สารไอโอดีน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สารไอโอดีน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 9 https://thaissf.org/cd014/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd014 Fri, 13 Jun 2014 01:45:23 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/13/cd014/ การตรวจระดับไอโอดีนในร่างกายของประชากร โดยวิธีที่ใช้ในปัจจุบัน คือการตรวจระดับสารไอโอดีนในปัสสาวะ รวมไปถึงการสำรวจปริมาณการใช้เกลือเสริมไอโอดีนในครัวเรือน และคุณภาพการผลิตเกลือจากโรงงานอุตสาหกรรมการประเมินสถานการณ์โรคขาดสารไอโอดีน ควรมีการติดตามเป็นระยะ เพื่อความยั่งยืนของการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย

2.การเผยแพร่ข้อมูลสถานการณ์โรคขาดสารไอโอดีน

หลังจากที่ได้ทำการประเมินสถานการณ์โรคขาดสารไอโอดีนแล้ว ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน รวมไปถึงประชากรทั่วไป เพื่อให้รับทราบและสร้างความตระหนักถึงปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย

3.การวางแผนร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโรคขาดสารไอโอดีน

การวางแผนควรมีแผนการทำงานที่ชัดเจน และมีการวางแผนในระยะยาวเพื่อสร้างความยั่งยืนของการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย

4.การเข้ามามีส่วนร่วมจากภาครัฐ

เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ได้ทั้งในด้านนโยบายทางสาธารณสุข ทางด้านอุตสาหกรรม รวมไปถึงการจัดสรรงบประมาณในกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง และการใช้ออกกฎหมายใช้ควบคุมมาตรฐานการผลิตเกลือในโรงงานอุตสาหกรรม รวมไปถึงเกลือที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารอื่น ๆ

5.การดำเนินงานตามแผนที่ได้วางไว้

จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่การผลิตเกลือจากโรงงานอุตสาหกรรม การกระจายเกลือให้ประชากรในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงเกลือที่มีคุณภาพดีได้ การสร้างความรู้ ความตระหนักในปัญหาการขาดสารไอโอดีนและความจำเป็นที่ต้องได้รับเกลือเสริมไอโอดีนต่อประชากร ตลอดจนการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจคุณภาพเกลือเสริมไอโอดีน

6.การประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย

มีการติดตามการดำเนินงาน

บทสรุป

การขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยนับเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย แม้ว่าในปัจจุบัน ได้มีนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่พบว่าผลการดำเนินงานยังไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร เนื่องจากประชากรไทยยังขาดความรู้ ความเข้าใจในปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนในปัจจุบันซึ่งไม่ได้แสดงให้เห็นในรูปแบบของโรคคอหอยพอกเช่นในอดีต แต่เป็นปัญหาที่มีผลกระทบต่อพัฒนาการและระดับสติปัญญาของเด็กที่กำลังจะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ดังนั้น การทำให้ประชากรไทยมีความเข้าใจถึงปัญหาโรคขาดสารไอโอดีน และทำให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อนำมาสู่ความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย และมุ่งสู่เป้าหมายการขจัดโรคขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

]]>
สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 8 https://thaissf.org/cd013/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd013 Mon, 09 Jun 2014 12:10:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/09/cd013/

การขาดสารไอโอดีนนับเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการทางสมองและความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กไทยที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติในอนาคต การแก้ไขปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย มีเป้าหมายที่จะทำให้ประชาการได้รับสารไอโอดีนเพียงพอต่อความต้องการของร่างก่าย ในทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ได้แก่ การให้สารไอโอดีนเสริม การใช้เกลือเสริมไอโอดีนและการใช้เกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก พบว่าวิธีที่มีประสิทธิภาพและคุ้มค่าที่สุด คือการให้เกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า

การให้สารไอโอดีนเสริม (Iodine supplementation)

การให้สารไอโอดีนเสริม เป็นการทำให้ประชากรได้รับสารไอโอดีนเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน โดยให้เสริมในรูปของยา นอกเหนือไปจากอาหารที่รับประทานประจำวัน องค์การอนามัยโลกได้แนะนำให้มีการเสริมสารไอโอดีนในประชากรของประเทศที่มีปัญหาขาดสารไอโอดีน ในขณะที่มีนโยบายการใช้เกลือเสริมไอโอดีน หรือเกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้าควบคู่ไปด้วย เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหา

การให้สารไอโอดีนเสริมสามารถให้ได้ใน 2 รูปแบบ คือ ยารับประทานรูปเม็ดเหมือนยาทั่วไป ให้รับประทานทุกวัน เท่ากับความต้องการสารไอโอดีนในแต่ละวัน โดยมีประมาณสารไอโอดีนเท่ากับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน และรูปแบบสารไอโอดีนที่ละลายในไขมัน ซึ่งจะมีสารไอโอดีนในปริมาณสูง สามารถให้ปีละ 1 ครั้ง สารไอโอดีนที่ละลายอยู่ในไขมันจะค่อย ๆ ถูกนำไปใช้ตามความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน เหมาะกับพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก ไม่สามารถให้สารไอโอดีนในรูปแบบยาเม็ดที่รับประทานทุกวันได้สะดวก

เกลือเสริมไอโอดีน (Iodized salt)

การผลิตเกลือเสริมไอโอดีน เพื่อใช้ในการบริโภคเป็นแนวทางสำคัญที่ช่วยให้ประชากรได้รับสารไอโอดีนจากการรับประทานอาหารในชีวิตประจำวัน ในขบวนการเติมสารไอโอดีนในเกลือบริโภคนั้น จะมีการเติมสารโพแทสเซียมไอโอเดทหรือ โพแทสเซียมไอโอไดด์ในรูปแบบผงหรือสารละลายลงไปในเกลือที่ผลิต แต่ขบวนการต่าง ๆ ในการผลิตเกลือเสริมไอโอดีนจากโรงงานอุตสาหกรรมจนถึงผู้บริโภคในครัวเรือน พบว่ามีการสูญเสียสารไอโอดีนบางส่วนไปกับขั้นตอนขบวนการการผลิต และการประกอบอาหาร จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่การผลิตเกลือเสริมไอโอดีน จะต้องมีมาตรฐานตามที่กำหนด

เกลือเสริมไอโอดีนถ้วนหน้า

การเติมสารไอโอดีนลงในเกลือบริโภคให้ได้มาตรฐานนั้น อาจไม่ได้เป็นหนทางเดียวที่จะช่วยแก้ไขปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทย เนื่องจาก จากการสำรวจแหล่งของโซเดียมคลอไรด์ที่คนไทยได้รับนั้น พบว่าคนไทยส่วนใหญ่ใช้น้ำปลา ซีอิ้วขาว ในการประกอบอาหารเป็นสัดส่วนมากกว่าเกลือ และยังได้รับโซเดียมคลอไรด์จากอาหารอื่น ๆ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารว่างเป็นต้น

ดังนั้น หากเครื่องปรุงรสและอาหารเหล่านี้มีการเติมสารไอโอดีนลงไปด้วย ก็จะทำให้ประชากรได้รับสารไอโอดีนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีข้อจำกัดในการบริโภคเกลือหรืออาหารรสเค็ม ซึ่งเป็นแหล่งของโซเดียมคลอไรด์ในกลุ่มประชากรที่ป่วยเป็นโรคความดันสูง โรคไต โรคอ้วน เป็นต้น หรือแม้แต่ในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมีภาวะเสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ หรือภาวะครรภ์เป็นพิษ ในกลุ่มประชากรเหล่านี้ การบริโภคเกลือโซเดียมคลอไรด์มากเกินไป อาจทำให้มีผลเสียต่อสุขภาพได้ ทางองค์การอนามัยโลก ได้แนะนำให้บริโภคเกลือ โซเดียมคลอไรด์ไม่เกิน 5 กรัมต่อวัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง เช่นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคหลอดเลือดสมองตีบ เป็นต้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การเติมสารไอโอดีนลงในเกลือเพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถทำให้ประเทศไทยขจัดโรคขาดสารไอโอดีนได้ เนื่องจากเกลือไม่ได้เป็นเครื่องปรุงหลักในการประกอบอาหารของคนไทย และยังมีข้อจำกัดในการบริโภคเกลือในประชากรบางกลุ่มด้วย

]]> สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 7 https://thaissf.org/cd012/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd012 Sat, 07 Jun 2014 15:17:46 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/07/cd012/

90 จุด แต่ยังมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าค่าปกติ เด็กไทยส่วนใหญ่มีระดับสติปัญญาอยู่ประมาณ 80-90 จุด จัดอยู่ในระดับสติปัญญาทึบ มีผลต่อการเรียนรู้ ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดาตลอดจนในวัยทารกและเด็กเล็ก ซึ่งในประเทศไทยควรจะมีการศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อระดับสติปัญญาของเด็กไทย เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพของเด็กไทยต่อไป

การขาดสารไอโอดีนในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน

เด็กเล็กและเด็กวัยเรียน เป็นวัยที่ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้น มีการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ตามความพร้อมของเด็กในแต่ละวัย การขาดสารไอโอดีนในช่วงนี้ ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า มีสติปัญญาลดลง ทำให้เด็กมีศักยภาพในการเรียนรู้น้อยลง เด็กในวัยนี้จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน พร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี ถ้าหากเด็กในวัยนี้มีการขาดสารไอโอดีน ทำให้เขาสูญเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่

นอกจากผลกระทบต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กแล้วการขาดสารไอโอดีน ยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กด้วย เนื่องจากไทรอยด์ฮอร์โมนจะมีความสำคัญต่อการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เด็กที่ขาดไทรอยด์ฮอร์โมนจึงมีการเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน ถ้ามีการขาดสารไอโอดีนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต่อมไทรอยด์ต้องทำงานหนักมากขึ้นในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนให้เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ขึ้น เห็นเป็นก้อนอยู่บริเวณคอ เรียกว่า “คอหอยพอก”

การประเมินภาวะสารไอโอดีนง่าย ๆ โดยการวัดขนาดของต่อมไทรอยด์

เนื่องจากสารไอโอดีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนเมื่อร่างกายขาดสารไอโอดีนในระดับหนึ่ง ร่างกายจะมีกลไกกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้มากขึ้น เพื่อทำให้มีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนให้เป็นปกติ ต่อมไทรอยด์ต้องนำสารไอโอดีนซึ่งมีปริมาณลดลงในกระแสเลือดเข้าสู่ต่อมไทรอยด์เป็นสัดส่วนที่มากขึ้น ทำให้ขนาดของต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ในผู้ป่วยที่มีปัญหาขาดสารไอโอดีนรุนแรงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ และสามารถสังเกตเห็นเป็นก้อนอยู่บริเวณลำคอซึ่งเป็นตำแหน่งต่อมไทรอยด์เราจึงเรียกโรคขาดสารไอโอดีนรุนแรงจนทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ขึ้นนี้ ว่าโรคคอหอยพอก

การประเมินขนาดของต่อมไทรอยด์มี 2 วิธี คือการสังเกตและคลำขนาดของต่อมไทรอยด์และการตรวจขนาดต่อมไทรอยด์โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์

การสังเกตและการคลำขนาดของต่อมไทรอยด์ เป็นวิธีการที่สะดวก ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน ใช้เป็นการตรวจคัดกรองโรคขาดสารไอโอดีนในประชากรจำนวนมากได้ หากสามารถสังเกตหรือคลำต่อมไทรอยด์ได้จะถือว่าเป็นคอหอยพอก แต่การตรวจต่อมไทรอยด์วิธีนี้ อาจไม่สามารถตรวจพบโรคขาดสารไอโอดีนระดับรุนแรงน้อยได้ เนื่องจากต่อมไทรอยด์จะมีขนาดใหญ่เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถสังเกตเห็นหรือคลำได้จากการตรวจร่างกาย สำหรับการประเมินขนาดของต่อมไทรอยด์ด้วยวิธีนี้ มีการแบ่งลักษณะของต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 3 ระดับ

เกรด 0

ลักษณะของต่อมไทรอยด์ ไม่สามารถคลำหรือสังเกตเห็นต่อมไทรอยด์ได้

เกรด 1

ลักษณะของต่อไทรอยด์ สามารถคลำต่อมไทรอยด์ได้ แต่ไม่สามารถสังเกตเห็นต่อมไทรอยด์ได้

เกรด 2

ลักษณะของต่อมไทรอยด์ สามารถคลำและสังเกตเห็นต่อมไทรอยด์ได้อย่างชัดเจน

การตรวจขนาดของต่อมไทรอยด์ด้วยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจคัดกรองที่มีความไวกว่าการสังเกตและคลำขนาดของต่อมไทรอยด์ สามารถตรวจขนาดของต่อมไทรอยด์ที่ใหญ่ขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถสังเกตหรือคลำได้ เมื่อใช้เครื่องมือวัดขนาดของต่อมไทรอยด์แล้ว จะนำค่าที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐานที่จำเพาะเจาะจงสำหรับเพศและอายุของผู้รับการตรวจ ถ้ามากกว่าค่ามาตรฐานจะให้การวินิจฉัยว่าเป็นคอหอยพอก การตรวจวิธีนี้สามารถใช้ตรวจคัดกรองในพื้นที่ที่มีภาวะขาดสารไอโอดีนระดับที่รุนแรงน้อยได้ ส่วนข้อจำกัดของการวัดขนาดของต่อมไทรอยด์ในการบ่งชี้ภาวะสารไอโอดีนในร่างกายของประชากร คือ ไม่สามารถตรวจคัดกรองการขาดสารไอโอดีนในระยะเริ่มต้นได้ เนื่องจากการที่ต่อมไทรอยด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น จะเกิดจากการได้รับสารไอโอดีนที่ไม่เพียงพอมาเป็นระยะเวลานาน

]]> สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd011/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd011 Tue, 03 Jun 2014 10:53:38 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/03/cd011/ มีความผิดปกติของระบบประสาทและสมองไม่มาก ในช่วงแรกจึงยังเห็นพัฒนาการที่เป็นปกติได้ แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้น พัฒนาการต่าง ๆ เริ่มมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นจึงเห็นความผิดปกติได้ชัดเจน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จะเป็นช่วงเวลาที่ผ่านพ้นช่วงที่สมองมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ไปแล้ว ทำให้การเสริมสารไอโอดีนในช่วงนี้อาจไม่ช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ผิดปกติไป กลับมาเป็นปกติได้

การขาดสารไอโอดีนมีผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ทารกขาดสารไอโอดีน เนื่องจากระบบประสาทด้านต่าง ๆ จะมีการเจริญพัฒนาไม่พร้อมกัน การขาดสารไอโอดีนในช่วงที่มีการพัฒนาระบบใดมาก ย่อมมีผลต่อพัฒนาการด้านนั้น มีการศึกษาพบว่า เมื่อทารกมีการขาดสารไอโอดีนตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ จะมีผลต่อพัฒนาการทางด้านการมองเห็น และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เมื่อมีการขาดสารไอโอดีนในช่วงไตรมาสที่ 3 จะมีผลต่อการจดจำ และการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ส่วนการขาดสารไอโอดีนในช่วงครบกำหนดคลอด หรือช่วงระยะแรกหลังเกิด จะมีผลต่อพัฒนาการทางด้านภาษา การพูด รวมทั้งการจดจำและการใช้สมาธิด้วย

การขาดสารไอโอดีนในระหว่างตั้งครรภ์ แม้จะเป็นเพียงการขาดสารไอโอดีนในระดับรุนแรงน้อย ก็ส่งผลต่อพัฒนาการของทารกได้ การศึกษาเพื่อประเมินพัฒนาการของทารกแรกเกิดอายุ 3 สัปดาห์ พบว่าทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะทำคะแนนจากการทดสอบพัฒนาการได้น้อยกว่าทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน

]]>
สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 5 https://thaissf.org/cd010/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd010 Thu, 22 May 2014 10:30:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/22/cd010/

การขาดสารไอโอดีนในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา จนกระทั่งครบกำหนดคลอด หรือแม้แต่การขาดสารไอโอดีนในช่วงวัยทารกและเด็กเล็ก ก็มีผลทำให้เด็กมีพัฒนาการที่ช้าลง รวมทั้งระดับสติปัญญาที่ลดลงด้วย

ความสำคัญของสารไอโอดีนต่อการพัฒนาสมอง

สมองนับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย การเจริญเติบโตและการพัฒนาการทำงานของสมองเริ่มต้นตั้งแต่ทารกอยู่ในครรภ์มารดา เมื่อทารกเกิด ทารกยังมีการเจริญเติบโตและการพัฒนาการทำงานของสมองอย่างต่อเนื่อง และสามารถแสดงให้เห็นจากพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของทารกที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในขวบปีแรก อย่างไรก็ตาม ขบวนการดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยไทรอยด์ฮอร์โมน หากทารกได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลให้มีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนไม่เพียงพอ ย่อมมีการสร้างสมองที่ผิดปกติ และมีพัฒนาการที่ผิดปกติได้

การขาดสารไอโอดีนในระดับรุนแรงในช่วงทารก จะทำให้ทารกเป็นโรคเอ๋อ หรือ Cretinism ซึ่งจะมีลักษณะหน้าตาที่ผิดปกติ ตาเข หน้ากลม ลิ้นใหญ่ มีความผิดปกติของประสาทรับรู้การได้ยิน หรือแม้แต่สูญเสียการได้ยิน ผิวหนังแห้งและหนา ตัวเตี้ย มีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อแขนขา โดยที่ยังมีมือและเท้าที่ยังใช้งานได้ตามปกติ ซึ่งเป็นข้อแตกต่างจากอาการของโรคสมองพิการแต่กำเนิด

นอกจากผลต่อการเจริญเติบโตและการสร้างระบบอวัยวะต่าง ๆ ของทารกแล้ว ยังพบว่าการขาดสารไอโอดีนยังมีผลต่ออัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดด้วย โดยพบว่าอัตราการเสียชีวิตของทารกแปลผกผันกับระดับไทรอยด์ฮอร์โมนในมารดา และในพื้นที่ที่ขาดไอโอดีน เมื่อมีการให้ไอโอดีนเสริมแล้ว พบว่ามีอัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดลดลง

]]> สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd009/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd009 Sun, 18 May 2014 03:40:33 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/18/cd009/

หญิงให้นมบุตรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับอาหารที่มีประโยชน์ ได้รับพลังงานอย่างเพียงพอและได้รับสารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วน เพื่อทำให้นมแม่มีปริมาณสารอาหารเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของทารก

หญิงให้นมบุตรจะมีความต้องการสารไอโอดีนมากกว่าหญิงทั่วไป เนื่องจากมีการสร้างน้ำนม ต่อมน้ำนมจะนำสารไอโอดีนส่วนหนึ่งจากร่างกายของมารดาไปเป็นส่วนประกอบของนมแม่เพื่อให้ทารกได้รับปริมาณสารไอโอดีนที่เพียงพอ แต่ถ้าหากมารดามีปริมาณสารไอโอดีนในร่างกายต่ำ ย่อมผลิตน้ำนมที่มีความเข้มข้นของสารไอโอดีนลดลงด้วย มีการศึกษาพบว่า ปริมาณสารไอโอดีนในนมแม่มีความสัมพันธ์กับระดับสารไอโอดีนในปัสสาวะของหญิงให้นมบุตร ซึ่งเป็นตัวชี้วัดระดับสารไอโอดีนในร่างกายของมารดา

ปริมาณสารไอโอดีนในนมแม่ที่เหมาะสม โดยคำนวณจากปริมาณนมแม่ที่ทารกรับประทานในช่วงอายุ 6 เดือนแรกประมาณ 800 มิลลิลิตรต่อวัน ในขณะที่สารไอโอดีนในนมแม่ถูกดูดซึมได้ประมาณร้อยละ 95 เพื่อให้ทารกได้รับสารไอโอดีนเพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน คือประมาณ 90 ไมโครกรัมต่อวัน นมแม่ควรจะมีปริมาณสารไอโอดีนไม่น้อยกว่า 120 ไมโครกรัมต่อลิตร

]]> สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd008/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd008 Wed, 14 May 2014 08:09:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/14/cd008/

มีการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมนในทารกที่อยู่ในครรภ์ ตั้งแต่ต่อมไทรอยด์ของทารกยังไม่มีการสร้างและพัฒนาเต็มที่ ซึ่งแสดงว่า ทารกได้รับไทรอยด์ฮอร์โมนจากมารดาผ่านทางรก นอกจากนั้น ยังพบว่าในช่วงที่ทารกอยู่ในครรภ์จนครบกำหนดคลอด ยังต้องใช้ไทรอยด์ฮอร์โมนจากมารดาถึงร้อยละ 20-50

ในช่วงไตรมาสแรก ทารกจำเป็นต้องได้รับไทรอยด์ฮอร์โมนและสารไอโอดีนจากมารดาผ่านทางรก เนื่องจากทารกยังไม่มีการสร้างต่อมไทรอยด์ที่สมบูรณ์ ไม่สามารถสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนได้เองต่อมาในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 เมื่อระบบอวัยวะต่าง ๆ ของทารกมีสร้างและพัฒนามากขึ้นต่อมไทรอยด์ของทารกสามารถทำหน้าที่ได้แต่ยังไม่สมบูรณ์ ทารกยังมีความจำเป็นต้องได้รับไทรอยด์ฮอร์โมนบางส่วนจากมารดา และยังต้องได้รับสารไอโอดีนเพื่อนำมาสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนของทารกเอง

ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า สารไอโอดีนมีความจำเป็นมากในหญิงตั้งครรภ์และการขาดสารไอโอดีนไม่เพียงส่งผลกระทบต่อมารดาเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของทารกในครรภ์ ถ้าหากไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ในช่วงแรกของชีวิต ความผิดปกตินี้อาจเป็นความผิดปกติถาวรซึ่งไม่สามารถกลับมาแก้ไขได้อีกในภายหลัง

การขาดสารไอโอดีนในมารดา ทำให้มีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนของมารดาลดลง ไทรอยด์ฮอร์โมนจึงผ่านมาสู่ทารกลดลง รวมทั้งสารไอโอดีนจากมารดาก็ผ่านมาสู่ทารกลดลงเช่นเดียวกัน ทำให้ทารกมีไทรอยด์ฮอร์โมนไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการพัฒนาระบบอวัยวะต่าง ๆ ส่งผลให้ทารกมีการเจริญเติบโตช้า และมีการสร้างระบบอวัยวะต่าง ๆ ที่ผิดปกติไป หากมีภาวะขาดสารไอโอดีนรุนแรง อาจทำให้ทารกในครรภ์มีความพิการหรือเสียชีวิตในครรภ์

ตามเกณฑ์การประเมินภาวะสารไอโอดีนขององค์การอนามัยโลก ได้กำหนดให้ในพื้นที่ที่มีสารไอโอดีนเพียงพอ หญิงตั้งครรภ์มีค่ามัธยฐานของระดับสารไอโอดีนในปัสสาวะ 150-249 ไมโครกรัมต่อลิตร อย่างไรก็ตาม การสำรวจภาวะสารไอโอดีนในร่างกายของหญิงตั้งครรภ์ในประเทศไทยพบว่ายังมีค่ามัธยฐานของระดับสารไอโอดีนในปัสสาวะน้อยกว่า 150 ไมโครกรัมต่อลิตร อย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ว่าประเทศไทยยังเป็นพื้นที่ที่ยังมีปัญหาการขาดสารไอโอดีนอย่างต่อเนื่อง

]]> สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd007/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd007 Sat, 10 May 2014 14:33:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/10/cd007/ ผลกระทบต่อสุขภาพ

-เพิ่มอัตราการเสียชีวิตของทารกในช่วงแรกเกิด (perinatal mortality)

-พัฒนาการช้า

-ลดการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น

-โรคเอ๋อ (cretinism)

ช่วงวัย

-เด็กเล็กและเด็กวัยเรียน

ผลกระทบต่อสุขภาพ

-พัฒนาการช้า สติปัญญาต่ำ

-ลดความสามารถในการเรียนรู้และการทำกิจกรรมต่าง ๆ

-คอหอยพอก

ช่วงวัย

-วัยรุ่นและผู้ใหญ่

ผลกระทบต่อสุขภาพ

-เฉื่อยชา สมองทึบ

-คอหอยพอก

สารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร

สารไอโอดีนนับเป็นสารอาหารที่สำคัญของประชากรทุกเพศทุกวัย ทุกคนมีโอกาสเกิดโรคขาดสารไอโอดีน หากได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน แต่กลุ่มประชากรที่ควรให้ความสนใจเป็นพิเศษคือ หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ทารกและเด็กเล็ก เนื่องจากการขาดสารไอโอดีนในประชากรกลุ่มนี้ จะมีผลทำให้ทารกและเด็กเล็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการช้ากว่าปกติมีการสร้างสมองที่ผิดปกติ ซึ่งอาจไม่สามารถแก้ไขได้เมื่อเวลาผ่านพ้นช่วงเวลาที่เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วไป นอกจากนั้น ในหญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร เป็นกลุ่มประชากรที่มีความต้องการสารไอโอดีนมากกว่ากลุ่มประชากรอื่น ๆ ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อโรคขาดสารไอโอดีนได้มากกว่า

]]>
สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 1 https://thaissf.org/cd006/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd006 Tue, 06 May 2014 13:06:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/06/cd006/

การรับประทานอาหารตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ได้รับสารไอโอดีน ไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน “เกลือเสริมไอโอดีน” จึงมีความสำคัญที่ช่วยให้ประชากรไทยได้รับไอโอดีนอย่างเพียงพอ

ปริมาณสารไอโอดีนที่ควรได้รับประจำวัน

ความต้องการสารไอโอดีนแตกต่างกันไปในกลุ่มประชากร ขึ้นอยู่กับอายุและภาวะทางร่างการ เช่น การตั้งครรภ์และการให้นมบุตร เป็นต้น หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตรจะมีความต้องการสารไอโอดีนมากกว่าหญิงปกติ เพราะจำเป็นต้องมีสารไอโอดีนส่วนหนึ่งผ่านรกไปยังทารก หรือนำไปสร้างนมแม่ ทำให้หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร เป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคขาดสารไอโอดีนได้

โรคขาดสารไอโอดีน

สารไอโอดีนมีบทบาทสำคัญในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนการขาดสารไอโอดีน จึงทำให้ร่างกายมีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนลดลง จนมีอาการและอาการแสดงต่าง ๆ ดังจะกล่าวต่อไป การขาดสารไอโอดีนในประชากรทั่วไป สามารถรักษาได้ง่าย โดยการให้สารไอโอดีนเสริมอย่างเพียงพอ ทำให้อาการต่าง ๆ กลับมาเป็นปกติ แต่การขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ทารกและเด็กเล็ก จะมีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางสมองของเด็กตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปแม้ว่าจะได้รับสารไอโอดีนเสริมอย่างเพียงพอ ก็ไม่สามารถทำให้สมองของเด็กที่มีความผิดปกติไปแล้วกลับมาเป็นปกติได้ จึงควรให้ความสำคัญต่อการขาดสารไอโอดีนในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร ทารกและเด็กเล็ก เป็นอันดับแรก

]]>