สิทธิมนุษยชน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สิทธิมนุษยชน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (28) เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ https://thaissf.org/cd058/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd058 Fri, 24 Oct 2014 02:59:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/24/cd058/ ในประการต่อไปเป็นเรื่องขององค์กรว่า องค์กรที่จะต้องเข้ามาควบคุมกำกับดูแลในเรื่องนี้นั้นต้องมีเฉพาะหรือไม่ หรือจะปล่อยให้มีการกำหนดกฎหมายในลักษณะเป็นคำแนะนำหรือข้อควรปฏิบัติ (guideline) แล้วปล่อยให้ทางวิทยาศาสตร์หรือทางการแพทย์นั้นดูเป็นระยะๆ หรืออาจจะต้องมอบหมายมีองค์กรที่จะต้องไปดูแลในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีโดยเฉพาะขึ้นมา และองค์กรใดจะเป็นองค์กรที่เหมาะสม

นำเสนอประเด็นจากการปรึกษาหารือกลุ่มย่อยเรื่องการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิเทียม

กลุ่มที่หนึ่ง

ประเด็น – ขอบเขตการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

มีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าต้องมีขอบเขต

เพราะว่าเทคโนโลยีทั้งหลาย วิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีทั้งข้อดี-ข้อเสียขึ้นอยู่กับว่าจะเอาไปใช้ในแง่ใด และคนเรามีทั้งคนดีและไม่ดี เพราะฉะนั้นต้องมีข้อกฎหมายที่จำกัดขอบเขตไว้ บางคนอาจเอาเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิด

ประเด็น – ข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยี

2.1 การกำหนดเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวเกี่ยวกับคู่สมรส หรือการใช้บริการมีหลายแง่

แง่หนึ่งเกี่ยวกับผู้บริจาคเชื้ออสุจิและไข่ (sperm – egg donor) เนื่องจากปัจจุบันไม่มีข้อบังคับว่าเชื้ออสุจิจะได้มาจากใคร เนื่องจากการมองภายนอกอาจไม่ทราบว่าผู้บริจาคมียีนส์หรือพันธุกรรมผิดปกติหรือไม่ หรือเป็นพาหะหรือมีพันธุกรรมที่ผิดปกติแฝงมาหรือไม่ อาจทำให้เด็กเกิดมาพิการหรือเป็นโรคทางพันธุกรรม แต่ยังไม่มีกฎหมายกำหนดในเรื่องผู้รับผิดชอบต่อเด็กที่ชัดเจน จึงเสนอว่า คู่สามี-ภริยาที่รับบริจาคไข่หรือเชื้ออสุจิ จะต้องมีใบยินยอมว่าจะรับผิดชอบสิ่งที่เกิดตามมา เช่น ความพิการ หรือพันธุกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นต่อเด็ก

2.2 สถานะของตัวอ่อนและเซลล์สืบพันธุ์บริจาค

ตัวอ่อนหรือเซลล์สืบพันธุ์ควรจะถือเป็นทรัพย์สินหรือไม่ ถ้าเป็นตัวอ่อนหรือปฏิสนธิแล้วจะนับเป็นบุคคลได้ไหม เช่น ในกรณีที่คู่สามีภริยาอาจจะเสียชีวิตกระทันหันโดยไม่ได้แจ้งความจำนงหรือทำพินัยกรรมมาก่อน ถ้านับว่าตัวอ่อนนั้นเป็นตัวบุคคล ตัวบุคคลนั้นควรจะได้รับทรัพย์สินของคู่สามีภริยานั้นหรือไม่ แต่ถ้าหากไม่ได้นับเป็นตัวบุคคล ทรัพย์ก็ต้องตกเป็นของทายาท ประเด็นนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน

ประเด็น – ขอบเขตของข้อบังคับแพทยสภาในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่

น่าจะไม่เพียงพอ แต่เนื่องจากยังขาดข้อมูล จึงเสนอให้แพทยสภาประชาสัมพันธ์ข้อกำหนดต่างๆ ให้ทั้งแพทย์และประชาชนได้ทราบให้มากขึ้น

ประเด็น – องค์กรกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ควรตั้งคณะอนุกรรมการ ซึ่งอาจจะมีแพทยสภาดูแล คณะอนุกรรมการประกอบด้วยแพทย์จากราชวิทยาลัยต่าง ๆ เช่น สูติแพทย์ กุมารแพทย์ เวชพันธุศาสตร์ นิติเวช และจิตแพทย์ และสาขาวิชาชีพอื่น เช่น นักกฎหมาย นักการศาสนา เข้ามาร่วมกันทำงาน ตั้งเป็นคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อควบคุมจริยธรรม และขอบเขตการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

กลุ่มที่สอง

ไม่สามารถจะคุยครบที่ตั้งคำถามไว้สี่ข้อได้ เนื่องจากว่าแต่ละประเด็นทั้งกว้างและลึกในตัวเองข้อสรุปที่พอจะรวบรวมได้

ประเด็น – ขอบเขตและเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีมองไปที่ผู้ใช้บริการเป็นหลัก โดยสำหรับผู้ให้บริการนั้นหากดำเนินการเพื่อประโยชน์ของความก้าวหน้าในการพัฒนาเทคโนโลยีและที่จะเป็นประโยชน์กับสุขภาพและชีวิตของมนุษย์สามารถดำเนินการได้

แต่ในแง่ของผู้รับบริการนั้น ประเด็นพิจารณา

ใครควรที่จะเข้าถึงบริการได้ – ในแง่ของสิทธิมนุษยชน ไม่ว่าจะเป็นคนโสด คนมีคู่ เป็นคู่รักเพศเดียว และคู่รักต่างเพศ ในแง่ของสิทธิมนุษยชน ทุกคนควรจะมีสิทธิเข้าถึงบริการทั้งสิ้น แต่หากพิจารณาความพร้อมของสังคมไทย และพิจารณาประโยชน์ของตัวเด็กที่จะเกิดขึ้น ในปัจจุบันเด็กซึ่งมาจากครอบครัวที่เป็นทั้งแม่และแม่ หรือ พ่อและพ่อ หรือครอบครัวที่เป็นคนโสด อาจจะเป็นเด็กที่ต้องเผชิญกับปัญหาทางสังคม เนื่องจากประเทศไทยยังคงมีค่านิยมไม่ยอมรับครอบครัวคู่รักเพศเดียวกันหรือครอบครัวของคนโสด (ค่านิยมว่า “ไอ้ลูกไม่มีพ่อ” หรือ “ไอ้ลูกไม่มีแม่” เป็นต้น) เพราะฉะนั้นความเป็นไปได้ในขณะนี้ ผู้ที่จะสามารถเข้าถึงบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ควรจะเป็นสามี-ภริยา แต่ไม่จำกัดเฉพาะคู่ที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นคู่ที่เป็นคู่สามี-ภริยาที่มีความพร้อม

ประเด็นพิจารณาเรื่องความพร้อม ควรจัดให้มีบริการให้คำปรึกษา (counseling) ที่คำนึงถึงความต้องการของผู้รับบริการและการตัดสินใจของผู้รับบริการเป็นหลัก และจะประเมินความพร้อมของคู่ที่จะรับบริการช่วยการมีบุตร

แต่ประเด็นที่ไม่มีข้อสรุปคือว่า บริการให้คำปรึกษาข้างต้น ควรเป็นการบังคับหรือเป็นทางเลือกของผู้รับ ซึ่งแต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่แนวโน้มจากการปรึกษาหารือเห็นว่า ควรจะเป็นบริการทางเลือก เนื่องจากคำนึงถึงสิทธิของคู่สามี-ภริยาเป็นที่ตั้ง ถ้าคู่ที่มีความพร้อมประเมินตนเองมาแล้วว่ามีความพร้อมก็อาจจะให้ความยินยอมว่ามีความพร้อม และไม่ต้องการรับบริการให้คำปรึกษา แต่สำหรับคู่ที่ยังต้องการผ่านกระบวนการพูดคุยเพื่อที่จะประเมินความพร้อมของตนเองให้ชัดเจน ก็สามารถที่จะขอรับบริการได้ ซึ่งบริการนี้ ควรจัดไว้รองรับผู้ต้องการใช้บริการ

สำหรับประเด็นอื่นๆ ยังไม่ได้นำมาพิจารณา แต่สำหรับประเด็นเรื่องเงื่อนไขการรับบริการที่เป็นกรณีเฉพาะ เช่น เรื่องเพศ เรื่องอายุ  หรือกรณีเสียชีวิต โครงการชีวจริยธรรมฯ ควรที่จะมีเวทีดึงเอาเรื่องที่จะเป็นเฉพาะกรณีมาปรึกษาหารือกับสังคมเป็นเรื่องๆ ไปเพื่อหาข้อตกลงเบื้องต้น หรือดูแนวโน้มกระแสการยอมรับเบื้องต้น

]]>
อุ้มบุญ (10) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd040/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd040 Wed, 24 Sep 2014 02:11:51 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/24/cd040/ กรณีที่ 1 การปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF)

กรณีที่ 2 การใช้อสุจิหรือไข่ของผู้อื่น (artificial insemination by donor-AID, Intra-cytoplasmic sperm injection-ICSI)

กรณีที่ 3 การเคลื่อนย้ายเซลล์สืบพันธุ์เข้าไปในท่อนำไข่ (GIFT, ZIFT, PROST) และการอุ้มบุญ (surrogacy)

ศาสนาพุทธ

มีผู้ศึกษาหลักธรรมทางพุทธศาสนา และปรับใช้กับเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ที่น่าสนใจ โดยจำแนกเป็นกรณีต่างๆ ดังนี้

กรณีที่ 1 หลักพุทธศาสนายอมรับการปฏิสนธินอกร่างกาย (IVF) เพราะเป็นวิธีการช่วยให้บุตรเท่านั้น แต่ไม่สนับสนุนการสร้างตัวอ่อนจำนวนมาก ที่ต้องกำจัดตัวอ่อนหรือใช้ในการทดลองทางวิทยาศาสตร์ เพราะละเมิดศีลข้อแรก การห้ามฆ่าสัตว์

กรณีที่ 2 การใช้อสุจิหรือไข่ของผู้อื่นนำมาใช้กับคู่สามี ภริยา แม้อาจไม่ถือว่าได้ละเมิดศีลข้อ 3 การห้ามประพฤติในกามหรือการเป็นชู้ก็ตาม แต่ก็ไม่เหมาะสมเพราะทำให้เกิดวิญญาณธาตุของผู้อื่น กระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัวและความมั่นคงของคู่สามี ภริยา

องค์ทะไลลามะ ผู้นำทางจิตวิญญาณของชาวธิเบต ผู้นับถือศาสนาพุทธ ลัทธิวัชรยานได้กล่าวว่า การเกิดใหม่ของมนุษย์เริ่มเมื่อวิญญาณธาตุ(วิญญาณขันธ์)เข้าสู่ครรภ์ ในขณะที่เชื้อของฝ่ายชายผสมกับเชื้อของฝ่ายหญิงแล้ว หมายความว่าธาตุต่างๆ มาประชุมพร้อมกันภายในครรภ์ หรือบางกรณีก็เกิดร่างอย่างแรก (embryo)นอกครรภ์ได้53    สำหรับวิธีการปฏิสนธิเทียมโดยการนำเชื้อ (ฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง) หรือร่างอย่างแรกไปแช่แข็งไว้ ท่านให้ความเห็นว่า ร่างหรือสัตว์(ชีวิต)ที่จะเกิดใหม่จะต้องทนทุกข์ทรมานในความหนาวเย็นหรือไม่ ตามคำอธิบายในคัมภีร์ของฝ่ายพุทธ ร่างใหม่ย่อมมีความรู้สึกอย่างหยาบๆ แล้วเช่นกัน (แม้ว่าอวัยวะที่จะแลเห็นอะไรได้จะยังไม่มีขึ้นก็ตาม) ถ้าเรายอมรับว่าร่างใหม่ต้องทนทุกข์จากความหนาวเย็น คนที่เอาร่างไปแช่แข็งไว้ก็เท่ากับประกอบอกุศลกรรมด้วยหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจตนาของคนๆ นั้นเป็นสำคัญ เจตนาเป็นไปทางใด ก็ส่งไปถึงผลกรรมในทางนั้น54

ศาสนาคริสต์

กรณีที่ 1 นิกายคาทอลิก ยึดถือ ‘The Congregation for the Doctrine of the Faith’ (1987) ซึ่งเป็น Donum vitae ยอมรับเด็กที่เกิดจากวิธีนี้ว่าเป็นเสมือนของขวัญที่ยิ่งใหญ่จากพระเป็นเจ้า (great gift) แต่ก็กล่าวถึง IVF และ ET ที่เป็นการปฏิสนธินอกร่างกายว่า เทคโนโลยีที่เข้ามามีอำนาจเหนือชีวิตและชะตากรรมของมนุษย์ ถือว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และหลักความเท่าเทียมกันของเด็กและบิดา มารดา นอกจากนี้ วิธีการใดๆ ที่ต้องทำลายตัวอ่อนย่อมไม่อาจทำได้ รวมถึงกรณีการคัดเลือกทางพันธุกรรม, การจัดเก็บตัวอ่อนด้วยวิธีแช่แข็ง เพราะอาจทำอันตรายหรือทำให้ตัวอ่อนหยุดการเติบโตแม้เพียงชั่วระยะเวลาหนี่งก็ตาม

อย่างไรก็ดี คริสตศาสนายอมรับการทดลองตัวอ่อนที่ไม่อันตรายตัวอ่อน แต่การทดลองตัวอ่อนที่ช่วยรักษาความผิดปกติหรือโรคของตัวอ่อนย่อมทำได้ ทั้งนี้ ต้องยึดถือหลักการสำคัญ 2 ข้อคือ ข้อแรก ชีวิตมนุษย์ตั้งแต่เริ่มแรกย่อมได้รับการเคารพจากมนุษย์อื่นโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และข้อสอง การปฏิสนธิเทียมจะต้องไม่ลบล้างความเชื่อทางศาสนาเรื่องผู้ให้กำเนิดมนุษย์ (พระเป็นเจ้า) คู่สามี ภริยาต้องแสดงความรักแก่กันตามธรรมชาติ เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์55

ในเรื่องการตั้งครรภ์แทนหรืออุ้มบุญนั้น ศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิก56   ถือว่าหญิงที่อุ้มท้องแทนหญิงอื่น57 ไม่อาจถือเป็นมารดาของเด็กได้ เพราะขาดหน้าที่ ความรักของมารดาต่อลูกของตน การอุ้มบุญจึงทำลายสถาบันครอบครัว เกิดปัญหาทางศีลธรรม สภาพจิต

ศาสนาอิสลาม

หลักศาสนาอิสลามว่าด้วยวิถีชีวิตของชาวอิสลามิกชื่อว่า ‘Sharee’ (Shari’ah) เป็น พระวจนะของพระเป็นเจ้า มีขึ้นเพื่อคุ้มครองกำเนิดทั้ง 5 สิ่ง ได้แก่ self (รวมถึงชีวิต, สุขภาพ และการให้กำเนิดชีวิต), วิญญาณ, ศาสนา, เกียรติ (รวมถึงการสมรส) และความเป็นเจ้าของ มีผู้ตีความว่าจากคัมภีร์โกรานว่า วิธีปฏิสนธิเทียมทุกกรณีจะต้องทำโดยใช้อสุจิหรือไข่ของคู่สามี ภริยาเท่านั้น

ดังนั้น กรณีที่ 1 ทำได้โดยไม่ขัดหลักศาสนาอิสลาม เมื่อไม่เกี่ยวข้องกับใช้อสุจิหรือไข่ของผู้อื่น และหญิงนั้นจะต้องสมรสแล้ว สำหรับกรณีที่ 2 จึงขัดหลักศาสนาอิสลาม ถือว่าคู่สมรสมีชู้ การใช้อสุจิของชายอื่นเป็นสิ่งที่มิอาจยอมรับได้58   และในกรณีที่ 3 ต้องห้ามเช่นกัน เพราะมารดาของเด็กจะต้องเป็นผู้ให้กำเนิดเด็กเท่านั้น [Holy Quran, (Abdullah Yusuf Ali trans., 1982), at 25:54, 58:2]59

เพราะฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า ตามหลักศาสนาต่างๆ มีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่าการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์จะขัดกับหลักศีลธรรมในกรณีที่มีการทำอันตรายหรือทำลายชีวิตที่เกิดขึ้นแม้ยังพัฒนาไม่ถึงขั้นเป็นมนุษย์ก็ตาม อีกทั้งการปฏิสนธิที่มิได้เกิดขึ้นจากเซลส์สืบพันธุ์ของคู่สมรสก็มิใช่สิ่งที่เหมาะสมและต้องห้ามในบางศาสนาด้วย เพราะฉะนั้นการปฏิสนธิเทียมจึงอาจกระทำได้โดยไม่ขัดกับหลักศาสนาสำคัญของโลกในกรณีที่จำกัดเท่านั้นโดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เซลส์สืบพันธุ์ของคู่สมรสโดยไม่มีผู้อื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง

————————————–

49 Decision of 11 October 1974, In Case No.15.664, 16 June 1995.

50 Case No.212/1996, 19 December 1996, (1996) 3 Bulletin on Constitutional Case-Law 426.

51 Human Rights Committee, General Comment 6 (1982) และกรุณาดู Camargo v.Colombia, Human Rights Committee,

Communication No.45/1979, HRC 1982 Report, Annex XI

52 Damien Keown, Buddhism and Bioethics (New York:PALGRAVE, 2001), pp.135-138.

53 ทะไลลามะ, มรรควิธีแห่งการฝึกตน หนทางเข้าถึงชีวิตที่เปี่ยมความหมาย แปลโดย ส.ศิวรักษ์(กรุงเทพมหานคร,สวนเงินมีมา,2545),หน้า 42-43.

54 ทะไลลามะ, เล่มเดียวกัน, หน้า 43.

55 Nicholas Tonti-Filippini, ‘The Catholic Church and Reproductive Technology’, article in Helga Kushe and Peter Singer (editors),Bioethics An Anthology (Oxford:Blackwell Publishing, 1999), pp.94-95.

56 The Congregation for the Doctrine of the Faith ชือ INSTRUCTION ON RESPECT FOR HUMAN LIFE IN ITS ORIGIN AND ON THE DIGNITY OF PROCREATION REPLIES TO CERTAIN QUESTIONS OF THE DAY กล่างถึงเรื่องอุุ้มบุญ ดังนี้

3. IS “SURROGATE”*MOTHERHOOD MORALLY LICIT?

No, for the same reasons which lead one to reject heterologous artficial fertilization: for it is contrary to the unity of marriage and to the dignity of the procreation of the human person. Surrogate motherhood represents an objective  failure to meet the obligations of maternal love, of conjugal fidelity and of responsible motherhood; it offends the dignity and the right of the child to be conceived, carried in the womb, brought into the world and brought up by his own parents; it sets up, to the detriment of families, a division between the physical,  psychological and moral elements which constitute those families.

57 ดูเชิงอรรถที่ 2 ของ The Congregation for the Doctrine of the Faith

By “surrogate mother” the Instruction means:

a)the woman who carries in pregnancy an embryo implanted in her uterus and who is genetically a stranger to the embryo because it has been obtained through the union of the gametes of “donors”.She carries the pregnancy with a pledge to surrender the baby once it is born to the party who commissioned or made the agreement for the pregnancy.

b) the woman who carries in pregnancy an embryo to whose procreation she has contributed the  donation of her own ovum, fertilized through insemination with the sperm of a man other than her husband. She carries the pregnancy with a pledge to surrender the child once it is born to the party who commissioned or made the agreement for the pregnancy.

58 COOK, Rebecca J., DICKens, Bernard M. and FATHALLA, Mahmoud F., Reproductive Health and Human Rights: Integrating Medicine, Ethics and Law, op. cit., p. 309.

59 อ้างจาก Hossan E. Fadel, “THE ISLAMIC VIEWPOINT ON NEW ASSISTED REPRODUCTIVE TECHNOLOGIES”, Fordham Urban Law Journal, (์November 2002), para.152.

]]>
อุ้มบุญ (9) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd039/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd039 Mon, 22 Sep 2014 13:54:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/22/cd039/ ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ในแต่ละระดับอาจสอดคล้องกัน หรือขัดแย้งกันเองก็ได้ โดยเฉพาะในเรื่องเสรีภาพของปัจเจกชน (individual autonomy) ในการทำแท้ง การช่วยให้กำเนิดบุตรด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ กับการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ของกลุ่มชน สังคมและเผ่าพันธุ์มนุษย์

ดังนั้นแนวคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงควรมีลักษณะเป็นการจำกัดอำนาจหรือเสรีภาพของปัจเจกชน ยิ่งกว่าการขยายขอบเขตแห่งสิทธิ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ศักดิ์ศรีฯ ระดับแรกและที่สอง ย่อมอยู่เหนือกว่าขั้นที่สาม ดังเช่นที่ศาลปกครองสูงสุดของฝรั่งเศส Conseil d’Etat ได้กำหนดแนวทางไว้ในคดี dwarf-throwing38

เพราะฉะนั้น เสรีภาพของปัจเจกชน ในกรณีการให้กำเนิดบุตรโดยการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์อาจขัดกับหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้

เกณฑ์ที่ใช้พิจารณาว่า บุคคลใดถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือสิทธิมนุษยชนขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ39 แต่จากความหมายของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ “คุณค่าสากล” ของความเป็นมนุษย์ มิใช่เรื่องที่กำหนดขึ้นตามความเห็นของปัจเจกบุคคล แต่เป็นไปตามมาตรฐานที่บุคคลทั่วไปสามารถยอมรับได้ซึ่งยังมีข้อถกเถียงว่ามี “ศีลธรรมสากล” ให้ยึดถือหรือไม่40

อย่างไรก็ตาม ในเชิงนิติศาสตร์แล้ว ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ถือเป็นส่วนหนึ่งของหลักความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสังคม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ต้องการปกป้องสถาบันของสังคมอันได้แก่ รัฐ ครอบครัว(ความมั่นคงของระบบครอบครัวและความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว)และตัวเอกชน41ดังนั้นการดำเนินการใดที่ก่อให้เกิดผลเสียและผลกระทบร้ายแรงต่อรัฐ สถาบันครอบครัวและตัวปัจเจกชนถือเป็นการกระทำที่ขัดกับความสงบเรียบร้อยฯ ดังเช่นกรณีของการอุ้มบุญซึ่งหลายประเทศเช่นฝรั่งเศสยืนยันไว้42 โดยเสรีภาพของบุคคลในการทำสัญญาต้องถูกจำกัดด้วยการเคารพศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์43อันมีหลักการพื้นฐานที่สำคัญคือ หลักการไม่ล่วงละเมิดต่อร่างกายของมนุษย์(indisponibilite du corps humain) และหลักการไม่ล่วงละเมิดต่อสถานะของการเป็นบุคคล(indisponibilite de l’etat des personnes)44 ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการดำเนินการต่อเด็กในลักษณะของการเป็นทรัพย์สิน อีกทั้งทำให้แม่อุ้มบุญมีบทบาทเป็นเพียงผู้ให้บริการประเภทหนึ่งเท่านั้นแทนที่จะมีความผูกพันอันลึกซึ้งต่อทารกในครรภ์อันเป็นสายสัมพันธ์ที่มีคุณค่าและศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งของมนุษยชาติและเป็นรากฐานที่จำเป็นของสถาบันครอบครัว นอกจากนี้ในแง่ของตัวเด็กเองก็อาจสร้างปัญหาให้ด้วยเนื่องจากมิได้ถือกำเนิดมาตามปกติและอาจมิได้รับการยอมรับในสังคมซึ่งในแง่นี้ย่อมเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของเด็กเองด้วย

ส่วนการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ในกรณีอื่นๆนั้นโดยเฉพาะเมื่อมิได้เกี่ยวพันเฉพาะกับคู่สมรสเท่านั้น ก็อาจกระทบต่อหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้เช่นกัน ดังนั้นทางปฏิบัติโดยทั่วไปในกรณีจำเป็นที่อนุญาตไว้ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เคร่งครัดของกฎหมายและการควบคุมอย่างใกล้ชิดของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่

(2) การคุ้มครองชีวิตในครรภ์หรือตัวอ่อน หรือสิทธิที่จะมีชีวิต(right to life)ตามนัยของการตีความกรณีปฏิสนธิเทียม

การใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวอ่อนที่ปฏิสนธิขึ้นมาได้ ดังนั้นการทำอันตรายหรือทำลายตัวอ่อนจึงกระทบต่อตัวอ่อนที่เป็นสิ่งมีชีวิตและมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นมนุษย์ซึ่งกฎหมายในหลายประเทศให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่ง

แต่เดิมนั้น การตีความ Article 645 ของ International Covenant on Civil and Political Rights (ICCPR) จะกล่าวถึงกรณีเฉพาะการห้ามเรื่องการลงโทษประหารชีวิตตามอำเภอใจในคดีความ(arbitrary way)เท่านั้น อย่างไรก็ดี ตามความเห็นของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ(Human Rights Committee – HRC) ได้อธิบายความหมายของสิทธิที่จะมีชีวิตว่าต้องพิจารณาถึงนัยเชิงบวกด้วย ตัวอย่างเช่น ความเสมอภาคระหว่างชายและหญิง ซึ่งรัฐมีหน้าที่จัดหาข้อมูลเกี่ยวกับการตั้งครรภ์และการให้กำเนิดทารกที่เกี่ยวข้องกับอันตรายที่จะเกิดแก่หญิงที่ตั้งครรภ์ถึงขั้นเสียชีวิต46 กล่าวคือสามารถทราบถึงความเสี่ยงที่จะอาจมีได้จากการตั้งครรภ์ ยิ่งกว่านั้นยังมีประเด็นปัญหาสืบเนื่องคือ กรณีนี้จะปรับใช้กับตัวอ่อนที่ปฏิสนธิจากเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ได้หรือไม่

ในการตีความเรื่องสิทธิที่จะมีชีวิต the right to life กรณีชีวิตในครรภ์ (unborn child)นักนิติศาสตร์บางท่าน เช่น Nihal Jayawickrama ให้ความเห็นว่าการตีความมาตรา 6 แห่ง ICCPR

บัญญัติคำว่า “มนุษย์ทุกคน” โดยมิได้ใช้ว่า “บุคคลทุกคน”47 ดังนั้นน่าจะมีความหมายกว้างรวมถึงชีวิตในครรภ์ด้วย

คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนของยุโรป (European Commission of Human Rights) ไม่สามารถหาข้อยุติอย่างที่ชี้ชัดว่า ชีวิตในครรภ์จะได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 2 แห่ง ECHR หรือไม่ หรือคำว่า “ชีวิต” จะมีความหมายเพียงใด เพราะแนวคิดเรื่องชีวิตเริ่มต้นเมื่อใดนั้นแตกต่างกันอย่างมาก

สำหรับกฎหมายแต่ละประเทศก็มีการอธิบายในเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป แม้ว่ากฎหมายส่วนใหญ่จะให้ความคุ้มครองในระดับหนึ่ง เช่น กฎหมายอาญาเยอรมันเรื่องการทำให้แท้งลูกก็ยังไม่มีความชัดเจน หรือคำว่า “ชีวิต” ในกฎหมายอังกฤษว่าด้วยการทำให้แท้งลูก (Abortion Act 1967) หมายถึงอะไรบ้าง ขึ้นอยู่กับการตีความบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง การทำแท้งไม่ขัดต่อ มาตรา 2 (1) แห่ง ECHR เพราะพิจารณาเรื่องสุขภาพของหญิงด้วย48

—————————————-

30 David Fleldman, “Human Dignity as a Legal Value-Part 2”,Public Law (2000) , pp.71-72.

31 [1997] 2 W.L.R. 806, CA. ข้อเท็จจริงในคดีคือ นาง Blood ภริยาม่ายต้องการใช้อสุจิของสามีที่ตายไปแล้ว เพื่อให้กำเนิดลูกของเธอ แต่ HFEA ปฏิเสธเพราะสามีไม่ได้ให้ความยินยอมเป็นเอกสารในกรณีนี้

32 BverfGE 37, 324 (1975) ตัดสินว่าบทบัญญัติของ ซึ่งอนุญาตให้มีการทำแท้งหญิงที่ตั้งครรภ์ในช่วงเวลา 12 สัปดาห์แรกนับจากตั้งครรภ์ โดยไม่คำนึงถึง the Bundestag of 1974 เงื่อนไขใด ๆ ไม่สามารถใช้บังคับได้ตามกฎหมาย (คือขัดรัฐธรรมนูญ)

33 “มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”

34 “มาตรา 28 บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิ์และเสรีภาพของบุคคอื่นไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน

บุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ สามารถยกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้เพื่อใช้สิทธิทางศาลหรือยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คดีในศาลได้”

35 จรัฐ โฆษณานันท์, รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐: จาก “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” สู่ “ธัมมิกสิทธิมนุษยชน”

(กรุงเทพมหานคร:นิติธรรม, 2544), หน้า 55-56.

36 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐, อ้างแล้ว หน้า 105-106.

37 จรัญ โฆษณานันท์, รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐: จาก “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” สู่ “ธัมมิกสิทธิมนุษยชน”, อ้างแล้ว, หน้า 32. ซึ่งอ้างถึง Sabine Michalowski and Lorna Woods, German Constitutional Law: The Protection of Civil Liberties, (Ashgate/Dartmouth, Aldershot,1999), pp.104-105.

38 david Feldman, “Human Dignity as a Legal Value-Part 2″ op.cit, pp. 75-76.

39 อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, อ้างแล้ว, หน้า 26-29.

40 อุดม รัฐอมฤต,นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, อ้างแล้ว, กรุณาดูบทคัดย่อ หน้า 10.

41 จิ๊ด เศรษฐบุตร, หลักกฎหมายแพ่งลักษณะนิติกรรมและหนี้, คณะกรรมการสัมมนาและวิจัยและห้องสมุด คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2524 พิมพ์ครั้งที่ 3 หน้า 15-30 (เรื่องนิติกรรมที่มีวัตถุที่ประสงค์มิชอบด้วยกฎหมาย)

42 ดูคำวินิจฉัยของศาลสูงฝรั่งเศส วันที่ 31 พฤษภาคม ค.ศ.1991 ใน Francois TERRE et Yves LEGUETTE, Les grands arrets de la jurisprudence civile, 10e edition, Dalloz, 1994, pp.224-225.และมาตรา 16-9 ของประมวลกฎหมายแพ่งของฝรั่งเศส

43 Daniel GUTMANN,”Les droits de I homme sont-ils l avenir du droit?” , in L avenir du droit. Melangesen hommage a Francois TERRE, Presse Universitaires de France, Paris, 1999, p.335.

44 Francois TERRE et Yves LEGUETTE, op.cit., pp.229-230.

45 “l. Every human being has the inherent righe to life.This right shall be protected by law. No one shall be arbitrarily deprived of his life…”

46 กรุณาดู COOK,Relecca J., DICKENS, BERNARD M. and FATHALLA, Mahmoud F., Reproductive Health and Human Rights: Integrating Medicine, Ethics and Law (New York, Oxford University  Press, 2003),pp.160-161.

ซึ่งอ้างถึง UN, “Human Rights Committee General Comment 6, Article6 (Right to Life), 1982”,

international Human Rights Instruments (New York: UN, 1996), HRI/Gen/1/rev.2,6-7, para.5.

47 Nihal Jayawickrama, The Judicial Application of Human Rights Law: National, Regional and International Jurisprudence (Cambridge: Cambridge University Press, 2002), p.246.

48 paton v.  United Kingdom (1980) 3 EHRR 408.(คดีเกี่ยวกับการทำแท้งตัวอ่อนในระยะแรก) ศาสตราจารย์ Glanville Williams สรุปว่ากฎหมายอังกฤษมิได้ตอบคำถามว่าชีวิตเริ่มต้นเมื่อใด แต่บอกเพียงว่าสภาพบุคคลเริ่มเมื่อคลอดและหายใจได้ (อ้างจาก 33 Cambridge Law Journal 71(1994), at 71-2.) ดู Nihal Jayawickrama,p.247

]]>
อุ้มบุญ (8) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd038/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd038 Thu, 18 Sep 2014 15:48:03 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/18/cd038/ ก) หลักกฎหมายที่คัดค้านการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

(1) การละเมิดหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในด้านของความหมายของหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2540 ได้กล่าวถึงหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้22 ซึ่งอาจมีความหมายแตกต่างแตกต่างกันออกไปได้23

ความหมายแรก หลักการดังกล่าวเป็นคุณค่าอันมีลักษณะเฉพาะและเป็นคุณค่าที่มีความผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ ซึ่งบุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์ทุกคนได้รับคุณค่าดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย หรือคุณสมบัติอื่นๆ ของบุคคล จากความหมายนี้คำว่า “ศักดิ์ศรี” จึงเป็นคุณค่าเฉพาะตัวของมนุษย์ (อ้างถึง Klaus Stern, Das Staatsrecht de Bundesrepublik Deutschland, Band II/2, Allgemeine Lehren der Grundrechte, S.1113.)

ความหมายที่สอง การแสดงออกถึงการสร้างปริมณฑลของความเป็นอิสระของปัจเจกชนให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้ประโยชน์จากปริมณฑลดังกล่าวเพื่อการดำรงไว้ซึ่งชีวิตมนุษย์ เพื่อปรับปรุงสภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยวิธีพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ (อ้างถึงความเห็นของ W. Maihofer และ R.F. Behrendt ซึ่งอ้างจาก Albert Blechmann, Staatsrecht II – Die Grundrechte, 4 Aufl., 1997, S.543.)

ความหมายทั้ง 2 ประการข้างต้น มีผลต่อการชี้ขาดว่า ขอบเขตการคุ้มครองศักดิ์ศรีฯ สามารถกำหนดได้หรือไม่ ในความหมายแรกที่เน้น “คุณค่า” ตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ สอดคล้องตามปรัชญาของ Kant และสำนักกฎหมายธรรมชาติ ส่วนความหมายข้อหลัง กลับเน้นพิจารณาความสามารถของมนุษย์ทางข้อเท็จจริง หรือเจตจำนงของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเป็นปัญหาในกรณีผู้ไร้ความสามารถ หรือมิอาจแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง24 สำหรับ นักนิติศาสตร์ไทยมิได้ให้ความหมายที่ชัดเจน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อาจสรุปได้ว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือ คุณค่าที่ผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ดังนั้นบุคคลทั้งหลายในฐานะที่เป็นมนุษย์จึงมีคุณค่าดังกล่าวด้วย โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย หรือคุณสมบัติอื่นๆของบุคคล คำว่าศักดิ์ศรีจึงหมายรวมถึง “คุณค่า” ตามธรรมชาติของตัวมนุษย์

อนึ่ง หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เพราะต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ มุ่งจะสร้างความสงบและสันติสุขให้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ตลอดไป ดังจะเห็นได้จากคำปรารภใน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948” 25 จึงดูเหมือนว่าไม่แตกต่างจากเรื่องของศีลธรรมแต่อย่างใด26 ฉะนั้น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นทั้งจุดกำเนิดและจุดหมายแห่งสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีฯ และความเสมอภาคกันระหว่างมนุษย์ เป็นคุณค่าที่ไม่อาจโอนแก่กันได้27

– สำหรับขอบเขตและ ลักษณะของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น David Feldman จำแนกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับ28 ดังนี้

ระดับแรก ศักดิ์ศรีฯ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ย่อมแตกต่างจากเผ่าพันธุ์อื่นหรือสัตว์อื่น มนุษย์ย่อมมีสถานะที่เหนือกว่าเสมอ จึงห้ามการทำละเมิดต่อ human integrity ตัวอย่างของบทบัญญัติกฎหมายที่ได้รับอิทธิพลเรื่องนี้คือ กฎหมายที่ห้ามการถือครองกรรมสิทธิ์ในร่างกายมนุษย์ กฎหมายควบคุมการปฏิสนธิเทียม

ระดับที่สอง ศักดิ์ศรีฯ ของกลุ่มที่อยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน กล่าวคือไม่ควรมีการเลือกประติบัติระหว่างมนุษย์ที่อยู่ต่างกลุ่มหรือสังคม เช่น คนที่มีเชื้อพันธุ์หรือสีผิว หรือเพศต่างกัน

ระดับที่สาม ศักดิ์ศรีฯ ของปัจเจกชน กฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ การหมิ่นประมาท, การให้อำนาจหรือสิทธิที่จะตัดสินใจใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิต ร่างกายของปัจเจกชน

จากการจำแนกประเภทข้างต้น การพิจารณาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อาจกระทำได้ทั้งใน เชิงอัตวิสัย และเชิงภาวะวิสัย29  ขึ้นอยู่กับมุมมองในการวิเคราะห์ดังนี้

– มุมมองในเชิงอัตวิสัย เป็นการพิจารณาถึงคุณค่าของตนเอง (self-worth) ความรับผิดชอบ หรือการยอมรับผลแห่งการกระทำ การตัดสินใจของตนเอง (ศักดิ์ศรีฯ ระดับที่สาม และที่สอง)

– มุมมองในเชิงภาวะวิสัย เป็นมุมมองของรัฐหรือบุคคลอื่นที่มีต่อปัจเจกชนหรือกลุ่มคน รัฐหรือสังคมได้วางบรรทัดฐานหรือความเชื่อไว้ บางกรณีปัจเจกชนอาจต้องยินยอมสูญเสียศักดิ์ศรีในเชิงอัตวิสัย (ศักดิ์ศรีฯ ระดับที่หนึ่ง และระดับที่สอง)

————————————————-

22 กรุณาดู อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของบคุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (กรุงเทพมหานคร:สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ,2544).

23 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540. (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2543), หน้า 85-86.

24 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540. อ้างแล้ว, หน้า 94. ซึ่งอ้างความเห็นของ Pieroth and Schlink, Grundrechte-Staatsrecht II, 9 Aufl., Heidelberg,1993.,S.88

25 “Whereas recognition of the inherent dignity and of the equal and inalienable rights of all members of the human family is the foundation of freedom,justice and peace in the world,…” ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามรับรองปฏิญญาฯ ตามมติที่ 217 A (III) แต่ก็มีได้ให้สัตยาบันไว้ แต่ก็ได้นำหลักการในปฏิญญามาปฏิบัติในระยะเวลาหนึ่ง จนมีผลผูกพันในฐานะที่เป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และกรุณาดู The Universal Declaration of Human Rights: A Magna Carta for all humanity ใน http://WWW.unhchr.ch/udhr/miscinfo/carta.htm

26 อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิ์และเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ,2544), หน้า 22-23,312.

27 อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือให้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, อ้างแล้ว, หน้า 306.

28 David Feldman, “Human Dignity as a Legal Value-Part 1″, Public Law (1999), p.684.

29 David Feldman, Human Dignity as a Legal Value-Part 1” , pp.685-686.

]]>
อุ้มบุญ (1) กฎหมายชีวจริยธรรม https://thaissf.org/cd031/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd031 Tue, 26 Aug 2014 13:16:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/cd031/ ศึกษาทบทวนและระบุปัญหากฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ วิเคราะห์ช่องว่างหรือความไม่เหมาะสมของกฎหมายของประเทศไทยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน และเสนอแนวทางตลอดจนหลักการและเหตุผลในการพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยอาศัยการวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายในเรื่องนี้ของต่างประเทศ

กรอบการดำเนินงานดังกล่าว มุ่งให้ได้รับข้อมูลดังนี้

1. สภาพการณ์ของการปฏิสนธิเทียมและหลักการรวมทั้งเหตุผลของข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งเรื่องความเหมาะสมในการใช้วิธีการปฏิสนธิเทียม

1.1 สภาพการณ์ของการปฏิสนธิเทียม

(1) วิธีการทางการแพทย์ที่ใช้เพื่อการปฏิสนธิเทียม

– ความหมายและทางปฏิบัติของ IVF GIFT ICSI surrogate mother

(2) สาเหตุและความจำเป็นในการใช้การปฏิสนธิเทียม

– สนองความต้องการมีบุตร

– การค้นคว้าวิจัยทางการแพทย์

(3) ผลกระทบต่อสังคมและกฎหมาย

– ปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจ

– ปัญหาด้านสาธารณสุข

– ปัญหาต่างๆด้านกฎหมายและจริยธรรม( โดยเฉพาะสิทธิของเด็กและกฎหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางครอบครัว)

1.2 หลักการทางกฎหมายและเหตุผลของข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งเรื่องความเหมาะสมในการใช้วิธีการปฏิสนธิเทียม

(1) หลักการทางกฎหมายและเหตุผลของข้อสนับสนุนในการใช้วิธีการปฏิสนธิเทียม

– หลักสิทธิมนุษยชน

– หลักความยินยอมของบุคคล

– หลักสิทธิในร่างกายมนุษย์

– หลักสิทธิส่วนตัว

(2) เหตุผลโต้แย้งการใช้วิธีการปฏิสนธิเทียม

– หลักการใช้สิทธิเสรีภาพอย่างมีข้อจำกัด

– ความยุ่งยากและซับซ้อนทางกฎหมาย

– ความไม่เหมาะสมในการใช้การปฏิสนธิเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณี

• หลังจากเจ้าของไข่ สเปิร์ม ตายแล้ว

• หลังจากเจ้าของไข่ สเปิร์ม หย่าร้างกันหรือไม่อยู่ร่วมกันอีกต่อไป

• ทำโดยบุคคลเพศเดียวกันซึ่งประสงค์จะเป็นผู้ปกครองของเด็ก

• นักโทษ

– ปัญหาเกี่ยวกับกรณียกเว้นที่อาจได้รับอนุญาตให้ใช้วิธีปฏิสนธิเทียมได้( เรื่องเงื่อนไขทางกฎหมายเพื่อควบคุมทางปฏิบัติที่เหมาะสมและปลอดภัย)

2. ปัญหาต่างๆด้านกฎหมายและจริยธรรมจากทางปฏิบัติเรื่องการปฏิสนธิเทียม และการคัดเลือกทางพันธุกรรม

2.1 ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับตัวอ่อนและสภาพบุคคลตลอดจนสิทธิของเด็กที่จะเกิดและเกิดมาแล้ว

(1) สถานะทางกฎหมายของตัวอ่อน ไข่ และสเปิร์ม

– ปัญหาเรื่องฐานะของการเป็นทรัพย์

– ปัญหาอันเกิดจากการทำสัญญาให้หรือซื้อขายกัน

– ปัญหาเรื่องการใช้ การเก็บรักษา การคัดเลือกและการกำจัดตัวอ่อน

– ปัญหาการคัดเลือกทางพันธุกรรม

• การคัดเลือกเพศทารก

• การคัดเลือกโรค

]]>