์การ (Spirituality in organizations) (Heaton, Schmidt-Wilk and Travis, 2004) และความฉลาดทางจิตวิญญาณ (Intelligent Spirituality) (Pava, 2004) จิตวิญญาณ เป็นคำศัพท์ที่พบว่ามีความแตกต่างกันตามวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาและประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ตาม จิตวิญญาณก็มีลักษณะร่วมกันบางประการและมีความแตกต่างกันไปตามภาษาและวัฒนธรรม รวมทั้งพบความคล้ายคลึงสอดคล้องกันอยู่ในความต่างเหล่านั้น เรื่องจิตวิญญาณนี้เป็นกระแสความคิดที่มีมาอย่างต่อเนื่องตามประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยมีจุดสูงสุดของความรู้ที่ให้ความสำคัญกับมิติทางจิตวิญญาณ ก็คือ ศาสนธรรมต่างๆ แม้ว่าในความรู้ทางศาสนาที่มีความแตกต่างกัน จะไม่ได้ใช้คำที่มีความหมายเช่นเดียวกับคำว่าจิตวิญญาณในปัจจุบัน แต่ความรู้ทางด้านศาสนธรรมเหล่านี้ล้วนกล่าวถึงจิตวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับชีวิตอันประเสริฐที่ไปพ้นจากเงื่อนไขทางวัตถุเป็นสำคัญ (โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์, 2549)

สำหรับมุมมองของนักวิชาการไทยเกี่ยวกับจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณมีแนวคิดภาพรวมที่แตกต่างกันออกไป อาทิเช่น ประเวศ วะสี (2552) ได้เสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ปรากฎในสาระสำคัญของการประชุมประจำปีของแผนพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ในหลายประเด็น ดังนี้

1. จิตวิญญาณอยู่ใกล้ตัวเรา ทั้งในการทำงาน และการดำเนินชีวิต

จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่สามารถสร้างให้เกิดขึ้นได้ในการทำงานประจำวัน ทั้งในงานบริหาร งานพัฒนาคุณภาพ งานในสถานการณ์ยากลำบาก งานในชุมชน ล้วนแต่เป็นพื้นที่ให้มนุษย์ได้ใกล้ชิดกับจิตวิญญาณ ผ่านการฝึกฝนตนเองร่วมไปกับบทบาทและหน้าที่ที่ตนเองกำลังปฏิบัติ จิตวิญญาณจะอยู่ร่วมกับชีวิตและส่งเสริมการดำเนินชีวิตประจำวัน และการใช้ชีวิตครอบครัว ให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น เห็นคุณค่าและความหมายของการมีชีวิตอยู่

2. การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณเป็นการข้ามพ้นกรอบความคิดเดิมที่เรายึดติด

การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณต้องเริ่มต้นที่ตนเอง โดยปลดปล่อยให้ตนเองหลุดจากกรอบและความคิดความเชื่อเดิมๆ เช่น ความเชื่อว่าทุกสิ่งต้องเป็นไปตามหลักการหรือทฤษฎีอย่างใดอย่างหนึ่ง ผลจากการเป็นอิสระจากกรอบเดิมๆ ช่วยทำให้เรามีพลังในการใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างสร้างสรรค์ เมื่อการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจะทำให้มนุษย์เป็นคนธรรมดามากขึ้น สัมผัสความเรียบง่าย และสามารถมีความสุขได้มากขึ้น

3. สุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงตนเองกับสิ่งต่างๆ รอบด้าน

สุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมโยงการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ทั้งชุมชน สังคม องค์การ ระบบการทำงาน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน ความเชื่อมโยงเป็นเรื่องของการพึ่งพิงอาศัยซึ่งกันและกัน ช่วยให้สามารถเข้าใจความหมายของแต่ละสิ่งอย่างรอบด้าน

4. จิตวิญญาณเป็นคุณค่าสูงสุดทางจิตใจ

ไม่ว่าจะเป็นคำว่า จิตปัญญา จิตตปัญญา สุขภาวะทางปัญญา หัวใจของความเป็นมนุษย์ การพัฒนาจิต ล้วนแต่เป็นสิ่งเดียวกันที่มีความหมายถึงสิ่งที่มีคุณค่าสูงสุดทางจิตใจ มิติทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถสัมผัสได้ถึงความงามอันลึกซึ้ง ความสุขอันประณีต ความอิสระที่อยู่ภายในจิตใจ หรือความรักอันไพศาลต่อเพื่อนมนุษย์

5. สติเป็นเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ

สติเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้มนุษย์เปลี่ยนวิธีคิดได้ สติทำให้จิตเป็นกลาง เมื่อจิตเป็นกลางก็จะสามารถเปลี่ยนอะไรก็ได้ แม้กระทั่งการเปลี่ยนวิธีคิดไปจากเดิม ถ้าคนที่ทำงานในอาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ครู นักธุรกิจ หันมาเจริญสติกันมาก สังคมก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ การพัฒนาทางจิตวิญญาณก็จะเกิดขึ้น ปัจจุบันคนทั่วโลกหันมาเจริญสติกันมาก เพราะพบว่าการเจริญสติช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เยียวยาความเจ็บปวดได้ง่ายขึ้น เรียนรู้ได้ดีขึ้น รวมทั้งมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับคนในครอบครัวและที่ทำงาน สติจึงเป็นเครื่องมือสำคัญของการปฏิวัติทางจิตวิญญาณที่เชื่อมโยงกับทุกอย่างในชีวิต

6. การพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณสามารถกระทำได้ในทุกศาสนา

การพัฒนาจิตวิญญาณต่างมีจุดร่วมกันตรงที่การปฏิบัติอย่างเป็นประจำ สม่ำเสมออยู่ในชีวิตประจำวัน โดยเริ่มต้นจากการฝึกปฏิบัติตามศาสนาที่ตนเองนับถือ เช่น ศาสนาพุทธฝึกละอกุศล ทำความดี มีสติอยู่กับปัจจุบัน ศาสนาอิสลามฝึกละหมาดเพื่อระลึกถึงพระเจ้าตลอดทั้งวันและคืน ศาสนาคริสต์ฝึกชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ ให้มีความรักและศรัทธาในพระเจ้าและแสดงออกด้วยการรักเพื่อนมนุษย์ แม้ว่าแต่ละศาสนาจะมีหลักปฏิบัติที่แตกต่างกัน ก็สามารถพัฒนาจิตวิญญาณได้ เพียงแค่มีการปฏิบัติเท่านั้น

7. สุขภาวะทางจิตวิญญาณสามารถสร้างความสุขในการทำงานได้

สุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นความสุขราคาถูกที่ไม่ต้องลงทุนมากมาย ก็สามารถหาความสุขนี้ได้ในการทำงาน เพื่อเริ่มจากการเห็นคุณค่าและศรัทธาในวิชาชีพหรืองานที่ตนเองทำ รู้จักชื่นชมและให้กำลังใจตนเองเป็น รับรู้ความรู้สึกของผู้อื่น ตระหนักถึงคุณค่าอันละเอียดอ่อนของชีวิตมนุษย์ ฝึกฝนการเจริญสติในระหว่างการทำงาน คุณลักษณะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องหาซื้อจากที่ใด เพียงแค่เริ่มต้นที่ตนเองเท่านั้น ก็สามารถรับผลอันเป็นความสุขได้ทันที ในขณะที่กำลังทำงาน

8. ชุมชนกัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่สนับสนุนให้สุขภาวะทางจิตวิญญาณคงอยู่

ชุมชนเป็นพื้นที่ในการดูแลจิตใจที่ขยายออกไปจากตนเอง ผ่านการสื่อสารกันอย่างเป็นกัลยาณมิตร มีการรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง การมีเพื่อนที่สามารถบอกเล่าเรื่องราว และแบ่งปันทุกข์สุขให้แก่กันได้ เป็นปัจจัยที่ช่วยหล่อเลี้ยงพลังในการทำงาน แม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด กดดัน หรือบีบคั้น ยากลำบาก ก็ตาม สุขภาวะทางจิตวิญญาณในการทำงานก็ยังคงอยู่ เราสามารถสร้างชุมชนกัลยาณมิตรได้ง่ายๆ ด้วยการสร้างพื้นที่ สร้างเวลา สร้างโอกาสให้ปลอดภัย พื้นที่สร้างสรรค์ในการทำงานก็จะเกิดขึ้นได้ กล่าวโดยสรุปคือ ชุมชนที่ดีจะสนับสนุนให้สุขภาวะทางจิตวิญญาณยังคงอยู่ตั้งแต่เริ่มต้น ระหว่างทาง จนเกิดผลงาน ตลอดเส้นทางการทำงาน

9. ผู้นำที่มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพขององค์การ

ผู้นำเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตขององค์การได้ หากผู้นำพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนเองไปด้วย ผู้นำที่มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณประกอบไปด้วยคุณลักษณะ 7 ประการ ได้แก่

9.1 ค้นหาและยอมรับในศักยภาพเดิมหรือต้นทุนที่มีอยู่แล้วในองค์การ

9.2 สร้างพื้นที่ให้ผลงานได้มีโอกาสงอกเงยและปรากฎให้เห็น

9.3 ส่งเสริมบุคลากรแต่ละคนได้มีโอกาสทำงานที่ยากและท้าทาย

9.4 มีการอาศัยความร่วมมือร่วมใจของบุคลากรทุกระดับในองค์การ

9.5 มีการทำงานแบบเป็นงานศิลปะที่มีสุนทรียภาพ

9.6 มีขวัญและกำลังใจสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง

9.7 การใส่ใจดูแลทุกข์สุขของบุคลากรทุกคน

10. เมื่อนำจิตวิญญาณเข้าไปใช้ในระบบการศึกษา จะสามารถทำให้ระบบการศึกษามีการเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมได้

การนำเอาเรื่องการพัฒนาจิตจนเกิดปัญญา เข้าไปสู่การเรียนการสอน นำการเรียนรู้เข้ามาสู่ตัวผู้เรียนผู้สอน โดยอาศัยวิธีการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงเนื้อหาวิชาออกไปสู่ชีวิต ไม่จำกัดการเรียนรู้เฉพาะภายในห้องเรียน มีการเชื่อมโยงชีวิตผู้เรียนไปสู่โลกภายนอก สู่ชุมชนต่างๆ เท่าทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง การศึกษาเช่นนี้จะเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มจากผู้สอนต้องมีจิตวิญญาณตระหนักคุณค่าที่แท้ของความเป็นครู หรือจิตวิญญาณความเป็นครู ในขณะที่นักเรียนเป็นผู้ที่ต้องมีจิตวิญญาณของผู้ใฝ่เรียนรู้ การเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมที่แท้จริงจึงเกิดขึ้นได้

11. สุขภาวะทางจิตวิญญาณเริ่มต้นเมื่อนำชุมชนเป็นศูนย์กลาง

การมีโอกาสได้เข้าไปรับรู้ความรู้สึกของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับตนเองหรือองค์การจะทำให้เกิดการเห็นทั้งหมดของชีวิตและความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ มีการบูรณาการนำเอามิติต่างๆ เข้ามาในชีวิตและการทำงาน ทั้งมิติทางกาย จิต และสังคม การบูรณาการย่อมทำให้เกิดการเห็นคุณค่าในตนเองและการทำงานมากยิ่งขึ้น

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (4) บทนำ https://thaissf.org/er053-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er053-2 Thu, 04 Sep 2014 01:43:09 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/04/er053-2/ องค์การที่ได้นำเทคนิคในเรื่องจิตวิญญาณมาใช้เป็นพื้นฐานในการทำงาน จะมีการพัฒนาผลผลิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Colin, 1999 อ้างถึงใน Robbins, 2005) และยังพบว่า องค์การที่ให้บุคลากรหรือพนักงานมีโอกาสพัฒนาจิตวิญญาณจะมีผลการปฏิบัติงานที่ดีกว่าองค์การที่พนักงานไม่มีโอกาส (Nech and Milliman, 1994 อ้างถึงใน Robbins, 2005) จิตวิญญาณในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเพิ่มพลังอำนาจ (Empowerment) (Lee, 1991) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับการตั้งใจลาออกของพนักงาน (Moore and Casper ,2005) และยังมีความสัมพันธ์กับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความพึงพอใจของพนักงาน ผลการปฏิบัติงานของทีม และความผูกพันต่อองค์การ (รัตติกรณ์ จงวิศาล, 2551)

สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual health) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่คาดว่ามีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและระบบการศึกษา เพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างเป็นองค์รวมทั้งสุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมของบุคคล ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความสุขให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2552) ซึ่งมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากร และได้มีแผนการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างกว้างขวางทั้งในระดับสถาบัน องค์การ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลระดับต่างๆ ศูนย์สุขภาพชุมชน และสถานีอนามัย รวมทั้งสถาบันหรือองค์การที่ไม่ได้ทำงานกับระบบสุขภาพโดยตรง หรือมูลนิธิต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุข ทุ่มเทกำลังกายและใจเพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลัง และเกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณทั้งของผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบสุขภาพ รวมถึงบุคลากรในระบบการศึกษา ซึ่งในการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ หากมีการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐานแล้ว จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ควบคู่กับแนวทางในการเสริมสร้างและพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้อย่างมีประสิทธิผล

จากการทบทวนเอกสาร บทความ แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาและพัฒนาเครื่องมือในการประเมินและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา เพื่อจะนำเครื่องมือและตัวชี้วัดที่ได้ไปใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา และเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากรทั้งผู้ให้และผู้รับบริการในระบบสุขภาพ ระบบการศึกษาและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

วัตถุประสงค์

1. เพื่อทบทวนเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ

2. เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดและตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

3. เพื่อจัดทำคู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

ขอบเขตการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือสุขภาวะทางจิตวิญญาณของผู้ปฏิบัติงานและบุคลากร โดยมีการศึกษา 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณในการทำงาน และขั้นตอนหรือกระบวนการพัฒนาจิตวิญญาณ จากเอกสารทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย แนวคิด ทฤษฎี เครื่องมือวัด การพัฒนา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2. สังเคราะห์และสรุปความหมาย องค์ประกอบ แนวทางในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (ผลจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง)

3. ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณาทั้งความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

4. ปรับปรุงแก้ไข ความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา หลังจากนั้นจัดทำร่างเครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา จากการทบทวนวรรณกรรมและจากผู้ทรงคุณวุฒิ

5. เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 855 ตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างในระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวน 471 ตัวอย่าง และในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นบุคลากรด้านการศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 384 ตัวอย่าง

6. นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้เครื่องมือวัด นำมาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) เพื่อหาองค์ประกอบของจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

7. หาคุณภาพเครื่องมือวัดจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา โดย

– ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation)

– ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด (Reliability) โดยการหาค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal consistency) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficiency)

ผลการดำเนินงาน

ก. ผลที่ได้ตามตัวชี้วัด/เป้าหมายของโครงการ

1. ได้เอกสารการทบทวนบทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ

2. ได้ตัวชี้วัดสำหรับการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

3. ได้เครื่องมือวัดสำหรับการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

4. ได้คู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

ข. ผลอื่นที่ได้นอกเหนือจากเป้าหมาย/ที่คาดการณ์ไว้

1. ได้เกณฑ์ปกติ (Norms) ที่แสดงค่าคะแนนแต่ละค่าของแต่ละองค์ประกอบและรวมทุกองค์ประกอบของแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ความถี่ อันดับเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile Rank) และคะแนนมาตรฐานที (Standardized T-Score)

2. ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ จากจำนวน 500 ตัวอย่าง เป็น 855 ตัวอย่าง

3. ได้แบบบันทึกชุดคะแนนสุขภาวะทางจิตวิญญาณแต่ละด้าน (Spiritual health profile) รวมทั้งกราฟที่แสดงคะแนนแต่ละองค์ประกอบ ทั้งกราฟที่แสดงเป็นค่าคะแนน มาตรฐานที เพื่อให้ผู้ประเมินเห็นภาพชัดเจนว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนนั้นด้านใดที่น้อย ด้านใดที่มาก และกราฟที่แสดงคะแนนดิบที่รวมจากคะแนนแต่ละข้อและช่วงคะแนนปกติ เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าคะแนนในแต่ละด้านของตนนั้นอยู่ในช่วงคะแนนปกติหรือไม่ และแบบบันทึกชุดคะแนนพร้อมทั้งตัวอย่างการบันทึก

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (3) บทคัดย่อ https://thaissf.org/er052/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er052 Sun, 31 Aug 2014 07:40:08 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/31/er052/ กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมตตากรุณา มีเป้าหมายและพอเพียง ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ อ่อนน้อมถ่อมตน ให้อภัย และมีความเป็นมิตร แบบวัดที่ได้มีค่าความเชื่อมั่น และมีอำนาจจำแนกอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผลจากการพัฒนาในครั้งนี้คณะผู้วิจัยสามารถสร้างคู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งประกอบไปด้วยการประเมิน 3 ส่วนได้แก่แบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ แบบสอบถามปลายเปิด และการประเมินโดยใช้กรณีศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมินเพื่อการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณและได้นำคะแนนมาสร้างเกณฑ์ปกติจากกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

คำสำคัญ: สุขภาวะทางจิตวิญญาณ, การประเมิน, ตัวชี้วัด

Abstract

This study was aimed to review the previous literatures on spiritual health, to develop the instrument to assess spiritual health, and to construct the spiritual health assessment manual for the personnel in health care and educational settings.

The researchers developed the initial 18-dimensionional spiritual health and the scenario questions for case study instrument based on the results of literature reviews. The content validity of the instrument was examined by the panel of 13 expertise scholars. The improved instrument was used to collect the empirical data from the sample of 855 subjects. Seven dimensions as spiritual health indicators emerged from the exploratory factor analysis of the spiritual health scale and those dimensions were named moral courage, loving-kindness and compassion, goal and sufficiency, humanism, humility, forgiveness, and friendliness. The developed scale showed good psychometric properties with high item discrimination power and reliability. The final spiritual health instrument included thirty-four items, the two open-ended questionnaires capturing positive emotions experience and meaningfulness of life goal, and the scenario question for case study. The benefits of the instrument foster both the academics and practitioners in both health care and educational settings to develop and improve their spiritual health by comparing their spiritual health scores with the norm scores from the norm sample.

Keywords: Spiritual health, Assessment, Indicators

]]>