สุขภาพจิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:52 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สุขภาพจิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การชับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (7) https://thaissf.org/sh099/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh099 Mon, 03 Nov 2014 00:06:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/03/sh099/ แจกจ่ายให้ทีมที่มาเอาไปใช้ และส่งให้หน่วยงานอื่นๆที่มาช่วยเจาะเลือดด้วย…”

สถิต สายแก้ว รพ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

“…จัดกระบวนการโดยมีคนเข้าร่วม 11 คน เป็น ผอ.รพ.สต.แห่งละ 1 คน และผู้รับผิดชอบหมู่บ้านปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพอีก 1 คน เริ่มต้นด้วยการอธิบาย concept ของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก่อน บอกบทบาทของแต่ละตำแหน่ง บทบาทของคุณกิจ ว่าให้เล่าความสำเร็จของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หลังจากนั้นให้ทุกคนช่วยแชร์ประสบการณ์ ให้เค้าตื่นตัวตลอด ให้ทุกคนได้คุย ไม่ถูกทอดทิ้ง…”

ศิรินทิพย์ ธรรมสกุล รพ.สต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี

“…เริ่มจากวงกินข้าวเที่ยง เราเอาแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาใช้ในวง ก็กินข้าวไปคุยกันไป เลือกประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แล้วค่อยมาจดทีหลัง จำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ก็ได้วิธีการแก้ปัญหาการทำงานหลายๆอย่าง…”

รูสลาม สาร๊ะ รพ.สต.ตะโล๊ะหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา

2. การ ลปรร.แบบอ่างปลา : เป็นรูปแบบที่พบบ่อย โดยใช้กับวง ลปรร. ที่มีผู้เข้าร่วมบางคนเท่านั้นที่มีมีเรื่องราวความสำเร็จ จึงถูกวางให้เป็นตัวหลักในการเล่าเรื่องและนั่งอยู่วงใน ส่วนผู้เข้าร่วมที่เหลือเป็นผู้ไม่มีประสบการณ์หรือไม่ผ่านกระบวนการคัดเลือกจัดให้นั่งอยู่วงนอก คอยซักถามหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ภายใต้ประเด็น ลปรร.ที่สนใจ

“…ภาคบ่ายเป็น อสม. เรื่อง ของระบบการจัดการสุขภาพในเรื่องของการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน และทีมของจังหวัด ก็มาเป็น note taker ให้เรา หนูก็มีหน้าที่เป็น fa. มีพี่มาจากจังหวัด 2 คน ในรูปแบบที่เราทำก็มีการจัดวง 18 คน ก็มีกลุ่ม อสม. ที่แบบว่าเชี่ยวชาญหน่อย เก่งๆ อยู่วงใน ล้อมรอบด้วยคนที่อยู่วงนอกอีกวงหนึ่ง นั่งซ้อนกัน แต่เยื้องๆ กันไม่บังกัน ก็จะมีการเริ่มประเด็น มีกฎ กติกา การเล่าการแชร์ประสบการณ์ ตอนที่เราได้ประสานงานไป เราใช้โทรศัพท์พูดคุยก่อน ว่าเราจะเชิญท่านมา ส่ง message ไปว่าเราจะคุยเรื่องอะไร และให้ทางประธานได้กระจายส่ง message ต่อ มีประธานอยู่ 1 คน และก็ส่งให้อีก 8 คน ให้เขาส่งกันเอง และก็มาพร้อมกันในช่วงบ่ายที่เรานัด เขาให้ความร่วมมือดีมาก…”

ธัญลักษณ์ มุ่งเอื้อมกลาง รพ.สต.ท่าจาม อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

“…ประสบการณ์ครั้งแรก ทำเรื่อง แกนนำสุขภาพจิตดูแลผู้ป่วยเรื้อรังลดปัญหาฆ่าตัวตาย มีการกำหนดคนเล่าเรื่อง เอา ต.คลองเรือที่ประสบความสำเร็จมาเล่า มี อบต.ที่สนับสนุนงบประมาณ เราเจาะไปที่คนป่วยโรคเรื้อรัง คนที่เข้ามาเป็นนายกองค์การบริหารส่วนตำบล คนทำเรื่องสุขภาพจิต แล้วก็แกนนำที่ดำเนินการทำกิจกรรมในชุมชน มี 4 คนที่มาเล่าเรื่อง อบต.1 คน เจ้าหน้าที่ 1 คน อสม.2 คน

ออกแบบกับทีมว่าเราจะมีการสร้างสัมพันธภาพก่อน เขียนป้ายชื่อตัวเอง เขียนลักษณะเด่น ให้คนในวงอ่านแล้วคิดว่าเป็นของใคร เป็นการสร้างสัมพันธภาพ เพราะเรามาจากคนละตำบล ฝึกทักษะการฟังโดยการเปิดเพลงให้ฟัง แล้วให้เค้าสะท้อนว่าได้อะไร เรียนรู้อะไร รู้สึกอย่างไร

ลปรร. โดยให้คนเข้าร่วมเข้าใจว่า กระบวนการวันนี้มีข้อห้ามอะไรบ้าง เรื่องที่มาเล่าเป็นประสบการณ์ที่ผ่านมาแล้วอย่าวิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอแนะ กำหนดว่าใครจะซักถามให้ยกมือ วางไมค์ไว้ตรงกลางใครจะพูดก็มาเอาไมค์ไป

เริ่มเล่าโดยให้นายกฯ เล่าก่อน เป็นการให้เกียรติว่า เป็นผู้สนับสนุน ให้เล่าว่าสนับสนุนอย่างไร เล่าเสร็จก็ให้ในวงซักถาม หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ที่ดูแลก็เล่า แล้วต่อด้วยแกนนำ

หลังจากแลกเปลี่ยนแล้วก็สะท้อนว่า ได้อะไร การที่ได้ซักถามกันเห็นอะไร แล้วคาดหวังว่าจะไปทำอะไรต่อมีการบันทึกโดย note ขึ้นกระดาน ยังไม่ได้ถอดบทเรียนเพราะว่ายังไม่ได้เรียน…”

สุมาลี คุ้มสุวรรณ รพ.สต.คลองเรือ อ.วิหารแดง จ.สระบุรี

3. ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับทดลองฝึกปฏิบัติ

รูปแบบนี้ถูกออกแบบให้มีช่วงการ ลปรร.ก่อน และต่อด้วยช่วงทดลองฝึกปฏิบัติ โดยไม่ต้องรอให้กลับไปทำจริงในพื้นที่ เพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันและสามารถนำเอาวิธีที่เรียนรู้กลับไปปฏิบัติได้เลย

“…ใช้กับงานระบาดเริ่มจากคอตีบ มันเกิดขึ้นในรามัน 5 ราย ตายไปแล้ว 2 งานระบาดมีคนเปลี่ยนคนรับผิดชอบบ่อยๆน้องใหม่มาพี่จะโยนให้ทำ ก็ประชุมทีมงานระบาด SRRT ตัวเองกับเพื่อนก็คุยกันก่อนแล้วเสนอว่าให้ทำแบบ ลปรร.ควบคู่ไปกับการแสดงบทบาทสมมติ ทุกครั้งที่มีประชุมช่วงเช้ามี ลปรร. ช่วงบ่ายมีแสดงบทบาทสมมุติ

ช่วงเช้าเอาคนที่มีประสบการณ์ที่ควบคุมได้ดีมาคุย น้องมาเล่า 3 คน น้องจะเล่าตั้งแต่การลงไปทำความเข้าใจกับชาวบ้านไปยังไง เค้าทำอะไรบ้าง อย่างเช่น หมู่นึงไปกับทหารเพราะเค้าจำเป็นต้องไป หมู่สองไปกับ อสม.เพราะพื้นที่ปลอดภัย วิธีการที่ลงไป ก็จะมาเอา อสม.มาก่อน แล้วชี้ว่าจุดไหนต้องลง ลงไปที่จุดไม่ควานหาเอง จุดนี้มีเด็กกี่คน เรียกมารวมกันได้ไหม หรือต้องไปที่บ้าน บ้านที่เรียกยังไงก็ไม่มาก็ต้องให้คนที่เค้าเคารพนับถือไปเรียก เลือกให้ตรงกับคน เช่น ให้ผู้ใหญ่บ้าน โต๊ะอีหม่าม บางบ้านมีลิงเลี้ยงไว้เค้าก็กลัว พอเล่าทั้งสามคนแล้ว มันเห็นวิธีการการลงไปทำ ทำยังไง การควบคุมยังไง หลังจากนั้นก็ให้วงนอกซักถาม ใช้เวลาประมาณชั่วโมงครึ่ง ช่วงบ่ายเป็นการแสดงบทบาทสมมติ สวมชุมอวกาศยังไง มีสถานการณ์อะไรบ้าง การไปถามถามยังไง เป็นเหมือนการซ้อม…”

รูสลาม สาร๊ะ รพ.สต.ตะโล๊ะหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา

“…เราเลือกประเด็นแลกเปลี่ยนก่อน โดยดูจากแฟ้ม 18 แฟ้มที่ต้องลงโปรแกรม J-HCIS เลือกมา 1 แฟ้มที่สนใจ แล้วก็เลือกคนที่จะเล่า โดยเลือกเอาคนที่ได้งบสนับสนุนในงวดก่อนๆเยอะ โดยให้แลกเปลี่ยน เล่าถึงการเก็บข้อมูล การลงข้อมูล การคีย์ข้อมูลผ่านหน้าจอ การวินิจฉัยใช้รหัสอะไร การลงหัตถการใช้อะไรได้บ้างใน รพ.สต. ใครคือผู้บันทึก เล่าเสร็จก็เปิดโปรแกรมแล้วทำพร้อมๆกัน มีปัญหาอะไรก็ช่วยกันแก้ น้องที่รับผิดชอบของอำเภอที่เข้าใจเกี่ยวกับโปรแกรมก็ตรวจสอบข้อมูล ก็ช่วยดูว่าพลาดตรงไหน เข้าไปแก้อย่างไร แล้วก็มีการบันทึกเป็นข้อมูล วิธีการลงโปรแกรมอย่างละเอียดมาใช้เป็นคู่มือการทำงาน หลังจากนั้นก็มีการร่วมกันเลือกประเด็น และหาผู้เล่าในครั้งต่อไป…”

รุ่งตะวัน โคตรวงศ์ รพ.สต.หนองบัว อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

หากพิจารณาตามความต่อเนื่องหรือตามกลุ่มผู้เข้าร่วมกระบวนการ สามารถจำแนกเป็นกลุ่มได้คือ

1. ผู้เข้าร่วมกลุ่มเดิมแต่เปลี่ยนประเด็น ลปรร. ไปเรื่อยๆ ตามความสนใจ

ผู้เข้าร่วมที่สนใจเรื่องเดียวกันหรือทำงานเหมือนกันรวมตัวเป็นกลุ่ม นัดหมาย ลปรร. เป็นกิจลักษณะ มีการตกลงประเด็นที่ใช้ในการ ลปรร.ร่วมกันในแต่ละครั้ง

“…ร่วมกันกำหนดเฉพาะกลุ่ม รวมพยาบาลที่ CPU ที่โรงพยาบาลด้วย 12 คน แต่ละเดือน และกำหนดว่า 6 เดือนแรก เรามี 6 ตำบลพอดี ก็กำหนดว่า ตำบลละ 1 เรื่อง ที่ต้องมาเล่า ตอนนี้ก็ผ่านไป 3 ตำบล เขาจะไปทำอะไรมากับกลุ่มคนไข้เรื้อรัง ก็ต้องมาเล่าทั้งหมด พร้อมกับภาพวิดีโอ ตัวเองติดตามไปอยู่แล้ว สมาชิกคนอื่นที่อยู่ในวงอาจจะไม่ได้ไปในช่วงที่เพื่อนเขาทำ ก็มาแลกเปลี่ยนกัน ก็เล่ากัน ก็ BAR ก่อน ปัญหาอุปสรรค มีอะไรบ้าง วันนั้นคนไข้นัดมากนัดน้อย พอทำเข้าจริงเราไม่ได้ระบุถึงการดูแล เราไม่เอาบทบาทเวชไปคุย แต่ต้องการให้คนไข้มาแลกเปลี่ยนในกลุ่มมากกว่า การที่เขาเป็นโรคๆ หนึ่ง เขามีพฤติกรรมสุขภาพอะไรบ้าง ได้เรียนรู้จากการเป็นโรคของเขา เขาใช้ภูมิปัญญาอะไรบ้าง มาแลกกันในวงและน้องสกัดมาเป็นความรู้ และกำหนดว่าถ้าครบทั้ง 6 วงแล้ว ตัวเองและทีมงานจะให้ award เขาไป มีรางวัลเล็กน้อย ก็จะวกมาที่งบประมาณก็ซุบซิบกับพี่บุษว่ามีงบด้วยหรือไม่ รู้เรื่องจังหวัดพังงา เป็นจังหวัดเล็กๆ ฐานะการเงินอาจจะไม่ดี คิดว่าจังหวัดไม่น่าจะมี ทุกวันนี้ก็แชร์กับน้อง การให้ award ก็คงไม่ยาก และช่วงหลังจะเป็นแผนการรักษาพยาบาล…”

เสาวดี สังข์ทอง สสอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

2. คนกลุ่มหนึ่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้หนึ่งเรื่อง กลับไปทำแล้วกลับมาเล่าใหม่

พบเห็นบ่อยทั่วไป คือ คนกลุ่มหนึ่งที่มีประสบการณ์ทำงานหรือสนใจเรื่องเดียวกันมารวมตัวกัน ลปรร.วิธีทำงาน จากนั้นนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากวง ลปรร.กลับไปทดลองปรับใช้ในพื้นที่ที่รับผิดชอบ และกลับมาเล่าในวงครั้งต่อมาว่าทำอย่างไรจึงทำสำเร็จ เป็นลักษณะหมุนเกลียวความรู้

3. คนจากหลายกลุ่มวิชาชีพแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้ประเด็นเดียวกัน

เป็นการกำหนดประเด็น ลปรร.กว้างๆ จากนั้นคัดเลือก ค้นหาผู้เกี่ยวข้องจากกลุ่มต่างๆมาเข้าร่วมวง ลปรร. ซึ่งอาจมีหลายวงภายใต้แต่ละประเด็นย่อย

“….กำหนดหัวปลาใหญ่ว่าเป็นเรื่อง ชุมชนห่วงใจใส่ใจสุขภาพผู้บริโภค โดยมีกลุ่มคน 4 กลุ่ม ที่มีบทบาทในการคุ้มครองผู้บริโภคมาแลกเปลี่ยนกัน ได้แก่ 1. ทีมทำงาน (รองนายก อบต. พยาบาลวิชาชีพ แกนนำอาสาสมัคร คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค นักพัฒนาประจำตำบล) 2. กลุ่มนักเฝ้าระวัง 3. ผู้ประกอบการ 4. ผู้บริโภคต้นแบบ (ผู้สูงอายุ)

ทีมทำงาน เราไปดูงานที่ อ.เวียงสา จ.น่าน แต่ละกลุ่มก็แยกกันไปดูงาน หลังจากดูงานแล้วกลับมาเข้าวงลปรร. แล้วแลกเปลี่ยนกันว่า ได้อะไรจากการไปดูงาน แล้วประมวลออกมาว่ามีประเด็นอะไรบ้าง บางอันเราทำแล้ว บางอันยังไม่ได้ทำก็เริ่มทำ ทำให้ได้วางแผนการทำงานร่วมกัน เอาเรื่องใหม่ๆมาคุยกัน รวมกับประสบการณ์เดิมที่มี

กลุ่มนักเฝ้าระวัง เราเอาสายลำโพงเหนือและใต้ ของเรามีสองเขต เอา อสม.ที่มีประสบการณ์ในการออกตรวจเยี่ยมร้าน แล้วเอามาเล่าประสบการณ์ที่เคยทำ ภายใต้หัวปลา ชุมชนห่วงใยใส่ใจสุขภาพผู้บริโภค โดยมีเป้าหมาย อยากจะหากลวิธีของการทำงานเชิงรุกที่ประสบผลสำเร็จ หรืออาจจะเป็นเทคนิคเล็กๆน้อยๆ ใช้เวลาคุยกัน ๓ ชั่วโมง คุยเรื่อง บทบาทและหน้าที่ของอาสาสมัครในการไปตรวจร้านค้า และเฝ้าระวังร้านค้า ว่ามีสิ่งใดที่เราทำได้ดี และเคลื่อนงานไปได้ อันที่เป็นอุปสรรคก็เขียนไปอีกแผ่น

ผู้ประกอบการ มีผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้แก่ ร้านค้าผู้ประกอบการ 2 ร้าน ร้านขายอาหารปรุงสำเร็จ 2 ร้าน รถเร่ 2 ร้าน ร้านที่เลือกมาเป็นร้านที่ให้ความร่วมมือ จัดร้านได้ดี เป้าหมายคือ ให้แลกเปลี่ยนเกี่ยวกับการขายสินค้าที่ปลอดภัยให้กับผู้บริโภค ภายใต้หัวข้อ ห่วงใยผู้บริโภคในฐานะผู้ขาย จัดวงตอนเย็น เพราะตอนเช้าเค้าขายของ สี่โมงถึงหกโมงเย็น ปิดร้านแล้วมา ร้านที่มาเป็นร้านต้นแบบ เราก็เชิดชูเค้า เราถ่ายรูปแล้วเราก็มอบป้ายว่าร้านนี้ขายของดีมีคุณภาพ

ผู้บริโภคต้นแบบ น้องในทีมจะเชิญ อสม. เราก็ว่ามันซ้ำซ้อน เราก็เลยเชิญผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นเขตสายลำโพงเหนือเพราะว่ามีชมรมเข้มแข็ง เราเลือกชมรมที่มี กินเป็นลืมป่วยมา 9 คน อายุ 60 ขึ้นไป ส่วนใหญ่ก็แข็งแรง มีโรคบ้าง มาแลกเปลี่ยนหัวข้อ กินอย่างไรถึงจะปลอดภัย

ทำการแลกเปลี่ยนไปแล้วกลุ่มละ 1 ครั้ง และมีแผนว่าอีก 3 เดือนจะแลกเปลี่ยนอีกครั้งว่า หลังจากดำเนินการไปแล้ว มีผลอย่างไรบ้าง…”

วัลลพ ฤทธิ์บำรุง รพ.สต.บ้านสายลำโพงใต้ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

]]>
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 18 https://thaissf.org/sh018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh018 Wed, 21 May 2014 12:24:07 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/21/sh018/

หนูจะรับเฝ้าเอง หนูจะรับผิดชอบเอง เขาก็บอกว่าได้ๆ ก็เลยพาเด็กเข้าไปเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ ไปตามขั้นตอน…ที่นี้พอจัดเจ้าหน้าที่มาเฝ้า มันกลับกลายเราได้รับสิ่งที่เราได้รับอีกแบบหนึ่ง คือไม่ได้โล่งใจเลย กลับถูกด่ายับเลย หาเรื่อง ใครเฝ้าก็เฝ้าเราไม่เฝ้า ลูกเรายังเล็กอยู่ ใครจะเฝ้าเราก็ฝาก เราเฝ้าไม่เป็นหรอก ขี้เกียจไปเช็ดขี้ลูกผู้ต้องขัง ต่างๆ ที่เราโดนเยอะมาก…เข้าใจ ก็มีน้องบางคนที่เข้าใจ…คนที่เป็นผู้ใหญ่ก็มาช่วยเฝ้า มาช่วยกันก็นานนะ เด็กอยู่เป็น 10 วันเลย หนูก็เฝ้าทุกวันเกือบทุกวันเลย…พอเฝ้าไปๆ นอนบนเตียงเลย เด็กถ่ายเต็ม หนูก็เปียกไปหมดคือท้องเสียอย่างแรง พอเด็กอึมาก็มาที่ตัวเราด้วย ดูแล้วถ้าเขาไม่รู้ว่าเป็นใครก็คิดว่าเป็นแม่นอนอยู่ด้วย…กว่าเขาจะดีขึ้นหนูไม่ได้กลับบ้านเลย…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

ตัวอย่างแบบที่สองเป็นการดูแลทางสุขภาพจิต

…เราก็เห็นว่าเขาท่าไม่ดีก็เอาไปพบจิตแพทย์ แพทย์บอกว่าเขาป่วยเป็นจิตเวชแล้ว หมอก็ให้ยาเขากิน สักเดือนหนึ่ง เขาก็มีอาการ เขาคิดฆ่าตัวตายทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ครั้งแรกผูกคอตายที่ราวตากผ้า ผู้ช่วยไปเห็น ก็ทำเรื่องย้ายห้อง ไปนอนที่ห้องผู้ช่วยงานกลางคืนก็ผูกคอตายอีก โดยใช้ผ้าถุงและก็ไปทำร้ายตัวเองอีก 2-3 ครั้ง ผู้ช่วยก็บอกว่าไม่ได้แล้วผู้ต้องขังดื้อด้านต้องจำตรวนแล้ว ก็สั่งมา ว่าผู้ต้องหาต้องจำตรวน…ผู้ป่วยจิตเวชเวลาล่ามโซ่เขาจากที่เขามีอาการดีๆจะมีการเอะอะอาระวาด โวยวาย จะร้องกรี๊ด…ที่เขากรี๊ด เพราะว่าเขาเจ็บ…เขาก็ตบขาเขาแล้วก็กรี๊ด ยิ่งกรี๊ดทำให้เขาเป็นหนักมากขึ้น ล่ามโซ่ติดกับทางเดินไปมา เราเห็นรู้สึกสงสาร…เห็นท่าของเขาก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่าพี่คะวันนี้ไม่ล่ามโซ่ได้ไหม เขาตอบว่าถ้าไม่ล่ามโซ่เกิดอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ เราก็บอกว่าวันนี้ เรามี case แค่ 2 case ถ้าเสร็จแล้วเราขอดูแลผู้ต้องขังคนนี้นะ พอพูดเสร็จเข้าเขาก็ตกลง เขาก็ยื่นกุญแจมาให้…เราก็ไปไขมา และก็จับมือเขาขึ้นมาบอกว่าไม่เป็นไรแล้วแม่ เขาก็มองและก็จูงมือเขา ตบไหล่เขาเบาๆ ว่าไม่เป็นไรแล้วแม่…ทุกครั้งเวลาเราเสร็จงานแล้วก็จะเอาผู้ต้องขังคนนี้ไปไว้กับเรา…เราก็เห็นท่าเขาไม่ดีว่ายังไงๆ เขาก็เป็นผู้ป่วยจิตเวช ต้องเอาเขาไปรักษาที่อื่น ก็เรียนปรึกษาคุณหมอฯ ว่าจะเอาไปรักษาได้ไหม คุณหมอก็ทำเรื่อง Refer ให้ ก็ส่งไปที่สวนปรุง…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

การดูแลยังครอบคลุมไปถึงมิติทางความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ได้แก่ การยอมรับทางสังคม เช่น

…พอเวลาที่เค้าไปตรวจเลือดที่สถานพยาบาล ผลออกมาก็คือ เค้าติดเชื้อ HIV ช่วงนั้นเราไม่อยู่…เขาดรอปทุกอย่าง เอาแต่ร้องไห้ ขอย้ายห้องไปอยู่ห้องคนป่วย คนติดเชื้อนะคะ พอเรากลับมา น้องก็เล่าให้ฟัง เราก็เลยเรียกมาคุย เค้าก็ลดจากความดิ้นทุรนทุรายนะ คนที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อจะเป็นอย่างนี้ทุกคนนะคะ ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม คือเค้าจะทุรนทุราย ไม่มีความสุข ก็เลยคุยๆๆๆ สรุปก็คือ เค้ากลัวเรารังเกียจเค้า ล่าสุดก่อนที่จะเค้าจะรู้ผลเลือดก็คือ เค้าได้เป็นหัวหน้าบ้านนะคะ ซึ่งทุกคนโหวตให้ และก็เป็นกำลังใจ…แต่หลังจากที่รู้ผลเลือด ทิ้งหมดเลย ไม่เป็นไม่เอา ก็ต้องมาสร้างกำลังใจกันใหม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้รังเกียจนะ ก็คือยังคงอยู่ใกล้กันเหมือนเดิม แตะตัวกันได้นะ เอาน้ำมาสิ นายกล้ากินนะ ไม่รังเกียจ เค้าก็ค่อยๆ ดีขึ้น…เพราะเราให้ความไว้วางใจ และรักเค้าอย่างที่เค้าต้องการ เค้าต้องการความรักจากเรา พื้นฐานของพวกที่เสพยา เค้าจะขาดความมั่นใจในตัวเอง เค้าจะต้องการการยอมรับจากเรา จากคนรอบข้าง จากคนที่เค้าคิดว่าเค้ารัก ต้องยอมรับเค้า ต้องเข้าใจข้อนี้ ก็เลยต้องมอบความรักให้เค้า (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

]]>
อุ้มบุญ (32) โครงการการทบทวนเอกสารเรื่องสุขภาพจิต/จิตวิทยาของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ กรณีตั้งครรภ์แทน ตอนที่ 1 https://thaissf.org/cd062/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd062 Mon, 03 Nov 2014 06:20:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/03/cd062/ 1. ด้วยการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ทำให้มีการแยกการปฏิสนธิ เป็นขั้นตอนออกจากการตั้งครรภ์

2. ด้วยการให้หญิงอื่นตั้งครรภ์แทน ได้มีการแยกการตั้งครรภ์และการคลอด ออกจากการได้เป็นพ่อแม่

3. ด้วยการที่หญิงผู้ตั้งครรภ์มอบเด็กที่คลอดให้คู่สมรสที่สัญญากันไว้ คล้ายกับยอมรับว่า เจ้าของพันธุกรรมสมควรเป็นพ่อแม่มากกว่าผู้ตั้งครรภ์

4. เป็นการนำบุคคลที่สามเข้ามีส่วนในการสร้างครอบครัว

5. การมีพลังทางการเงิน ทำให้หญิงฝ่ายหนึ่งสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จะได้ “ความเป็นแม่” แต่อำนาจทางการเงินก็อาจทำให้หญิงอีกฝ่ายสละ “ความเป็นแม่” ได้

เห็นได้ว่า 3 ประเด็นแรก คล้ายกับการเน้น ความเป็นพ่อแม่จากชีววิทยาโดยเฉพาะพันธุศาสตร์ มากกว่า ความเป็นพ่อแม่ดั้งเดิมทางสังคมและจิตวิญญาณ

ปัญหาที่อาจเกิดจากประเด็นข้างต้น อาจได้แก่

1. ปัญหาทางกฎหมาย ทั้งการตัดสินความเป็นพ่อแม่ลูก และครอบครัว และการควบคุมการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเหมาะสม

2. ปัญหาทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละฝ่ายที่มีส่วนร่วม

3. ปัญหาความเท่าเทียมกันในสังคม

4. ปัญหาอันอาจเกิดจากกลุ่มคนพิเศษต่างๆที่อาจขอเข้าสู่กระบวนการนี้ เช่น กลุ่มรักร่วมเพศ เป็นต้น

การทบทวนเอกสารในที่นี้ จะเน้นในปัญหาที่ 2 เป็นหลัก โดยทบทวนเอกสารจากสืบค้นจากฐานข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของมหาวิทยาลัยมหิดล และบทความตามนิตยสารต่างๆเป็นหลัก ได้ทำการเรียบเรียงระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม 2548

ผลการทบทวนเอกสาร

ความเห็นทางศาสนา

ศาสนาคริสต์ เนื่องจากมีหลายนิกาย แต่ความเห็นคัดค้านที่ชัดเจนมาจากโรมันแคธอลิกเท่านั้น

ศาสนาอิสลาม ส่งเสริมการให้มีลูกหลานมากๆ ยกเว้นเรื่องการทำ gestational surrogacy ที่มีประกาศห้าม

ศาสนาพุทธ ไม่มีความเห็นเป็นทางการไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง

สภาพจิตใจของผู้ไม่อาจมีบุตรได้ตามธรรมชาติ จากรายงานในหลายเชื้อชาติพบตรงกันว่า มีภาวะซึมเศร้าและวิตกกังวลสูงกว่าผู้ที่มีบุตรได้

ลักษณะของหญิงผู้รับตั้งครรภ์ ไม่พบลักษณะทางสังคมหรือเศรษฐานะที่ต่างไปจากประชากรทั่วไป บางรายอาจมีฐานะการเงินที่ดีกว่าค่าเฉลี่ย มักเคยมีบุตรมาก่อน มีครอบครัวของตนเองอยู่แล้ว ซึ่งครอบครัวก็ให้การสนับสนุน บุคลิกภาพอาจมีลักษณะที่ไม่ยอมตามสังคมเท่าคนอื่น

พบว่า แรงจูงใจมักมาจากการอยากช่วยให้ผู้อื่นมีบุตรได้ แต่ค่าตอบแทนและความสัมพันธ์ที่ดีกับคู่สมรสที่สัญญากันไว้ จะเป็นสิ่งที่หญิงเหล่านี้พอใจ

ลักษณะของคู่สมรสที่ให้สัญญา มักมีฐานะทางการเงินดีกว่าทั่วไป ฝ่ายภรรยามักเป็นฝ่ายเริ่มคิด และทั้งคู่ต้องการมีบุตรที่มีพันธุกรรมของตน จึงไม่เลือกการรับบุตรบุญธรรม และในระหว่างเข้าสู่กระบวนการ มีการใช้วิธีคิดต่างๆหลายอย่างมาช่วยให้ตนได้รู้สึกเหมือนเป็นพ่อแม่ของเด็กจริงๆมาช่วย ส่วนมากมักพยายามคิดเรื่องการเป็นพ่อแม่และการมีบุตรในรูปแบบทางชีววิทยามากกว่าทางสังคมและมานุษยวิทยา

น่าสังเกตว่า คนกลุ่มนี้มีความรู้เกี่ยวกับการทำและปัญหาที่อาจเกิดไม่มากเมื่อมาขอรับบริการ

ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหญิงผู้รับความตั้งครรภ์และคู่สมรสที่สัญญากัน แม้ว่าจะมีการทำแบบเป็นความลับที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้พบกันเลยเกิดขึ้น ทั่วไปในการมีการพบปะกันอย่างใกล้ชิดได้สร้างความพอใจกับความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น และไม่น้อยที่พบปะกันต่อหลังเด็กคลอด แต่อาจไม่มีเด็กอยู่ด้วย

การมอบเด็กหลังคลอด มักเกิดขึ้นทันที โดยเกิดปัญหาที่หญิงผู้รับตั้งครรภ์ไม่ต้องการมอบเด็กให้คู่ที่สัญญากันน้อยมาก ทั้งนี้ อาจเนื่องจากหญิงเหล่านี้มีบุตรของตนมาก่อนแล้ว และได้ใช้กลไกทางจิตและความคิดหลายอย่างมาช่วยให้ผ่านการมอบเด็กผ่านไปได้ เช่น การมองว่า ไม่ใช่บุตรของตนตั้งแต่ต้นแล้ว ทำงานของตนให้จบสิ้นไป โดยสภาพจิตของหญิงกลุ่มนี้ที่มีปัญหา จะมีความรุนแรงน้อยลงเรื่อยๆเมื่อเวลาผ่านไป มีหญิงน้อยรายมากที่เข้ารับการรักษาทางจิต

หญิงเหล่านี้มักต้องการให้เด็กได้ทราบเมื่อโตขึ้นว่า เด็กเกิดมาได้อย่างไร และยินดีที่จะพบกับเด็ก หากเด็กต้องการ

เด็กและครอบครัวที่รับเด็ก การศึกษาในระยะสั้นพบว่าเด็กและครอบครัวไม่มีความแตกต่างกับครอบครัวที่มีลูกเกิดโดยธรรมชาติ ทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ

ประเด็นหลักในกรณีนี้คือการที่บิดามารดาตัดสินใจว่าจะบอกเด็กหรือไม่เรื่องการเกิดของตน แม้ว่าคนเหล่านี้มักตอบแบบสอบถามก่อนเด็กคลอดว่าจะแจ้งกับเด็ก แต่ในทางปฏิบัติ มีการแจ้งกับเด็กน้อยมาก ยังไม่มีข้อมูลว่าการแจ้งหรือไม่ จะเกิดผลกับเด็กอย่างไร เหมือนหรือต่างกับกรณีบุตรบุญธรรม ที่มักแนะนำให้แจ้งกับเด็กโดยเร็วที่สุดหรือ กรณีของการเกิดโดยรับบริจาคไข่หรือสเปอร์มหรือไม่

กลุ่มคนพิเศษ ข้อมูลที่มีมากพอคือกลุ่มรักร่วมเพศที่ต้องการมีบุตร แม้จะไม่ใช่การศึกษาจาก surrogacy โดยตรง แต่เป็นข้อมูลจากการที่คนเหล่านี้ได้เป็นพ่อแม่ในกรณีอื่นๆมาก่อน พบว่า คนเหล่านี้สามารถปฏิบัติตนเป็นพ่อแม่ของเด็กได้เป็นอย่างดี ในบางด้านอาจเหนือกว่าพ่อแม่ทั่วไปเสียอีก ไม่พบว่า เด็กมีปัญหาทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ การถูกกระทำทางเพศ การปรับตัวกับเพื่อนไม่ได้ ( แต่มักไม่บอกเพื่อน) หรือมีอัตตลักษณ์ทางเพศที่เบี่ยงเบน อันแตกต่างจากเด็กจากครอบครัวที่มีลักษณะคล้ายกันแต่อย่างไร

ส่วนกรณี หญิงที่ยังไม่แต่งงานแต่ต้องการมีบุตร กลุ่มคนที่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อย่าง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือการใช้ตัวอ่อนหรือไข่ หรือสเปอร์มของผู้เสียชีวิตแล้วนั้น ยังไม่มีข้อมูลมากพอจะสรุปได้

คำแนะนำกับแพทย์และองค์กรที่ให้บริการ สนับสนุนให้มีการให้คำปรึกษาทั้งด้านเทคนิค สุขภาพร่างกาย สภาพจิตใจ และทางกฎหมายแก่ทั้งคู่สมรส และหญิงที่รับตั้งครรภ์ ตลอดตั้งแต่ก่อน ระหว่างและหลังกระบวนการ โดยบุคลากรที่ได้รับการฝึกอบรม และกระบวนการที่เป็นมาตรฐาน มีลายลักษณ์อักษร และควรได้เน้นการเตรียมพร้อมสำหรับการแจ้งเรื่องการเกิดแก่เด็กไว้ตั้งแต่เริ่มกระบวนการ โดยเน้นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับทุกๆฝ่ายอย่างเท่าเทียม

การจ่ายค่าตอบแทนแก่หญิงผู้ตั้งครรภ์ควรให้กับความตั้งใจ ความพยายามที่เหนื่อยยาก เสี่ยงต่อผลเสียทางสุขภาพกาย จิต สังคมและการงาน มิใช่เป็นการตอบแทนการคลอดและส่งมอบ “สินค้า”ทารกที่แข็งแรง

แพทย์ควรได้ปฏิบัติงานนี้โดยไม่รู้สึกขัดแย้งกับจริยธรรม ความถูกต้องทางการแพทย์ หรือความเชื่อส่วนตัวเกี่ยวกับการช่วยมีบุตรกับกรณีเฉพาะบางราย และมีสิทธิปฏิเสธการทำหน้าที่นี้ได้ในบางราย

องค์กรที่ให้บริการควรเตรียมการระวังรักษาความลับของผู้รับบริการ และมีความสามารถในระยะยาวที่จะช่วยเหลือเด็กที่ต่อไปอาจมีสิทธิทางกฎหมายมาขอรับทราบข้อมูลการเกิดของตน

บทสรุป

การรับตั้งครรภ์แทนยังถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับสังคมมนุษย์ ซับซ้อนกว่าการรับบุตรบุญธรรมเดิม หรือการช่วยให้มีบุตรด้วยเทคโนโลยีทั่วไป แม้ว่า การทบทวนเอกสารที่เสนอ ไม่พบผลลบที่ชัดเจนจากกระบวนการนี้ต่อบุคคลผู้เกี่ยวข้อง แต่การศึกษาไม่พบปัญหา อาจหมายถึงการใช้ตะแกรงที่ไม่ถูกขนาดมาร่อนหาสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ว่า หน้าตารูปร่าง หรือขนาดเป็นอย่างไร รวมทั้งเกือบทั้งหมดยังเป็นการศึกษาที่มีขนาดตัวอย่างเล็ก ในระยะสั้นๆ วิธีการวิจัยมีความแตกต่างกันมาก ยังมีสิ่งที่ต้องสังเกต ติดตาม ศึกษาในระยะยาวอีกมาก โดยเฉพาะครอบครัวของเด็กที่เกิดมา และการนำวิธีการนี้ไปใช้โดยคนกลุ่มพิเศษ หรือสถานการณ์เฉพาะ วิทยาศาสตร์ในเรื่องนี้ยังต้องรอการยอมรับจากสังคม กฎหมายไม่อาจรับรอง สร้างความยอมรับกับกระบวนการนี้ หากขัดแย้งกับกระแสความเห็นของคน ในขั้นต้นนี้ กฎหมายควรมีบทบาทในการกำหนดขอบเขตของการใช้เทคโนโลยีนี้ให้เหมาะสม ให้มีการเก็บข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อเป็นแนวทางในการออกข้อกำหนดในระยะต่อไป และเกิดประโยชน์แก่ครอบครัวโดยรวม ควรระวังการมีกฎบังคับที่เอื้อประโยชน์ต่อการปฏิบัติตามสัญญา ซึ่งอิงแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์จนอาจถูกนำไปใช้ผิดทางได้เช่น การรับรองเป็นอาชีพ เป็นต้น

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวฃี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลกรด้านสาธารณสุข (22) https://thaissf.org/sh072/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh072 Sun, 14 Sep 2014 14:13:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/14/sh072/ “ไม่มีใครแย่แต่กำเนิด แต่ว่ามันมีอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้ชีวิตคนเป็นแบบนั้น แม้กระทั่งฆาตกรก็ยังมีสิ่งที่ดีๆ ดังนั้นมันเหมือนกับว่ามันมีสิ่งแวดล้อม มันมีเหตุ มีปัจจัย อะไรที่มันเอื้อให้เค้าเป็นแบบนั้น ไม่มีใครที่เกิดมาแย่ เกิดมาก็ถือมีดถืออะไรออกมาจากท้องแม่ ไม่ใช่หรอกค่ะ แต่เราต้องเข้าใจเค้าอย่างแท้จริง ถ้าเข้าใจแบบผิวเผินแล้ว แบบ.. อันนี้เราไม่ถูกชะตา แล้วเราก็ไม่ชอบ โอเค เรามีสิทธิที่จะไม่ชอบได้ เราก็มีเรื่องที่เรารับไม่ได้ในบางเรื่องเหมือนกัน แต่ถ้าเรามองย้อนไปดูจริงๆ แล้วเนี่ย เด็กกลุ่มที่เกเรน่าสงสาร เพราะว่ามันมีเหตุ มีปัจจัย ดังนั้นพอความสงสารเกิดขึ้น เราก็อยากจะช่วยเค้า อยากช่วยคนที่ไม่ดีนี่แหละ ให้เค้ามีความสุขในโลกนี้ด้วย”( เหนือ 1)

“ก็คือจริงๆ แล้วเนี่ยมีความเชื่ออย่างเดียวไม่มีความเชื่ออื่นเลยว่า ทุกคนที่เกิดมาเป็นคนดีโดยกำเนิด เป็นผ้าขาว จะขาวมากขาวน้อยขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เค้าได้รับลงไป บางคนอาจจะดำเยอะ เปื้อนเยอะ ตรงนี้มันอาจจะใช้เวลาในการซักเวลาในการแช่ ใช้เวลาปรับเปลี่ยน ถึงแม้เค้าจะไม่ขาวจั๊วะอย่างตอนที่เกิดมาเนี่ย แต่เค้าก็ดูแบบเก่าแต่สะอาด สำหรับการแสดงต่อผู้อื่นนี่คือทำให้เรามองคนในด้านบวก แล้วก็เข้าใจเค้ามาขึ้น คือคิดว่าทุกสิ่งที่มันเกิดมาเนี่ย ต้องมีเหตุและผล (อีสาน 3)”

“ผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยเอดส์ คนกลุ่มนี้จะมีส่วนหนึ่งที่เค้าเปิดเผยตัวเอง ก็ก่อนการเยี่ยมทุกครั้งต้องมีการสอบถามความสมัครใจของเค้า ไม่ใช้ยินยอมเนอะ ยินยอมเหมือนกับล็อคคอว่ายอมหรือเปล่า ถามความสมัครใจว่ายินดีไหมถ้าเราจะไปเยี่ยมที่บ้าน เค้าก็ถามว่า ใครไปบ้างละ บางครั้งเค้าเปิดเผยแต่ที่โรงพยาบาล แต่ที่บ้าน รอบบ้านไม่มีใครรู้เลย เพราะฉะนั้นมันเป็นอะไรที่ มันไวหน่ะค่ะ ตรงนี้เราจะระวังกันมากค่ะ (ใต้ 3)

“คนไข้ที่เค้ามาผ่าตัดกับเรา แล้วเค้ามีแผลยาวเป็นฟุตๆ ศอกๆ เลยอย่างเนี๊ยะ แล้วคุณไปบังคับเค้า คุณไปทำอย่างนี้ คุณต้องให้โอกาสเค้า เค้ารู้สภาพตัวเค้าเองค่ะว่าเค้าจะขยับได้ ณ วินาทีไหน ไม่ใช่เราเป็นคนบอก แต่เราเพียงแค่ให้เค้ารู้ว่าสิ่งที่ดีที่เค้าจะได้รับถ้าเค้าดีคืออะไร”(กลาง3)

นอกจากการมีเป้าหมายในชีวิต การมุ่งมั่นต่อเป้าหมายที่เป็นส่วนประกอบของแก่นของจิตวิญญาณในประเด็นนี้แล้ว การเข้าใจชีวิตที่เกิดจากการสังเกตสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นกับตัวเรา กับคนอื่นๆ แล้วทำให้เข้าใจในความหมายของการเกิด การคงอยู่ การดับไปของชีวิต เข้าใจ กฎของธรรมชาติ ก็เป็นลักษณะที่ปรากฏในกลุ่มตัวอย่างทุกภาค ดังตัวอย่างเช่น

“แล้วก็ความทุกข์ยากที่เราเห็นตั้งแต่ผู้ปกครองที่ คือจะว่าไปเนี่ยไม่เห็นอนาคตเลย คือถึงเค้าจะดีขึ้นแต่เค้าก็ยังต้องอยู่ในความดูแลตลอดชีวิตก็ว่าได้ ดังนั้นความทุกข์ยากที่เห็นจากผู้ปกครองบางท่านซึ่งเป็นแพทย์เป็นรองศาสตราจารย์อย่างเงี้ยนะคะ มีลูกเป็นออทิสติก คุณพ่อก็บอกว่าเมื่อลูกเกิดมาเนี่ย แล้วรู้ว่าเป็นออทิสติกเนี่ย ผมคาดหวังอะไรไม่ได้เลย คืออนาคตของเค้าเนี่ยเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอนเลยนะคะ เพราะว่ามันไม่มีวันที่จบสิ้นน่ะค่ะ เค้าต้องอยู่กับปัญหาทั้งชีวิต แต่ยังไงก็ตามความทุกข์ยากที่มันเข้ามาตรงนี้น่ะ ทำให้เรามีความรู้สึกว่าจริงๆ แล้วเนี่ยคนเรามันไม่ได้มีอะไรมากมายหรอก ถ้าคิดได้ เค้าก็สามารถที่จะอยู่ได้ อยู่ได้อย่างมีความสุขด้วย “(เหนือ2)

“และก็ได้มีโอกาสทำงานเป็นแพทย์แผนไทย ที่บอกว่าส่วนใหญ่จะอยู่กับคนไข้ทั่วๆ ไป เป็นเรื่องของการดูแลทั่วๆ ไปแต่ว่าได้มีโอกาสทำโครงการกับคุณธันวาก็คือผู้ป่วยอัมพาต ทีนี้ก็จะเห็นสัจธรรมค่อนข้างมากนะครับ” (เหนือ 1)

“เพราะว่ามี case ที่ได้ดูแลกันมาแล้วเพิ่งเสียไปเมื่อเดือนที่แล้ว ที่เป็นความดัน เบาหวาน อัมพาต แล้วงานศพเค้าก็โทรเชิญเราไปงานศพ นี่ย้ายมาแล้วนะคะ แต่เค้าก็ชวนเราไป มันมีคำพูดนึงที่เคยไปอบรม ที่เค้าเจริญมรณสตินะคะ ที่บอกว่า ความตายเนี่ยไม่ได้หมายถึงความเศร้าโศกเสียใจ หรือสิ่งที่น่ากลัวเสมอไปนะคะ แต่ว่าความตายในที่นี้หมายถึงการที่ได้ทำหน้าที่ที่เสร็จสมบูรณ์แล้วหรือยัง อันนี้เราค้นพบคำตอบ”(อีสาน 3)

“ตัวเองมองตัวเองด้วยมากๆเลยว่า มองชีวิตว่าไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน ไม่มีอะไรที่ว่าแก้ไขไม่ได้ และไม่มีอะไรที่ว่าดีที่สุด ทำยังไงให้ชีวิตต่อไปชีวิตวันนี้ แล้วก็ชีวิตคนที่อยู่กับเราชีวิตรอบๆข้างเรามีความสุขค่อยๆไป ค่อยๆไป ดิฉันมองก็คือว่า เริ่มปลงเยอะตอนนี้ ปลงชีวิต ทำให้ตัวเองดูสงบ แล้วก็เยือกเย็นขึ้น เมื่อก่อนนี้ตัวเองใจร้อน แฟนยังบอกเลยว่าเมื่อก่อนถ้ามีอะไรจะตัดสินใจ ฉึบ ๆๆ เลย ผิดไม่ผิดแล้วแต่ แต่ว่าฉันตัดสินใจแล้ว เรามองว่า ตั้งแต่ทำเยียวยาจิตใจทำให้ตัวเองดูเป็นคนมากขึ้น ดูมองคนอื่นเป็นคนมากขึ้นนะคะ ไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนไม่มองเป็นคนนะ แต่ว่ามองให้ลึก มองให้ครบวงจรชีวิตของคนนะคะ แค่นี้ละค่ะ”(ใต้ 2)

ลักษณะของจิตวิญญาณด้านความหมายและเป้าหมายของชีวิต ในนี้เป็นแก่นของจิตวิญญาณที่ปรากฏในข้อมูลของทุกภูมิภาค โดยเฉพาะด้านการเข้าใจความหมายของชีวิตมีความหลากหลาย ผลจากงานวิจัยนี้ เมื่อเทียบกับสังกับของการมีเป้าหมายในทางจิตวิทยา พบว่ามีพื้นฐานคล้ายกัน คือ เป้าหมายเป็นการกล่าวถึงอนาคต เป้าหมายเป็นรูปธรรมเป็นตัวแทนทางความคิด(cognitive representation) หรือตัวแปรแฝงที่สังเกตไม่ได้แต่เป้าหมายต้องประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 2 ส่วนคือ เนื้อหาของเป้าหมายและความมุ่งมั่นต่อเป้าหมาย เนื้อหาของเป้าหมายอาจเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม เช่น ลดน้ำหนัก 10 กิโลกรรม เป็นรูปธรรม ในขณะที่ รักเพื่อนมนุษย์ เป็นนามธรรม เราจะรู้ได้ว่าเรามุ่งสู่เป้าหมายก็เมื่อเราแสดงพฤติกรรมที่มุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น ที่เรียกว่า goal-directed behavior ( Elliot , 2008) จากผลการวิจัยนี้แสดงว่าผู้มีจิตวิญญาณแสดงถึงการมีเป้าหมายทั้งในแง่ของเนื้อหาและความมุ่งมั่นต่อเป้าหมายในรูปแบบของพฤติกรรม อย่างไรก็ตามพบว่า เนื้อหาที่เป็นเป้าหมายของกลุ่มตัวอย่างนี้ เน้นเป็นด้านคุณธรรม เป็นส่วนใหญ่คือ การเห็นคุณค่าของคน การช่วยเหลือผู้อื่น เป็นการมีเป้าหมายของการมีความหมายในชีวิต หรือ จัดเป็นเป้าหมายของบุคคล(personal goal) ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 เป้าหมาย คือ เป้าหมายด้านความสำเร็จ เป้าหมายส่วนบุคคล และเป้าหมายด้านความสัมพันธ์ (Elliot and Friedman, 2007)

ลักษณะด้านการเข้าใจความหมายของชีวิต เป็นอีกส่วนหนึ่งของแก่นของจิตวิญญาณด้านแรกนี้ ที่ไม่อาจแยกส่วนออกจากการมีเป้าหมายในชีวิต กล่าวคือกลุ่มตัวอย่างได้แสดงให้เห็นถึงการเข้าใจชีวิต จากการเรียนรู้ในประสบการณ์ที่ทำงานตามเป้าหมายของเขา การเข้าใจความหมายของชีวิตจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้เมื่อบุคคลมีเป้าหมาย และมีความมุ่งมั่นสู้เป้าหมายนั้น ในทางจิตวิทยา พบว่า “การเข้าใจความหมายของชีวิต” จากงานวิจัยนี้ พบว่ามีความใกล้เคียงกับ การหาความหมายของชีวิต(search for meaning in life) ซึ่งให้ความหมายไว้ว่า เป็นการที่บุคคลค้นหาความหมายให้กับชีวิตของตนเอง โดยต้องการตอบคำถามว่า เราเกิดมาเพื่ออะไร อะไรที่มีความสำคัญสำหรับตัวเรา ตัวเราควรจะทำอะไร การหาความหมายของชีวิตนี้มีความสำคัญต่อกระบวนการทางจิตของบุคคล คือ ถ้าใครมีความเข้าใจในความหมายของชีวิตตนเอง และพบความสำคัญของความหมายนั้น ก็จะเป็นคนที่มีสุขภาพจิตดี และคนที่ค้นหาความหมายของชีวิต อาจมีผลทำให้ทำกิจกรรมที่สอดคล้องกับความหมายมากขึ้น (Michael F. Steger and Todd B. Kashdan , 2007) เมื่อนำมาอธิบายข้อค้นพบของงานวิจัยนี้อาจกล่าวได้ว่า คนที่มีเป้าหมายในชีวิต พบการมีความหมายของชีวิตจากการทำเพื่อสังคม ก็จะส่งผลให้ทำพฤติกรรมอย่างพึงพอใจ มีความสุขใจ และมีแนวโนม้ที่จะทำพฤติกรรมที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมเพิ่มขึ้น

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (11) https://thaissf.org/sh061/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh061 Tue, 02 Sep 2014 14:49:44 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/02/sh061/ ข้อมูลจะถูกลดความสำคัญลงมาสู่ระดับที่เป็นเพียงสิ่งที่นักวิจัยกำหนดเอาไว้ก่อนเท่านั้น ดังจะเห็นได้ในกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องแม่นตรงของมโนทัศน์และทฤษฏีที่สร้างขึ้น ซึ่งนักวิจัยกำหนดเอาเฉพาะข้อมูลที่เข้าข่ายในการตรวจสอบเท่านั้น การวิจัยเหล่านี้ยึดแนวทางวัตถุวิสัย (objectivist) ในการวิเคราะห์ ซึ่งต่างจากวิธีการเชิงคุณภาพขนานแท้ที่มีได้เคร่งครัดในเรื่องนี้มากนัก

3) จุดอิ่มตัวในเชิงข้อมูลและทฤษฎีไม่ได้เกิดขึ้นง่าย ๆ ทำให้การวิจัยด้วยวิธีวิทยาการสร้างทฤษฎีจากข้อมูลเป็นสิ่งที่ยาก

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าวิธีการแบบสร้างทฤษฎีจากข้อมูลนี้ได้ให้อะไรใหม่ ๆ แก่วงการวิจัยเชิงคุณภาพพอสมควร สิ่งสำคัญที่วิธีการวิจัยแบบนี้ให้คือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ทำไปพร้อม ๆ กับการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐานและเข้มงวด เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพอื่น ๆ

6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ แบ่งออกเป็น งานวิจัยภายในประเทศและงานวิจัยต่างประเทศ

งานวิจัยในประเทศ

บุบผา ชอบใช้ (2543) ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับความสามารถทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยในมิติจิตวิญญาณ เพื่ออธิบายสถานการณ์พยาบาลในมิติจิตวิญญาณความสามารถทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ต่าง ๆ และความคิดเห็นของแพทย์ และญาติผู้ป่วยในการดูแลผู้ป่วยมิติจิตวิญญาณในหอผู้ป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นพยาบาลจำนวน 20 คน หัวหน้าหอผู้ป่วยจำนวน 9 คน ผู้ป่วยจำนวน 9 คน ญาติผู้ป่วยจำนวน 3 คน และแพทย์จำนวน 3 คน รวบรวมข้อมูลโดย การสังเกตแบบมีส่วนร่วมในฐานะผู้สังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัย พบว่า ในด้านสถานการณ์พยาบาลในมิติจิตวิญญาณในหอผู้ป่วย ผู้ป่วยทุกรายมีโอกาสเกิดภาวะวิกฤตทางจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา ลักษณะการปฏิบัติงานมักให้ความสำคัญกับปัญหาทางด้านร่างกายก่อน ส่วนการพยาบาลด้านจิตวิญญาณจะกระทำต่อเมื่อพบว่ามีปัญหาหรือได้แก้ไปปัญหาทางด้านร่างกายแล้ว สำหรับด้านความสามารถทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ต่าง ๆ พยาบาลให้ความสำคัญในการประเมินความต้องการปฏิบัติศาสนกิจขณะอยู่โรงพยาบาลของผู้ป่วยน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่ยังคงต้องการปฏิบัติศาสนกิจเหมือนอยู่ที่บ้านเพราะทำให้จิตใจสงบ มีความหวังและกล้าที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัด พบว่า พยาบาลยังมีความสามารถไม่เพียงพอในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเผชิญกับความกลัวโดยใช้กลวิธีทางจิตวิญญาณ สำหรับการดูแลผู้ป่วยหนัก พบว่า พยาบาลสามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้โดยใช้บุคคลในครอบครัว แต่ส่วนใหญ่ยังมีความสามารถไม่เพียงพอใน การตอบสนองความเชื่อและความคาดหวังในชีวิตหลังความตายของผู้ป่วย และส่วนในด้าน ความคิดเห็นของญาติผู้ป่วยและแพทย์ต่อการดูแลและแก้ปัญหาทางด้านร่างกายได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านจิตวิญญาณ ญาติทำหน้าที่นี้มากกว่าพยาบาล แพทย์มีความเห็นว่า แม้พยาบาลจะดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แต่พบว่าพยาบาลแสดงออกถึงความเข้าใจในความต้องการในมิติจิตวิญญาณในระดับที่แตกต่างกันออกไป

วัลภา คุณทรงเกียรติ (2547) ทำการศึกษาเรื่อง สุขภาพจิตวิญญาณของคนไทย เพื่อทำความเข้าใจประสบการณ์ชีวิตที่เกี่ยวกับสุขภาพจิตวิญญาณตามการรับรู้ของคนไทย โดยการวิจัยเชิงคุณภาพแบบปรากฏการณ์วิทยานิยมของไฮเดกเกอร์ สัมภาษณ์เจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลเป็นประชาชนในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 19 คน จากการศึกษาพบว่า สุขภาพจิตวิญญาณตามการรับรู้ของคนไทย แบ่งออกเป็น 3 ประเด็นหลัก ประเด็นที่ 1 คือ มีสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต การมีนี้ทำให้มีความสุข สงบ และปลอดภัยในชีวิต ซึ่งหมายถึงมีสิ่งยึดเหนี่ยวที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับศาสนา พลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติ และบุคคล สิ่งที่ยึดเหนี่ยวประกอบด้วย การมีความยึดมั่นในศาสนา การมีความเชื่อในพลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติ การมีสัมพันธภาพกับบุคคล การมีความยึดมั่นในศาสนาแสดงออกด้วยการมีความศรัทธาต่อศาสนา การนำหลักทางศาสนามาเป็นสิ่งชี้นำชีวิต และมีการปฏิบัติกิจกรรมศาสนา การมีความเชื่อในพลังอำนาจที่เหนือธรรมชาติแสดงออกด้วยการมีความเชื่อและบูชาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ส่วนการมีสัมพันธภาพกับบุคคลนั้นสะท้อนให้เห็นการมีความรู้สึกผูกพันกับครอบครัว มีสัมพันธภาพกับเพื่อน และมีความศรัทธาต่อบุคคลที่เคารพนับถือ ประเด็นที่ 2 คือ มีความสุขในชีวิต ซึ่งหมายถึงความรู้สึกอิ่มเอมใจในชีวิตส่วนตัว ชีวิตครอบครัว และชีวิตทางสังคม ขณะที่การมีชีวิตที่มีความหมาย เกิดจากการมีคุณค่าในตนเอง และมีความภาคภูมิใจในตนเอง ประเด็นที่ 3 คือ มีพลังที่จะมีชีวิตอยู่ ซึ่งหมายถึงมีพลังทางบวกที่ทำให้คนสามารถที่จะดำรง และดำเนินชีวิตต่อไปได้ พลังนี้เป็นผลจากการมีความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ และมีความสามารถใน การจัดการกับปัญหาในชีวิต ความต้องการที่จะมีชีวิตอยู่ แสดงให้เห็นได้จากการมีกำลังใจ มีความเข้มแข็งภายในตนเอง มีความหวัง และมีการวางแผนในอนาคต ส่วนความสามารถในการจัดการปัญหาในชีวิตแสดงออกโดยการสามารถเผชิญปัญหาและปรับเปลี่ยนชีวิตและวิถีชีวิตเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้

นิภัสสรณ์ บุญยาสันติ (2548) ได้ทำการสร้างเครื่องมือเพื่อวัดความต้องการด้านจิตวิญญาณของผู้ป่วยหลังผ่าตัดหัวใจแบบเปิดระหว่างรับการรักษาพยาบาลในหอผู้ป่วยวิกฤต โดยใช้เครื่องมือวัดมิติด้านจิตวิญญาณจำนวน 40 ข้อ ที่สร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ทำการศึกษากับผู้ป่วยผ่าตัดหัวใจแบบเปิดจำนวน 200 คน จากผลการศึกษาได้การสกัดองค์ประกอบมีข้อคำถามที่มี factor loading มากว่า 0.40 จำนวน 37 ข้อ โดยแบ่งเป็น 4 ด้าน คือ ด้านพิธีกรรม (มีจำนวน 13 ข้อ α = .91) ด้านพลังใจ (มีจำนวน 7 ข้อ α = .78) ด้านความศรัทธา (มีจำนวน 11 ข้อ α = 0.87) และด้านการยอมรับการรักษาพยาบาล (มีจำนวน 6 ข้อ α = 0.81) และพบว่าผู้ป่วยมีความต้องการการตอบสนองด้านพลังใจสูงที่สุด รองลงมาคือ ความต้องการด้านการยอมรับการรักษาพยาบาล ด้านความศรัทธา และด้านพิธีกรรมตามลำดับ

งานวิจัยต่างประเทศ

Idler et.al (2003) have used the “NIA/Fetzer Short Form for the Measurement of Religiousness and Spirituality” for their investigations. This form measures a multidimensional concept of spirituality and allows investigation of multiple possible mechanisms of effect, brief enough to be included in clinical or epidemiological surveys, inclusive of both traditional religiousness and noninstitutionally based spirituality

Traphagan, (2005) explores the difficulties that arise when culture is factored into the attempt to develop methods for both describing, and measuring religiousness or spirituality, as variables that effectively can be employed in health research. The author uses a report titled Multidimensional Measurement of Religiousness/ Spirituality for Use in Health Research published by the John E. Fetzer Institute to raise questions about the extent to which basic ideas associated with the study of Judeo-Christian religions are meaningful in contexts such as Japan, India, or China.

Betina et al. (2009) conducted two longitudinal studies (Study 1, n = 418 breast cancer patients; Study 2, n = 165 cancer survivors). The authors examined 2 components of spiritual well-being (i.e., meaning/peace and faith) and their interaction, as well as change scores on those variables, as predictors of psychological adjustment. Both studies revealed significant interactions between meaning/peace and faith in predicting adjustment. Findings suggest that the ability to find meaning and peace in life is the more influential contributor to favorable adjustment during cancer survivorship, although faith appears to be uniquely related to perceived cancer-related growth

Chamec-Case and Sherr (2006) conducted a qualitative study to exploring how the sample of 152 social work administrators integrates spirituality in the workplace. Their research provides evidence to support that the social workers use spirituality at work- in a number of different ways. This also results in feelings of satisfaction and commitment in the workers

]]>