สมอง – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สมอง – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play) ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd023/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd023 Wed, 16 Jul 2014 15:19:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/16/cd023/ พ่อแม่สามารถสนับสนุนให้ลูกเล่น โดยการจัดเตรียมของเล่นที่เหมาะสมกับวัย ของเล่นควรเป็นของเล่นที่เอื้ออำนวยให้เด็กได้ใช้จินตนาการมีลักษณะปลายเปิด เช่น ไม้บล็อก ตัวต่อ ชุดเครื่องครัว ชุดก่อสร้าง ชุดสัตว์ หรือของเล่นที่เป็นชุดต่าง ๆ

เด็กในแต่ละวัยสามารถเล่นอย่างอิสระได้ตามลำพัง แต่เด็กมักต้องการให้พ่อแม่เล่นและแสดงความสนใจร่วมด้วย ยิ่งอายุน้อย เด็กจะยิ่งต้องการให้พ่อแม่เล่นด้วยมากกว่าเด็กโต พ่อแม่ควรเล่นกับลูกตามแต่เวลาจะเอื้ออำนวย แต่ควรมีอย่างสม่ำเสมอ เพราะการเล่นกับลูกถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ ความผูกพันกับลูก โดยทั่วไปแล้วเมื่อลูกมีพฤติกรรมดื้อหรือเกเร พ่อแม่มักพยายามหาวิธีแก้ไขพฤติกรรมแบบใดแบบหนึ่ง บางคนใช้การคาดโทษ การดุ การด่า การงดสิทธิพิเศษ การทำงานชดใช้ หรืออื่น ๆ ส่วนใหญ่พบว่าวิธีการดังกล่าวได้ผลชั่วคราวหรือไม่ได้ผลเลย เพราะว่าพ่อแม่ลืมตระหนักถึงความต้องการพื้นฐานของเด็กไป ความต้องการพื้นฐานของเด็กก็คือ ความสนใจ ความรัก และความสัมพันธ์ที่ดีของพ่อแม่กับลูกนั่นเอง

หากพ่อแม่มีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับลูก การลงโทษหลากหลายวิธีรังแต่จะทำให้ปัญหาพฤติกรรมนั้นซับซ้อนและแก้ไขยากขึ้น ดังนั้นพ่อแม่ควรเริ่มต้นด้วยการสานสัมพันธ์ที่ดีกับลูกผ่านการเล่นร่วมกับลูก

แล้วจะเล่นอย่างไร? ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

– เล่นตามเด็ก

หลายครั้งพ่อแม่มักสร้างกฎเกณฑ์ในการเล่นให้ลูก ไม่เปิดโอกาสให้ลูกคิดเอง โดยพ่อแม่เป็นผู้คิดวางแผนการเล่นเอง เช่น แม่กับลูกเล่นบ้านตุ๊กตากัน แม่จะคอยสั่งลูกว่า “ห้องครัวต้องอยู่ตรงนี้ลูกอ้าว เอาโต๊ะกินข้าวมาวางตรงนี้ซิลูก เอ๊ะ มีแต่โต๊ะแล้วจะนั่งกันยังไงนี่ เอาเก้าอี้มาด้วยซิลูก” การทำเช่นนี้เด็กจะรู้สึกเบื่อ ไม่สนุก และไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนสำคัญ ความคิดของตนเองไม่เข้าท่า และหากเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ เด็กจะขาดความมั่นใจ เด็กบางคนขณะเล่นอาจลงเอยด้วยการคอยถามแม่ถึงวิธีการเล่นถามรายละเอียดทุกอย่าง ไม่รู้จักคิดเอง หรือบางคนเล่นไปเล่นมาอาจลงเอยด้วยเป็นฝ่ายดูพ่อแม่เล่นก็ได้

ดังนั้นพ่อแม่จึงควรเล่นโดยให้ลูกเป็นผู้นำการเล่น ให้ลูกคิดเองวางแผนและจินตนาการเอง อย่าพยายามสอนลูกแต่ให้พยายามเลียนแบบติดตามเรื่องราวของลูกและทำตามที่ลูกขอร้องการทำเช่นนี้ลูกจะได้พัฒนาความสามารถในการเล่นและรู้จักคิดเอง ลูกจะรู้สึกสนุกและกระตือรือร้นมากขึ้นด้วย

บางครั้งลูกอาจชอบเล่นซ้ำ ๆ พ่อแม่ควรปล่อยให้เขาได้ใช้เวลาของเขาเต็มที่ อาจรู้สึกเบื่อและต้องการให้ลูกเปลี่ยนกิจกรรม การชักชวนหรือผลักดันให้ลูกเปลี่ยนกิจกรมเร็วเกินไปอาจทำให้เด็กจับจด ไม่ช่วยให้เด็กได้พัฒนาความสนใจและสมาธิในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

– พากย์การเล่น

บ่อยครั้งที่พ่อแม่มักใช้การถามลูกขณะเล่น เช่น หนูกำลังทำอะไรอยู่? เอ๊ะ! ทำไมรถถึงจอดล่ะ? นี่สีอะไรคะ? โดยทั่วไปพ่อแม่สามารถถามได้ แต่ถ้าตลอดการเล่นพ่อแม่ใช้การถามเป็นส่วนใหญ่เด็กอาจรู้สึกเบื่อ ต่อต้าน หรือกังวลต่อการต้องตอบคำถาม ทำให้ขัดขวางการคิดหรือจินตนาการในขณะเล่นของเด็ก

ดังนั้นการพากย์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่พ่อแม่น่าจะลองใช้ดูขณะเด็กกำลังเล่น เช่น ขณะลูกเล่นต่อรางรถไฟ พ่อแม่อาจพากย์ว่า “รางรถไฟต่อเสร็จแล้ว และรถไฟกำลังเคลื่อนแล้ว ฉึก ฉัก ฉึก ฉัก….” หรือขณะลูกเล่นรถ พ่อแม่พูดว่า “ตอนนี้รถกำลังเติมน้ำมันอยู่… น้ำมันเต็มถังแล้ว โอ้โห รถวิ่งเร็วเลย”

การพากย์เช่นนี้นอกจากจะไม่ขัดขวางกระแสความคิดของลูกแล้ว ลูกยังรู้สึกดีกับตนเอง เพราะได้รับความสนใจเต็มที่จากพ่อแม่ โดยไม่ต้องแสวงหาหรือเรียกร้องด้วยการสร้างปัญหาหรือทำพฤติกรรมไม่ดีต่าง ๆ นอกจากนี้แล้วในเด็กเล็กที่ภาษายังพัฒนาไม่ดี ยังได้โอกาสพัฒนาความเข้าใจภาษาจากการเชื่อมโยงสิ่งที่ได้ยินกับการกระทำของตนอีกด้วย

]]>
การเล่นกับพัฒนาการเด็กปฐมวัย (Free Play) https://thaissf.org/cd022/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd022 Mon, 14 Jul 2014 13:31:25 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/14/cd022/ นั่นเป็นสภาวะที่สมองของเด็กพร้อมที่จะเรียนรู้ เนื่องจากสมองไม่ตึงเครียดแต่มีภาวะตื่นตัวมีแรงจูงใจและรู้สึกดีดังนั้นหากผู้ปกครองและผู้ดูแลสนับสนุนการเล่นในเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมแล้ว เชื่อได้ว่าเด็กจะเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพรอบด้านได้ในอนาคต

อย่างไร? ถึงเรียกว่า “การเล่น”

องค์ประกอบที่เข้าข่าย “การเล่น” มีอยู่ 7 อย่างด้วยกัน คือ

1. เล่นโดย ไม่มีเป้าหมาย เด็กเล่นโดยไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ได้ตั้งใจเล่นเพื่อให้พ่อแม่ชื่นชม ไม่ได้เล่นเพื่อจะได้ขนมหรือเงินทอง แต่มีเป้าหมายในตัวของมันเองคือเป้าหมายที่จะเล่น

2. เล่นโดย เต็มใจ เด็กเล่นด้วยความเต็มใจ ไม่ใช่เป็นเพราะหน้าที่หรือถูกบังคับ

3. เล่นแบบ สนุก การเล่นทำให้เด็กรู้สึกดี ตื่นเต้น ช่วยทำให้คลายความเบื่อ เหงา

4. เล่นโดย ปราศจากกาลเวลา เมื่อเข้าไปสู่การเล่นเต็มที่แล้ว เด็กจะไม่คำนึงถึงเวลา เด็กอาจเล่นไปได้เรื่อย ๆ โดยไม่ตระหนักว่านานเท่าไหร่แล้ว

5. เล่นโดย ปราศจากตัวตน เมื่อเล่นแล้วเด็กมักไม่ได้คำนึงว่าตนเองจะดูดีหรือดูงุ่มง่าม ไม่เข้าท่า เด็กจะไม่กังวลถึงภาพลักษณ์ของตนเอง ในโลกจินตนาการเด็กจึงอาจเป็นโน่นเป็นนี่ได้โดยง่าย

6. การเล่น เกิดขึ้นทันที หรือด้นสด เด็กสามารถปรับเปลี่ยน ลื่นไหลตามความคิดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ ในโลกของการเล่นจึงมีความยืดหยุ่นสูงและเกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นได้ตลอดเวลา

7. เล่นโดยมี ความต้องการอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการเล่นมีความสนุก ตื่นเต้น เด็กจึงมีความปรารถนาที่จะเล่นไปเรื่อย ๆ หากเกิดความน่าเบื่อหรืออุปสรรคขึ้น เด็กก็สามารถหาทางปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคนั้น ๆ ให้การเล่นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

จากองค์ประกอบของการเล่นทั้ง 7 ประการข้างต้น หากกิจกรรมใดไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ กิจกรรมนั้นก็ไม่เข้าข่ายการเล่น เช่น แม่ให้ลูกร้อยลูกปัดเพื่อฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก หรือการเล่นงูไต่บันใด ตามคุณสมบัติของการเล่นขั้นต้นจึงไม่ถือเป็นการเล่น บางครั้งการวิ่งไล่จับเป็นการเล่นแต่บางครั้งไม่เป็นการเล่น นั่นขึ้นกับว่าในแต่ละครั้งความรู้สึกหรือสภาวะทางจิตใจเป็นอย่างไร การเล่นในองค์ประกอบทั้ง 7 ประการนี้ บางท่านจึงเรียกว่า “การเล่นอย่างอิสระ” หรือ Free Play แทน เพื่อไม่ให้สับสนกับการเล่นทั่วไป ในที่นี้หากกล่าวถึงการเล่นหรือการเล่นอย่างอิสระให้ถือเป็นเรื่องเดียวกัน

การเล่นกับการปรับตัวของเด็ก

– การปรับอารมณ์ (Emotion Regulation)

การเล่นช่วยสนับสนุนให้เด็กมีความยืดหยุ่นและสามารถปรับอารมณ์ได้ดี เพราะลักษณะของการเล่นเองมีความไม่แน่นอน มีการปรับเลี่ยนตลอดเวลา เด็กที่มีโอกาสเล่นมากทั้งกับคนอื่นและตามลำพัง มีโอกาสเกิดอารมณ์ที่หลากหลาย ประสบการณ์การเล่นที่หลากหลายและต่อเนื่องช่วยให้เด็กไม่ตอบสนองต่อเหตุที่มากระทบอย่างรุนแรงเกินไปในชีวิตจริง

– ความรู้สึกบวก

การเล่นก่อให้เกิดความสนุกสนาน ส่งผลให้เกิดความรู้สึกบวกต่าง ๆ ขึ้น ความรู้สึกดีเหล่านี้จะช่วยให้เด็กอยากที่จะเล่นต่อ อยากสำรวจและเกิดความคิดใหม่ ๆ และความคิดสร้างสรรค์ต่อมา

– การจัดการกับความเครียด

ขณะเล่นมักเกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้น เด็กมีโอกาสฝึกฝนการแก้ไขปัญหา ความเครียดในระดับไม่มากนักที่เกิดขึ้นในการเล่น ซึ่งเกิดไปด้วยกันกับความรู้สึกตื่นเต้น สนุกของการเล่น ช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจและรู้สึกดีต่อการแก้ไขปัญหา อันจะนำไปสู่การจัดการอย่างมีประสิทธิภาพต่อความเครียดและปัญหาในชีวิตจริงต่อไป

– ความคิดสร้างสรรค์

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นในขณะเล่น เนื่องจากเด็กต้องการตอบสนองต่อสถานการณ์หรือสิ่งเร้าที่ใหม่ พิเศษ ไม่แน่นอน โดยไม่รู้สึกถูกคุกคามหรือจริงจังจนเกินไป การเล่นจึงช่วยให้เกิดการตอบสนองที่สร้างสรรค์และหลากหลายมากกว่าการตอบสนองที่จำกัดและเป็นเหตุเป็นผล

– การเรียนรู้

ประโยชน์ขั้นพื้นฐานของการเล่นต่อการเรียนรู้ไม่ใช่ตัวความรู้หรือการพัฒนาความสามารถคิดอ่านขั้นสูงแต่การเล่นก่อให้เกิดการเรียนรู้ผ่านการเกิดแรงจูงใจ ความรู้สึกบวก และผลลัพธ์ที่เป็นเสมือนรางวัลต่อเด็กความรู้สึกเหล่านี้ผสมผสานกับความคิดอ่านที่เกิดขึ้นก่อให้เกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ที่มีความหมายและประสิทธิภาพสำหรับเด็ก

– ความสัมพันธ์กับผู้คน

การเล่นเป็นปัจจัยหลักที่จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่แน่นแฟ้น ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นตั้งแต่เด็กเกิดจนเป็นผู้ใหญ่ รูปแบบต่าง ๆ ของการเล่น ไม่ว่าจะเป็นการเล่นจินตนาการ เล่นบทบาทสมมติ หรือเล่นกอดรัดฟัดเหวี่ยง เล่นต่อสู้ หากทำอย่างเหมาะสม จะช่วยให้เด็กพัฒนาความสัมพันธ์หรือความผูกพันที่ดีกับผู้อื่นได้

เด็กจะรู้สึกผูกพันและมั่นคงในอารมณ์ผ่านความสัมพันธ์ที่ดีกับพ่อแม่ ซึ่งความผูกพันและความสัมพันธ์ที่ดีต่อพ่อแม่นั้นจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีโอกาสเล่นกับพ่อแม่สม่ำเสมอ โดยพ่อแม่รู้จักตอบสนองอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอกับเพื่อนก็เช่นกัน เด็กจะรู้สึกสนิทสนมกับเพื่อน มีเพื่อนและเป็นส่วนหนึ่งของสังคมเพื่อนผ่านการเล่นในรูปแบบต่าง ๆ เด็กที่มีโอกาสเล่นกับเพื่อนมาก ๆ มักจะจัดการกับสถานการณ์ทางสังคมที่คาดเดายากได้ดี หากพ่อแม่และโรงเรียนสนับสนุนอย่างเหมาะสม นอกจากความสัมพันธ์ที่ดีแล้ว เด็กยังเรียนรู้พัฒนาการทางสังคมหรือทักษะสังคมขั้นสูงต่อไป

]]>
16 อย่าเรียนหนังสือคนเดียว https://thaissf.org/er016/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er016 Wed, 11 Jun 2014 14:20:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/11/er016/

สร้อยลูกปัดหลากสี ภาพเขียนสีบนฝาผนัง และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกหรือหิน

การอุบัติใหม่ของนวัตกรรมเหล่านี้ดูคล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ได้เกิดการผ่าเหล่าในพันธุกรรมของมนุษย์แล้ว และการโผล่พรวดของหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้คล้ายจะบอกว่า มนุษย์พันธุ์โฮโมเซเปียนส์นี้ฉลาดขึ้นทันทีทันใด เสมือนหนึ่งการกำเนิดของเอกภพที่เรียกว่าบิ๊กแบง (Big Bang) ทั้งที่มนุษย์พันธุ์นี้ (ก็คือพวกเราทุกวันนี้) ได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ ๒ แสนปีก่อน

การขุดค้นทางโบราณคดีด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ช่วยให้ค้นพบหลักฐานชิ้นใหม่ๆ ว่า มีอะไรที่เรียกว่านวัตกรรมก่อนเวลา ๒ แสนปีสุดท้ายนี้ ลิน แวดเลย์ จากมหาวิทยาลัยวิทวอเตอร์สแรนด์ได้เริ่มงานขุดค้นในถ้ำซิบูดู อาฟริกาใต้ตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ และตีพิมพ์การค้นพบ “ที่นอน” ที่ทำด้วยใบไม้ในนิตยสาร Science เมื่อเดือนธันวาคม ๒๐๑๑ ที่นอนนี้มีอายุ ๗๗,๐๐๐ ปี ทำขึ้นจากใบของต้น Cryptocarya woodii ซึ่งมีคุณสมบัติไล่ยุงและแมลง นอกจากนี้ ยังพบกับดักจับกวาง คันธนูและลูกศร รวมทั้งน้ำยาสำหรับใช้ในครัวเรือนที่อยู่อาศัยอีกบางอย่าง

การขุดค้นที่ทำกันอย่างกว้างขวางในอาฟริกาอีกสองจุด ค้นพบหลักฐานคล้ายๆ กันนี้ที่มีอายุ ๑ แสนปี และ ๑๖๔,๐๐๐ ปี สิ่งที่เราเคยเรียนกันมาว่า อารยธรรมมนุษย์เริ่มต้นเมื่อ ๓ หมื่นปีก่อนเริ่มไม่เป็นความจริงเสียแล้ว ที่อิตาลี ทีมขุดค้นจากมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ขุดพบกาวที่ใช้ประกบหินเข้ากับไม้เพื่อทำอาวุธอายุ ๒ แสนปีของมนุษย์พันธุ์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่ ๓ แสนปีก่อน เก่ากว่านี้อีกคือหอกอายุ ๕ แสนปีของมนุษย์พันธุ์ไฮเดลเบอร์เจนซิส (Homo heidelbergensis) ในอาฟริกาใต้ และเครื่องมือที่ทำด้วยหินอายุ ๒ ล้าน ๖ แสนปีของมนุษย์พันธุ์ออสตราโลพิเทคัส การี (Australopithecus garhi) ที่เอธิโอเปีย

ใครเป็นคนคิดค้นเครื่องมือเหล่านี้คนแรก

แล้วเพราะอะไร ลิงชิมแปนซีซึ่งแยกสายวิวัฒนาการจากมนุษย์ปัจจุบันเมื่อ ๖ ล้านปีก่อน จึงยังคงใช้กิ่งไม้จิ้มรังมดเอามดขึ้นมากินเหมือนเดิมโดยไม่มีเครื่องมืออะไรใหม่ๆ เลย

จากงานวิจัยทางสมองยุคใหม่พบว่า ขนาดของโพรงในกะโหลกศีรษะ (ซึ่งเป็นที่อยู่ของเนื้อสมอง)ของลิงชิมแปนซีเท่ากับ ๔๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่ากับมนุษย์ตระกูลออสตราโลพิเทคินตัวเลขนี้เพิ่มเป็นสองเท่าคือ ๙๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรในมนุษย์พันธุ์โฮโมอีเรคตัส (Homo erectus) เมื่อ ๑ ล้าน ๖ แสนปีก่อน แล้วเพิ่มเป็น ๑,๓๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรในมนุษย์พันธุ์โฮโมเซเปียนส์ คือพวกเราตั้งแต่ ๑ แสนปีก่อน

แต่ก็อย่าลืมว่าเมื่อ ๑ แสนปีก่อน เราไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ เราตีกลองส่งสัญญาณกัน เกิดอะไรขึ้นในหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา

สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทจำนวน ๑ ล้านล้านเซลล์ มีเส้นประสาทยาวประมาณ ๑๖๕,๐๐๐ กิโลเมตร มีจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (synapses) รวมทั้งสิ้น ๑๕๐ ล้านล้านตำแหน่ง หากดูเฉพาะสมองส่วนหน้าของส่วนหน้าที่เรียกว่า prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้วางแผน เชื่อมโยงข้อมูล แล้วตัดสินใจลงมือกระทำ สมองส่วนนี้ของมนุษย์ปัจจุบันมีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นที่อยู่ของข่ายใยประสาท (neuronal networks) จำนวนมหาศาลที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างทั่วถึง

วิทยาศาสตร์พบว่า จำนวนของเซลล์สมองยังมิใช่คำตอบของความฉลาด คำตอบอยู่ที่ข่ายใยประสาทที่เชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง และกว้างขวางในโพรงสมองขนาดใหญ่นั้นมากกว่า

การเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงในสมอง เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงในชีวิต

เลวิส ดีน นักพฤติกรรมศาสตร์มนุษย์และวานรจากลอนดอนตีพิมพ์งานวิจัยในนิตยสาร Science ทีมวิจัยออกแบบกล่องปริศนาที่ต้องใช้การแก้ ๓ ขั้นตอน ให้กลุ่มทดลอง ๓ กลุ่มทำแข่งกัน กลุ่มหนึ่งคือลิงชิมแปนซีที่เท็กซัส กลุ่มสองคือลิงคาปูชีนที่ฝรั่งเศส และกลุ่มสามคือเด็กในศูนย์เด็กเล็กที่อังกฤษ

ชิมแปนซีและคาปูชีน ๕๕ ตัว มีลิงที่แก้ปริศนาสำเร็จเพียงตัวเดียวโดยใช้เวลา ๓๐ ชั่วโมง เด็กเล็ก ๑๕ จาก ๓๕ คนสามารถแก้ปริศนาสำเร็จในเวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง จากการสังเกตพบว่า เด็กเล็กคุยกัน เถียงกัน ช่วยเหลือกัน และให้กำลังใจกัน ขณะที่ลิงไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้เลย

เพราะอะไรมนุษย์ในยุโรปเมื่อ ๔ หมื่นปีก่อน จึงพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการล่าและดำรงชีวิตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับมนุษย์ในอาฟริกาเมื่อ ๙ หมื่นปีก่อน คำอธิบายคือ เพราะพื้นที่ที่เล็กกว่าทำให้มนุษย์มีโอกาสพบกันและรวมทีมกันออกล่ามากกว่า การกระทบไหล่กันอยู่เนืองนิตย์คือเหตุผลที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์วิวัฒน์และมีนวัตกรรมหลุดออกมาจากกล่องในที่สุด (out of the box)

เด็กไม่ได้พัฒนาหรือฉลาดขึ้นด้วยการเรียนหนังสือคนเดียว เด็กฉลาดและพัฒนาสมองของตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรมได้ด้วยการเรียนรู้เป็นกลุ่ม

พูดง่ายๆ ว่าด้วยการกระแทกไหล่กับเด็กคนอื่นๆ

]]>