ศักดิ์ศรี – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:18:14 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ศักดิ์ศรี – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 11 https://thaissf.org/sh011/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh011 Wed, 07 May 2014 13:48:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/07/sh011/

หากฝืนปฏิบัติไปแล้ว จะนำมาซึ่งผลตรงข้าม เช่น หากแม่ต้องการให้ผู้คนยกย่องลูกตนเอง จึงใช้วิธีคดโกงเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จต่างๆ ในกรณีนี้หากรู้ภายหลังว่าความสำเร็จนั้นได้จากการคดโกง ไม่เพียงแต่บุคคลต่างๆ เท่านั้น แต่ตัวของลูกเองก็จะหมดสิ้นซึ่งความภาคภูมิใจ ความยกย่องจะกลับกลายเป็นความเหยียดหยาม แม้แต่ตัวลูกก็จะรู้สึกหมดคุณค่าในตนเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จของปัจเจกบุคคลจะทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่สามารถส่งเสริมปัจเจกบุคคลโดยให้เงื่อนไขปัจจัยต่างๆ เพื่อให้เขาได้พัฒนาฝึกฝน โดยท้ายที่สุดแล้ว จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นกับปัจเจกบุคคลนั้นเอง นอกจากนี้ แม้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่คุณค่าของปัจเจกบุคคลก็อาจได้มาจากความพยายาม ดังนั้น จึงสามารถส่งเสริมปัจเจกบุคคลโดยให้เงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ในความพยายามนั้นเช่นกัน และเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นกับปัจเจกบุคคลนั้นเองว่าจะลงมือพยายามหรือไม่

มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ มีเป้าหมายเพื่อประกันความเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ในตัวมาตรฐานเองจะปรากฏคำสำคัญที่สะท้อนถึงเป้าหมายนี้ ได้แก่ คำว่า “เคารพ” และ “ศักดิ์ศรี” แม้ความเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังจะมิได้รับประกันว่าผู้ต้องขังจะได้มาซึ่งคุณค่าของปัจเจกบุคคล แต่ก็เป็นเงื่อนไขปัจจัยที่อำนวยให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนาคุณค่าของตนเองได้

ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนภาพของการสร้างคุณค่าของปัจเจกบุคคลอย่างชัดเจน เงื่อนไขส่วนหนึ่งที่ทำให้การสร้างคุณค่าดังกล่าวเป็นไปได้จัดอยู่ในด้านความเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง จุดนี้เองจึงเป็นที่ๆ มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ สามารถมีบทบาทได้ ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขปัจจัยที่นำสู่การพัฒนาคุณค่าของปัจเจกบุคคลที่ปรากฏว่าสอดคล้องกับมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ มีดังนั้น

1. เงื่อนไขปัจจัยด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่มีความสำคัญกับอัตลักษณ์ดั้งเดิม (เช่น พ่อแม่ บุตร คู่ครอง หรือญาติมิตร) ซึ่งเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากอัตลักษณ์ดั้งเดิม และกลายเป็นความหวังระหว่างอยู่ในที่คุมขัง เงื่อนไขปัจจัยนี้สัมพันธ์กับมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ดังนี้

o ข้อกำหนดที่ 2: ในส่วนที่ระบุว่าผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่งเข้ามาสู่เรือนจำต้องได้รับการอำนวยความสะดวกให้ติดต่อกับญาติ นอกจากนี้ สำหรับผู้ต้องขังที่มีภาระความรับผิดชอบต้องดูแลบุตร จะต้องได้รับโอกาสการพบกับบุตร

o ข้อกำหนดที่ 4: ผู้ต้องขังหญิงควรได้รับโอกาสอยู่ในเรือนจำใกล้ภูมิลำเนา

o ข้อกำหนดที่ 26: ในส่วนที่ระบุว่าเรือนจำควรส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้วยวิธีการต่างๆ อย่างเหมาะสมเพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงได้พบปะกับญาติและบุตร

o ข้อกำหนดที่ 28: ควรสนับสนุนให้มีการพบปะบุตร โดยให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้ประสบการณ์การพบปะเป็นไปด้วยดี ข้อนี้หมายรวมถึงท่าทีเชิงบวกของเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วย และเมื่อใดที่เป็นไปได้ ควรขยายระยะเวลาการได้พบปะระหว่างกัน

o ข้อกำหนดที่ 58: ผู้ต้องขังหญิงจะไม่ถูกแยกจากครอบครัวและชุมชน หากไม่มีการพิจารณาภูมิหลังและความผูกพันกับครอบครัว

]]> การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (28) https://thaissf.org/sh078/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh078 Thu, 25 Sep 2014 13:14:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/25/sh078/ สามารถอาบน้ำได้ แปรงฟันได้ แต่กินข้าวนี่ก็ยังแบบว่าเลอะ ๆ เทอะ ๆ อยู่ ก็ต้องใช้เวลาค่ะ”(เหนือ 2)

“ที่โรงพยาบาลเนี่ยเคยใช้นักกายภาพบำบัด นักแก้ไขการพูด มาฝึกคนไข้กลุ่มนี้ แล้วคนไข้ก็หนีหายไป ไม่มีใครพูดได้ซักคน พอตอนหลังเราก็ท้อแท้นะ คนไข้เราพูดไม่ได้ ไม่เข้าสังคมเลยนะ เพราะไม่รู้จะติดต่อสื่อสารยังไง ก็ไปเจอชมรมผู้ไร้กล่องเสียงแห่งประเทศไทย แล้วมีคนที่เป็นอาจารย์ในชมรมน่ะ อยู่จังหวัดราชบุรีคนนึง ก็เป็นความโชคดีของเรา ก็เลยมาเป็นอาจารย์ที่เรา ก็เลยตั้งชมรมที่โรงพยาบาลราชบุรี เมื่อเราได้สัมผัสกับคนไข้กลุ่มนี้ทำให้รู้ว่า เราน่าจะไปส่งเสริมหรือรณรงค์ในเรื่องการสูบบุหรี่นะคะ ก็เลยรวมตัวกันในการทำงานตรงนี้ แต่ด้วยงานตรงนี้มันเห็นภาพยากเนอะ เพราะว่ามันเป็นส่งเสริม รณรงค์ ประชาสัมพันธ์อย่างนี้ มันเป็นงานแบบกว้างน่ะ แกนนำมีอยู่ 3 คนนะคะ แล้วเค้าก็มองว่าไอ้พวกนี้มันไปทำอะไร ไม่ใช่งานของมันเลยนะ ผู้ใหญ่เค้าจะมองอย่างนี้ ไอ้งานรณรงค์ เย้วๆ น่ะ งานส่งเสริม มันเป็นงานของเวชกรรมสังคม งานของชุมชน มันเป็นงานนอก เราเป็นพยาบาลทำไมเราไม่ดูแลคนไข้ตรงนี้ แต่พวกเรามองกันว่าทำไมเราไม่ลงไปดักซะตั้งแต่ก่อนที่จะเป็น ป้องกันผู้สูบรายใหม่นะ แล้วคนที่เป็นโรคแล้วให้หยุดได้ไม่ให้โรคลุกลามนะ ทำไมเราไม่ดูแลตรงส่วนนั้น ช่วยให้เค้าเลิกบุหรี่ได้ นี่คือจุดประสงค์ใหญ่”(กลาง3)

“ดิฉันก็กลับมาถึงโรงพยาบาล เค้าก็บอกว่า ศพมาแล้วค่ะพี่ ดิฉันก็ไปอีกค่ะ ไปที่จัดการศพอีก ศพก็มีทั้งหมด 8 ศพนะคะ ก็ไปที่ศพอีก ไปช่วยทำศพถึงบ่าย 3 รู้สึกว่ามันเสร็จแล้ว จะเสร็จแล้ว หิวค่ะ ไม่ได้ทานข้าว ตั้งแต่เช้านะคะ ก็มีคนครัวเค้าก็ไปซื้อข้าวห่อมา ก็นั่งกินตรงนั้นละค่ะ ที่ศพ ที่เราทำความสะอาด เช็ดเลือด เย็บแผลอะไรให้ แผลจะแหวะหวะมากเลยค่ะ เย็บกันแบบ บางเคสสมองไหล ก็เย็บกันกินกันตรงนั้นแหล่ะค่ะ ไม่มีความรู้สึกเลยนะ ว่า สมองนะ เลือดนะ ก็ชวนกันชวนตำรวจทหารที่มาตรงนั้นมาร่วมกัน มากินข้าวด้วยกัน เสร็จแล้วก็คงเสร็จแล้วนะ แล้วพอเกือบๆ 4 โมงเย็น ญาติก็มานะคะ โอ้โห สุดๆเลยค่ะ ทุกคนมาแบบร้องห่มร้องไห้อะไรอย่างเนี้ยนะคะ ต้องปลอบญาติอีก ก็คือใจเราก็สุดๆแล้วนะคะ ก็ต้องปลอบญาติอีก ทำใจตรงนั้นแล้วก็มาปลอบญาติพี่น้องเค้าอีก ดูแลจนศพเสร็จเรียบร้อยก็ประมาณ 5 โมง ก็กลับมาบ้าน พอตอนหัวค่ำเอาอีกแล้วค่ะ มีเสียงไซเรนอีกแล้ว ก็ปรากฏว่าเป็นระเบิดอีก ก็มีคนเจ็บประมาณเกือบ 30 ค่ะ กับโรงพยาบาลแค่ 30 เตียง เจ้าหน้าที่มีไม่กี่คนนะคะ กลางคืนนะคะ ขึ้นมาอีกมาช่วยกันอีก”(ใต้ 1)

พฤติกรรมของผู้มีจิตวิญญาณนี้ เป็นพฤติกรรมที่แสดงต่อผู้ป่วยเป็นส่วนใหญ่ และอาจพบหลักฐานจากข้อความว่า แรงจูงใจของการมีพลังนี้เพื่อความสุขของผู้อื่น เพื่อต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า พฤติกรรมนี้มีสาเหตุมาจาก แก่นของจิตวิญญาณด้าน เข้าใจเข้าถึงผู้อื่นเป็นหลัก นอกจากนี้อาจมีสาเหตุมาจาก แก่นด้านความหมายและเป้าหมายของชีวิตด้านการบรรลุเป้าหมายของการมีความหมายของชีวิต

3. ปฏิบัติโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีผู้อื่น

ผลของจิตวิญญาณในประเด็นนี้ เป็น พฤติกรรมที่แสดงถึงการปฏิบัติต่อผู้อื่น โดยคำนึงถึง ความรู้สึกและความต้องการ เกียรติและศักดิ์ศรี ของบุคคล ดังตัวอย่างของพฤติกรรมดังนี้

“ชาวบ้านมารออยู่ที่วัดซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขาทำนากันแล้วทีนี้พอออกไปชาวบ้านเขาก็บอกโอ้ยคุณหมอ ทำไมคิดจะทำไมทำตัวเหมือนผู้ใหญ่ลีจังเลย โอ้ยมันแสบมากเลยนะถ้าพูดถึง ถ้าเป็นเมื่อก่อน อือ อือ ทีนี้กลายเป็นว่าเรารู้สึกผิดมากเลยนะที่เราคิดอย่างนั้นนะ ถ้า ๆ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราไม่ยอม เพราะว่าฉันเป็นหมอใหญ่ ฉัน คือคนทำงานโรงพยาบาลชาวบ้านเขาจะให้คุณค่า ตั้งแต่คนขับรถเขาจะเรียกคุณหมอเขาให้เกียรติ ทีนี้เราก็จะหลงในการเป็นอัตตาความเป็นอัตตา ตัวตนของตัวเอง อย่างนั้น เขาต้องฟัง คุณต้องฟังใช่ไหมอะไรอย่างนี้ ซึ่งพอเราออกเป็นทำงานเรื่อย ๆ เรา ถ้าเราเปิดใจฟังเขาหน่อยนะเรียนรู้เขาหน่อยนะ ดูเขาหน่อยนะไม่ใช่ไปเรียกให้เขามาฟังพระแล้วคุณก็ต้องดูอย่างที่ฉัน Action ให้พวกคุณดู มันไม่ใช่อะ พอไปแล้วยิ่งคำว่าผู้ใหญ่ลีรู้สึกเขาสอนอะไรม้าก เลย”

“มีเป็นบางกรณี ถ้าเกิดว่ามันรุนแรงคือ หมายความว่าถ้าเขาแสดงอารมณ์กันมากเกินไปก็จะพูดเพราะว่าปกติ จะมีโอกาสประชุมฝ่ายอาทิตย์ละครั้ง หรือบางทีก็ไม่ได้ประชุม ก็จะเอาเรื่องของตัวอย่างคนไข้ไปพูด แต่แบบเราจะไม่พูดแบบเจาะจงนะคะ เพราะการพูดแบบเจาะจงแล้วยิ่งในฝ่ายเรามีกันแค่ 7 คน การพูดเจาะจงลงไปเนี่ยมันเหมือนเราไปซ้ำเติมความผิดของเขา เราก็เลยอยากให้พูดแบบรวม อยากให้ทุกคนทำแบบรวมๆด้วยกัน ก็เคยประชุมกันก็เคยพูดไปว่าการให้บริการคนไข้เนี่ย ให้เรายึดหลักว่าเขาเป็นญาติพี่น้องของเราแล้วถ้าเราอยากให้คนอื่นทำอะไรกับเรา คือทำดีกับเราเนี่ย เราต้องทำดีกับคนอื่นก่อน อยากให้เขาทำอะไรยังไง อยากให้เขาทำดีใช่ไหม เราก็ต้องทำดีกับเขาก่อนจะ อันนี้จะไม่ใช้กับคนไข้อย่างเดียว ใช้กับเพื่อนร่วมงานในฝ่ายอื่นด้วย”(เหนือ 3)

“ หมอที่ดีน่ะทำตัวเหมือนรวงข้าวไว้ เพราะว่ากระบวนการเรียนการสอนเนี่ยะ…คือผมก็ไม่รู้หรอก ว่าผมพฤติกรรมเปลี่ยนไปหรือเปล่า แต่ยายแกสัมผัสได้ว่า มาแต่ละครั้ง กลับมาเยี่ยมแก แกรู้ว่ามันเปลี่ยน แกก็จะเตือนคำนี้ผม “(อีสาน 1)

“คือในความรู้สึกของตัวเอง จะรู้สึกว่าเขาคิดว่าตัวเองมีอำนาจ เหมือนเบ่งเนอะ ดังนั้นถ้าเราให้ในสิ่งที่เขาอยากได้ โทษนะคะ พอดีว่าเชิญนั่งก่อนนะคะ พอดีว่าทานน้ำเย็นๆ ก่อน รอแป๊บนึงได้ไหมคะ คือให้ในสิ่งที่เขาต้องการ เหมือนกับว่าเค้าอยากมีอำนาจแล้วเราให้ มันก็เหมือนกับว่าจะคุยกันรู้เรื่องขึ้น เค้าก็จะยอมเรา ยอมรับในสิ่งที่เราขอ รอแป๊บนึงได้ไหมคะ พอดีเขามาก่อน นั่งรอแป๊บนึงนะคะ น้ำ เอาน้ำมาเสิร์ฟนิดนึง จะได้ใจเย็น มันก็แก้ปัญหาตรงนี้ได้น่ะค่”ะ(เหนือ 3)

“เค้ากลับมาหนักอีกครั้งนึง เค้าเป็นทั้ง TB นะคะ เป็นวัณโรค แต่..คิดว่าฮวงไม่ควรจะรังเกียจเค้าเพราะว่า แค่คนอื่นรังเกียจเค้าก็มากพอแล้ว ..ก็เข้าไปใกล้ๆ เค้า เข้าไปจับตัวเค้า เข้าไปพูดกับเค้าใกล้ๆ ทุกครั้งน่ะค่ะ ”.(อีสาน3)

“เวลาลงไปดูน้องซักประวัตินะคะ จะต่อว่าคนไข้เสมอถ้าคนไข้ผิดนัด คนไข้มารับยาอะไรแบบนี้ ก็จะบอกว่า เอ้า! เวลาหมอนัดทำไมไม่มา เค้าก็จะบอกว่าเกี่ยวข้าว เราก็จะถามต่อว่าได้เยอะไหม น้ำท่วมไหมอะไรแบบนี้ เพื่อ release ความกดดันของเค้า คือทำให้น้องดู จะไม่สอน ไม่ได้ช่วยเค้าเยอะหรอกแต่ทำให้ผู้ที่โดนต่อว่าน่ะรู้สึกผิดน้อยลง เค้ามีเหตุผลนะที่เค้าไม่มา เค้าเกี่ยวข้าวอยู่ไม่มีคนอยู่บ้าน อย่างตอนเย็นๆ ก็จะกลับบ้านค่ำๆ มาอะไรตอนนี้ รู้ไหมเวลานอกราชการ ทำไมไม่มาตั้งแต่ 4 โมงเย็น บางทีก็จะเป็นข้าราชการเนอะพาพ่อพาแม่มาตอนค่ำ เลิกงานแล้วถึงจะพามา เราก็บอกว่า ต้องรอหน่อยนะนอกเวลาหมอมีคนเดียว คือพยายามทำให้น้องเห็นน่ะทำให้น้องดู” (อีสาน 3)

การแสดงพฤติกรรมนี้เป็นการแสดงออกกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้าน คนไข้ เพื่อนร่วมงาน การแสดงพฤติกรรมนี้อาจมีสาเหตุมาจากแก่นของจิตวิญญาณด้าน “เข้าถึงเข้าใจผู้อื่น”การรับฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจมากขึ้น และเข้าใจสิ่งที่เป็นความต้องการของเขา (perspective taking) นอกจากนี้ พฤติกรรมนี้คล้ายคลึงกับสังกัปเรื่อง การปฏิบัติกับผู้อื่นอย่างเคารพใน ความมีศักดิ์ (dignity) น่าจะเป็นสังกัปที่อธิบาย พฤติกรรมนี้ได้ดี ทั้งนี้เพราะการปฎิบัติต่อผู้อื่นโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีของคนอื่น หมายถึง การแสดงความสัมพันธ์ต่อกันระหว่างคนที่มีความแตกต่างกันทางระดับของสังคม เช่น เป็นเจ้านายลูกน้อง ราชการ-ชาวบ้าน แล้วปฎิบัติต่อกันโดย ไม่หลอกลวงกัน และรับฟัง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน

]]>
อุ้มบุญ (8) หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/cd038/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd038 Thu, 18 Sep 2014 15:48:03 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/18/cd038/ ก) หลักกฎหมายที่คัดค้านการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

(1) การละเมิดหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในด้านของความหมายของหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน พ.ศ. 2540 ได้กล่าวถึงหลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไว้22 ซึ่งอาจมีความหมายแตกต่างแตกต่างกันออกไปได้23

ความหมายแรก หลักการดังกล่าวเป็นคุณค่าอันมีลักษณะเฉพาะและเป็นคุณค่าที่มีความผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ ซึ่งบุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์ทุกคนได้รับคุณค่าดังกล่าว โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย หรือคุณสมบัติอื่นๆ ของบุคคล จากความหมายนี้คำว่า “ศักดิ์ศรี” จึงเป็นคุณค่าเฉพาะตัวของมนุษย์ (อ้างถึง Klaus Stern, Das Staatsrecht de Bundesrepublik Deutschland, Band II/2, Allgemeine Lehren der Grundrechte, S.1113.)

ความหมายที่สอง การแสดงออกถึงการสร้างปริมณฑลของความเป็นอิสระของปัจเจกชนให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ และใช้ประโยชน์จากปริมณฑลดังกล่าวเพื่อการดำรงไว้ซึ่งชีวิตมนุษย์ เพื่อปรับปรุงสภาพชีวิตให้ดีขึ้น โดยวิธีพัฒนาขีดความสามารถของมนุษย์ให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ (อ้างถึงความเห็นของ W. Maihofer และ R.F. Behrendt ซึ่งอ้างจาก Albert Blechmann, Staatsrecht II – Die Grundrechte, 4 Aufl., 1997, S.543.)

ความหมายทั้ง 2 ประการข้างต้น มีผลต่อการชี้ขาดว่า ขอบเขตการคุ้มครองศักดิ์ศรีฯ สามารถกำหนดได้หรือไม่ ในความหมายแรกที่เน้น “คุณค่า” ตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ สอดคล้องตามปรัชญาของ Kant และสำนักกฎหมายธรรมชาติ ส่วนความหมายข้อหลัง กลับเน้นพิจารณาความสามารถของมนุษย์ทางข้อเท็จจริง หรือเจตจำนงของแต่ละบุคคล ซึ่งอาจเป็นปัญหาในกรณีผู้ไร้ความสามารถ หรือมิอาจแสดงเจตนาได้ด้วยตนเอง24 สำหรับ นักนิติศาสตร์ไทยมิได้ให้ความหมายที่ชัดเจน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม อาจสรุปได้ว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือ คุณค่าที่ผูกพันอยู่กับความเป็นมนุษย์ดังนั้นบุคคลทั้งหลายในฐานะที่เป็นมนุษย์จึงมีคุณค่าดังกล่าวด้วย โดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา วัย หรือคุณสมบัติอื่นๆของบุคคล คำว่าศักดิ์ศรีจึงหมายรวมถึง “คุณค่า” ตามธรรมชาติของตัวมนุษย์

อนึ่ง หลักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิมนุษยชนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด เพราะต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ มุ่งจะสร้างความสงบและสันติสุขให้เกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ตลอดไป ดังจะเห็นได้จากคำปรารภใน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948” 25 จึงดูเหมือนว่าไม่แตกต่างจากเรื่องของศีลธรรมแต่อย่างใด26 ฉะนั้น ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จึงเป็นทั้งจุดกำเนิดและจุดหมายแห่งสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีฯ และความเสมอภาคกันระหว่างมนุษย์ เป็นคุณค่าที่ไม่อาจโอนแก่กันได้27

– สำหรับขอบเขตและ ลักษณะของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั้น David Feldman จำแนกศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ออกเป็น 3 ระดับ28 ดังนี้

ระดับแรก ศักดิ์ศรีฯ ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ย่อมแตกต่างจากเผ่าพันธุ์อื่นหรือสัตว์อื่น มนุษย์ย่อมมีสถานะที่เหนือกว่าเสมอ จึงห้ามการทำละเมิดต่อ human integrity ตัวอย่างของบทบัญญัติกฎหมายที่ได้รับอิทธิพลเรื่องนี้คือ กฎหมายที่ห้ามการถือครองกรรมสิทธิ์ในร่างกายมนุษย์ กฎหมายควบคุมการปฏิสนธิเทียม

ระดับที่สอง ศักดิ์ศรีฯ ของกลุ่มที่อยู่ในเผ่าพันธุ์มนุษย์ด้วยกัน กล่าวคือไม่ควรมีการเลือกประติบัติระหว่างมนุษย์ที่อยู่ต่างกลุ่มหรือสังคม เช่น คนที่มีเชื้อพันธุ์หรือสีผิว หรือเพศต่างกัน

ระดับที่สาม ศักดิ์ศรีฯ ของปัจเจกชน กฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ การหมิ่นประมาท, การให้อำนาจหรือสิทธิที่จะตัดสินใจใดๆ ที่จะมีผลกระทบต่อชีวิต ร่างกายของปัจเจกชน

จากการจำแนกประเภทข้างต้น การพิจารณาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อาจกระทำได้ทั้งใน เชิงอัตวิสัย และเชิงภาวะวิสัย29  ขึ้นอยู่กับมุมมองในการวิเคราะห์ดังนี้

– มุมมองในเชิงอัตวิสัย เป็นการพิจารณาถึงคุณค่าของตนเอง (self-worth) ความรับผิดชอบ หรือการยอมรับผลแห่งการกระทำ การตัดสินใจของตนเอง (ศักดิ์ศรีฯ ระดับที่สาม และที่สอง)

– มุมมองในเชิงภาวะวิสัย เป็นมุมมองของรัฐหรือบุคคลอื่นที่มีต่อปัจเจกชนหรือกลุ่มคน รัฐหรือสังคมได้วางบรรทัดฐานหรือความเชื่อไว้ บางกรณีปัจเจกชนอาจต้องยินยอมสูญเสียศักดิ์ศรีในเชิงอัตวิสัย (ศักดิ์ศรีฯ ระดับที่หนึ่ง และระดับที่สอง)

————————————————-

22 กรุณาดู อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของบคุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (กรุงเทพมหานคร:สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ,2544).

23 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540. (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2543), หน้า 85-86.

24 บรรเจิด สิงคะเนติ, หลักพื้นฐานของสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540. อ้างแล้ว, หน้า 94. ซึ่งอ้างความเห็นของ Pieroth and Schlink, Grundrechte-Staatsrecht II, 9 Aufl., Heidelberg,1993.,S.88

25 “Whereas recognition of the inherent dignity and of the equal and inalienable rights of all members of the human family is the foundation of freedom,justice and peace in the world,…” ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ลงนามรับรองปฏิญญาฯ ตามมติที่ 217 A (III) แต่ก็มีได้ให้สัตยาบันไว้ แต่ก็ได้นำหลักการในปฏิญญามาปฏิบัติในระยะเวลาหนึ่ง จนมีผลผูกพันในฐานะที่เป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และกรุณาดู The Universal Declaration of Human Rights: A Magna Carta for all humanity ใน http://WWW.unhchr.ch/udhr/miscinfo/carta.htm

26 อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิ์และเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 (กรุงเทพมหานคร: สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ,2544), หน้า 22-23,312.

27 อุดม รัฐอมฤต, นพนิธิ สุริยะ และบรรเจิด สิงคะเนติ, การอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือให้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540, อ้างแล้ว, หน้า 306.

28 David Feldman, “Human Dignity as a Legal Value-Part 1″, Public Law (1999), p.684.

29 David Feldman, Human Dignity as a Legal Value-Part 1” , pp.685-686.

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (16) https://thaissf.org/er047/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er047 Mon, 25 Aug 2014 05:49:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/25/er047/ พวกเธอไปที่ไหนก็ตาม พวกเธอเป็นนักเรียนโรงเรียนสองแคว ไม่ใช่ไปอยู่ไหนแอบข้างเสาไป กลัวนักเรียนในเมือง ไปกลัวเด็กยุพราช ไปกลัวอะไร เค้าก็เป็นคนเหมือนกัน ผมเคยพูดว่าเค้าไม่ใช่เทวดาที่ไหน เค้าก็เป็นคนเหมือนเธอนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคนเรามันจะทำอะไรก็ตามมันอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้ามันรักษาเกียรติ เกียรติไม่ได้หมายความว่าใครมีสตางค์ ใครมียศถาบรรดาศักดิ์ แต่เกียรติมันอยู่ที่การทำหน้าที่นะครับ ไม่ว่าเราจะเป็นครู เป็นภารโรง เป็นอะไรก็ตามนะครับ ถ้าเราเป็นภารโรงเป็นภารโรงที่ดี เราก็มีเกียรติ บางครั้งมีเกียรติมากเป็นครูที่เลวอีกนะครับ เพราะนั้นถ้าเรารักษาเกียรติได้โดยการทำหน้าที่ เราก็อยู่ที่ไหนได้อย่างสง่างาม ก็พยายามบอกกับครู บอกกับนักเรียนอย่างนี้นะครับ

ข้อความนี้แสดงถึงการใช้คำว่า “เกียรติ” “ศักดิ์ศรี” ในความหมายของ “คุณค่าของบุคคล” อันเป็นคุณค่าที่ได้จากการลงมือกระทำหรือการพัฒนาบางอย่าง ความพิเศษของข้อความนี้คือคุณค่าดังกล่าวเป็นไปได้อย่างเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน เนื่องจากเป็นเรื่องของคุณธรรมอันเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถลงมือกระทำได้

ลองหันมาพิจารณาเรื่อง “ศักดิ์ศรี” บ้าง โดยพิจารณาข้อความต่อไปนี้

…แล้วเด็กคนนี้แสบมากวันก่อนเราตีไปทีหนึ่งแล้วเค้าว่าเด็กคนนี้ต้องลักแน่เลยทุกคนก็มุ่งลงมติว่าคนนี้เอาแน่ แกล้งผอ. แน่เลยแต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรพอผมจะไป ครูอธิคมรับไปก่อนเพราะกลัวผมเป็นคนโมโหแล้วใจร้าย แต่ถ้าใจดีก็ใจดี เค้าก็รีบเดี๋ยวผมจัดการเอง เค้าก็พาเด็กคนนี้ไปตะลอนๆ ไป ถามด้วยขับรถกันไปคุยกันไป เด็กก็ไม่ยอมรับ กลางคืนนั้นผมก็ไป เด็กก็หน้าเสีย กลัวผมจะว่า ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็เรียนคุยว่าเอาไปไหมลูก ลูกผู้ชายเอาไปก็ยอมรับถ้าไม่เอาไปก็ไม่เอาไปเค้าก็ยืนกรานว่าไม่เอาไป แต่พอกลับมาเสร็จจากลูกเสือมาพอลงรถปุ๊บนี่ เค้าใจเสียปั๊บเลย ผมเห็นเค้าหน้าซีดเลย ผอ.เล่นแน่ ผมก็เรียกเค้าอีกว่าเอาไปไหมเค้าก็ยังยืนกรานว่าไม่เอาไป ผมก็บอกว่าครูนะเชื่อในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเธอ เพราะครูรักเธอ เธอต้องไม่โกหกครู ยอมรับมาลูกถ้าเอาไปก็เอาไป เค้าก็บอกไม่เอาไป พอมาอีก 2 อาทิตย์จริงๆ เด็กคนนั้นไม่ได้เอาไปหรอก เป็นผู้หญิงที่เก็บสมาร์ทการ์ด เก็บบัตรโทรศัพท์ สะสมบัตรโทรศัพท์ เอาไป ก็ไปทำความสะอาดในห้อง ถามผมว่าถ้าผมตีเด็กคนนี้สักแปะหนึ่งเป็นบาปชั่วชีวิตเลย…

…ที่ รร. มีอย่างนึง ว่าถ้าใครลักหรือทำอะไรนี่จะเขียนจดหมายมาสารภาพบนโต๊ะ ผอ. ว่า ลักไปแล้ว บางทีก็บอกครู บอกผมเอาไปแล้วแต่ครูเราก็ยังไม่ตีหรอกจะให้โอกาส ถ้าบอกแล้วเราไม่ตี ก็บอกว่าทีหลังอย่าทำ ถึงมีค่าชดใช้ผมก็จะออกค่าชดใช้ให้ เราก็ถึงได้ว่าถ้าทำผิดไปแล้วหลงผิดไปแล้วนี่ ถ้ากลับมา บางคนกลับมานี่โดนตีเลยนะ แต่เราให้สารภาพทุกครั้ง ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่เราเล่าให้ฟัง เด็กลักของประจำ เราก็ให้ครูอีกคนแก้ปัญหา โดยถ้าลักแล้วสารภาพมา ก็คืนเจ้าของไป สารภาพมาแล้วครูก็จะถามทุกครั้งจน เด็กคนนี้ไม่ลักเลยเพราะว่าลักแล้วเอาคืน ลักแล้วเอาคืน เด็กคนนี้ก็ห่างเรื่อยๆ จนเลิก เราก็ใช้กระบวนการนี้แหละมีอะไรเราก็จะถาม แล้วรับสารภาพมาเราก็ไม่ได้ลงโทษอะไร คือ รร. นี่เป็นแหล่งฝึกไม่ใช่แหล่งลงโทษ เราบอก รร.ให้ฝึกแต่ไม่ได้ให้ลงโทษ…

…ถ้าเด็กหนองตาบ่งผู้ชายบอกว่ารับมาอย่างลูกผู้ชาย ถ้าทำผิดไม่ยอมรับ ให้นุ่งกระโปรงเด็กจะโกรธมากกลัวเสียศักดิ์ศรี ฉะนั้นเค้าก็ยอมรับมาว่าเอาก็เอา ถ้าไม่ได้ลักก็คือไม่ได้ลัก เด็กปฏิเสธมาเราก็ไม่ได้ แต่ต้องดูตาเด็กด้วยว่าปฏิเสธจริงไหม แล้วบางครั้งเค้าจะปฏิเสธเป็นอาทิตย์เลย พออาทิตย์ที่ 2 เค้าจะทบทวนชีวิตเค้ามั้ง เค้าจะเขียนจดหมายมาขอโทษว่าที่ทำไปนะเค้าทำเอง แล้วเราก็เรียกมาโดยไม่ได้ลงโทษอะไร…

เห็นได้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” หรือ “ศักดิ์ศรี” ในที่นี้มีความหมายตามที่ใช้ทั่วไป คือ “กล้าทำ กล้ารับ” และ “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ซึ่งสัมพันธ์กับ “กล้าทำ กล้ารับ” ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ “กล้าทำ กล้ารับ” ตอนต้นๆ ได้กล่าวไว้เล็กน้อยเกี่ยวกับความรับผิดชอบ สิ่งนี้มีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับการตัดสินใจเลือกหรือเสรีภาพ แต่ในการกล่าวถึงการเคารพอัตตาณัติ มักจะมองข้ามไป เหตุผลสำคัญก็เพราะจุดเน้นอยู่ที่การมีสมรรถนะแห่งอัตตาณัติ แทนที่จะอยู่ที่การใช้สมรรถนะนั้นดังกล่าวแล้ว

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (15) https://thaissf.org/er046/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er046 Fri, 22 Aug 2014 02:28:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/22/er046/ …มีเด็กคนหนึ่งนะมองแล้ว คือ มันเป็นเด็กลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศที่แบบไม่ทำอะไรเลย มองดูแล้วเด็กคนนี้ไม่มีความสามารถ คือ มองไม่เห็นจุดเด่นของนักเรียน เราต้องเอาเด็กคนนี้มาทำให้เขามีจุดเด่น คือ เด็กบางคนเนี้ย คือ เค้าสามารถแต่งหน้าแต่งตาได้นะครับ คือ สามารถทำอาชีพของเขาได้ ให้เด็กมันอยู่ในกรอบตรงนี้อย่างเด็กนักเรียนที่กลับไป เด็กเราจะต้องไปแสดงงานช้างเนาะ คือ เด็กสามารถแต่งหน้าทำผมได้ คือ สามารถไปประกอบอาชีพได้เลย คือ เด็กพวกนี้เค้าจะมีจุดเด่นแต่ละตัวๆ แต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายกันนะครับ แต่เด็กคนนี้เรามองไม่เห็นก็มาคุยกันว่าคนเนี้ยมองมาหลายครั้งแล้วนะ ซึ่งยังมองไม่เห็นว่าเค้ามีจุดเด่นอะไรเพราะฉะนั้นเราต้องดึงเค้ามา ให้เค้ามีจุดเด่นในตัวเอง แล้วสามารถทำงานร่วมกับสังคมได้…

หรือลองพิจารณาข้อความจากการสนทนาชุดเดียวกันนี้

…เหมือนครูปานจะเป็นคนเหมือนมีแมวมอง มีสายตาว่า ครูปานจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งฝึกเด็กกลุ่มนี้ให้ไปสู่ยอดได้ เหมือนกับอะไรละ กว่าจะหาเพชรสักเม็ดหนึ่ง ครูปานต้องใช้ความสามารถตรงนี้มากๆ แล้วก็ครูปานก็จะทุ่มเวลา เสียสละ ตอนเช้าก็ต้องมาแต่เช้าใช่ไหมคะ แล้วตอนเที่ยงอีก หลังจากที่ตัวเองสอนภาษาอังกฤษ จะต้องเตรียมภาษาอังกฤษด้วยใช่ไหมคะ แล้วยังเอาเวลามาฝึกเหมือนกับครูดา ที่สอนอนุบาล แต่ไปฝึกเล่านิทาน แล้วได้ชนะระดับกรุงเทพฯ อย่างเนี้ยคะ ความเสียสละ ความทุ่มเท เห็นมากๆ เลยนะคะ ชื่นชมตรงนี้คะ…

…มีความเชื่อนะคะว่า ไม่ว่าอะไร ถ้าเราทำแล้วมันจะต้องดีขึ้นแน่นอน อันนี้เชื่อคะ แต่ว่าจะดีระดับไหนนั้น ก็แล้วแต่ศักยภาพของบุคคล ถูกไหมคะ บางคนเราก็จะสอนครั้งเดียวเขารู้ หลายครั้งถึงจะรู้ หรือว่าสอนไปตั้งนานจนเราลืมไปแล้ว ถึงจะเกิดอะไรอย่างเนี้ยคะ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่ออยู่ตลอดก็คือ ไม่ว่าเขาจะนำมาใช้ในขณะนั้น ให้เราได้เห็น ได้ชื่นใจหรือไม่ แต่ว่าส่วนหนึ่งที่ตกตะกอนอยู่ในตัวเขาจะต้องมีแน่นอน…

…ชอบคำพูดพี่มากเลยว่าอะไรก็ตามที่เราได้ทำ พี่เชื่อว่ามันต้องตกตะกอนในตัวเขา ถ้าเราได้เริ่มต้นนะ มันเหมือนกับว่าอย่ายอมแพ้ตั้งแต่คิด ต้องทำก่อนแล้วถึงจะรู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดีนะคะ คือพี่กล้าที่จะทำอะไรบางอย่าง ที่ได้เรียนรู้ในการตัดสินใจบางอย่าง คือพี่มีพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกคนมีคุณค่า พี่ไม่ได้มองว่าเด็กคนนี้ไม่มีคุณค่า มองว่าทุกคนมีคุณค่า เพชรทุกเม็ดสามารถเอามาเจียระไนได้ มองเรื่องคุณค่าของคน…

ข้อความเหล่านี้แสดงถึงความลื่นไหลระหว่างคุณค่าของบุคคลกับคุณค่าที่ทุกคนมี กล่าวคือ มีการกล่าวถึงคุณค่าที่ทุกคนมีในความหมายที่ว่าทุกคนมีศักยภาพอะไรบางอย่างที่สามารถพัฒนากระทั่งเป็นคุณค่าของบุคคลได้ ดังนั้น แม้ยังไม่พัฒนาทุกคนก็มีคุณค่าแห่งศักยภาพนี้ แต่จะมีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่สามารถพัฒนาคุณค่าส่วนบุคคลได้ คุณค่าแบบศักยภาพนี้ในที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีไม่เท่าเทียมกัน อาจส่งผลเสียในด้านของการให้ความสนใจแต่คนเก่งได้

]]>