ร่างกาย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ร่างกาย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (9) ความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ https://thaissf.org/er058/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er058 Fri, 19 Sep 2014 05:40:47 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/19/er058/ 1. ในความหมายแรกสัมพันธ์กับความหมายดั้งเดิมในภาษาลาติน คำดังกล่าวมีการใช้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลในความหมายของคุณธรรมของชีวิต (Moral sense of life) ซึ่งตรงกับคำในภาษากรีกคือ Pneuma (Life in the spirit of god) คำว่า Spirituality ในความหมายนี้ยังไม่ได้มีลักษณะที่เป็นคู่ตรงข้ามระหว่าง Body กับ Spirit แต่หมายถึงพลังด้านคุณธรรมที่กำกับชีวิตของมนุษย์

2. ความหมายที่สองมีรากฐานมาจากอิทธิพลของคริสเตียน เฮเลนนิสติค (Christain-helenistic) ซึ่งในกระแสความคิดนี้เป็นการจำแนกแยกแยะความเป็นจริงในโลกออกเป็น 2 ส่วนคือ Spirit กับ Matter ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีการมองแบบทวิลักษณ์ (Dualism) ที่ Spirit กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่ตรงข้ามกับวัตถุอย่างแท้จริง ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 นั้น มีการจำแนกชีวิตออกเป็นสามส่วนได้แก่ Body คือร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมังสา Soul คือจิตใจ ส่วน Spirit เป็นจิตวิญญาณที่เป็นสากล ไม่ใช่จิตที่เป็นปัจเจกในความหมายของ Soul แต่ความหมายของ Spirit ที่เป็นสากลนี้ค่อยๆ ลบเลือนในยุคต่อมา

3. ความหมายที่สามนั้น คำว่า Spirituality ถูกใช้ในแง่ที่สะท้อนถึงขอบเขตอำนาจในเชิงของศาสนจักร โดยถือว่า คำว่า Spirituality นั้นหมายถึงสิ่งที่อยู่ใต้อาณัติของศาสนจักร

4. ความหมายที่สี่เป็นความหมายที่เข้าใจกัน ในปัจจุบันมีพัฒนาการเนื่องจากความหมายของคำว่า Spiritualité ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึง คุณภาพหรือสภาวะแห่งชีวิตไปพ้นจากความเป็นไปในทางโลกียสุขหรือเข้าถึงความเป็นจริงที่อยู่นอกเหนือจากชีวิตที่ฉาบฉวย มีนัยยะที่เน้นชีวิตด้านในของปัจเจกภาพอันเป็นความหมายที่เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปคริสต์ศาสนาที่ทำให้การเข้าถึงพระเจ้ากลายเป็นเรื่องปัจเจกมากขึ้น

ในประเทศไทยมีนักวิชาการที่ได้พยายามนำเสนอนิยาม ความหมาย หรือกรอบแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณ โดยมีการทบทวนความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้ง เช่น โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2549) ได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและพบปัญหาในการนิยามและการให้ความหมายของจิตวิญญาณที่สำคัญอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ

1. ความพยายามที่จะหาคำนิยามจิตวิญญาณที่เป็นอยู่ มิได้ให้ความสนใจกับบริบททางประวัติศาสตร์ จึงทำโดยขาดความเข้าใจว่า ความหมายของแนวคิดหนึ่ง ๆ นั้นสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบริบททางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการนิยามเป็นการให้ความหมายของสิ่งหนึ่ง ๆ ซึ่งเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกจากการให้คุณค่าที่สังคมมีต่อสิ่งนั้น ๆ และเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้คุณค่าจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมและยุคสมัย เราจึงเห็นได้ว่า มิติทางจิตวิญญาณปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ศาสนาและปรัชญาแนวคิดต่างๆ ในลักษณะที่มีการตีความแตกต่างกันไป ซึ่งสะท้อนเงื่อนไขทางสังคมและสัมพันธ์ไปกับบริบททางประวัติศาสตร์อย่างแยกไม่ออก นิยามต้องคำนึงถึงกาลเวลาและประวัติศาสตร์

2. มิติทางจิตวิญญาณ ถือได้ว่าเป็นมิติที่มีความสลับซับซ้อน ยากต่อการที่จะจำกัดความเพื่อให้เหลือความหมายที่จำกัดในแง่ใดแง่หนึ่งได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว การนิยามในทางปรัชญาถือเป็นส่วนหนึ่งทางวิชาตรรกศาสตร์ ซึ่งแนวคิดทางตรรกศาสตร์สมัยใหม่ที่เรารู้จักนี้มีรากฐานจากปรัชญาตะวันตกตามแบบอย่างของอริสโตเติลเป็นสำคัญ โดยมีปรัชญาพื้นฐานที่ยึดถือว่า สรรพสิ่งสามารถจำแนกแยกแยะและจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน สิ่งต่างๆ ล้วนมีสาระอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ทำให้เราจัดระเบียบให้แยกออกจากสิ่งอื่นที่เหลือได้

3. ความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับความหมายของมิติทางจิตวิญญาณนั้นถูกจองจำอยู่ภายใต้วิธีคิดแบบทวิลักษณ์ กล่าวคือ การนิยามจะถูกฉุดรั้งด้วยขั้วความคิดที่เป็นคู่ตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นขั้วความคิดระหว่างแบบตะวันออกและตะวันตก (East vs. West) แบบศาสนาและไม่ใช่ศาสนา (Religious vs Secular) หรือวิธีคิดแบบศาสนาหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับศาสนาอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งในวาทกรรมแบบทวิลักษณ์นั้นส่วนใหญ่มักมุ่งสถาปนาขั้วใดขั้วหนึ่งของทวิภาวะให้อยู่เหนือหรือข่มทับขั้วที่เหลือ แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการนิยามแท้ที่จริงมิได้แยกออกจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่การติดกับดักคู่ตรงข้ามทำให้ไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของมิติทางจิตวิญญาณที่ไปพ้นจากการแบ่งขั้วได้

4. ขาดความเข้าใจความสัมพันธ์ของภาษาและความเป็นจริง นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณนั้นมีอยู่และดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับจิตรับรู้และภาษาของมนุษย์ โดยภาษาของเราเป็นเพียงตัวกลางที่จะสื่อไปถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ล่วงหน้า แต่เราละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ภาษานั้นมีความสำคัญในการสถาปนาความเป็นจริง และการพยายามหาความหมายดั้งเดิมหรือความหมายที่แท้นั้นมักหลงลืมข้อเท็จจริงที่ว่าการนิยามหรือการให้ความหมายใหม่จึงเป็นประดิษฐกรรมที่สังคมมนุษย์ใช้สร้างความเป็นจริงใหม่ ๆ เสมอมา ในขณะเดียวกัน ภาษาก็อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงหรือสะท้อนความจริงและก็อาจเป็นเครื่องแสดงถึงความจริงที่ภาษาเองก็มิอาจเป็นตัวแทนได้อย่างสมบูรณ์

5. ความพยายามหาคำนิยามของจิตวิญญาณยังมีปัญหาในเรื่องความเป็นสากลของความหมาย เมื่อคำในจารีตความรู้หนึ่งถูกนำมาแลกเปลี่ยนหรือสื่อสารข้ามวัฒนธรรม คำนั้นจะถูกนำเข้ามาสู่ความหมายใหม่ในอีกภาษาหนึ่งซึ่งมีคำและความคิดอื่น ๆ ดำรงอยู่ก่อนแล้ว และส่งผลกระทบต่อระบบการให้ความหมายของคำอื่น ๆ เหล่านั้นให้ปั่นป่วนและเปลี่ยนย้ายตำแหน่งที่ทางและความสัมพันธ์เดิมของมัน ความหมายของคำหนึ่ง ๆ ย่อมสัมพัทธ์กับคำอื่น ๆ ในระบบภาษาและวัฒนธรรม นิยามจึงเป็นสิ่งที่แยกออกไม่ได้จากชุมชนด้านภาษา (Language community) การแสวงหาความหมายสากลจึงเป็นไปได้ต่อเมื่อมีภาษาหรือวัฒนธรรมหนึ่งสถาปนาตนเองอยู่เหนือภาษาหรือวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เหลือเท่านั้น

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd018 Tue, 01 Jul 2014 14:16:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/01/cd018/ การจำกัดขอบเขตความคิด การแสดงออก จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบการเรียนรู้ของเด็กในภายภาคหน้าได้ เพราะเมื่อมีการจำกัดซึ่งกระบวนการในการคิดโดยไม่ได้มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้คิดเป็นหรือสร้างสรรค์เป็นแต่อย่างใดนั้น ก็เหมือนว่าการเรียนรู้นั้นย่ำอยู่กับที่

ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาคน โดยมุ่งเน้นให้คนคิดเป็น ทั้งสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างไม่หยุดอยู่กับที่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มมีการปรับเปลี่ยนคนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเครื่องมือที่เห็นว่าจะสามารถพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นแก่เด็กได้ง่ายที่สุดและดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือการใช้ดนตรีเป็นสื่อนั่นเอง เพราะดนตรีนั้นเป็นที่โปรดปราน เปรียบเหมือนขนมหวานที่รับประทานได้ง่ายสำหรับเด็กทุก ๆ คน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย

เมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน เด็กจะกระโดดโลดเต้นเคลื่อนไหวร่างกายตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุข เป็นการออกกำลังกาย เป็นการช่วยให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ

อารมณ์ความรู้สึกของคนมีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิและช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์แจ่มใสและมีจิตใจที่เบิกบาน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม

-กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือ การที่เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น ร้องเพลง เต้น ระบำ รำละคร หรือการตั้งวงดนตรีเล่นกับพ่อแม่ในบ้านหรือกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

-กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าและตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องจำนวนและการนับหรือการที่เด็กหัดอ่านโน้ตดนตรี

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เพลงที่มีคำศัพท์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพลงคำคล้องจอง

ข้อควรระวังในการใช้ดนตรีพัฒนาเด็กปฐมวัย

สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมากสำหรับการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์คือ ต้องไม่ปลูกฝังการสอนดนตรีอย่างผิดทิศทาง เพราะนั่นถือเป็นการปิดการสร้างความคิดสร้างสรรค์ในเด็กได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่พึงระวังคือ

1.ไม่ควรสอนดนตรีในลักษณะให้เลียนแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

ผู้ใหญ่ควรเป็นผู้สังเกตไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งให้เด็กทำตาม ดังนั้นเพียงแค่สังเกตว่าเด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสมกับวัยของเขาและไม่เป็นอันตรายก็เพียงพอแล้ว เช่นเมื่อเด็กเต้นประกอบเพลงแล้วเคลื่อนไหวท่าทางโดยกระโดดสูงมากเกินไปหรือหมุนตัวเร็วเกินไปก็ต้องให้คำแนะนำเพราะอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

2.ไม่ควรสร้างค่านิยมว่าการเล่นดนตรีบางชนิดสามารถเล่นได้เฉพาะเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูงเท่านั้น เช่น เด็กที่จะเรียนหรือเล่นไวโอลีนหรือเปียโนได้ต้องมีเงินเด็กในชนบทเรียนไม่ได้เพราะไม่มีเงินค่านิยมเหล่านี้เป็นค่านิยมที่ทำร้ายทั้งจิตใจและทำร้ายทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็กอย่างมากมายทีเดียว

3.ไม่ควรมุ่งเน้นการประกวดในกิจกรรมดนตรีที่ไม่เหมาะสม เช่น ประกวดเต้นรำด้วยการใช้ท่าทางการเต้นหรือการแต่งตัวที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับวัยที่บริสุทธิ์ของเด็กและไม่ควรกดดันและคาดหวังในผลแพ้ชนะ เพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมดนตรีอย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดเลย มีแต่จะทำให้เด็กเกิดความเครียดและบางคนอาจไม่อยากที่จะทำกิจกรรมดนตรีอีกต่อไปซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้

]]>