สติปัญญา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png สติปัญญา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd018 Tue, 01 Jul 2014 14:16:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/01/cd018/ การจำกัดขอบเขตความคิด การแสดงออก จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบการเรียนรู้ของเด็กในภายภาคหน้าได้ เพราะเมื่อมีการจำกัดซึ่งกระบวนการในการคิดโดยไม่ได้มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้คิดเป็นหรือสร้างสรรค์เป็นแต่อย่างใดนั้น ก็เหมือนว่าการเรียนรู้นั้นย่ำอยู่กับที่

ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาคน โดยมุ่งเน้นให้คนคิดเป็น ทั้งสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างไม่หยุดอยู่กับที่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มมีการปรับเปลี่ยนคนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเครื่องมือที่เห็นว่าจะสามารถพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นแก่เด็กได้ง่ายที่สุดและดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือการใช้ดนตรีเป็นสื่อนั่นเอง เพราะดนตรีนั้นเป็นที่โปรดปราน เปรียบเหมือนขนมหวานที่รับประทานได้ง่ายสำหรับเด็กทุก ๆ คน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย

เมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน เด็กจะกระโดดโลดเต้นเคลื่อนไหวร่างกายตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุข เป็นการออกกำลังกาย เป็นการช่วยให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ

อารมณ์ความรู้สึกของคนมีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิและช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์แจ่มใสและมีจิตใจที่เบิกบาน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม

-กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือ การที่เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น ร้องเพลง เต้น ระบำ รำละคร หรือการตั้งวงดนตรีเล่นกับพ่อแม่ในบ้านหรือกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

-กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าและตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องจำนวนและการนับหรือการที่เด็กหัดอ่านโน้ตดนตรี

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เพลงที่มีคำศัพท์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพลงคำคล้องจอง

ข้อควรระวังในการใช้ดนตรีพัฒนาเด็กปฐมวัย

สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมากสำหรับการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์คือ ต้องไม่ปลูกฝังการสอนดนตรีอย่างผิดทิศทาง เพราะนั่นถือเป็นการปิดการสร้างความคิดสร้างสรรค์ในเด็กได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่พึงระวังคือ

1.ไม่ควรสอนดนตรีในลักษณะให้เลียนแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

ผู้ใหญ่ควรเป็นผู้สังเกตไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งให้เด็กทำตาม ดังนั้นเพียงแค่สังเกตว่าเด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสมกับวัยของเขาและไม่เป็นอันตรายก็เพียงพอแล้ว เช่นเมื่อเด็กเต้นประกอบเพลงแล้วเคลื่อนไหวท่าทางโดยกระโดดสูงมากเกินไปหรือหมุนตัวเร็วเกินไปก็ต้องให้คำแนะนำเพราะอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

2.ไม่ควรสร้างค่านิยมว่าการเล่นดนตรีบางชนิดสามารถเล่นได้เฉพาะเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูงเท่านั้น เช่น เด็กที่จะเรียนหรือเล่นไวโอลีนหรือเปียโนได้ต้องมีเงินเด็กในชนบทเรียนไม่ได้เพราะไม่มีเงินค่านิยมเหล่านี้เป็นค่านิยมที่ทำร้ายทั้งจิตใจและทำร้ายทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็กอย่างมากมายทีเดียว

3.ไม่ควรมุ่งเน้นการประกวดในกิจกรรมดนตรีที่ไม่เหมาะสม เช่น ประกวดเต้นรำด้วยการใช้ท่าทางการเต้นหรือการแต่งตัวที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับวัยที่บริสุทธิ์ของเด็กและไม่ควรกดดันและคาดหวังในผลแพ้ชนะ เพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมดนตรีอย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดเลย มีแต่จะทำให้เด็กเกิดความเครียดและบางคนอาจไม่อยากที่จะทำกิจกรรมดนตรีอีกต่อไปซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้

]]>
สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 7 https://thaissf.org/cd012/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd012 Sat, 07 Jun 2014 15:17:46 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/07/cd012/

90 จุด แต่ยังมีเด็กไทยอีกจำนวนมากที่มีระดับสติปัญญาต่ำกว่าค่าปกติ เด็กไทยส่วนใหญ่มีระดับสติปัญญาอยู่ประมาณ 80-90 จุด จัดอยู่ในระดับสติปัญญาทึบ มีผลต่อการเรียนรู้ ซึ่งสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอตั้งแต่ช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดาตลอดจนในวัยทารกและเด็กเล็ก ซึ่งในประเทศไทยควรจะมีการศึกษาเพิ่มเติม เกี่ยวกับผลกระทบของการขาดสารไอโอดีนต่อระดับสติปัญญาของเด็กไทย เพื่อเป็นข้อมูลในการพัฒนาคุณภาพของเด็กไทยต่อไป

การขาดสารไอโอดีนในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน

เด็กเล็กและเด็กวัยเรียน เป็นวัยที่ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ มีการเรียนรู้เพิ่มขึ้น มีการทำกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น ตามความพร้อมของเด็กในแต่ละวัย การขาดสารไอโอดีนในช่วงนี้ ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า มีสติปัญญาลดลง ทำให้เด็กมีศักยภาพในการเรียนรู้น้อยลง เด็กในวัยนี้จะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการในทุก ๆ ด้าน พร้อมที่จะเรียนรู้กับสิ่งกระตุ้นต่าง ๆ ที่เข้ามาได้เป็นอย่างดี ถ้าหากเด็กในวัยนี้มีการขาดสารไอโอดีน ทำให้เขาสูญเสียโอกาสที่จะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่

นอกจากผลกระทบต่อสติปัญญาและการเรียนรู้ของเด็กแล้วการขาดสารไอโอดีน ยังส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กด้วย เนื่องจากไทรอยด์ฮอร์โมนจะมีความสำคัญต่อการทำงานของฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต เด็กที่ขาดไทรอยด์ฮอร์โมนจึงมีการเจริญเติบโตช้า ตัวเล็ก เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน ในเด็กเล็กและเด็กวัยเรียน ถ้ามีการขาดสารไอโอดีนต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ทำให้ต่อมไทรอยด์ต้องทำงานหนักมากขึ้นในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนให้เพียงพอต่อความต้องการ จึงทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ขึ้น เห็นเป็นก้อนอยู่บริเวณคอ เรียกว่า “คอหอยพอก”

การประเมินภาวะสารไอโอดีนง่าย ๆ โดยการวัดขนาดของต่อมไทรอยด์

เนื่องจากสารไอโอดีนเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายนำไปใช้ในการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนเมื่อร่างกายขาดสารไอโอดีนในระดับหนึ่ง ร่างกายจะมีกลไกกระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ให้มากขึ้น เพื่อทำให้มีการสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนให้เป็นปกติ ต่อมไทรอยด์ต้องนำสารไอโอดีนซึ่งมีปริมาณลดลงในกระแสเลือดเข้าสู่ต่อมไทรอยด์เป็นสัดส่วนที่มากขึ้น ทำให้ขนาดของต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่กว่าปกติ ในผู้ป่วยที่มีปัญหาขาดสารไอโอดีนรุนแรงเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ และสามารถสังเกตเห็นเป็นก้อนอยู่บริเวณลำคอซึ่งเป็นตำแหน่งต่อมไทรอยด์เราจึงเรียกโรคขาดสารไอโอดีนรุนแรงจนทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดใหญ่ขึ้นนี้ ว่าโรคคอหอยพอก

การประเมินขนาดของต่อมไทรอยด์มี 2 วิธี คือการสังเกตและคลำขนาดของต่อมไทรอยด์และการตรวจขนาดต่อมไทรอยด์โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์

การสังเกตและการคลำขนาดของต่อมไทรอยด์ เป็นวิธีการที่สะดวก ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องใช้อุปกรณ์ที่ซับซ้อน ใช้เป็นการตรวจคัดกรองโรคขาดสารไอโอดีนในประชากรจำนวนมากได้ หากสามารถสังเกตหรือคลำต่อมไทรอยด์ได้จะถือว่าเป็นคอหอยพอก แต่การตรวจต่อมไทรอยด์วิธีนี้ อาจไม่สามารถตรวจพบโรคขาดสารไอโอดีนระดับรุนแรงน้อยได้ เนื่องจากต่อมไทรอยด์จะมีขนาดใหญ่เพียงเล็กน้อย ไม่สามารถสังเกตเห็นหรือคลำได้จากการตรวจร่างกาย สำหรับการประเมินขนาดของต่อมไทรอยด์ด้วยวิธีนี้ มีการแบ่งลักษณะของต่อมไทรอยด์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 3 ระดับ

เกรด 0

ลักษณะของต่อมไทรอยด์ ไม่สามารถคลำหรือสังเกตเห็นต่อมไทรอยด์ได้

เกรด 1

ลักษณะของต่อไทรอยด์ สามารถคลำต่อมไทรอยด์ได้ แต่ไม่สามารถสังเกตเห็นต่อมไทรอยด์ได้

เกรด 2

ลักษณะของต่อมไทรอยด์ สามารถคลำและสังเกตเห็นต่อมไทรอยด์ได้อย่างชัดเจน

การตรวจขนาดของต่อมไทรอยด์ด้วยการใช้เครื่องอัลตราซาวด์ เป็นการตรวจคัดกรองที่มีความไวกว่าการสังเกตและคลำขนาดของต่อมไทรอยด์ สามารถตรวจขนาดของต่อมไทรอยด์ที่ใหญ่ขึ้นเพียงเล็กน้อย ไม่สามารถสังเกตหรือคลำได้ เมื่อใช้เครื่องมือวัดขนาดของต่อมไทรอยด์แล้ว จะนำค่าที่วัดได้มาเปรียบเทียบกับค่าอ้างอิงมาตรฐานที่จำเพาะเจาะจงสำหรับเพศและอายุของผู้รับการตรวจ ถ้ามากกว่าค่ามาตรฐานจะให้การวินิจฉัยว่าเป็นคอหอยพอก การตรวจวิธีนี้สามารถใช้ตรวจคัดกรองในพื้นที่ที่มีภาวะขาดสารไอโอดีนระดับที่รุนแรงน้อยได้ ส่วนข้อจำกัดของการวัดขนาดของต่อมไทรอยด์ในการบ่งชี้ภาวะสารไอโอดีนในร่างกายของประชากร คือ ไม่สามารถตรวจคัดกรองการขาดสารไอโอดีนในระยะเริ่มต้นได้ เนื่องจากการที่ต่อมไทรอยด์จะมีขนาดใหญ่ขึ้น จะเกิดจากการได้รับสารไอโอดีนที่ไม่เพียงพอมาเป็นระยะเวลานาน

]]> ข้อพิจารณาเกี่ยวกับนิยามสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ (2) https://thaissf.org/sh030/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh030 Sat, 19 Jul 2014 12:17:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/19/sh030/ สำหรับรูปแบบ ๑ และรูปแบบ ๔ นั้น การกระทำด้านจิตวิญญาณมีสถานะพิเศษ นั่นคือ เป็นการกระทำที่ส่งผลอย่างสำคัญต่อภาวะด้านต่าง ๆ ถ้าจะกล่าวให้ชัด การกระทำด้านจิตวิญญาณ มีอิทธิพลต่อภาวะด้านจิตวิญญาณ และภาวะด้านนี้ก็มีอิทธิพลต่อภาวะด้านอื่น ๆ (และ/หรือ การกระทำด้านอื่น ๆ)

ตามความเข้าใจนี้ จะขอกลับไปพิจารณารูปแบบต่าง ๆ ข้างต้นอีกครั้ง

รูปแบบ ๑ : ตามรูปแบบนี้ “ปัญญา” (หรือ “จิตวิญญาณ” ) เป็นสมรรถนะที่กระทำการตามลักษณะเฉพาะของตน นั่นคือ รู้และเรียนรู้ ถ้าสมรรถนะด้านจิตวิญญาณนี้ทำงานดี ก็จะไม่ส่งผลให้มีภาวะดีด้านจิตวิญญาณเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาวะ/สมรรถนะด้านอื่น ๆ ด้วย และภาวะ/สมรรถนะด้านอื่น ๆ

รูปแบบที่ ๓ : ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี เห็นว่า “ความสามารถในการจัดการควบคุมและพัฒนาสุขภาพ” เป็นสมรรถนะที่จะช่วยให้บุคคลมีภาวการณ์ดำรงอยู่ที่มีคุณสมบัติดีโดยภาวะการดำรงอยู่นี้ก็คือผลรวมของภาวะด้านต่าง ๆ มีข้อสังเกตว่าหากยึดถือตามนิยามของ ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี ความสามารถที่ว่านี้จัดอยู่ในด้านจิตใจ (นั่นคือ เป็น “สติปัญญา – intellectual” ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไปถือเป็นมิติหนึ่งของจิตใจนอกเหนือจาก “อารมณ์ – emotional” เนื่องจากทั้งสองท่านเห็นว่าการพัฒนาความสามารถดังกล่าวนั้นอาศัยวิธีการให้ความรู้และสร้างความตระหนัก

รูปแบบที่ ๔ : ถ้าพิจารณาจากคำของ โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ว่า “if you know the why of your life, you can live with any what and hoe (2003:8).” จิตวิญญาณก็ดูจะเป็นสมรรถนะที่มีลักษณะพิเศษเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือ ดูจะสามารถกำหนดคุณสมบัติของภาวะของตนเองได้อย่างไม่ถูกกำหนดโดยคุณสมบัติของภาวะด้านอื่น ๆ แบบเป็นเส้นตรง เช่น ถ้าภาวะด้านอื่น ๆ มีคุณสมบัติไม่ดี (เช่น ในผู้ป่วยเอดส์) ภาวะทางจิตวิญญาณของบุคคลก็อาจจะดีก็ได้ ทั้งนี้ก็เพราะสมรรถนะด้านจิตวิญญาณเป็นผู้ให้ความหมาย และภาวะเดียวกันก็อาจมีความหมายต่างกันไปได้ขึ้นกับ “the why” ที่สมรรถนะด้านจิตวิญญาณเป็นผู้เลือกและนำมาใช้

ในจุดนี้ทำให้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับความหมายของ “จิตวิญญาณ” อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า “จิตวิญญาณ” ที่ท่านเหล่านี้ใช้มีองค์ประกอบร่วมกันคือเป็นเรื่องของความหมายโดยรวมของชีวิตและสัมพันธ์กับการเลือกคุณค่าเป็นเป้าหมาย นั่นคือ ประเวศ วะสี เห็นว่าจิตวิญญาณด้านหนึ่งที่เรียกว่า “ปัญญารู้เท่าทัน” นั้นครอบคลุมถึงระดับโลกทัศน์และวิธีคิด ขณะที่ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี เห็นว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องของการค้นพบและเรียบเรียงความคิด ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการเรียบเรียงเพื่อให้เห็นภาพรวม โดยภาพรวมนั้นสัมพันธ์กับเป้าหมายของชีวิต และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เห็นว่าจิตวิญญาณก็คือเรื่องของ “the why” ดังกล่าวแล้ว

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบทบาทของจิตวิญญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นว่าสำหรับภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสีแล้ว สติปัญญาดูจะเป็นสมรรถนะที่มีบทบาทที่ประเวศ วะสี และโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ เห็นว่าเป็นบทบาทของจิตวิญญาณ นั่นคือ การจัดการกับภาวการณ์ดำรงอยู่ อย่างไรก็ตาม อาจอธิบายว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นการเห็นความหมายและเลือกคุณค่าเป็นเรื่องที่สูงไปกว่าการคิดระดับสติปัญญา แต่ตัวจิตวิญญาณเองก็ต้องอาศัยการคิดระดับนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

]]>