สิทธิ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สิทธิ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (10) https://thaissf.org/er041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er041 Mon, 18 Aug 2014 10:13:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/18/er041/ ไม่เคารพสิทธิ ความเท่าเทียม สอดคล้องกับข้อความต่อไปนี้

…แต่พอเข้าไปปุ๊บ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ซึ่งเห็นแล้วพวกนี้ สภาพมันไม่เหมือนโรงเรียนอื่นอ่ะ เอ๊ะ เราไปสอบก็เราก็นึกว่าเหมือนโรงเรียนทั่วไป ไปกลับเนี่ยเจอ 24 ชั่วโมง ไปเจอปัญหาเด็ก ความสงสารมันขึ้นอ่ะ ไปขึ้นตรงนั้น …ด้วยว่าความที่ก็เกิดความเมตตาแล้วก็ความเสียสละ แล้วก็มองเรื่องความเป็นธรรมความเสมอภาคของคนในสังคม ก็มองเลยว่า เออ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งนะที่เสียโอกาสมากเลย แล้วก็กลไกการปกครองของประเทศมันถูกผู้ที่มีอำนาจกว่า เจริญกว่า มีการศึกษากว่า จะได้เปรียบทุกอย่างเลยไง แล้วคนกลุ่มนี้จะต้องเสียเปรียบทางสังคม…ไอที่ผมเป็นครูเข้ามานะครับ ผมก็เลยคิดว่าการศึกษานี่เป็นกลไก เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนกลุ่มด้อยโอกาสนั้นน่าจะเป็นพลิกชีวิตเปลี่ยนโอกาสขึ้นมานะครับ…

ทั้งนี้ มีอีกข้อความหนึ่งให้พิจารณา

…เราก็เน้นเสมอเด็กต่างชาติที่อยู่เราต้องรักในหลวง ต้องรักประเทศไทย เราสอนเรื่องประวัติศาสตร์ยากมากเรื่องไทยกับพม่ารบกัน คิดแล้วคิดอีกว่าจะเป็นแง่ลบ แง่บวกกันแน่เพราว่าต้องมีทั้งเด็กพม่า เด็กไทยอยู่ปนกัน ก็เน้นบอกว่าต้องรักประเทศไทย รักในหลวง…

ข้อนี้มีประเด็นคล้ายกับเรื่องการวัดผล คือ มีเงื่อนไขบางอย่างในตัวระบบการศึกษาเองที่ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ในยามที่พิจารณาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือ การศึกษาเองกลายเป็น “สิทธิ(มนุษยชน)ขั้นพื้นฐาน” เป็นเรื่องความเป็นธรรมในสังคมที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นกลไกในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ปัจเจกบุคคลและสังคม อีกประการหนึ่งคือการศึกษามีหน้าที่ในการสืบทอดอุดมการณ์บางอย่าง ข้อนี้จึงเกิดคำถามว่าแนวคิดเรื่องสิทธิ ความเจริญก้าวหน้าและอุดมการณ์ดังกล่าวอาจนำสู่การกดทับความเป็นตัวตนเฉพาะวัฒนธรรมหรือไม่ ประเด็นนี้สำคัญ ดังกล่าวแล้วว่าตัวตนทางวัฒนธรรมกินความถึงความมีความหมายของโลกและชีวิตทั้งปวง ซึ่งหมายความว่ามีฐานะเป็นแหล่งของสุขภาวะทางจิตวิญญาณเลยทีเดียว

4.2 จิตวิญญาณและจิตวิญญาณความเป็นครู

ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงการศึกษาก็คือเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระบบสุขภาพแล้ว แม้จะมีภาพของการเปลี่ยนแปลงตนเองและการต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน (ดูตัวอย่างการต่อสู้กับความกดดันทางอารมณ์ในเรื่อง “จิตนิ่ง” ข้างล่าง) แต่ก็มีน้อยกว่า และบางครั้งดูเหมือนกับว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมีลักษณะคงที่ เหมือนกับผ่านการหล่อหลอมหรือผ่านการตกผลึกมาแล้ว ข้อนี้ทำให้การสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณก็เป็นไปได้ไม่ง่ายนักเช่นกัน เนื่องจากสังเกตได้ว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูจะเห็นว่า “จิตวิญญาณ” และ “จิตวิญญาณความเป็นครู” เป็นเรื่องเดียวกัน แม้ในส่วนกระบวนกรเอง ก็ดูจะมิได้ให้ความสำคัญกับแง่มุมความหมายของคำว่า “จิตวิญญาณ” มากนัก สังเกตได้จากการที่กระบวนการให้ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำกิจกรรมดังนี้

…จะให้อาจารย์ทบทวนพลังทั้งหมดที่เรามี 8 ด้านด้วย อาจารย์ดูแลตัวเองและเติมตัวเองในด้านไหนบ้าง ด้านร่างกาย การกินอาหาร การนอนหลับ การพักผ่อน ด้านอารมณ์ ว่าเราได้เติมพลังตัวเองในด้านอารมณ์อะไรบ้าง หรือว่าด้านจิตวิญญาณ ไปทำบุญตักบาตร หรือทางด้านปฏิสัมพันธ์ ด้านบริบทด้านปัญญา ด้านสารอาหาร…

สังเกตได้ว่ามีการแยกระหว่าง “จิตวิญญาณ” และ “ปัญญา” แม้ว่าจะมีการถกเถียงเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” และ “จิตปัญญา” นอกจากนี้ ยังนิยาม “จิตวิญญาณ” เป็นเรื่องทางศาสนาเป็นหลัก

ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้บุคคลมี “จิตวิญญาณความเป็นครู” ดังนี้

…เมื่อก่อนนี้ผมไม่อยากเป็นครูนะ เพราะสมัยก่อนที่ตอนเรียนจบใหม่ๆ เพลง ตชด. ขอร้องกำลังดังอยากเป็นตำรวจชายแดนมาก ไม่รู้ว่ามนต์ภาคเหนือที่ว่ามีดอยมีอะไร แต่พอได้มาเป็นครูจริงๆ เห็นเด็กด้อยโอกาส เห็นอะไรมากก็เลย จากวันนั้นมา 35 ปี ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจเลย เพราะว่ารักเด็กมากจนไม่อยากเข้าไปอยู่ในเมือง…ช่วงนั้นผมเข้าไปทดสอบดูปรากฏว่าเด็ก ม. 6 หา ห ร ม. ค ร น. ไม่เป็นผล เลยคิดว่ามันยิ่งทำให้ผมเอาใจใส่ประถมมากขึ้น…

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (4) https://thaissf.org/er035/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er035 Thu, 14 Aug 2014 11:17:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er035/ สอนให้เด็กใช้ความคิด หรือให้ข้อมูล/ความเข้าใจโลกพื้นฐาน หากละเลยด้านการส่งเสริมและให้เด็กตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง โดยปราศจากทักษะในการตัดสินใจและข้อมูลจะถือว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก แน่นอนว่าหากเข้าใจ “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” โดยอาศัย “อัตตาณัติ” ก็กล่าวได้ว่ากรณีนี้เป็นการละเมิด “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ของเด็ก ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็น “ปฏิทรรศน์” (paradox) แห่งเสรีภาพ คือ ในหลายกรณี การเคารพเสรีภาพ (ในความหมายของ “อัตตาณัติ”) เรียกร้องให้เข้าแทรกแซงเสรีภาพ (เช่น จำกัดการตัดสินใจเลือกของผู้อื่น) เนื่องจากบุคคลนั้นไม่อยู่ในภาวะที่สามารถตัดสินใจได้

อัตตาณัติมีอีกมิติหนึ่ง ซึ่งในจริยศาสตร์ยังมีจุดยืนที่ต่างกันออกไปว่าควรผนวกเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเกี่ยวกับการเคารพอัตตาณัติมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่ามิตินี้มีความจำเป็นเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับเด็ก มีแนวคิดว่าการพิจารณาเกี่ยวกับอัตตาณัติของบุคคลนั้น ต้องพิจารณาถึงปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ ได้แก่ ปัจจัยที่ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจเลือกได้ เช่น การมีปัจจัยสี่ หรือตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น เช่น การมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการมีคุณธรรม ปัจจัยหลังนี้ดูแปลกแยก แต่อันที่จริงจะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีคุณธรรม (เช่น ความยับยั้งชั่งใจ ความขยันหมั่นเพียร) ย่อมสามารถตัดสินใจเลือก รวมถึงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เลือกได้ดีกว่า เห็นได้ว่าสำหรับการฟูมฟักเด็กให้มีอัตตาณัติแล้ว ปัจจัยเหล่านี้นับว่าจำเป็น

เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่อง “อัตตาณัติ” แล้วจะเห็นว่าหากยึดถืออุดมคติแบบเสรีนิยม เป้าหมายการศึกษาก็คือการอบรมให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่มีอัตตาณัติ คือ สามารถคิดอย่างมีข้อมูลเพื่อเลือกสิ่งต่างๆ ให้แก่ตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เนื้อหา” ของเป้าหมายชีวิต ตามนัยนี้ เด็กต้องเข้าใจด้วยเหตุผลว่าทำไมจึงควรหรือไม่ควรเลือกสิ่งหนึ่งๆ และตัดสินใจเลือกไปตามเหตุผลนั้น แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยไม่มากก็น้อย ดังจะเห็นหลายคนกล่าวว่าควรสอนให้เด็กตัดสินใจเลือกเอง แต่ในหลายๆ ส่วนก็ยังเห็นว่ามีคำตอบอยู่แล้วว่าควรจะเลือกอะไร

ทั้งนี้ มิได้กล่าวว่าการมีคำตอบเช่นนี้เป็นสิ่งไม่สมควร เนื่องจากสำหรับมนุษย์การจะกล่าวว่าไม่มีคำตอบนั้นเป็นไปไม่ได้ นอกเสียจากต้องให้เงื่อนไขคำกล่าวเช่นนี้อย่างชัดเจน แม้เสรีนิยมจะกล่าวอ้างว่าตนไม่ให้ “เนื้อหา” แต่อันที่จริงแล้วเนื้อหาก็คือ “จงอย่ากำหนดเนื้อหา” ดังจะเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมเสรีนิยมบางส่วนต่อต้านท่าทีที่ยึดถือคำตอบบางอย่าง เช่น การเขียนภาพล้อเลียนศาสดาของบางศาสนาเพื่อท้าทายว่าไม่ควรคิดว่ามีคำตอบแน่ชัดเกี่ยวกับความหมายของชีวิต การมองเห็น “เนื้อหา” ของเสรีนิยมที่กล่าวอ้างว่า “ไม่ให้เนื้อหา” นี้เป็นข้อวิจารณ์สำคัญต่อเสรีนิยมในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนเห็นว่าการล้อเลียนดังกล่าวเป็นการกดขี่ทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเป็นลัทธิจักรวรรดินิยมที่มุ่งเปลี่ยนให้ทั่วโลกมีวัฒนธรรมเดียวกับตะวันตก

ในบริบทการศึกษา มีอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวแล้วว่า “อัตตาณัติ” เป็นกรอบแนวคิดหลักในการทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และแก่นแกนของ “อัตตาณัติ” คือสมรรถนะในการตัดสินใจเลือก ดังนั้น บุคคลทุกคนที่มีสมรรถนะดังกล่าวย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยทันที ดังนั้น ในการให้การศึกษาเด็ก ไม่เพียงแต่ครูจะต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กโดยเคารพ สมรรถนะดังกล่าวเท่านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เคารพ” ในความหมายของการส่งเสริม) หากแต่จะต้องช่วยให้เด็กเห็นว่าอะไรคือแก่นแกนของศักดิ์ศรี ผลที่สำคัญคือต้องแยกระหว่าง “คุณค่าของบุคคล” อันเนื่องมาจากความสำเร็จ (เช่น การได้คะแนนดี การชนะการประกวด การเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น) กับ “คุณค่าของบุคคล” ในความหมายของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (นั่นคือ ผู้กำหนดชะตาชีวิตของตน ผู้ตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจ) นัยสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คนเราต่างก็มีศักดิ์ศรีทั้งนั้น

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (3) https://thaissf.org/er034/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er034 Thu, 14 Aug 2014 11:01:33 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er034/ การประสบกับ “ความมีความหมาย” ไม่ว่าจะในรูปของการที่ “ความหมาย” กลายเป็น “ความมีความหมาย” หรือการขยายขอบเขต “ความมีความหมาย” หรือการที่ “ความมีความหมาย” เปลี่ยนไปอันเป็นผลจากการต่อสู่กับ “ความมีความหมาย” ดั้งเดิม กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยสมรรถนะสำคัญที่เรียกว่า “การผันแปรทางจินตนาการ” ซึ่งจะส่งผลเมื่อมีความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก องค์ประกอบสำคัญในการใช้สมรรถนะดังกล่าวก็คือ “ทิศทาง” เช่น อุดมการณ์

การสังเคราะห์ความรู้ครั้งนี้เป็นการอาศัยข้อมูลจาก “กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” ของ “แผนงานพัฒนาจิตเพื่อสุขภาพ ระยะที่ 3” การแลกเปลี่ยนเรียนรู้อันอยู่ในบริบทของการศึกษานี้ นับว่าเป็นการท้าทายฐานคติแห่งการไตร่ตรองเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” เหตุผลสำคัญเนื่องจากจุดสนใจในการพัฒนาจิตวิญญาณที่พิจารณาก็คือ “เด็ก” อะไรคือฐานคติที่เผชิญการท้าทาย การนิยาม “จิตวิญญาณ” ไม่ว่าจะในแบบที่เน้นศาสนาหรือแบบที่เน้นอัตถิภาวะนั้นต่างก็มีลักษณะเปิด หรืออีกนัยหนึ่ง นิยามมีลักษณะเชิงโครงสร้าง คือ เป็นการกล่าวถึง “เป้าหมายของชีวิต” (ในความหมายของ “ความมีความหมายของชีวิต”) เท่านั้น หาได้มีการระบุไม่ว่าเนื้อหาของเป้าหมายชีวิตนั้นคือสิ่งใด หรืออีกนัยหนึ่ง หากกล่าวในกรอบการสังเคราะห์ครั้งที่แล้ว การนิยามจำกัดอยู่กับการชี้ว่าต้องมี “ทิศทาง” แต่มิได้มีการระบุว่าอะไรคือเนื้อหาของทิศทางนั้น

สาเหตุประการหนึ่งมาจากลักษณะของ “ทฤษฏี” ที่ต้องมีความกว้างขวางครอบคลุม เพื่อให้สามารถอธิบายหรือแม้กระทั่งวัดบุคคลที่มีความคิดความเชื่อแตกต่างกันไปได้ อย่างไรก็ตาม แม้ในระดับนี้ ก็ยังเป็นไปได้ว่าจะมีการศึกษาเกี่ยวกับเนื้อหา เช่น ผลของการเลือกเนื้อหาที่มีต่อสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ดังที่มีข้อสังเกตประการหนึ่งในการสังเคราะห์ความรู้ครั้งที่แล้วว่ายามที่เผชิญความสูญเสีย ผู้ที่นับถือศาสนาต่างกันจะปล่อยวางได้เร็วช้าต่างกัน อีกเหตุผลสำหรับลักษณะเชิงโครงสร้างของการนิยาม “จิตวิญญาณ” ก็คือความปรารถนาที่จะหลีกเลี่ยงข้อถกเถียงว่า “อะไรควรเป็นเป้าหมายชีวิต” (หรือ “อะไรควรเป็นความหมายของชีวิต) เหตุผลดังกล่าวเป็นเหตุผลทางวัฒนธรรม หากจะกล่าวให้ชัดเป็นเหตุผลตามแบบเสรีนิยมของตะวันตก

การท้าทายที่ว่าอยู่ในรูปแบบใด ประการแรก หากจุดสนใจของการพิจารณาเรื่องการพัฒนาจิตวิญญาณเป็นผู้ใหญ่ การเปิดโอกาสให้เลือกเนื้อหาให้แก่เป้าหมายชีวิตของเขาย่อมเป็นไปได้ง่ายกว่า แม้ในบางแง่มุมอาจมีความปรารถนาที่จะแลกเปลี่ยนว่าเนื้อหาที่เขาเลือกนั้นน่าพึงปรารถนาหรือ “สมควร” หรือไม่ ในทางตรงข้าม ในกรณีที่จุดสนใจเป็นเด็ก เป็นการยากกว่าที่จะกล่าวถึงการเลือกเนื้อหา ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดทางวุฒิภาวะ เช่น ความสามารถในการไตร่ตรอง และขอบเขตของข้อมูลโดยทั่วไปยอมรับกันว่าเป็นหน้าที่ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษา ที่จะสอนเด็กว่าอะไรควรหรือไม่ควรเลือก อีกประการหนึ่งที่ซ้อนขึ้นไปก็คือแม้มีความพยายามรับแนวคิดนี้เข้ามาโดยเข้าใจผิดว่าเป็น “สิ่งสากล” แต่อันที่จริงสังคมไทยมิได้เป็นเสรีนิยม นั่นคือ สังคมไทยยังเชื่ออยู่ว่ามีเนื้อหาอันแน่ชัดสำหรับ “เป้าหมายชีวิต” เช่น “ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” “รักถิ่นเกิด” “รักประชาธิปไตย” “เศรษฐกิจพอเพียง” อาจมีคำถามว่าตะวันตกมิได้เห็นว่าเด็กขาดวุฒิภาวะและต้องการคำชี้นำหรอกหรือ คำตอบคือใช่ แต่โดยอุดมคติแล้ว จะถือว่าเนื้อหาแห่งการชี้นำนั้นก็คือเสรีนิยม ข้อนี้ควรเข้าใจอย่างไร

แนวคิดสำคัญคือ “อัตตาณัติ” (autonomy)2  แนวคิดดังกล่าวเป็นกรอบสำหรับทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ของตะวันตกในปัจจุบัน ผู้ที่คุ้นเคยกับจริยธรรมการแพทย์จะคุ้นเคยกับบางมิติของแนวคิดดังกล่าว เป็นที่ยอมรับทั่วไปว่าแก่นแกนของ “อัตตาณัติ” อันเป็นเรื่องของการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองก็คือ “การตัดสินใจเลือก” อันประกอบด้วยกระบวนการตัดสินใจและข้อมูลอันเป็นวัตถุดิบแห่งกระบวนการตัดสินใจ แก่นแกนนี้คือสารัตถะความเป็นมนุษย์ด้วย ฉะนั้น การพิจารณาเพียงองค์ประกอบนี้ก็เพียงพอต่อการพิจารณามนุษย์ทั่งมวล หรือ “มนุษย์ที่สมบูรณ์”

—————————————–

2 ดู Harris (1992)

]]>