สุขภาวะทางกาย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สุขภาวะทางกาย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (6) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/er055/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er055 Thu, 11 Sep 2014 06:28:36 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/11/er055/ 1. สมรรถนะที่ช่วยให้ความหมายกลายเป็นความมีความหมาย และ 2. ภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย โดยภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย ได้ชี้ให้เห็นว่าปกติเราจะอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว โดยสิ่งนี้ก็คือ โลกของเรา ซึ่งแสดงว่า เราอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณในความหมายนี้อยู่เสมอ เหมือนกับที่เราอยู่ในภาวะทางกาย ภาวะทางความรู้สึก หรือภาวะทางความคิดอยู่เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม มีปัญหาว่าที่ผ่านมาเราชี้ว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหรือต้องทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการประสานงานที่เหมาะเจาะของความคิดและความรู้สึก จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเราจะอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณอยู่เสมอได้อย่างไร และถ้าภาวะร่างกายเป็นไปตามปกติ เราก็จะประเมินว่ามีสุขภาวะทางกาย หรือการมีภาวะทางกายที่มีสุข แต่ถ้าภาวะทางจิตวิญญาณเป็นอย่างที่เป็น คือ เข้าถึงความมีความหมายอยู่ในโลกอยู่แล้ว ไม่ว่า โลก นั้นจะกว้างหรือแคบ เราจะสามารถประเมินเช่นเดียวกันได้หรือไม่ว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ในเมื่อข้อมูลในการวิเคราะห์ชี้ว่าบุคคลต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อน จนกระทั่งจิตวิญญาณในฐานะของการเปลี่ยนแปลงจากความหมายสู่ความมีความหมายนั้นได้เกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้เห็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของจิตวิญญาณ นั่นคือ ในการประเมินภาวะทางจิตวิญญาณว่าเป็น สุข หรือไม่นั้น จะต้องมีองค์ประกอบของ พัฒนาการ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ว่าความตระหนักในความมีความหมายเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ถ้าในเบื้องต้นเราอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว จะไม่สามารถตัดสินได้ว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เนื่องจาก ในการศึกษาในครั้งนี้ได้พบกรณีที่ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผชิญกับ ความมีความหมายมากเกินไป เช่น มีความรู้สึกร่วมกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่กำลังประสบทุกข์ราวกับว่าตนประสบเสียเอง ในกรณีเช่นนี้ ปรากฏว่าเกิดการเสียสมดุลระหว่างความคิดและความรู้สึก ทำให้มิอาจปฏิบัติงานได้ โดยบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ต้องอาศัยการเสริมพลังด้านความคิดของตน เพื่อมิให้ตนเองถูกครอบงำจากความรู้สึกร่วมนั้นนัยหนึ่งว่า บุคลากรผู้นี้อาศัยความคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์วิชาชีพเพื่อก้าวพ้นตัวตนที่กำลังถูกครอบงำด้วยความรู้สึกทุกข์ไปกับผู้ที่ตนดูแล

นอกจากนี้ องค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณอีกประการน่าจะเป็นเรื่องของ ทิศทาง ที่ช่วยให้บุคคลสามารถกำหนดได้ว่าจะก้าวพ้นจากตัวตนไปในทางใด ในขณะเดียวกัน ทิศทาง ก็จะช่วยให้บุคคลพิจารณาได้ว่าเมื่อใดเป็นเวลาที่ควรจะก้าวพ้นตัวตน ซึ่ง ทิศทาง ดังกล่าวย่อมอยู่ในส่วนของ ความคิด ข้อนี้จึงยืนยันการวิเคราะห์ที่ว่า ความคิด คือสิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ โดย ความคิด ที่กำหนด ทิศทาง นี้ก็เป็นเรื่องของคุณค่าที่เป็นฐานแห่งการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายที่พบบ่อยก็คือ อุดมการณ์วิชาชีพ หรือ การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ รวมถึงคุณค่าอันกำหนดด้วยคำสอนทางศาสนาต่างๆ

นอกจากนี้ ปกรณ์ สิงห์สุริยา (2552) ได้สรุปกรอบแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณใน 2 กรอบแนวคิด ได้แก่ กรอบแนวคิดเกี่ยวกับ จิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และกรอบแนวคิดเกี่ยวกับ จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ โดยมีรายละเอียดดังนี้

กรอบแนวความคิดที่ 1 สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ สามารถมีอิทธิพลก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิตและสุขภาวะทางกายได้ โดยความเชื่อทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ สามารถทำให้เกิดสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงว่าสมรรถนะดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นหลังจากบุคคลมีภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ คือเห็นความมีความหมายของบางสิ่ง และสมรรถนะที่เกิดขึ้นนี้สามารถก่อสุขภาวะทางจิตและทางกายได้เช่นกัน และการคิดเชิงบวกสามารถก่อให้เกิดสิ่งที่คล้ายสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และสมรรถนะนี้ก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิต การที่ความคิดความรู้สึกของคนกลายเป็นหนึ่ง สามารถก่อให้เกิดสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และสมรรถนะนี้ก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิต

กรอบแนวความคิดที่ 2 จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ มีแก่นอยู่ที่การก้าวพ้นตัวตนอย่างต่อเนื่อง โดยการก้าวพ้นตัวตนเป็นการแปลงสิ่งที่เป็นอื่น หรือสิ่งที่แปลกแยกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนอาจมองเป็นการละทิ้งตัวตนเดิมและได้มาซึ่งตัวตนใหม่ หรือมองเป็นการขยายตัวตนออกไป ซึ่งประสบการณ์การก้าวพ้นตัวตนพบได้เมื่อมีกรณีของการที่ความหมายกลายเป็นความมีความหมาย กระบวนการนี้อาจตรงไปตรงมา คือ สิ่งที่เคยมีเพียงความหมายกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับบุคคล หรืออาจเป็นกระบวนการที่ต้องต่อสู้กับความมีความหมายดั้งเดิม และการที่ความหมายจะเปลี่ยนเป็นความมีความหมายนั้นจะต้องมีความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก โดยรวมกล่าวได้ว่า สิ่งนี้ก่อให้เกิดได้ด้วยการผันแปรทางจินตนาการ การผันแปรนั้นอาจใช้วิธีการต่างกัน เช่น คิดเชิงบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ การผันแปรทางจินตนาการต้องอาศัยความคิดเกี่ยวกับคุณค่าหรือทิศทางกำกับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่างๆ สนับสนุนทั้งในส่วนของการผันแปรทางจินตนาการและทิศทาง เช่น ตัวแบบที่ดี สัมพันธภาพที่ดี และระบบขององค์การ เป็นต้น

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (1) https://thaissf.org/sh033/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh033 Fri, 25 Jul 2014 11:32:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/25/sh033/ 2. วัตถุประสงค์

เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กรอบแนวคิดเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” จากข้อมูลของกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

3. ข้อตกลงเบื้องต้น

การสังเคราะห์กรอบแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณนี้อาศัยข้อมูลจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังต่อไปนี้

กลุ่มภาคกลาง

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 18-19 กันยายน 2551

# กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 วันที่ 30-31 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคใต้

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-7 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 10-11 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 วันที่ 15-16 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคเหนือ

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 1 วันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 2 วันที่ 29 – 30 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 3 วันที่ 27-28 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคอีสาน

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 18 – 19 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 : วันที่ 24 – 25 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 : วันที่ 20 – 21 พฤศจิกายน 2551

การสังเคราะห์ความรู้นี้อาศัยเฉพาะข้อมูลจากเอกสารการถอดเทปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จัดทำโดยแผนงานฯ ข้อมูลส่วนนี้อาจมีที่ไม่สมบูรณ์ไปบ้างเนื่องจากเทปบันทึกเสียงขาดตอน อย่างไรก็ตาม ความไม่สมบูรณ์นี้มีเพียงส่วนน้อย และเชื่อว่าไม่กระทบต่อผลการสังเคราะห์ความรู้

4. ผลการสังเคราะห์ความรู้

4.1 ความหมายของ “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ”

การแบ่งประเภทสุขภาวะของบุคคลขึ้นกับความเข้าใจว่า “ความเป็นบุคคล” นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยพื้นฐานแล้วความเข้าใจดังกล่าวจะอยู่ในรูปที่ว่าความเป็นบุคคลประกอบด้วยมิติด้านจิต ด้านกาย และด้านสังคม สำหรับด้านจิตนั้น ยังแบ่งได้อีก 2 มิติย่อย ได้แก่ ด้านความคิดและด้านความรู้สึก ทั้งนี้ หากพิจารณาในระดับที่ย่อยลงไปอีก จะเห็นว่าความเป็นบุคคลระดับพื้นฐานประกอบด้วยมิติด้านจิตและด้านกายเท่านั้น ขณะที่มิติด้านสังคมสามารถทอนย่อยเป็นมิติด้านจิตได้

บนพื้นฐานแห่งการจำกัดความเป็นบุคคลให้อยู่ที่มิติพื้นฐาน คือ ด้านจิตและด้านกายนี้ เราอาจอาศัยมุมมองการแบ่งระหว่าง “สมรรถนะ” กับ “ภาวะ” เพื่อทำความเข้าใจมิติทั้ง 2 นี้ให้ชัดเจนขึ้น อันจะสามารถนำมาเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นเรื่องสุขภาวะต่อไป “สมรรถนะ” หมายถึง อำนาจที่จะยังให้เกิดผลบางอย่าง ส่วน “ภาวะ” หมายถึง สภาพของสิ่งอันบรรยายได้ในเชิงคุณภาพ (เช่น สุข-ทุกข์)

ถ้าเข้าใจว่ามิติด้านจิตมีส่วนที่เป็น สมรรถนะและส่วนที่เป็นภาวะ ก็จะกล่าวได้ว่ามี (ก) สมรรถนะทางจิต และ (ข) ภาวะทางจิต ด้วยวิธีเดียวกัน เรากล่าวได้ว่ามี (ก) สมรรถนะทางกาย และ (ข) ภาวะทางกาย และในส่วนของจิตนั้น ก็ยังแยกย่อยได้เป็น (ก) สมรรถนะทางความคิดและภาวะทางความคิด (ข) สมรรถนะทางความรู้สึกและภาวะทางความรู้สึก ในเรื่องของความเป็นบุคคลนั้น กล่าวได้ว่าสมรรถนะมีบทบาทสำคัญในการยังให้เกิดภาวะที่มีคุณภาพใดคุณภาพหนึ่ง และแน่นอน ยามที่กล่าวว่าภาวะเป็นผลจากการทำงานของสมรรถนะ การทำงานที่ว่านั้นก็อยู่ในบริบทแห่งปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายรวมถึงเหตุการณ์ด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า “สุขภาวะ” คือ ผลจากการทำงานของสมรรถนะในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น “สุขภาวะทางกาย” ก็คือสภาพของร่างกายที่ดี อันเป็นผลจากการทำงานของสมรรถนะทางกายในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน หากสมรรถนะทางกายเสื่อมเสียไป ก็ย่อมส่งผลให้เกิด “ทุกขภาวะทางกาย”

การแบ่งประเภทสุขภาวะตามการวิเคราะห์ข้างต้น หากนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” จะได้ผลอย่างไร คำถามประการแรกที่มีคือ “อะไรคือสมรรถนะที่นำสู่ภาวะนี้” ในกรณีของสุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางกาย และแม้กระทั่งสุขภาวะทางสังคมนั้น คำถามดังกล่าวไม่ปรากฏ เนื่องจากเป็นที่แน่ชัดว่าสมรรถนะใดมีบทบาท นั่นคือ สมรรถนะทางจิตและทางกาย โดยสมรรถนะทั้ง 2 นี้ก็มิได้เป็นที่สงสัยว่ามีอยู่หรือไม่ คำตอบที่เป็นไปได้คือ (ก) สมรรถนะที่ยังผลต่อภาวะทางจิตวิญญาณก็คือสมรรถนะที่มีอยู่อย่างไม่สงสัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมรรถนะทางจิต หรือ (ข) บุคคลมีสมรรถนะอย่างหนึ่งต่างหากจากจิตและกาย และสมรรถนะนั้นก็คือ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณ” สมรรถนะนี้อาจเป็นอีกด้านหนึ่งของสมรรถนะทางจิตนอกเหนือจากความคิดและความรู้สึกก็ได้

]]>