ศรัทธา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ศรัทธา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (24) https://thaissf.org/sh074/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh074 Tue, 16 Sep 2014 23:36:42 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/16/sh074/ เค้าคงจะตกใจ มีแม่เข้าไปช่วย ก็เลยกัดแม่อีก คงจะเป็นเวรกรรม ดูแล้วคงจะเป็นเวรกรรมจริงๆ ก็คนอื่นไม่ได้โดนกัด คนตั้งเยอะแยะ บ้านตั้งเยอะแยะไม่เห็นกัด ผมไปนั่งเล่นดิน เล่นอะไรอยู่ ก็กระโจนมาใส่ผมคนเดียวและสะบัด ตัวผมก็นิดเดียวเหมือนกับตุ๊กตา แม่เข้ามาช่วย แม่ก็โดนกัดด้วย( เหนือ 1)”

“บังเอิญมากก็คือไปวัดหลวงพ่อพุทธถานิโย ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่รู้จักท่านเลย ไม่รู้จักว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย เป็นพระอริยบุคคลเราไม่ทราบเลย เพียงแต่ว่าเราเข้าใจว่าทำไมท่านเทศน์เรื่องศีล 5 ธรรมดาๆ ทำไมเราเข้าใจได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ซึ่งเราไม่รู้มาก่อน เมื่อก่อนเราก็เรียนนะ ศีล 5 เรียนมาตั้งแต่เป็นเด็กแต่เราไม่เข้าใจ แต่พอมาฟังหลวงพ่อพุทธถานิโยเทศน์ โอ้โห เป็นอะไรที่เหมือนว่า เหมือนเราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วเราก็ศรัทธามาก เพิ่งมารู้ตอนหลังๆ เอง ตอนหลังจากที่หลวงพ่อท่านมรณภาพไปตั้งนานแล้ว เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เพิ่งมารู้ทีหลังว่า โอ้ ที่แท้ท่านเป็นพระอริยบุคคล ที่เราเคยไปสัมผัสท่านตั้งหลายครั้ง เมื่อก่อนเราไปแอบซึมซับคำสอนท่านมาตั้งหลายครั้ง เพิ่งมารู้ทีหลังนี่เองว่าท่านไม่ธรรมดา (อีสาน 2)”

“มีจุดเปลี่ยนอีกช่วงเรียนต่อเนื่อง วิชาที่แกเรียนมันเป็นวิชาปรัชญาตะวันออก ถ้าเป็นตัวเองนี่ ถ้าเป็นปรัชญาตะวันออกเมื่อไหร่ หนี โดด แต่พี่เข้านั่งเรียนเขาเข้าถึงแก่น แก่นพระพุทธศาสนาตรงนั้นแหละที่เขาไปได้อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รู้แจ้งเห็นจริงแล้วก็อะไรนะ อิทัปปัจจยตา ทุกอย่างในโลกเกิดเพราะเหตุปัจจัย ที่เขาเกิดความเข้าใจชีวิตตรงนั้นเลย เขาเกิดความรู้สึกมีสมาธิ เกิดอาการปีติขนลุกซู่ แล้วเกิดน้ำตาไหลตรงนั้น พี่เขาเกิดตรงนั้นจริงๆ นะคะ แล้วเขาบอกว่าเขาทำให้จิตเค้าสงบขึ้น ความจำดีแล้วก็เกิดศรัทธาตรงนั้นขึ้นมา ทำให้เรียน(อีสาน 2)”

“คือเราเรียนแค่พอให้ผ่าน ก็เลยเป็นผลว่าทำให้จบไม่ทันเพื่อน แต่ว่าจบไม่ทันเพื่อนเนี่ยก็นึกขำตัวเองเหมือนกันเพราะว่าอยู่ที่ มน. เนี่ย มันก็ต้องบนสมเด็จพระนเรศวรใช่มั๊ยคะ ก็บนไว้ว่าจบช้ากว่าเพื่อนก็ได้นะ แต่ขอแค่รับปริญญาให้ทันเพื่อน เราก็มานั่งนึก เอ๊ะ เราบนประสาอะไรเนี่ย มีด้วยเหรอจบช้าแต่รับปริญญาทันเพื่อน เออ เราบนตลกดีเนอะ ท่านจะให้มั๊ยเนี่ย สรุปแล้วท่านให้นะคะ ก็คือจบ summer ปีนั้น”( เหนือ 2)

“แต่ที่มีความสุขสุดๆ คือตอนที่เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ตอนที่ท่านเสด็จมาพิษณุโลก มาเป็นการส่วนพระองค์ที่โครงการชัยพัฒนา อ.บางกระทุ่ม ก็คือประมาณว่า ผมได้เข้าเฝ้า ชีวิตนี้คงไม่มีใคร ผมจะได้โอกาสอีกแล้วครับ มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านคงไม่มีใครได้เข้าเฝ้าได้ใกล้ขนาดนั้น คือแค่มือแตะก็ถึงแล้ว คือผมยืนอยู่ตรงนี้ ท่านก็มาชมบูธสมุนไพร คือประมาณว่าท่านพูดเนี่ย เราพูดอะไรไม่ออก ประมาณยืนตะลึง แบบไม่เคยพูดอะไรไม่ได้ ก็คือยืนนิ่งเหมือนโดนสาปไปเลย ผมดีใจสุดๆ แล้ว ก็ค่อนข้างดีใจ และก็เป็นกำลังใจ อยากทำงานมากๆ เลย “(เหนือ 1)

“โดยเฉพาะดูแลด้านจิตใจนะคะ ก็เลยต้องเอาความละเอียดอ่อนจากจิตใจเราส่งกระแสจิตไปให้เค้า ดิฉันคิดอย่างนั้นนะคะว่า ถ้าเรามีจิตใจที่บริสุทธิ์นะคะ เค้าสามารถรับความสุขความปรารถนาดีจากเราได้ค่อนข้างเยอะ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่ส่งสายตา แค่กอดเค้า พอเวลาเค้าตัน เค้าไม่มีทางแก้ เราแค่ชี้ให้เค้าเห็น ว่าทำยังไงเดินยังไงต่อไปนะคะ”(ใต้2)

“เรารักน้อง ก็คือใจมันถึงใจนะคะเหมือนคนไข้ก็เหมือนกันนะคะอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกเมตตาธรรมค้ำจุนโลก ถ้าคุณมีเมตตาจริง ๆ ต่อให้เสือจะฆ่าคุณเสือยังไม่กัดเลย พี่น้องก็พยายามทดสอบว่าจริงหรือ ถ้าเรามีเมตตาตลอดกับคนไข้เขาจะต้องไม่หลุดค่ะเขาจะ memory เราดีตลอด โลโก้ของเราไม่มีหลุดเรื่องเสียหายเรื่องชื่อเสียงทำนองแบบนี้ คนไข้ที่ดื้อว่ายากสอนยากเวลาเราเข้าไปสัมผัสแค่จับเขาก็ได้ค่ะ”( กลาง 1)

ตัวอย่างของศรัทธาที่แสดงออกของกลุ่มตัวอย่างข้างต้นครอบคลุมศรัทธาทั้ง 3 ประเภท ในแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดที่แตกต่าง ศรัทธาที่ปรากฏในข้อมูลทุกภาคคือ ศรัทธาที่มีต่อคำสอนในศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ หรือ อิสลาม ได้แก่ความเชื่อเรื่องการทำดีได้ดี กฎแห่งกรรม เชื่อความเมตตา ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ชาตินี้ชาติหน้า บาปบุญ การให้อภัย ความกตัญญูต่อคนไข้คิดว่าคนไข้เป็นครู “บางครั้งเรานึกขอบคุณคนไข้ HIV เพราะคนไข้ HIV นี้เองและเพราะบำราศนี้เองที่ทำให้เรามีโอกาสได้ทำบุญทุกวัน” (กลาง 1) หรือหลักธรรม อื่น (มีปรากฏใน quotation) สำหรับความเชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาก็ได้แก่ความเชื่อที่มีต่อบุคคล ที่มีความดีงามโดยที่ปรากฏในข้อมูลคือความเชื่อในสถาบันกษัตริย์ เป็นต้น ข้อสรุปจากการวิจัยนี้แสดงว่าผู้มีจิตวิญญาณจะมีความศรัทธา ซึ่งเป็นลักษณะที่หนักแน่นกว่าความเชื่ออื่นๆ ความศรัทธาในที่นี้ เมื่อบุคคลที่มีความเชื่อได้เผชิญกับสิ่งนั้นก็มักเกิดเป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำ ที่อาจแสดงออกด้วยอาการขนลุก น้ำตาไหล เป็นต้นทั้งนี้ ในทางการศึกษาด้านศาสนาและจิตวิญญาณที่ผ่านมากล่าวถึงศรัทธา 2 แบบคือ แบบแรกเป็นความเชื่อว่ามีอยู่จริง เช่น เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อว่านรก-สวรรค์มีจริงเป็นต้น ในขณะที่แบบที่ 2 เป็นความยึดมั่น trust พร้อมจะทำตาม กลายเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นลักษณะทางจิตของบุคคล(Scarlett, W., 2005) และศรัทธาในแบบที่ 2 นี่จะอธิบายพฤติกรรมของบุคคลได้ชัดเจนกว่าศรัทธาในรูปแบบแรก

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (9) https://thaissf.org/sh041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh041 Tue, 12 Aug 2014 13:29:55 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/12/sh041/ ใช้ความทรมานทั้งกาย ทั้งความทุกข์ทรมานทางจิต…

หรือเชื่อว่าควรทำความดี เช่น

..ถามว่าผมมีศรัทธาไหม บอกว่าเคยมี ตอนนี้ไม่มีนะฮะ มีแต่ความเชื่อที่พร้อมจะเปลี่ยน เพราะว่าศรัทธาพอมันถึงจุดหนึ่ง ผมรู้ว่ามันเป็นอุปสรรคของการที่ทำให้เราต้องกำจัดบางอย่าง ก็เลยมีความเชื่อ ตอบอาจารย์จริงๆ เพราะไม่รู้จะตอบยังไงจริงๆ นะฮะ เพียงแต่ว่านั่นคือชีวทัศน์ของผม แล้วโลกทัศน์นั้นก็คือว่าเวลาโลกนั้นเกิดขึ้นอะไรคือความจริง…ก็ไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงเหมือนกัน แต่ว่าเรามีหน้าที่ต้อง contribute ในสิ่งที่เราเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อโลกนี้…

(ลปรร.ภาคกลาง)

หรือเชื่อในความดีและศักยภาพของคน

…เจ้าหน้าที่ของเราทุกคนที่มีจิตใจที่ดี แต่เพียงแต่ว่าใครจะมีโอกาสได้เรียนรู้ทุกข์ ซึมซับทุกข์ เข้าใจทุกข์ ของระบบได้มากกว่ากัน แล้วก็เอาทุกข์นั้นน่ะมาพัฒนา…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

…ไม่มีใครที่ไม่มีสิ่งดีในตัวเอง ทุกคนมีดีคือเวลามอง คือตัวเองจะเป็นคนที่น้องมาเล่าตลอดคนโน้นก็ไม่ดีคนนี้ก็ไม่ดีเนี่ยตัวเองจะดึงสิ่งที่ดีคือแต่เขามีดีตรงนี้นะเรามีความรู้สึกว่า น้องทุกคนจริงๆ มีส่วนดีเยอะแต่เป็นอารมณ์ เราก็พยายามว่าจริงๆ เขามีส่วนดีตรงนี้มีนะ ไม่มีใครหรอกที่ไม่มีดีซะเลย แต่ถ้าตรงนั้นมาแล้วเป็นเหมือนประโยชน์กับคนอื่น เราก็ดึงมาสิ แต่ส่วนที่เขาไม่ดีหรือส่วนที่ไม่ใช่ว่าไม่ดีแต่เขายังไม่สมบูรณ์ มันคงไม่ได้เป็นสิ่งที่เปลี่ยนได้ภายในวันสองวัน ถ้าสมมติเราส่งเสริมส่วนที่เขาดีขึ้นในส่วนที่เขาไม่สมบูรณ์ มันมีสิทธิ์ที่จะสมบูรณ์ไปเรื่อยๆ…

(ลปรร.ภาคกลาง)

เอาใจเขามาใส่ใจเรา

นอกจาก การคิดเชิงบวกแล้ว ยังมีอีกวิธีที่พบว่าใช้บ่อย คือ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เช่น

…เรามีแผลขนาดนี้ เราเจ็บแค่นี้ คนไข้มีแผลขนาดนั้นมันจะเจ็บขนาดไหน เราต้องนึกถึงว่าเราจะรักคนไข้ได้เนี่ย เราต้องรักตัวเราก่อน เราอยากให้คนไข้อยู่ในใจเราได้เนี่ย เราต้องไปนั่งอยู่ในใจคนไข้ก่อน เหมือนกันมันไม่มีอะไรเป็นสิ่งตายตัวตรงนั้นหรอกค่ะ ตัวตนของเรามันไม่มีแล้วล่ะ ว่าฉันเป็นพยาบาลนะ คุณเป็นคนไข้ ไม่ใช่ ถ้าเรามองภาพคนไข้ว่าคนๆ นั้นคือฉัน ฉันจะรู้สึกอย่างไร แล้วเราจะเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง…

…คิดว่าสมมติว่าเรา เป็นญาติเรา ถ้าไม่มีที่พึ่งเลย เราก็จะเคว้งนะคะ แต่ถ้ามีเจ้าหน้าที่มีคอยเป็นที่พึ่งให้เรา ก็น่าจะมีกําลังใจหรือมีแรงที่จะทําอย่างอื่นต่อได้… …ที่หอผู้ป่วยเราคิดว่าผู้ป่วยคือญาติพี่น้องเรา การให้บริการก็เหมือนเป็นญาติเรา คิดว่าเขาเป็นญาติเราคนหนึ่ง เอื้ออาทรทําทุกอย่างเต็มที่ ให้ความเท่าเทียมกัน ช่วยเหลือทุกอย่างที่เราสามารถจะทําได้…

…อย่าไปคิดถึงกลิ่น แล้วก็คิดว่าถ้าคุณลุงนี้คือพ่อของเรา ซึ่งด้วยตัวโรคนี่มันกำจัดกลิ่นไม่ออก วิธีการรักษาไม่หายเราจะทำยังไง…ก็ว่าถ้าเป็นคุณพ่อของเราๆ ก็ไม่มีทางเลือกต้องดูแล…

(ลปรร.ภาคกลาง)

วิธีการนี้เป็นการสร้างความมีความหมายด้วยการเชื่อมโยงสิ่งที่ประสบเข้ากับสิ่งที่มีความมีความหมายอยู่ก่อน เช่น ประสบการณ์ดั้งเดิม ความปรารถนาของตนเอง หรือบุคคลที่ตนเองเป็นห่วง วิธีการที่อาศัยหลักการเชื่อมโยงสู่สิ่งที่มีความหมายอีกวิธีคือการคำนึงถึงบทบาทหน้าที่หรืออุดมการณ์ของตนเอง

…จริงๆ ตอนผมอยู่ รพ.แพทย์เนี่ย อจ.ก็ มักจะสอนผมว่าให้เห็นใจคนไข้ ดูแลคนไข้ ทําอย่างนู้นอย่างนี้ สารพัดอย่าง แต่ในชีวิตจริงมันไม่มีน่ะฮะ มัน ไม่มีอย่างนั้นจริงๆ มันก็เลยทําให้ผมรู้สึกว่า เอ๊ะ ถ้าวันนึงเนี่ยผมมีโอกาสทําอะไรตรงนี้เนี่ย ผมก็จะพยายาม ทําให้มันดีที่สุด เผอิญตอนนี้ชีวิตผมมาถึงก็คือ บทบาทของผมตอนนี้ก็คือ เป็นพ่อ ผมมีลูกสาวหนึ่งคน นี่คือ ความรับผิดชอบสูงสุด ผมมีความรู้สึกเลยว่าผมจะต้องรับผิดชอบลูกสาวคนนี้จนกระทั่งเค้าโต อันที่สองคือคุณ แม่ผม ตอนนี้เป็นอัมพาตนั่ง wheel chair เหมือนกัน อันนี้ก็เป็นความรับผิดชอบในฐานะลูก หน้าที่ที่สามของผมตอนนี้ก็คือ หน้าที่การเป็นหมอดูแลคนไข้และก็เป็น อจ.แพทย์ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของผมก็คือ ถ้ายังมี แรงและยังทําได้ก็จะทํา 3 หน้าที่ตรงนี้ให้ดีที่สุดนะครับ…

(ลปรร.ภาคเหนือ)

…ถ้าจะเป็นโค้ชหรือเป็นครูคุณต้องดีใจในความเป็นตัวตนของเด็ก นร. คนนี้ได้ ถ้าคุณจะเป็นหมอหรือเป็นพยาบาล คุณต้องมีจิตใจหรือความภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาเป็นให้ได้…

…เค้าจะปลูกฝังตั้งแต่เข้าปีแรกจนถึงปีสุดท้ายเลยว่า คุณเป็นพยาบาลคุณต้องมีจรรยาบรรณอย่างนี้คุณมีหน้าที่ในการดูแลคนไข้ ในการช่วยเหลือ แล้วมันก็จะซึมซับไปในตัวของเราเองหน่ะค่ะ ว่าเราเป็นพยาบาลนะ เราต้องดูแลคนไข้ไม่นึกถึงประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวมอะไรประมาณเนี้ยค่ะ…

(ลปรร.ภาคกลาง)

มีข้อสังเกตว่าในกรณีของบทบาทหน้าที่ ลักษณะการเข้าถึงอาจจะอยู่ในรูปของการประเมินสถานการณ์ โดยอาศัยมาตรฐานของบทบาทหน้าที่ที่เห็นว่ามีลักษณะตรงกับอุดมการณ์ ดังตัวอย่างข้างต้น แต่บางครั้งก็อยู่ในลักษณะการไต่ถามบทบาทหน้าที่ เนื่องจากเห็นว่าไม่ตรงกับสิ่งที่เชื่อว่าเป็นแก่นหรืออุดมการณ์

…แล้วเค้าก็มองว่าไอ้พวกนี้มันไปทำอะไร ไม่ใช่งานของมันเลยนะ ผู้ใหญ่เค้าจะมองอย่างนี้ ไอ้งานรณรงค์ เย้วๆ น่ะ งานส่งเสริม มันเป็นงานของเวชกรรมสังคม งานของชุมชน มันเป็นงานนอก เราเป็นพยาบาลทำไมเราไม่ดูแลคนไข้ตรงนี้ แต่พวกเรามองกันว่าทำไมเราไม่ลงไปดักซะตั้งแต่ก่อนที่จะเป็น ป้องกันผู้สูบรายใหม่นะ แล้วคนที่เป็นโรคแล้วให้หยุดได้ไม่ให้โรคลุกลามนะ ทำไมเราไม่ดูแลตรงส่วนนั้น ช่วยให้เค้าเลิกบุหรี่ได้…

(ลปรร.ภาคกลาง)

…คำว่าคนดีที่สังคมบอกว่าดีรึเปล่า คำว่าดีแล้วทำให้พี่ฮวงทุกข์มั๊ย พี่ฮวงคิดว่าตัวเองทุกข์ ทุกข์กับคำว่าความดีที่สังคมตีกรอบไว้ว่าดี แล้วเออ..ต้องเป็นพยาบาล เป็นวิชาชีพที่ขาวสะอาด เป็นวิชาชีพที่สังคมยอมรับ แต่ว่าพอมาอยู่จริงๆ พี่ฮวงกลับคิดว่านี่เป็นการติดกรอบเพราะอยู่ในระบบอีก ที่ระบบถูกบีบให้ทำงานอย่างที่พี่ฮวงอยากจะทำเชิงคุณภาพ เพราะว่าคำว่าดี มาตรฐานตาม รพ. บอกต้องเยี่ยมกี่ครั้ง ต้องลงไปเวลานี้ สิ่งที่ผอ.กำหนด นโยบายหรืออะไรก็แล้วแต่มันเป็นการตีกรอบ แต่พี่ฮวงเป็นคนลึกซึ้งกว่านั้น คิดลึกไปกว่าคนอื่น คือพี่ฮวงอยากทำให้ลึกลงไปในชีวิตของคนๆ นั้น อยากทำให้ดีที่สุดการดูแลคนไข้คนนั้น…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

]]>