ศักยภาพ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ศักยภาพ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (4) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า (ต่อ) https://thaissf.org/er084/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er084 Sun, 30 Nov 2014 23:48:54 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/30/er084/ ระหว่างกล้วยต้มกับกล้วยบวชชี ทีนี้คะแนนมันเท่ากัน คือ ๑๒ ต่อ ๑๒ ครูเลยบอกถ้าอย่างนั้นเด็กๆ เริ่มวางแผนว่าจะทำอะไร ระหว่างกล้วยต้มกับกล้วยบวชชี เพราะคะแนนเท่ากัน เด็กบอกว่าอยากทำทั้ง ๒ อย่าง ถ้าอย่างนั้นเราทำ ๒ อย่างเลยดีไหม เด็กๆ ดีใจ วันทำกิจกรรมเด็กมาเรียนกันครบ เราก็ถือโอกาสว่าก็กล้วยเหมือนกัน คงทำไม่ยากหรอก ก็เลยทำ

ทีนี้ครูชมพู่ให้เด็กลองคิดว่า กล้วยต้มน่าจะมีวัตถุดิบอะไรบ้าง ก็ให้เด็กช่วยกันตอบ แล้วเขียนไว้บนกระดานว่ามีอะไรบ้าง กล้วยบวชชีมีอะไรบ้าง ให้เด็กลองพูดมา ครูก็เขียนชื่อไว้ เสร็จแล้วถามว่าแล้วจะเตรียมอะไรมาดี แต่ละคนบอกว่า เตรียมน้ำตาล เตรียมกะทิ ครูบอกว่าไม่ต้องเอามาเยอะนะคะ เอามาแค่นิดเดียวก็พอ เพราะว่าเพื่อนเราในห้องเยอะมาก ถ้าสมมติว่าหนูมีกะทิแล้ว หนูซื้อมาแค่กล่องเดียว หนูไม่ต้องเอามาเยอะ มีอีกคนบอกว่าบ้านหนู คุณยายปลูกต้นกล้วยเหมือนที่คุณครูเอามาเลย หนูเอามา ๒ อย่างได้ไหมคะ เลยบอกตามใจแล้วกัน จะไม่บังคับว่าต้องเอามา ตามความสมัครใจ ทีนี้นัดเด็กเลยว่า พรุ่งนี้เราจะทำอาหารกัน ครูเป็นคนเตรียมกระทะ เราจะใช้กระทะไฟฟ้า ไม่ใช้หม้อ เพราะไม่มีเตาแก๊ส

วันต่อมาอุปกรณ์ก็ยังไม่ได้ครบ เด็กบอกว่าหนูลืมเอามา แล้วก็มีบางส่วนที่ผู้ปกครองโทรมาถามว่าคุณครู จะพาเด็กทำอะไร เพราะว่าผู้ปกครองบางท่าน เขาส่งลูกที่หน้าประตูแล้วก็ไป บางครั้งให้ญาติมารับ จึงไม่ค่อยได้สื่อสารกัน ใช่ไหมที่บอกให้เขาเตรียมกล้วย เตรียมอะไร อธิบายให้ผู้ปกครองฟัง ส่วนมากผู้ปกครองให้ความร่วมมือ วันที่นัดบอกว่าวันพรุ่งนี้ เราจะทำ แต่ก็ไม่ได้ทำ เพราะว่าอุปกรณ์ไม่ครบ ก็ยืดหยุ่นให้เด็ก บอกว่าพรุ่งนี้เราค่อยทำ ให้เด็กเขียนในสมุด ให้วาดรูปว่าสิ่งที่ต้องเตรียมมา อย่างเช่น กล้วย บางคนเตรียมกล้วยมา ก็ให้เขาวาดรูป แล้วก็เอาไปให้ผู้ปกครองดูว่า วันนี้หนูจะทำกล้วยมานะคะ คุณครูบอกว่าเอามาแค่ครึ่งหวีหรือ ๕ ลูกก็พอ

พอวันที่ ๒ ก็ได้ทำจริงๆ อุปกรณ์ทุกอย่างครบ เพราะว่าเตรียมตัวมา ๒ วันแล้ว ทีนี้ก็มาสร้างข้อตกลงกับเด็กก่อน พอได้ชื่ออาหาร ครูชมพูก็ให้เด็กจับกลุ่มเอง ให้จับตามชื่อผลไม้ วันนั้นแค่ ๔ กลุ่ม ครูก็เขียนชื่อไว้ ใครอยากจะอยู่กลุ่มอะไร ให้เด็กจัดการกันเอง เผอิญว่ามีเด็กอยู่ ๕ คน เพื่อนไม่เลือก เรามี ๔ กลุ่ม ครูเลยถามไปว่าเด็กๆ คิดว่าเพื่อน ๕ คน เขาจะไปอยู่ที่ไหนกันดี ก็เริ่มมีอาสาสมัคร แต่ละกลุ่ม มีลักษณะเพื่อนช่วยเพื่อนเริ่มเข้ามาแล้ว ทักษะสังคมเด็กเริ่มได้แล้ว ครูก็เลยบอกเด็กว่าทุกคนเป็นเพื่อนกันต้องรักกัน ต้องให้ความช่วยเหลือเพื่อน ไม่ใช่ว่าคนนั้น คนนี้ไม่เก่ง ไม่ใช่เราเก่งอยู่คนเดียวต้องช่วยเพื่อนด้วย เขาจะฟังคำเราพูด แล้วเด็กจะพูดขึ้นมาว่า ทำไมไม่เอาเพื่อนไปอยู่ด้วย คือเขาจะพูดคุยกันเอง แต่ในระหว่างนี้ครูก็ฟังเขาพูด

วันที่สามได้ทำ เพราะมีอุปกรณ์ครบ ใช้อุปกรณ์จริง ครูชมพู่ก็วางอุปกรณ์ไว้ทุกอย่าง ถามเด็กว่า เด็กๆ คะ ลองดูสิว่าอุปกรณ์เรามีอะไรบ้าง เด็กเขาก็จะบอกว่ามีกะทะไฟฟ้า มีหม้อ มีมีด มีอะไรหลายอย่างที่เขาเห็น ถามต่อว่า ลองดูสิว่ามีอะไรบ้างที่เป็นอันตราย เด็กเขาก็จะบอกว่ามีมีด มีกระทะไฟฟ้า มันเกี่ยวอะไรคะ สมมติว่าคุณครูเสียบปลั๊กไฟ จะเกิดอะไรขึ้น เด็กบอกว่า ถ้าสมมติว่าเราไม่ใส่รองเท้ามันก็ซ๊อตเรา เราก็เลย เอ๊ะ..เขาคิดได้ ที่นี้จะมีเด็กบางคนมาโรงเรียน ชอบถอดถุงเท้า ครูก็ใช้กลเม็ดบอกว่า ใครถอดถุงเท้า ครูจะเก็บเงินข้างละ ๑๐ บาท ตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครกล้าถอดถุงเท้าเลย จะใส่ให้เห็นถึงตอนกลับบ้าน มีเด็กคนหนึ่งค่อนข้างซน เขาก็ไปจับมีด คุณครูก็บอกว่าระวังหน่อยสิ ระวังมันจะบาดมือหนูนะ เราก็เลยแทรกเข้าไป เรื่องการส่งมีดทำอย่างไร ถ้าส่งไปแบบนี้เป็นอย่างไร ถ้าส่งอีกแบบเป็นอย่างไร พยายามชวนคุยให้เขาซึมซับไป จะไม่บอกไปตรงๆ และพอพูดจบ เด็กจะเอาอุปกรณ์มา เอากระต่ายขูดมะพร้าวมา ที่ขูดก็เป็นอันตรายอยู่จึงสอนวิธีใช้ พอครูชี้แจงสร้างข้อตกลงอะไรกับเด็กเรียบร้อยแล้ว ครูก็สาธิตให้เด็กดู คือแบ่งกลุ่มไว้ แล้วแต่ละกลุ่มช่วยกัน ตอนสาธิตก็มาดูคุณครูก่อนว่าวิธีการทำอย่างไร กว่าจะมาเป็นกล้วยต้ม เด็กๆ ช่วยกันเอากล้วยออกจากหวี ยังไม่ปลอกเปลือก สอนวิธีการปลอกเปลือกกล้วย เด็กจะช่วยกัน มันจะมีกลุ่มหนึ่งที่เถียงกัน หนูไม่ได้ทำเลย อิงทำก่อนหนูอีก ก็มาฟ้องครู ครูก็เลยว่าไหนลองทำใหม่ซิ หนูมีกล้วยอยู่ ๑ หวี ใช่ไหม หนูจะทำยังไง เพื่อนมี ๔ คนเอง กล้วยมี ๑๐ กว่าลูก จะทำอย่างไรให้ได้ทำทุกคน

ที่นี้แต่ละกลุ่มก็มีการจัดการ จัดระบบของตัวเอง เกิดผู้นำ ผู้ตามโดยอัตโนมัติ พอได้กล้วยเสร็จก็จะบอกให้มาดูวิธีการต้มกล้วยเป็นอย่างไร ครูก็อธิบายเชิงเปรียบเทียบ สมมติว่ามือเราเปียก เราไปเสียบปลั๊กไฟได้ไหม เด็กบอกไม่ได้หรอกครูต้องเช็ดมือก่อน เพราะครูให้เตรียมผ้าขี้ริ้วมาด้วย มาเช็ดมือ และถามต่ออีกว่าถ้าเกิดไฟรั่วบริเวณนั้น จะทำอย่างไร เพราะอุบัติเหตุเกิดได้ตลอดเวลา เป็นการสอนเรื่องของการตัดสินใจให้เด็กด้วย และเราก็ได้เรียนรู้กับเด็ก

ทีนี้ทุกอย่างขั้นตอน ครูก็อธิบายให้เด็กฟัง แต่สะดุดตรงที่ พอครูต้มกล้วยหม้อแรกผ่านไปประมาณ ๑๕ นาที เคยบอกเด็กว่าถ้าเปลือกกล้วยเป็นสีดำ แสดงว่าสุกแล้ว จริงๆ ครูเองก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดเอาเอง สักพักเด็กบอกว่าเปลือกมันสีดำแล้วค่ะ สงสัยจะสุกแล้วค่ะ ครูก็หรี่ไฟลง เดี๋ยวเด็กๆ ปลอกเปลือกกล้วยดู แล้วชิมว่ารสชาติเป็นยังไง ถามไปว่า สมมติกล้วยต้มใหม่ๆ มันร้อนมาก เราทำยังไงมือเราถึงจะไม่พอง เด็กบอกว่าหรี่ไฟลง แล้วทิ้งไว้สักพัก มันก็จะหายร้อนเองค่ะ มีหลายคนที่บอกว่า คุณครูก็เอาไปใส่ในน้ำสิคะ จะได้ไม่ร้อน จริงๆ แล้วครูก็บอกว่าจะเอาไปน้ำ แต่เด็กตอบก่อน แสดงว่าเด็กมีความเข้าใจ และจากประสบการณ์เดิมด้วย ครูก็ให้เด็กไปตักน้ำใส่ถังมา และให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในการเอากล้วยมาใส่ถัง และครูก็แบ่งกล้วยประมาณ ๑๐ ลูก ให้แต่ละกลุ่มได้มีโอกาสไปปอกเปลือกกล้วย ตอนนี้มาถึงขั้นตอนการฝานกล้วย มีบางกลุ่มที่ทำชิ้นใหญ่มาก เด็กถามว่าทำชิ้นใหญ่ได้ไหมคะ บอกได้ แต่ลองคิดดูนะคะ ถ้าสมมติเราเอามาผสมกับน้ำตาล และกะทิแล้วมันจะเป็นอย่างไร เด็กบอกมันก็ไม่เข้าถึงกล้วย ครูบอกว่าลองทำชิ้นเล็กๆ ดูสิว่าจะเป็นอย่างไร แต่ว่าแต่ละกลุ่มทำไม่เหมือนกัน บางกลุ่มชิ้นใหญ่ บางกลุ่มก็ชิ้นเล็ก ครูก็เลยบอกลองชิมดูซิว่ากล้วยหวานหรือเปล่า บางคนบอกทำไมมันฝาดล่ะครู ซึ่งครูก็ไม่ทราบว่ามันจะฝาด ครูก็ตกใจ เพราะมันฝาดทุกลูกเลย ก็เลยถามเด็กว่า แล้วเราจะทำยังไงให้กล้วยมันหวาน บางคนบอกว่าใส่น้ำตาลสิครู บางคนก็บอกว่าลองต้มใหม่ไหม ครูจึงให้นักเรียนลองต้มใหม่ คือครูคิดและเรียนรู้ไปกับเด็กด้วย และลองเผื่อใจด้วยว่า ถ้าใช้เวลานานแล้วกล้วยยังไม่หวานแล้วเราจะทำยังไงต่อ ครั้งนี้ลองต้มครึ่งชั่วโมง

ระหว่างที่รอหม้อที่สอง ครูชมพู่ก็ให้เด็กเอากล้วยหม้อแรกไปทำเป็นกล้วยบวชชี เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงผิวของกล้วยดำสนิท ทีนี้เด็กๆ มาช่วยครูปลอกเปลือกกล้วย แล้วฝานกล้วย ครูก็เลยชิมก่อน เผอิญว่ามันหวาน ให้เด็กลองชิม เด็กก็บอกว่าหม้อที่สองหวาน ครูลองชิมทั้ง ๔ กลุ่ม หวานและหอมใบเตยด้วย เด็กก็ยังจำได้ว่า ครูชมพู่ต้มกล้วยหม้อแรกฝาด พอเสร็จแล้วจะเห็นว่าเด็กได้มีโอกาสเตรียมอุปกรณ์ ได้ใช้กระต่ายขูดมะพร้าว ทำเองทุกอย่าง ให้เด็กช่วยกัน พอถึงช่วงสรุปขั้นตอนหลังทำเสร็จแล้ว ครูให้กระดาษเด็กไป ๑ แผ่น แล้วก็ทดลอง สมมติว่ากลุ่มนี้มี ๔ คน ก็ให้ทั้ง ๔ คน ยกผลงานไปให้คุณครูท่านอื่นชิม ท่านไหนก็ได้ ๓ ท่าน แล้วก็ให้ครูเขียนในกระดาษว่าเป็นอย่างไร แล้วจะมีคนมาบอกครูว่า เด็ก ๆ เข้าไปแบบไหน เขาก็บอกว่าเด็กเข้าไปแล้ว บอกว่าคุณครูช่วยชิมให้หน่อยว่าเป็นอย่างไร ทีนี้ครูเขาถามว่าแล้วหนูมีส่วนร่วมยังไง ในการทำขนมบ้าง เด็กก็จะเล่าให้ฟัง ซึ่งในจุดประสงค์ของครูก็ไม่ได้หวังว่ามันจะอร่อยยังไง แต่อยากให้เด็กเข้าไปแล้วลองใช้ทักษะตัวเองว่า เราจะมีวิธีการไปขอความคิดเห็นจากครูยังไงบ้าง

พอเสร็จตรงนั้นเที่ยงวันพอดี เลยยังไม่สรุปออกเป็น Mind Mapping ให้เด็กเอาผลงานของตัวเอง พวกกล้วยต้ม กล้วยบวชชี เป็นของหวานประจำวันไปเลย วันนั้นไม่มีของหวาน เลยได้ให้เพื่อนอีกห้องได้ชิม เด็กๆ เขาชื่นชมผลงานตัวเอง ว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม และบอกได้ว่าตัวเองทำอะไรบ้าง เช่น ขูดมะพร้าว ฝานกล้วย เด็กก็มาขอเราว่าวันหลังทำอีกนะคะครู แล้วเด็กก็ได้ชื่นชมถึงแม้หม้อแรกมันจะฝาดหน่อย

หลังจากเด็กตื่นนอนกลางวัน ครูชมพู่ก็กลับมาทบทวน คือให้กระดาษคนละ ๑ แผ่น บอกให้ลองวาดรูป เมื่อเช้านี้ เรามีโอกาสได้ช่วยเหลือเพื่อนในการเตรียมอุปกรณ์อย่างไรบ้าง บางคนก็จะวาดตัวเองนั่งขูดมะพร้าว บางคนก็ปลอกเปลือกกล้วย เขาก็จะถ่ายทอดเป็นเรื่องราวรูปภาพออกมา เราก็ไม่ได้คิดว่าเขาจะวาดออกมาสวยหรือไม่สวย แต่ต้องการให้เราสื่อสารว่า เขาช่วยอะไรเพื่อนบ้างในกลุ่ม พอเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกหน้าหนึ่ง ให้เขาวาดวิธีขั้นตอนในการทำกล้วยต้ม และกล้วยบวชชี ให้เด็กพับครึ่ง ฝั่งนี้เป็นกล้วยต้ม ฝั่งนี้เป็นกล้วยบวชชี วิธีขั้นตอนของกลุ่มหนูทำแบบไหนบ้าง ช่วยวาดรูประบายสีให้ครูดูหน่อย เด็กก็วาดรูปและระบายสีภาพเรียบร้อย เท่านั้นไม่พอ คือเด็กในห้องจะมีบางคนที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าสื่อสาร เราต้องการให้เขาพูดสื่อสาร แค่สวัสดีแล้วยกมือไหว้ก็พอใจแล้ว

ทีนี้ก็เลยให้เด็กออกมาเล่าว่า ตนเองทำอะไรในกลุ่มบ้าง เด็กก็จะออกมาพูด แต่จะมีอยู่ ๑-๒ คน เขาไม่กล้าพูด ครูชมพู่เลยถามว่าทำไมหนูไม่พูด ทำไมไม่ออกไปคุยว่าตัวเองทำอะไร เขาบอกว่าเขาทำแค่ ๑ อย่างแค่ช่วยครูเอากล้วยออกจากหม้อเฉยๆ เขาก็เลยไม่กล้าพูด กลัวคุณครูว่า ครูเลยบอกว่าทำมากทำน้อย ก็ทำเหมือนกันใช่ไหม ก็เลยพูดในห้องให้เพื่อนคนอื่นได้ยินด้วย เพราะว่าถึงจะทำแค่หนึ่งอย่าง ก็มีส่วนร่วมในห้อง คือมันจะมีคละกันไป เด็กบางคนที่กล้าพูดและไม่กล้าพูด

จากกิจกรรมนี้ก็ทำให้ตัวครูรู้ว่า แค่ประเด็นเดียวเด็กก็กล้าที่จะพูด กล้าสื่อสารเขาทำอะไรได้บ้าง ถึงแม้เขาจะวาดรูปไม่สวย ครูก็บอกว่าครูก็วาดรูปไม่สวย หนูวาดสวยกว่าครูอีก มีขาด้วยถ้าหนูใส่เสื้อผ้าให้รูปภาพของหนู เขาจะน่ารักกว่านี้ เขาจะไม่โป๊ด้วยนะ เด็กก็เริ่มใส่เสื้อผ้าให้รูปตัวเอง จากเด็กบางคนที่ไม่กล้าพูด เพราะว่าตัวเองช่วยนิดเดียว แต่สามารถพูดสื่อสารกับเราได้ ว่าเขาทำอะไรบ้าง คือเราพอใจในสิ่งนี้แล้ว ไม่จำเป็นต้องทำ ๑๐ อย่าง ๕ อย่างเท่ากับเพื่อน แค่หนูทำได้แค่นี้ก็พอแล้ว ตามศักยภาพของหนูนั่นแหละ…”

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (4) https://thaissf.org/sh096/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh096 Thu, 30 Oct 2014 12:48:58 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/30/sh096/ หัวหน้างานหรือผู้บังคับบัญชาอนุญาตให้เข้าร่วมวง และตัวเจ้าหน้าที่เองเกิดความเข้าใจ

“…หลังจากอบรมกลับไปก็ไฟแรง เอาก็คุยกับเจ้าหน้าที่เราก่อนว่าไปแล้วเราได้อะไรบ้าง น้องก็อยากมาแลกเปลี่ยนว่า อยากมาคุยกันบ้าง เราก็ทำเลย เพราะเดิมเรามีการนั่งคุยกันอยู่แล้ว แต่เราปรับให้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ให้ทุกคนได้พูดเรื่องที่ตัวเองทำกับคนไข้แล้วคนไข้ประทับใจ…”

ธัญลักษณ์ มุ่งเอื้อมกลาง รพ.สต.ท่าจาม อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี

“…ผมมีตำแหน่งผู้จัดการโครงการ รพ.สต. โครงการทั้งหมดที่มาก็จะผ่านผมก่อน ปีๆ หนึ่ง 20 โครงการได้ วิธีเลือกสถานที่ผมก็ใช้เอาตามความสะดวกของเขา ก่อนที่จะทำโครงการผมก็จะลงไปก่อน เช่นผู้พิการ ผมก็จะลงไปสอบถามผู้ดูแลกับผู้พิการก่อน ว่าสะดวกตรงไหนอย่างไร ผู้พิการบอกว่าสะดวกที่ รพ.สต. ก็จัดที่ รพ.สต. ส่วนของโครงการสุขภาพดีวิถีไทย จัดที่มัสยิด เพราะเขาสะดวกที่มัสยิด…”

รูสลาม สาร๊ะ รพ.สต.ตะโล๊ะหะลอ อ.รามัน จ.ยะลา

“…ของขอนแก่น พอเราไปอบรมมาเราก็บันทึก แต่นอกจากจะบอกถึงข้อเสนอว่าจะทำอะไรต่อไป เราจะบอกถึงประโยชน์ที่จะได้รับไปด้วย ว่าถ้าทำอย่างนี้แล้วจากประสบการณ์ที่เราไปเรียนรู้ที่เราไปรับฟังมา จะเกิดประโยชน์อย่างนี้แหละ และบุคลากรจะได้รับการพัฒนาศักยภาพที่ตรง เราก็เขียนไป ก็ทำประมาณนี้…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

“…เราอยากทำกับพยาบาลเวชปฏิบัติด้วยกัน เราก็เริ่มจากพี่ที่เราสนิท ก็เริ่มพูดโน้มน้าว ว่า ลปรร. เป็นยังไง มีประโยชน์ยังไง จะเอามาทำกับกลุ่มไหน เราก็ให้พี่เค้าไปพูดต่อ ใครสนิทกับใครก็ไปพูด เรามาลองคุยกันเป็นกลุ่มเป็นเครือข่ายพยาบาล มีคนถามว่าหัวหน้าจะเห็นด้วยไหม เราก็คิดว่าเราจะทำเป็นลายลักษณ์อักษร ทำข้อตกลงว่าเราจะทำอะไรบ้าง มีหลายเรื่อง 13 ข้อ รวมเรื่องอื่นๆด้วย หนึ่งในนั้นมี ขอจัด ลปรร.เดือนละ 1 ครั้ง ในวันราชการ ซึ่งต้องเกี่ยวข้องกับ รพ.ด้วย เพราะถ้าอำเภอจัดความต่อเนื่องจะน้อย แต่ถ้ารพ. เป็นคนจัดจะมีความต่อเนื่อง โดยการจัดในนาม CUP

เราก็เอามาคิดว่าเราจะเข้าหาใคร ก็เลือกพี่จี เป็นหัวหน้า OPD ที่สนิทที่สุด ใครๆก็นับถือ กับหัวหน้าฝ่ายการฯ เข้าไปพูดเอง บอกว่ามันเป็นการพัฒนางานด้านการพยาบาล แล้วเราขับเคลื่อนไม่ได้ถ้าขาดผู้อำนวยการเองก็ไม่มีน้ำหนัก อยากให้พี่ช่วย พี่เค้าก็บอกว่าดีแล้ว ก็ไปคุยกับ ผอ.ให้ เค้าก็ถามว่าจะใช้งบประมาณเท่าไหร่ ก็เลยขอแค่ค่าเบรค เพราะเรากินข้าวเที่ยงด้วยกันอยู่แล้ว

พอ ผอ.เห็นด้วย ก็ให้เขียนโครงการ เราเป็นคนเขียนเองแต่ใส่ชื่อพี่จีเป็นคนรับผิดชอบ เป็นการให้เกียรติพี่เค้า ชื่อโครงการ เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสนับสนุนด้านการพยาบาลของกลุ่มพยาบาลเวชปฏิบัติ จ.เลย แล้วส่งให้ สสจ. ลงนามอนุมัติ…”

น้ำค้าง สาระแสน รพ.สต.อาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย

วางทีมงานจัดวง ลปรร.

จากจุดเริ่มต้นเกิดวิทยากรระดับจังหวัด เมื่อกลับไปในพื้นที่ หลายแห่งสร้างพัฒนาและหาทีมงานทำวง ลปรร. เช่น

– อบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการเป็นวิทยากร ลปรร. ที่สามารถไปจัดวง ลปรร.ต่อได้

– หาทีมงานเพิ่มเติมจากงานที่รับผิดชอบ เช่น งานพัฒนาคุณภาพ งานบริการปฐมภูมิ

– หาทีมงานเพิ่มเติมจากผู้สนใจ มีใจที่อยากทำ อยากเรียนรู้

“…ของราชบุรี ก็มอบมาที่กลุ่มงานฝ่ายพัฒนาบุคลากร และภายใต้กลุ่มงานนี้มีคณะทำงานที่ดึงมาจาก QRT แต่ละอำเภอ ทั้งหมด 5 คน มาอยู่ที่นี่…”

จินตนา นาคงาม รพ.โพธาราม จ.ราชบุรี

“…ศรีสะเกษ เวลาเลือก ต้องโทรขอ ผอ.เขาก่อน ต้องเรียนผู้บังคับบัญชาเขาก่อน QRT ของศรีสะเกษ มีประมาณ 20 คน ถ้าในตัว สสจ. เองคือหัวหน้าฝ่าย และคนผู้รับผิดชอบ อย่างเป็นเภสัช เราก็ต้องคุยกับเจ้าตัวและให้หัวหน้าเขารับทราบก่อน ทีมอำเภอจาก รพ.ชุมชน ก็ต้องโทรเรียน ผอ.ก่อน บอกว่าจะจัดเรื่องคุณภาพของจังหวัด ผอ.ราษีไศล จะบ่นว่าเอาแต่ลูกน้องมา อย่างสถิต เป็นระดับอาจารย์ระดับจังหวัด จะมีทุกงาน จะประกวดอะไรต้องมีสถิตเป็นกรรมการ เขาจะรู้เลยว่าเวลาเราตั้งก็จะสนิทเหมือนกัน ต้องคุ้นเคยก่อน เราก็โทรหาเจ้าตัว เขาก็จะตอบว่าขอ ผอ.ให้ก่อน พอเราคุยกับผู้บริหาร โอเค ก็ทำคำสั่งแต่งตั้งเขาออกไป พี่เขาก็ให้ความร่วมมือดี ส่วนใหญ่เป็นพี่ๆ ที่มีประสบการณ์เยอะ พอขึ้นมาเป็นทีมนำของจังหวัด พอเราให้ตำบลมา ด้วยความที่มีความเชื่อถืออยู่แล้ว พอเราปล่อยพวกพี่ๆ ดูแลกลุ่ม เราแบ่งให้ระดับอำเภอดู เขาก็โอเค ค่อนข้างดี…”

จิราพรรณ โพธิ์กำเนิด สสจ. ศรีสะเกษ

“… ที่ระนอง นอกจากมีใจที่เสียสละ มีใจรักแล้ว ยังมองถึงคนๆ นั้นที่จะมาเป็น QRT ได้ มีความมั่นใจแค่ไหน รู้จักแบ่งปันให้ไหม เพราะว่าถ้าเกิดไปดูงานของน้อง มีแต่ติ แสดงว่าใช้ไม่ได้แล้ว ไม่ใช่มีการแบ่งปันกัน ไปเพื่อการจับผิด และสิ่งสำคัญที่สุดต้องยอมรับได้ด้วยว่า มันจะ Feedback จากข้างล่างหรือข้างบนเราต้องรับได้… ”

ศจี ชูศรี สสอ.เมือง จ.ระนอง

“…ขอนแก่นจะดูที่เขาเป็นคนชอบประสานงานและบริหารจัดการ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ถ้าเขามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับเจ้านายเขา หรืออะไรด้วย ถ้าเขามีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี กับเจ้านายเขา เช่น กับผอ.หรือสสอ. ถ้าเขาได้ทำอะไรจะได้รับการสนับสนุน ก็จะเลือกประมาณนี้ ขอนแก่นมีประมาณ 15-16 คน…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

หลังจากได้ทีมงานแล้ว มีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบตามตำแหน่งของกระบวน ลปรร. คือ ผู้นำกระบวนการ ลปรร.หรือกระบวนกร (facilitator) ผู้บันทึก ผู้ดูแลประสานงาน ตามความถนัดและความสมัครใจ และด้วยแต่ละคนต่างมีประสบการณ์ ทัศนคติเกี่ยวกับกระบวนการ ลปรร. หลากหลายจากหลายสถาบัน จึงมีการจูนเป้าหมายและวิธีการ ลปรร. ให้ไปในทิศทางเดียวกัน

“…สืบเนื่องมาจากปฐมภูมิ การอบรมผู้นำกระบวนการจากหลายแหล่ง เช่น CUP ละ 1 ล้านบาทของระนองจะคัด Core team จาก 2 อำเภอ ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไข อำเภอกะเปอร์ กับ กระบุรี อบรมโดย มสช. พอ มสส.มาก็มีจังหวัด อำเภอ คน รพ.สต. เอา CUP กระบวนการมารับรู้ไม่เหมือนกัน ของ มสช.จะอ่อนๆ ทาง มสส.จะเข้มข้น แบบได้กระบวนการที่ชัดเจน ตัวเองเป็น core team ของเขาทั้งสอง คืออยู่ตรงกลางจะรู้เลยว่าอันไหนดีไม่ดี ก็จับทีมชุดโน้นกับทีมชุดนี้มารวมกัน ก็จะมี core team 9 คน ที่ทำ ลปรร. เราก็เอาทั้งหมดมาสอนกระบวนการให้ไปเป็นเนื้อเดียวกัน ต้องมา concept นี้ และเอาเอกสาร ถ่ายทอดกระบวนการ พอเสร็จแล้วเขาก็จะรู้ว่า ต้องทำกระบวนการตามนี้…”

บุษกร อุ่ยเต็งเค่ง สสจ.ระนอง

นอกจากหาทีมงาน ยังเพิ่มศักยภาพทีมงานให้เข้าใจหลักหรือแนวคิดของกระบวนการ ลปรร. ได้ชัดเจนและเข้มข้นมากขึ้น ด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งส่งไปอบรมเพิ่มเติมความรู้ หาความรู้จากเอกสาร จาก อินเทอร์เน็ต จากนั้นมาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

“…ทีมจะมีการประสานกันไม่ว่าจะเป็นทางโทรศัพท์ ทางอีเมล์ ในเรื่องของเนื้อหาต่างๆ บางทีจังหวัดไปประชุมมาเขาได้เนื้อหาใหม่ๆ มา เขาก็จะส่งมาให้อ่าน เพื่อที่จะได้เรียนรู้เพิ่มเติม และการนัดหมายก็จะนัดกัน และประชุมเพื่อที่จะวางแผน เรื่องของการพัฒนาคน ว่าจะทำอย่างไร จะทำระบบอย่างไร…”

จินตนา นาคงาม รพ. โพธาราม จ.ราชบุรี

“…ถ้าจะให้บอกว่าเกิดกระบวนการพัฒนาอย่างไร เกิดจากที่ว่าพอเป็น QRT แล้วทุกคนมีโอกาส ที่จะได้เข้าวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหรืออำเภอหรือจะเป็นอำเภอและมาที่จังหวัด เมื่อไหร่ที่มีวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หรือจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไหน คนเหล่านี้จะถูกเชิญเข้ามา มาในฐานะเข้ามาช่วยเป็น fa. หรือ co-fa. มาในฐานะ observer หรือมานั่งในวง ถ้าเราทำหลายๆ ครั้งก็จะเกิดทักษะทำวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเกิดความรู้สึกว่าสิ่งที่เราได้รับจากวง เหมือนบุญ และเราก็เอาบุญไปถ่ายต่อ และมาบอกเล่าแบบนี้ มันก็เลยทำให้ QRT ได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (15) https://thaissf.org/er046/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er046 Fri, 22 Aug 2014 02:28:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/22/er046/ …มีเด็กคนหนึ่งนะมองแล้ว คือ มันเป็นเด็กลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศที่แบบไม่ทำอะไรเลย มองดูแล้วเด็กคนนี้ไม่มีความสามารถ คือ มองไม่เห็นจุดเด่นของนักเรียน เราต้องเอาเด็กคนนี้มาทำให้เขามีจุดเด่น คือ เด็กบางคนเนี้ย คือ เค้าสามารถแต่งหน้าแต่งตาได้นะครับ คือ สามารถทำอาชีพของเขาได้ ให้เด็กมันอยู่ในกรอบตรงนี้อย่างเด็กนักเรียนที่กลับไป เด็กเราจะต้องไปแสดงงานช้างเนาะ คือ เด็กสามารถแต่งหน้าทำผมได้ คือ สามารถไปประกอบอาชีพได้เลย คือ เด็กพวกนี้เค้าจะมีจุดเด่นแต่ละตัวๆ แต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายกันนะครับ แต่เด็กคนนี้เรามองไม่เห็นก็มาคุยกันว่าคนเนี้ยมองมาหลายครั้งแล้วนะ ซึ่งยังมองไม่เห็นว่าเค้ามีจุดเด่นอะไรเพราะฉะนั้นเราต้องดึงเค้ามา ให้เค้ามีจุดเด่นในตัวเอง แล้วสามารถทำงานร่วมกับสังคมได้…

หรือลองพิจารณาข้อความจากการสนทนาชุดเดียวกันนี้

…เหมือนครูปานจะเป็นคนเหมือนมีแมวมอง มีสายตาว่า ครูปานจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งฝึกเด็กกลุ่มนี้ให้ไปสู่ยอดได้ เหมือนกับอะไรละ กว่าจะหาเพชรสักเม็ดหนึ่ง ครูปานต้องใช้ความสามารถตรงนี้มากๆ แล้วก็ครูปานก็จะทุ่มเวลา เสียสละ ตอนเช้าก็ต้องมาแต่เช้าใช่ไหมคะ แล้วตอนเที่ยงอีก หลังจากที่ตัวเองสอนภาษาอังกฤษ จะต้องเตรียมภาษาอังกฤษด้วยใช่ไหมคะ แล้วยังเอาเวลามาฝึกเหมือนกับครูดา ที่สอนอนุบาล แต่ไปฝึกเล่านิทาน แล้วได้ชนะระดับกรุงเทพฯ อย่างเนี้ยคะ ความเสียสละ ความทุ่มเท เห็นมากๆ เลยนะคะ ชื่นชมตรงนี้คะ…

…มีความเชื่อนะคะว่า ไม่ว่าอะไร ถ้าเราทำแล้วมันจะต้องดีขึ้นแน่นอน อันนี้เชื่อคะ แต่ว่าจะดีระดับไหนนั้น ก็แล้วแต่ศักยภาพของบุคคล ถูกไหมคะ บางคนเราก็จะสอนครั้งเดียวเขารู้ หลายครั้งถึงจะรู้ หรือว่าสอนไปตั้งนานจนเราลืมไปแล้ว ถึงจะเกิดอะไรอย่างเนี้ยคะ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่ออยู่ตลอดก็คือ ไม่ว่าเขาจะนำมาใช้ในขณะนั้น ให้เราได้เห็น ได้ชื่นใจหรือไม่ แต่ว่าส่วนหนึ่งที่ตกตะกอนอยู่ในตัวเขาจะต้องมีแน่นอน…

…ชอบคำพูดพี่มากเลยว่าอะไรก็ตามที่เราได้ทำ พี่เชื่อว่ามันต้องตกตะกอนในตัวเขา ถ้าเราได้เริ่มต้นนะ มันเหมือนกับว่าอย่ายอมแพ้ตั้งแต่คิด ต้องทำก่อนแล้วถึงจะรู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดีนะคะ คือพี่กล้าที่จะทำอะไรบางอย่าง ที่ได้เรียนรู้ในการตัดสินใจบางอย่าง คือพี่มีพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกคนมีคุณค่า พี่ไม่ได้มองว่าเด็กคนนี้ไม่มีคุณค่า มองว่าทุกคนมีคุณค่า เพชรทุกเม็ดสามารถเอามาเจียระไนได้ มองเรื่องคุณค่าของคน…

ข้อความเหล่านี้แสดงถึงความลื่นไหลระหว่างคุณค่าของบุคคลกับคุณค่าที่ทุกคนมี กล่าวคือ มีการกล่าวถึงคุณค่าที่ทุกคนมีในความหมายที่ว่าทุกคนมีศักยภาพอะไรบางอย่างที่สามารถพัฒนากระทั่งเป็นคุณค่าของบุคคลได้ ดังนั้น แม้ยังไม่พัฒนาทุกคนก็มีคุณค่าแห่งศักยภาพนี้ แต่จะมีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่สามารถพัฒนาคุณค่าส่วนบุคคลได้ คุณค่าแบบศักยภาพนี้ในที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีไม่เท่าเทียมกัน อาจส่งผลเสียในด้านของการให้ความสนใจแต่คนเก่งได้

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (9) https://thaissf.org/sh041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh041 Tue, 12 Aug 2014 13:29:55 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/12/sh041/ ใช้ความทรมานทั้งกาย ทั้งความทุกข์ทรมานทางจิต…

หรือเชื่อว่าควรทำความดี เช่น

..ถามว่าผมมีศรัทธาไหม บอกว่าเคยมี ตอนนี้ไม่มีนะฮะ มีแต่ความเชื่อที่พร้อมจะเปลี่ยน เพราะว่าศรัทธาพอมันถึงจุดหนึ่ง ผมรู้ว่ามันเป็นอุปสรรคของการที่ทำให้เราต้องกำจัดบางอย่าง ก็เลยมีความเชื่อ ตอบอาจารย์จริงๆ เพราะไม่รู้จะตอบยังไงจริงๆ นะฮะ เพียงแต่ว่านั่นคือชีวทัศน์ของผม แล้วโลกทัศน์นั้นก็คือว่าเวลาโลกนั้นเกิดขึ้นอะไรคือความจริง…ก็ไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงเหมือนกัน แต่ว่าเรามีหน้าที่ต้อง contribute ในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อโลกนี้…

(ลปรร.ภาคกลาง)

หรือเชื่อในความดีและศักยภาพของคน

…เจ้าหน้าที่ของเราทุกคนที่มีจิตใจที่ดี แต่เพียงแต่ว่าใครจะมีโอกาสได้เรียนรู้ทุกข์ ซึมซับทุกข์ เข้าใจทุกข์ ของระบบได้มากกว่ากัน แล้วก็เอาทุกข์นั้นน่ะมาพัฒนา…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

…ไม่มีใครที่ไม่มีสิ่งดีในตัวเอง ทุกคนมีดีคือเวลามอง คือตัวเองจะเป็นคนที่น้องมาเล่าตลอดคนโน้นก็ไม่ดีคนนี้ก็ไม่ดีเนี่ยตัวเองจะดึงสิ่งที่ดีคือแต่เขามีดีตรงนี้นะเรามีความรู้สึกว่า น้องทุกคนจริงๆ มีส่วนดีเยอะแต่เป็นอารมณ์ เราก็พยายามว่าจริงๆ เขามีส่วนดีตรงนี้มีนะ ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีดีซะเลย แต่ถ้าตรงนั้นมาแล้วเป็นเหมือนประโยชน์กับคนอื่น เราก็ดึงมาสิ แต่ส่วนที่เขาไม่ดีหรือส่วนที่ไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่เขายังไม่สมบูรณ์ มันคงไม่ได้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ภายในวันสองวัน ถ้าสมมติเราส่งเสริมส่วนที่เขาดีขึ้นในส่วนที่เขาไม่สมบูรณ์ มันมีสิทธิ์ที่จะสมบูรณ์ไปเรื่อยๆ…

(ลปรร.ภาคกลาง)

เอาใจเขามาใส่ใจเรา

นอกจาก การคิดเชิงบวกแล้ว ยังมีอีกวิธีที่พบว่าใช้บ่อย คือ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เช่น

…เรามีแผลขนาดนี้ เราเจ็บแค่นี้ คนไข้มีแผลขนาดนั้นมันจะเจ็บขนาดไหน เราต้องนึกถึงว่าเราจะรักคนไข้ได้เนี่ย เราต้องรักตัวเราก่อน เราอยากให้คนไข้อยู่ในใจเราได้เนี่ย เราต้องไปนั่งอยู่ในใจคนไข้ก่อน เหมือนกันมันไม่มีอะไรเป็นสิ่งตายตัวตรงนั้นหรอกค่ะ ตัวตนของเรามันไม่มีแล้วล่ะ ว่าฉันเป็นพยาบาลนะ คุณเป็นคนไข้ ไม่ใช่ ถ้าเรามองภาพคนไข้ว่าคนๆ นั้นคือฉัน ฉันจะรู้สึกอย่างไร แล้วเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง…

…คิดว่าสมมติว่าเรา เป็นญาติเรา ถ้าไม่มีที่พึ่งเลย เราก็จะเคว้งนะคะ แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่มีคอยเป็นที่พึ่งให้เรา ก็น่าจะมีกําลังใจหรือมีแรงที่จะทําอย่างอื่นต่อได้… …ที่หอผู้ป่วยเราคิดว่าผู้ป่วยคือญาติพี่น้องเรา การให้บริการก็เหมือนเป็นญาติเรา คิดว่าเขาเป็นญาติเราคนหนึ่ง เอื้ออาทรทําทุกอย่างเต็มที่ ให้ความเท่าเทียมกัน ช่วยเหลือทุกอย่างที่เราสามารถจะทําได้…

…อย่าไปคิดถึงกลิ่น แล้วก็คิดว่าถ้าคุณลุงนี้คือพ่อของเรา ซึ่งด้วยตัวโรคนี่มันกำจัดกลิ่นไม่ออก วิธีการรักษาไม่หายเราจะทำยังไง…ก็ว่าถ้าเป็นคุณพ่อของเราๆ ก็ไม่มีทางเลือกต้องดูแล…

(ลปรร.ภาคกลาง)

วิธีการนี้เป็นการสร้างความมีความหมายด้วยการเชื่อมโยงสิ่งที่ประสบเข้ากับสิ่งที่มีความมีความหมายอยู่ก่อน เช่น ประสบการณ์ดั้งเดิม ความปรารถนาของตนเอง หรือบุคคลที่ตนเองเป็นห่วง วิธีการที่อาศัยหลักการเชื่อมโยงสู่สิ่งที่มีความหมายอีกวิธีคือการคำนึงถึงบทบาทหน้าที่หรืออุดมการณ์ของตนเอง

…จริงๆ ตอนผมอยู่ รพ.แพทย์เนี่ย อจ.ก็ มักจะสอนผมว่าให้เห็นใจคนไข้ ดูแลคนไข้ ทําอย่างนู้นอย่างนี้ สารพัดอย่าง แต่ในชีวิตจริงมันไม่มีน่ะฮะ มัน ไม่มีอย่างนั้นจริงๆ มันก็เลยทําให้ผมรู้สึกว่า เอ๊ะ ถ้าวันนึงเนี่ยผมมีโอกาสทําอะไรตรงนี้เนี่ย ผมก็จะพยายาม ทําให้มันดีที่สุด เผอิญตอนนี้ชีวิตผมมาถึงก็คือ บทบาทของผมตอนนี้ก็คือ เป็นพ่อ ผมมีลูกสาวหนึ่งคน นี่คือ ความรับผิดชอบสูงสุด ผมมีความรู้สึกเลยว่าผมจะต้องรับผิดชอบลูกสาวคนนี้จนกระทั่งเค้าโต อันที่สองคือคุณ แม่ผม ตอนนี้เป็นอัมพาตนั่ง wheel chair เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นความรับผิดชอบในฐานะลูก หน้าที่ที่สามของผมตอนนี้ก็คือ หน้าที่การเป็นหมอดูแลคนไข้และก็เป็น อจ.แพทย์ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของผมก็คือ ถ้ายังมี แรงและยังทําได้ก็จะทํา 3 หน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดนะครับ…

(ลปรร.ภาคเหนือ)

…ถ้าจะเป็นโค้ชหรือเป็นครูคุณต้องดีใจในความเป็นตัวตนของเด็ก นร. คนนี้ได้ ถ้าคุณจะเป็นหมอหรือเป็นพยาบาล คุณต้องมีจิตใจหรือความภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็นให้ได้…

…เค้าจะปลูกฝังตั้งแต่เข้าปีแรกจนถึงปีสุดท้ายเลยว่า คุณเป็นพยาบาลคุณต้องมีจรรยาบรรณอย่างนี้คุณมีหน้าที่ในการดูแลคนไข้ ในการช่วยเหลือ แล้วมันก็จะซึมซับไปในตัวของเราเองหน่ะค่ะ ว่าเราเป็นพยาบาลนะ เราต้องดูแลคนไข้ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมอะไรประมาณเนี้ยค่ะ…

(ลปรร.ภาคกลาง)

มีข้อสังเกตว่าในกรณีของบทบาทหน้าที่ ลักษณะการเข้าถึงอาจจะอยู่ในรูปของการประเมินสถานการณ์ โดยอาศัยมาตรฐานของบทบาทหน้าที่ที่เห็นว่ามีลักษณะตรงกับอุดมการณ์ ดังตัวอย่างข้างต้น แต่บางครั้งก็อยู่ในลักษณะการไต่ถามบทบาทหน้าที่ เนื่องจากเห็นว่าไม่ตรงกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นแก่นหรืออุดมการณ์

…แล้วเค้าก็มองว่าไอ้พวกนี้มันไปทำอะไร ไม่ใช่งานของมันเลยนะ ผู้ใหญ่เค้าจะมองอย่างนี้ ไอ้งานรณรงค์ เย้วๆ น่ะ งานส่งเสริม มันเป็นงานของเวชกรรมสังคม งานของชุมชน มันเป็นงานนอก เราเป็นพยาบาลทำไมเราไม่ดูแลคนไข้ตรงนี้ แต่พวกเรามองกันว่าทำไมเราไม่ลงไปดักซะตั้งแต่ก่อนที่จะเป็น ป้องกันผู้สูบรายใหม่นะ แล้วคนที่เป็นโรคแล้วให้หยุดได้ไม่ให้โรคลุกลามนะ ทำไมเราไม่ดูแลตรงส่วนนั้น ช่วยให้เค้าเลิกบุหรี่ได้…

(ลปรร.ภาคกลาง)

…คำว่าคนดีที่สังคมบอกว่าดีรึเปล่า คำว่าดีแล้วทำให้พี่ฮวงทุกข์มั๊ย พี่ฮวงคิดว่าตัวเองทุกข์ ทุกข์กับคำว่าความดีที่สังคมตีกรอบไว้ว่าดี แล้วเออ..ต้องเป็นพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ขาวสะอาด เป็นวิชาชีพที่สังคมยอมรับ แต่ว่าพอมาอยู่จริงๆ พี่ฮวงกลับคิดว่านี่เป็นการติดกรอบเพราะอยู่ในระบบอีก ที่ระบบถูกบีบให้ทำงานอย่างที่พี่ฮวงอยากจะทำเชิงคุณภาพ เพราะว่าคำว่าดี มาตรฐานตาม รพ. บอกต้องเยี่ยมกี่ครั้ง ต้องลงไปเวลานี้ สิ่งที่ผอ.กำหนด นโยบายหรืออะไรก็แล้วแต่มันเป็นการตีกรอบ แต่พี่ฮวงเป็นคนลึกซึ้งกว่านั้น คิดลึกไปกว่าคนอื่น คือพี่ฮวงอยากทำให้ลึกลงไปในชีวิตของคนๆ นั้น อยากทำให้ดีที่สุดการดูแลคนไข้คนนั้น…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

]]>