ระบบการศึกษา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ระบบการศึกษา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 “ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er080/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er080 Fri, 31 Oct 2014 06:02:03 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/31/er080/ สนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้ว นักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องจริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบ AAR”

“เรามีประสบการณ์ในการทำงานทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน ในเรือนจำ ในบริษัทเอกชน ว่าทำอย่างไรให้คนคนหนึ่งซึ่งถูกครอบงานด้วยงานประจำ จนโงหัวไม่ขึ้นกลายเป็น story teller ที่ดี แล้วส่วนคนอื่นก็เป็น listener ที่ดี ขอเพียงทำ 2 อย่างนี้ได้เขาก็ถูกปลดปล่อยระดับหนึ่งแล้ว ที่จริงที่ทำมันมีความหมายเช่นนี้เองจากงานที่งานประจำแสนน่าเบื่อ”

“ของเราก็คือว่าครูไทยจำนวนมากรวมทั้งบุคลากรในราชการ ไม่เห็นคุณค่าของงานที่ตนเองทำ เพราะฉะนั้นการที่เขาได้มีโอกาสเป็น story teller ที่ดีและเป็น listener ที่ดีและผ่านกระบวนการ reflection ที่เหมาะสม สิ่งที่เกิดทันทีคือเขาจะเห็นคุณค่าของงานที่ทำ เห็นคุณค่าของตนเองก่อนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ยกตัวอย่าง โรงพยาบาล เขาค้นพบคำตอบเองว่า การดูแลคนไข้ที่ดีไม่ได้แปลว่าทำให้คนไข้หายป่วย เพราะความจริงแล้วโรคตั้งหลายชนิดคุณไม่มีวันจะหายป่วยหรอกชาตินี้ แต่การดูแลผู้ป่วยที่ดีคือการทำให้ผู้ป่วยมีความสุขกับโรคที่มีอยู่ ซึ่งวิธีเปลี่ยน มันเปลี่ยนจากการที่เขาได้เป็น story teller ที่ดีกับ listener ที่ดี มันไม่ได้เกิดจากการมานั่งบอก นั่งสอน นั่ง training มันทำไม่ได้”

เพราะฉะนั้นครูก็เหมือนกัน ครูต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ครูตื่นเช้ามามีหน้าที่อะไรมันต้องถูกเปลี่ยนกระบวนทัศน์แล้ว ซึ่งมันเปลี่ยนด้วยการนั่งบอกก็ไม่ได้ มันต้องการกระบวนการ AAR ที่ดี ทำ PBL มาก่อน ทำดี-ไม่ดี อย่ากลัว ทำไปเถอะเดี๋ยวเรามา AAR กันมาฝึกเป็น story teller และ listener กันฝึก reflection กัน เขาก็จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง โดยที่เราไม่ต้องบอก

ไทยพับลิก้า : หลักสูตรต้องปรับด้วยไหม

ผมก็ตอบเร็วๆ ว่าไม่จำเป็น การเปลี่ยนหลักสูตรโดยไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ ค่าเท่าเดิม หลักสูตรมันคืออะไรที่ผมเข้าใจว่ามันคือ knowledge มันอยู่ในหมวด knowledge จะดีเลิศยังไง ก็แล้วไง เพราะ IT & learning skill ที่สำคัญก็คือว่า เด็กเสพแล้วไม่เชื่อ เด็กตั้งคำถาม ต่อให้ตอบได้ ก็ไม่มีความจำเป็นว่าคำตอบนั้น “ถูก” อาจจะตั้งคำถามซ้ำ learning curve ก็จะไป

ไทยพับลิก้า : กระบวนทัศน์สำคัญที่มองว่าต้องเปลี่ยน/ปลดปล่อย ครู เด็ก มันอยู่ตรงไหน

กระบวนทัศน์สำคัญที่ 1 ครูและนักเรียนเรียนรู้ด้วยกัน เพราะกระบวนทัศน์ที่มีอยู่ทุกวันนี้คือครูรู้มากกว่านักเรียน ดังนั้นนำไปสู่การที่ต้องมีหลักสูตรมีคู่มือครู เพราะว่าหลักสูตรและคู่มือครูมันอยู่กระบวนทัศน์ประเภทที่ว่าครูต้องรู้มากกว่านักเรียน แต่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เราจะทำงานงานนี้ ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียน ที่จริงแล้วครูนักเรียนเรียนรู้ไปด้วยกัน

ครูมีหน้าที่อื่น แต่ไม่ได้มีหน้าที่ให้ knowledge ครูมีหน้าที่เป็นผู้นำกระบวนการ (facilitator) ให้ skill ของเด็กเดินหน้า หน้าที่ครูเปลี่ยนจากการโค้ช ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียน

กระบวนทัศน์ที่ 2 การศึกษาไม่มอบ knowledge การศึกษามุ่งพัฒนา skill

กระบวนทัศน์ที่ 3 กระบวนการหาคำตอบ สำคัญกว่าคำตอบ โลกนี้มันไม่มีอะไรเป็นคำตอบเดียวอีกแล้ว 200 ปีก่อนมันอาจเคยมี โลกนี้มีคำตอบเดียว แต่โลกนี้ที่มีไอทีเข้ามาไม่มีอะไรเป็นคำตอบเดียวอีกแล้ว แต่ว่ากระบวนการหาคำตอบต่างหากที่สำคัญกว่า เด็กไทยจะต้องถูกฝึกให้มีทักษะในการหาคำตอบ หาเสร็จก็ยังไม่เชื่ออีกต่างหาก ตั้งคำถามและหาใหม่ นี่คือ spiral เป็นการหมุนวนของการเรียนรู้ กระบวนทัศน์นี้ใหญ่มาก ที่สำคัญครูไทย การศึกษาไทย ติดอยู่ตรงมันต้องมีคำตอบ แม้กระทั่งครูที่ใช้ PBL จำนวนมาก ก็ยังคิดว่า PBL นั้นมีคำตอบ แต่เราก็พยายามทำให้เห็นว่า PBL ใดๆ มันก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี เช่น แก้ปัญหารถติดหน้าโรงเรียนตัวเอง ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง แก้ปัญหาร้านเกมรอบโรงเรียน ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง วิธีรักษาความสะอาดของชายหาดก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง

หลักๆ ก็ 3 อันนี้ ใหญ่สุด ครูและนักเรียนเท่ากัน เพราะเท่ากันมันถึงจะเรียนรู้ด้วยกัน คำว่าเท่ากัน equality กระบวนทัศน์ที่ 1 เป็นความเท่ากันในเชิงอะไร คือยังไงสังคมไทยนักเรียนก็ต้องเคารพครู แต่มันเท่ากันในเชิงความเป็นมนุษย์ นี่คือกระบวนทัศน์ที่ระหว่างเราทำงานเราก็เรียนรู้ด้วยกันกับภาคีที่เราทำ เมื่อครูกับนักเรียนเท่ากัน ในแง่ความเป็นมนุษย์เขาจึงสามารถถูกปลดปล่อยพร้อมๆ กัน

กระบวนทัศน์ที่ 2 น่าจะเข้าใจง่าย คือไม่มอบ knowledge

กระบวนทัศน์ที่ 3 ยังยากอยู่ คนไทยชอบคิดว่าอะไรมันมีคำตอบเสมอ แต่ความจริงมันไม่มี แต่อยู่ที่กระบวนการหาคำตอบ มีวลีที่ผมใช้กับพวกครูเสมอว่าเราต้องพาลูกๆ เราเรียนรู้ปีศาจ มันห้ามไม่ได้แล้ว 100 ปีก่อนอาจจะห้ามไม่ให้ปีศาจโผล่ได้ แต่ตอนนี้มันห้ามไม่ได้

ไทยพับลิก้า : คนพูดถึงปฏิรูปการศึกษา คุณหมอนิยามตรงนี้ว่าอะไรดี

พูดสั้นๆ ของเราก็คือเด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา แต่อย่างว่า พูดประโยคนี้ไปก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ความหมายของประโยคนี้มันถูกไง เด็กไทยควรเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุก เรียนรู้ไม่ได้แปลว่ารู้เยอะ แปลว่าเรียนรู้ คำสั้นก็คือ เด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา

ให้ผมพูดว่าปฏิรูปการศึกษาไทยความหมายคืออะไรก็ไม่ได้ แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบใช้ เราต้องถอนรากถอนโคนการศึกษาที่เป็นอยู่ คือการปฏิรูปมิใช่การเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น เปลี่ยนหลักสูตร เปลี่ยนคู่มือครู แต่ต้องใช้คำนี้ ถอนรากถอนโคน เปลี่ยนอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิด new paradigm กระบวนทัศน์ใหม่

]]>
“ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er078/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er078 Tue, 28 Oct 2014 05:57:05 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/28/er078/ โครงการโรงเรียนต้นแบบ ก็คือเราเอาโรงเรียนในกระทรวงศึกษาธิการ 5 โรง ในชนบท ที่เขาทำ PBL อยู่แล้วไม่มากก็น้อย โดยมีผู้อำนวยการสนับสนุน เอาเขามาทำเวิร์กชอปด้วยกันหลายครั้ง เพื่อทำให้เขาจัดเจนว่า PBL มันแปลว่าอะไร แล้วคุณสมบัติของ PBL หรือองค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่า PBL มีอะไรบ้าง คือเราก็ตกตะกอนมาได้ 12 ข้อ แบบไหนถึงจะเรียกว่า PBL เช่น เข้าห้องสมุดค้นคว้าไม่ใช่ PBL ทัศนศึกษาแต่มานั่งเรียนรายงานส่งครูไม่ใช่ PBL ไปบำเพ็ญประโยชน์และมาเขียนรายงานส่งครูก็ไม่ใช่ PBL ทำกิจกรรมตามคู่มือครูสมัยใหม่ ก็ไม่ใช่ PBL เป็นต้น

เราจะมีคุณสมบัติของ PBL 12 ข้อ อันนี้เป็นการสร้างร่วมกันกับโรงเรียนต้นแบบ 5 โรง และเราก็ทำ workshop ด้วยการ AAR โดยการสร้าง PLC พูดง่ายๆ เราทำให้คำว่าทักษะในศตวรรษที่ 21 คือทักษะการเรียนรู้ (learning skill) กับ ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) ชัด

learning แปลว่าอะไร ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน จำเป็นต้องผ่านแต่ละขั้นตอนอย่างไร คือทำให้คุณครูประเทศไทย โรงเรียนต้นแบบ เชื่อเสียทีว่าการเรียนรู้สร้างได้ เด็กที่จะมี creativity กับ innovation เป็นของสร้างได้ ไม่ใช่ไปรอให้มีเด็กโอลิมปิก นานๆ เกิดคนหนึ่ง ไม่ใช่ คุณสร้างได้ เป็นขั้นเป็นตอน ของมันสร้างได้ ไม่ต้องไปรอ ไอสไตน์ มาเกิด

และทักษะการใช้ชีวิตแปลว่าอะไร มันไม่ได้แปลว่าคำดีๆ หรูๆ ก็เป็น life skill ไปหมด ทักษะการใช้ชีวิตแปลว่ามนุษย์ใช้ชีวิตอย่างไร เจออุปสรรคแล้วทำอย่างไร อันนี้ก็จะมีคีย์เวิร์ดออกมา โรงเรียนต้นแบบก็จะชัดเจนในเรื่องนี้

จุดอ่อนที่เรายอมรับสารภาพก็คือทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) เพราะครูแต่ละคน ผู้อำนวยการแต่ละคนที่ทำงานกับเราก็ blank เรื่องนี้กันหมด ไม่รู้จะทำยังไงกับแท็บเล็ตหรือเฟซบุ๊ก

ที่ผมเจอแย่ที่สุดคือนักเรียนเปิดสวิชต์แท็บเล็ตพร้อมกัน ห้ามใครเปิดก่อน แล้วดูทีละหน้า อ่านทีละหน้าพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสถานการณ์น่ากลัวมาก

อีกโครงการหนึ่งคือโครงการพัฒนาและประเมินคุณภาพโรงเรียน อันนี้ก็เป็นความท้าทาย คือเราต้องใช้คำว่าโรงเรียนเกือบทั้งหมดก็มีทุกข์กับการประเมินคุณภาพของ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) มูลนิธิฯ ไปชวน 10 กว่าโรงเรียนทั้งรัฐและเอกชนและโรงเรียนทางเลือกที่มีชื่อเสียง เป็นต้นแบบ 10 กว่าโรงเรียน มาช่วยกันสร้างวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนที่เป็นจริง ไม่ต้อง make และไม่สร้างทุกข์แล้วก็ based on 21st century skill พูดง่ายๆ ว่าประเมิน skill ไม่ประเมิน knowledge ไม่ประเมินโน่น-นั่น-นี่ มากมายจนครูต้อง make ข้อมูล แต่ประเมินตามที่เป็นจริงๆ นี่ก็เป็นภาพใหญ่ๆ ของ 2 โครงการที่มูลนิธิทำอยู่

เราได้องค์ความรู้จาก 2 โครงการนี้เยอะมาก และก็ค่อยๆ ทยอยพิมพ์หนังสือที่ละเล่มออก และพยายามเผยแพร่อยู่ ก็ยอมรับว่าจุดอ่อนของโรงเรียนที่เราชวนมาทำงานแต่ละโรงก็คือไอที เพราะผู้บริหารโรงเรียน เด็ก ยังไม่เข้าใจเครื่องมือนี้เลย นอกจากใช้เล่นเฟซบุ๊กกับส่งไลน์เขาไม่เข้าใจอย่างอื่นกันเลย นี่คือทักษะการเรียนรู้มันอยู่ในนี้ แต่เด็กไทยใช้สมาร์ทโฟนเป็นแค่นี้ ไม่สามารถใช้เป็น learning tool ได้

ไทยพับลิก้า : การให้ไอทีเด็ก เหมือนอำนาจไปอยู่ในมือเด็กจริงๆ เพราะครูไม่ค่อยรู้เรื่อง และคนที่เป็นคนดูแลจัดการ คือเด็ก

ควรเป็นเช่นนั้น ซึ่งตอนนี้เราต้องเปิดใจ ว่าสมองเขากำลังพัฒนา แน่นอนถ้าเอาเครื่องมือนี้ไปให้เด็กทุกคน คนจะกลัวไว้ก่อน และก็กล่าวโทษว่า เด็กเล่นเกม ผมก็เป็นคนหนึ่งที่กล่าวโทษว่าเล่นเกม แต่ขณะเดียวกันผมปฏิเสธไม่ได้ว่า เครื่องมือจะเข้าถึงมือมนุษย์สมัยใหม่เร็วมาก เราต้องรับมือกับมัน ไม่ได้ก็ต้องได้ และเราก็ต้องเปิดใจ การอ่านแปลว่าอะไร การเขียนแปลว่าอะไร คณิตศาสตร์แปลว่าอะไร

เมื่อโลกมีเครื่องมือนี้ สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต วางอยู่บนฝ่ามือเด็ก จะกลายเป็นนาฬิกาข้อมือหรือกลายเป็นแว่นตาวันไหนก็ยังไม่รู้ แต่ตอนนี้มันอยู่บนฝ่ามือแน่ๆ ล่ะ พวกนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญหน้ากัน ถ้าเรามัวแต่ conservative ว่าอ่านก็คืออ่านหนังสือ เขียนก็คือคัดลายมือ คณิตศาสตร์ก็คือแค่แก้สมการ …ไปแน่

ประเด็นคือ ปัญหาของเด็กไทยก็คือว่าค้นหา (search) ไม่เป็น อันนี้ไม่ได้พูด IT นะ พูดเรื่องห้องสมุดห้องหนึ่ง ต่อให้วางห้องสมุดข้างหน้าให้ห้องหนึ่ง คุณก็ค้นหาไม่เป็น คุณค้นหาสิ่งที่อยากได้ไม่เป็น และแย่กว่านั้นก็คือว่า คุณไม่อยากจะค้นหา บางทีมีความสงสัยในหัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะค้นหา ไม่มี inspiration motivation ที่จะเดินเข้าห้องสมุดและค้นหา ต่อให้วางห้องสมุดตรงหน้าก็ยังไม่ทำ

คราวนี้ประเด็นก็คือว่า ห้องสมุดอยู่ในนี้สมาร์ทโฟน แต่เรายังไม่ได้แก้ปัญหา 2 ข้อ แรก 1) ค้นหาไม่เป็นต่อให้มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ มี wifi ความเร็วสูงก็ยังค้นหาไม่เป็น 2) เมื่อคุณสงสัย คุณก็ยังไม่อยากจะค้นหา แตะนิดเดียวคุณก็ได้สิ่งที่อยากรู้แล้ว รู้แล้วเชื่อไม่เชื่อ ก็เป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะการเรียนรู้ แต่คุณไม่อยากจะทำ

“สมมุติฐานของมูลนิธิฯ ที่เราตั้งไว้และเราก็กำลังพิสูจน์ก็เหมือนเดิมครับว่า เด็กไทยไม่มีสมองส่วนที่อยากจะค้นหา คือ inspiration กับ motivation มันเสียหายหมดแล้วมันอยากอยู่เฉยๆ ถูกป้อนจนอยากอยู่เฉยๆ ไม่อยากจะลุกขึ้นค้นหา เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองสักเท่าไหร่ ทีนี้ถ้ามัวแต่มานั่งอ่านหนังสือ เพื่อให้สมองส่วนนี้กลับมาเป็นวิธีที่ถูกต้องแน่ๆ แต่ตั้งข้อสงสัยว่ามันจะไม่ทันกิน มีไอทีที่ดีอาจจะดึงสมองส่วนนี้กลับมาได้เร็วกว่า ทำให้เด็กรู้สึกอยากรู้ และมันทนไม่ได้แล้ว แทนที่จะกดไลน์คุยกับเพื่อน อันนี้เริ่มเข้าสู่โหมดการค้นหาแน่นอน โผล่มา 20 ข้อมูล รู้ว่า 2 ข้อมูลเชื่อได้อีก 18 ข้อมูลเชื่อไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น”

“แต่ประเด็นคือไม่ได้เอาแค่เด็กไทยกลับมา ผมกำลังพูดเรื่องเอาสมองเด็กไทยทุกคนกลับมา แน่นอนการนั่งอ่านหนังสือวันละ 50 หน้า 5 ปี สมองส่วนนี้ก็กลับมา แต่ผมเดาว่าไม่ทัน ผมก็อยู่ในโครงการรักการอ่าน ผมก็รู้ว่ามันก็ใช่ อ่านหนังสือสมองก็จะกลับมา แต่มันไม่ทันกิน มันช้าไปแล้ว 8 บรรทัดจะเพิ่มเป็น 18 ก็ไม่ทัน มันช้าเกินไป”

เราต้องการเครื่องมือกระตุ้นสมองตัวใหม่ เครื่องมือนั้นยังไงก็อยู่บนฝ่ามือ แต่เราต้องไม่กลัวมัน ตอนนี้เรายังกล้าๆ กลัวๆ จะให้แท็บเล็ตก็กลัว จะไม่ให้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาก็ให้ทั้งนั้น หรือต่อให้ไม่ให้ มันก็มี มีอยู่บนฝ่ามืออยู่ดี

ถ้าเราจริงใจกับงานนี้ ไปได้แน่ๆ และก็น่าจะทันเวลา เวลาทำงานผมจะคิดแบบนี้ ถ้าเราจะไล่ตามประเทศอื่น เราต้องวิ่งเข้าซอยไปดักข้างหน้า เราอย่าไปทำงานวิจัยซ้ำสิ่งที่คนอื่นทำ เราวิ่งเข้าซอยไปดัก 4 แยกหน้า

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (4) บทนำ https://thaissf.org/er053-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er053-2 Thu, 04 Sep 2014 01:43:09 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/04/er053-2/ องค์การที่ได้นำเทคนิคในเรื่องจิตวิญญาณมาใช้เป็นพื้นฐานในการทำงาน จะมีการพัฒนาผลผลิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Colin, 1999 อ้างถึงใน Robbins, 2005) และยังพบว่า องค์การที่ให้บุคลากรหรือพนักงานมีโอกาสพัฒนาจิตวิญญาณจะมีผลการปฏิบัติงานที่ดีกว่าองค์การที่พนักงานไม่มีโอกาส (Nech and Milliman, 1994 อ้างถึงใน Robbins, 2005) จิตวิญญาณในการทำงานมีความสัมพันธ์ทางบวกกับการเพิ่มพลังอำนาจ (Empowerment) (Lee, 1991) และมีความสัมพันธ์ทางลบกับการตั้งใจลาออกของพนักงาน (Moore and Casper ,2005) และยังมีความสัมพันธ์กับความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ความพึงพอใจของพนักงาน ผลการปฏิบัติงานของทีม และความผูกพันต่อองค์การ (รัตติกรณ์ จงวิศาล, 2551)

สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (Spiritual health) เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่คาดว่ามีบทบาทในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพและระบบการศึกษา เพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างเป็นองค์รวมทั้งสุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมของบุคคล ช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความสุขให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา (มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์, 2552) ซึ่งมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากร และได้มีแผนการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างกว้างขวางทั้งในระดับสถาบัน องค์การ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลระดับต่างๆ ศูนย์สุขภาพชุมชน และสถานีอนามัย รวมทั้งสถาบันหรือองค์การที่ไม่ได้ทำงานกับระบบสุขภาพโดยตรง หรือมูลนิธิต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุข ทุ่มเทกำลังกายและใจเพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลัง และเกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณทั้งของผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบสุขภาพ รวมถึงบุคลากรในระบบการศึกษา ซึ่งในการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ หากมีการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐานแล้ว จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ควบคู่กับแนวทางในการเสริมสร้างและพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้อย่างมีประสิทธิผล

จากการทบทวนเอกสาร บทความ แนวคิด และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาและพัฒนาเครื่องมือในการประเมินและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา เพื่อจะนำเครื่องมือและตัวชี้วัดที่ได้ไปใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา และเป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากรทั้งผู้ให้และผู้รับบริการในระบบสุขภาพ ระบบการศึกษาและหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป

วัตถุประสงค์

1. เพื่อทบทวนเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ

2. เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดและตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

3. เพื่อจัดทำคู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

ขอบเขตการศึกษา

การศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตของการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือสุขภาวะทางจิตวิญญาณของผู้ปฏิบัติงานและบุคลากร โดยมีการศึกษา 7 ขั้นตอน ดังนี้

1. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณในการทำงาน และขั้นตอนหรือกระบวนการพัฒนาจิตวิญญาณ จากเอกสารทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย แนวคิด ทฤษฎี เครื่องมือวัด การพัฒนา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

2. สังเคราะห์และสรุปความหมาย องค์ประกอบ แนวทางในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (ผลจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง)

3. ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พิจารณาทั้งความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

4. ปรับปรุงแก้ไข ความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา หลังจากนั้นจัดทำร่างเครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา จากการทบทวนวรรณกรรมและจากผู้ทรงคุณวุฒิ

5. เก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 855 ตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มตัวอย่างในระบบสุขภาพ ซึ่งเป็นบุคลากรด้านสาธารณสุขจากโรงพยาบาลต่าง ๆ ทั่วประเทศ จำนวน 471 ตัวอย่าง และในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นบุคลากรด้านการศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ จำนวน 384 ตัวอย่าง

6. นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้เครื่องมือวัด นำมาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) เพื่อหาองค์ประกอบของจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

7. หาคุณภาพเครื่องมือวัดจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา โดย

– ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation)

– ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด (Reliability) โดยการหาค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal consistency) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficiency)

ผลการดำเนินงาน

ก. ผลที่ได้ตามตัวชี้วัด/เป้าหมายของโครงการ

1. ได้เอกสารการทบทวนบทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ

2. ได้ตัวชี้วัดสำหรับการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

3. ได้เครื่องมือวัดสำหรับการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

4. ได้คู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

ข. ผลอื่นที่ได้นอกเหนือจากเป้าหมาย/ที่คาดการณ์ไว้

1. ได้เกณฑ์ปกติ (Norms) ที่แสดงค่าคะแนนแต่ละค่าของแต่ละองค์ประกอบและรวมทุกองค์ประกอบของแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ความถี่ อันดับเปอร์เซ็นไทล์ (Percentile Rank) และคะแนนมาตรฐานที (Standardized T-Score)

2. ได้จำนวนกลุ่มตัวอย่างมากกว่าที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ จากจำนวน 500 ตัวอย่าง เป็น 855 ตัวอย่าง

3. ได้แบบบันทึกชุดคะแนนสุขภาวะทางจิตวิญญาณแต่ละด้าน (Spiritual health profile) รวมทั้งกราฟที่แสดงคะแนนแต่ละองค์ประกอบ ทั้งกราฟที่แสดงเป็นค่าคะแนน มาตรฐานที เพื่อให้ผู้ประเมินเห็นภาพชัดเจนว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนนั้นด้านใดที่น้อย ด้านใดที่มาก และกราฟที่แสดงคะแนนดิบที่รวมจากคะแนนแต่ละข้อและช่วงคะแนนปกติ เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าคะแนนในแต่ละด้านของตนนั้นอยู่ในช่วงคะแนนปกติหรือไม่ และแบบบันทึกชุดคะแนนพร้อมทั้งตัวอย่างการบันทึก

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (19) https://thaissf.org/er053/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er053 Mon, 01 Sep 2014 10:12:49 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/01/er053/ ถ้ามุ่งวิเคราะห์ตามแนวทางเดิมอันมีลักษณะเน้นโครงสร้าง ก็จะเป็นการละเลยเนื้อหาอันมีบทบาทในการจัดการศึกษาของครู

ทางออกสำหรับประเด็นข้างต้นดูจะง่าย นั่นคือ เสนอแนะให้นำเนื้อหามาพิจารณาด้วย ซึ่งไม่น่าจะมีข้อขัดข้อง โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าเป็นการสังเคราะห์ความรู้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาต่อไปก็คือแนวคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ซึ่งมีบทบาทในการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ยังไม่มีความชัดเจนในข้อมูล หรือแม้แต่ในสังคมไทยว่าแนวคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แบบไทยนั้นเป็นอย่างไร แต่สำหรับตะวันตก กรอบแนวคิดหลักที่ใช้ทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ก็คือ “อัตตาณัติ” นั่นเอง

ข้อนี้จึงเป็นอุปสรรคการนำเนื้อหามาร่วมพิจารณา เนื่องจากตามกรอบแนวคิดนี้ หากเรากำหนดเนื้อหาให้บุคคล โดยมิให้เขาได้เป็นผู้พิจารณาไตร่ตรองด้วยตนเอง อาจกล่าวได้ว่าเป็นการไม่เคารพอัตตาณัติ ซึ่งหมายความถึงการไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์นั่นเอง แต่จะมีโรงเรียนไหนในประเทศที่ยอมรับได้ หากเด็กนักเรียนไตร่ตรองดูแล้วเห็นว่าไม่ควร “รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์” หรือ “รักประชาธิปไตย” ข้อนี้ต่างจากบุคลากรทางสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด กล่าวคือ อุดมการณ์วิชาชีพของบุคลากรทางสุขภาพนั้นนับเป็นทางเลือก กล่าวคือ บุคคลเลือกได้ว่าจะเข้าสู่วิชาชีพนี้หรือไม่ แต่กรณีของระบบการศึกษานั้น สิ่งที่สืบทอดเป็นที่คาดหวังให้ทุกคนยอมรับ อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ไม่ได้แสดงถึงความเผด็จการแต่ประการใด เนื่องจากนับเป็นความกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่แม้เสรีนิยมก็เผชิญ ไม่ต่างกันเลย เสรีนิยมก็ไม่พร้อมที่จะยอมรับเช่นกัน หากบุคคลปฏิเสธเสรีภาพในการเลือก

สมมุติว่าเรายอมรับอัตตาณัติในฐานะกรอบแนวคิดสำหรับทำความเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิ่งที่ต้องเผชิญอีกประการก็คือปฏิทรรศน์แห่งเสรีภาพ นั่นคือ ทำอย่างไรจึงจะเข้าแทรกแซงเสรีภาพของเด็ก เพื่อให้เขาได้มีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ข้อนี้มีความเสี่ยงดังที่แสดงไว้ หากไม่ตระหนักว่าการส่งเสริมสมรรถนะการตัดสินใจเลือกของเด็กคือเป้าหมาย ก็อาจลดทอนเด็กลงเป็นเพียงเครื่องมือสู่เป้าหมายของครูได้ ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะดีเพียงใด แต่หากกรณีเช่นนี้เกิดขึ้น ก็ถือว่าไม่เคารพอัตตาณัติของเด็ก ในทางตรงข้าม หากเข้าใจผิดว่าเด็กมีอัตตาณัติสมบูรณ์แล้ว โดยปล่อยให้เด็กตัดสินใจเอง ก็นับเป็นการละเมิดอัตตาณัติของเด็กเช่นกัน

หากรู้สึกว่าการทำความเข้าใจศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ด้วยแนวคิดเรื่องอัตตาณัติเป็นการจำกัดเกินไป การไตร่ตรองข้อมูลพบว่าดูจะมีทางที่ก้าวพ้นการใช้กรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติไปได้ แต่สิ่งนั้นก็นำสู่คำถามอื่นๆ ดังที่เห็นข้างต้นว่ามีประเด็นที่เกินไปกว่ากรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ ได้แก่ ความรู้สึกที่สามารถสัมผัสถึงคุณค่าความเป็นคนได้โดยตรง และ คุณค่าทางวัฒนธรรมอันเป็นหนึ่งกับตัวตนกระทั่งไม่น่าจะอยู่ในขอบเขตของการเลือกที่จะรับหรือไม่รับ เช่น วัฒนธรรมของชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้พบว่าตัวระบบการศึกษาเองมีลักษณะที่นำสู่การกดทับคุณค่าทางวัฒนธรรมเฉพาะ ในบางกรณีก็เป็นไปด้วยการอ้าง “คุณค่าสากล” เช่น สิทธิ ความยุติธรรม หรือความเจริญ บางกรณีก็เป็นไปด้วยการอ้างคุณค่าเฉพาะของไทย เช่น อุดมกาณ์ชาตินิยม

นอกจากนี้ ข้อมูลที่ส่อถึงการมองผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามีความตระหนักถึงการมีอยู่ของความสามารถที่จะรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ของผู้อื่นหรือไม่ หรือว่าความรู้สึกดังกล่าวมีลักษณะจำกัด เช่น ถ้ารู้สึกถึงความเป็นคนของเด็ก ก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกถึงความเป็นคนของผู้หญิง หากกล่าวในกรอบของการพัฒนาจิตวิญญาณ ข้อนี้ไม่น่าเป็นไปได้ เนื่องจากกรอบดังกล่าวเชื่อในความเป็นสากลบางอย่าง

นอกจากลักษณะการเป็นกลไกสืบทอดอุดมการณ์บางอย่าง เช่น สิทธิหรือชาตินิยมแล้ว ตัวการศึกษาเองยังมีลักษณะที่นำสู่ข้อสังเกตว่าการศึกษาเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาจิตวิญญาณ ลักษณะนั้นได้แก่การประเมินเด็กด้วยมิติเดียว ได้แก่ คะแนน รางวัลหรือการสอบเข้าได้ นอกจากนี้ ยังมีลักษณะส่งเสริมการแข่งขัน ทำให้เด็กรับรู้เด็กคนอื่นในมิติคู่แข่งเพียงมิติเดียว การมองเห็นคนไม่เต็มคนนั้นย่อมสัมพันธ์กับการมองข้ามความเป็นคนของเขาไป อาจนำสู่การลดค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ได้ แม้ข้อมูลจะแสดงร่องรอยการแก้ปัญหาดังกล่าว แต่มีคำถามว่าความพยายามนี้เพียงพอเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพบว่ามีข้อมูลขัดกัน เช่น บ้างก็ส่งเสริมให้แข่งขัน บ้างก็เตือนให้ระมัดระวัง นอกจากนี้ การมุ่งคะแนนหรือการแข่งขันอาจนำสู่การพัฒนาจิตวิญญาณก็ได้ แต่คำถามคือจะทำอย่างไร

ดังกล่าวแล้วว่าในกรณีของเด็กนั้น หากใช้อัตตาณัติเป็นกรอบในการมองจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติด้วย ได้แก่ ปัจจัยสี่ การจัดให้มีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมและการส่งเสริมคุณธรรม เรื่องการจัดสิ่งแวดล้อมและการสอนคุณธรรมพบได้มากมายในข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นควรตระหนักสองประการ ได้แก่ การจัดสิ่งแวดล้อมและการสอนคุณธรรมไม่จำเป็นต้องสนับสนุนการพัฒนาจิตวิญญาณก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงจิตวิญญาณด้านอัตถิภาวะ อีกประการก็คือการให้การศึกษาเด็ก ดูจะมุ่งทุ่มเทเพื่อพัฒนาด้านกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม รวมถึงคุณธรรมเป็นหลัก การพัฒนาด้านจิตวิญญาณควบคู่ไปด้วยมิใช่เรื่องที่จะพบทั่วไป ข้อนี้สะท้อนเป็นอย่างดีในข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (3) บทคัดย่อ https://thaissf.org/er052/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er052 Sun, 31 Aug 2014 07:40:08 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/31/er052/ กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมตตากรุณา มีเป้าหมายและพอเพียง ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ อ่อนน้อมถ่อมตน ให้อภัย และมีความเป็นมิตร แบบวัดที่ได้มีค่าความเชื่อมั่น และมีอำนาจจำแนกอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผลจากการพัฒนาในครั้งนี้คณะผู้วิจัยสามารถสร้างคู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งประกอบไปด้วยการประเมิน 3 ส่วนได้แก่แบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ แบบสอบถามปลายเปิด และการประเมินโดยใช้กรณีศึกษา ซึ่งสามารถใช้เป็นเครื่องมือประเมินเพื่อการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณและได้นำคะแนนมาสร้างเกณฑ์ปกติจากกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

คำสำคัญ: สุขภาวะทางจิตวิญญาณ, การประเมิน, ตัวชี้วัด

Abstract

This study was aimed to review the previous literatures on spiritual health, to develop the instrument to assess spiritual health, and to construct the spiritual health assessment manual for the personnel in health care and educational settings.

The researchers developed the initial 18-dimensionional spiritual health and the scenario questions for case study instrument based on the results of literature reviews. The content validity of the instrument was examined by the panel of 13 expertise scholars. The improved instrument was used to collect the empirical data from the sample of 855 subjects. Seven dimensions as spiritual health indicators emerged from the exploratory factor analysis of the spiritual health scale and those dimensions were named moral courage, loving-kindness and compassion, goal and sufficiency, humanism, humility, forgiveness, and friendliness. The developed scale showed good psychometric properties with high item discrimination power and reliability. The final spiritual health instrument included thirty-four items, the two open-ended questionnaires capturing positive emotions experience and meaningfulness of life goal, and the scenario question for case study. The benefits of the instrument foster both the academics and practitioners in both health care and educational settings to develop and improve their spiritual health by comparing their spiritual health scores with the norm scores from the norm sample.

Keywords: Spiritual health, Assessment, Indicators

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (2) บทสรุปสำหรับผู้บริหาร https://thaissf.org/er050/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er050 Thu, 28 Aug 2014 04:49:52 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/28/er050/ สุขภาวะทางจิตวิญญาณถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญที่คาดว่ามีบทบาทในการขับเคลื่อนองค์การทั้งระบบสุขภาพ และระบบการศึกษา เพื่อสุขภาวะที่ดีอย่างเป็นองค์รวมทั้งสุขภาวะทางกาย ทางจิต และทางสังคมของบุคคล ช่วยลดความตึงเครียด และสร้างความสุขให้แก่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการหรือผู้รับบริการ ในระบบสุขภาพและในระบบการศึกษา ซึ่งมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เห็นถึงความสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณของบุคลากร และได้มีแผนการดำเนินงานในส่วนของการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างกว้างขวางทั้งในระดับสถาบัน องค์การ มหาวิทยาลัย โรงพยาบาลระดับต่างๆ ศูนย์สุขภาพชุมชน และสถานีอนามัย รวมทั้งสถาบันหรือองค์การที่ไม่ได้ทำงานกับระบบสุขภาพโดยตรง หรือมูลนิธิต่างๆ โดยมีเป้าหมายที่ต้องการพัฒนาให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีความสุข ทุ่มเทกำลังกายและใจเพื่อการปฏิบัติงานได้อย่างเต็มกำลัง และเกิดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งในการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณ หากมีการศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดการพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เหมาะสมและเป็นมาตรฐานแล้ว จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ควบคู่กับแนวทางในการเสริมสร้างและพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้อย่างมีประสิทธิผล

วัตถุประสงค์การวิจัย

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาทั้งในและต่างประเทศ เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดและตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา และเพื่อจัดทำคู่มือการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากรในระบบสุขภาพและระบบการศึกษา

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรในระบบสุขภาพที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาล และบุคลากรในระบบการศึกษาที่ปฏิบัติงานในโรงเรียน ทั่วประเทศไทย

กลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multistage sampling) โดยจำแนกภูมิภาคของประเทศไทยออกเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร และสุ่มจังหวัดในแต่ละภูมิภาค โดยกำหนดภูมิภาคละ 2 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร โดยแต่ละภูมิภาคกำหนดให้เก็บข้อมูลในโรงพยาบาล 5 แห่ง และโรงเรียน 5 แห่ง ใช้การสุ่มโรงพยาบาลและโรงเรียนตามความเหมาะสม (Convenient sampling) รวมเก็บข้อมูลกับโรงพยาบาล จำนวน 25 แห่ง และโรงเรียน 25 แห่ง

ผลที่ได้ในการศึกษาครั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างในระบบสุขภาพจำนวน 471 คน และในระบบการศึกษาจำนวน 384 คน รวมทั้งสองกลุ่มเป็นจำนวน 855 คนโดยส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง (ร้อยละ 81.7) มีสถานภาพสมรสทั้งโสด (ร้อยละ 48.2) และสมรส (ร้อยละ 47.9) ใกล้เคียงกัน เกือบสามในสี่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 72.9) รองลงมาคือจบการศึกษาระดับปริญญาโท (ร้อยละ 19.2) เมื่อพิจารณาถึงประเภทของกลุ่มตัวอย่าง เกือบครึ่งหนึ่งเป็นครูและอาจารย์ในระบบการศึกษา ร้อยละ 44.9 นอกนั้นเป็นบุคลากรในระบบสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพยาบาล ร้อยละ 32.6 นอกจากนี้ กลุ่มตัวอย่างยังครอบคลุมถึง 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคกลาง (ร้อยละ 41.1) ภาคเหนือ (ร้อยละ 21.6) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ร้อยละ 21.3) และภาคใต้ (ร้อยละ 16 ) สำหรับอายุของกลุ่มตัวอย่าง โดยเฉลี่ยมีอายุ 37.2 ปี และมีระยะเวลาในการปฏิบัติงานโดยเฉลี่ย 13.6 ปี

กระบวนการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบไปด้วยขั้นตอนทั้งสิ้น 7 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับ จิตวิญญาณและสุขภาวะทาง จิตวิญญาณ จากเอกสารทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ ประกอบด้วย แนวคิด ทฤษฎี เครื่องมือวัด การพัฒนา และงานวิจัย

ขั้นตอนที่ 2 สังเคราะห์และสรุปความหมาย องค์ประกอบ แนวทางในการประเมิน สุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content validity) โดยผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาทั้งความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

ขั้นตอนที่ 4 ปรับปรุงแก้ไข ความหมาย องค์ประกอบ และแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา หลังจากนั้น จัดทำร่างเครื่องมือวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา จากการทบทวนวรรณกรรมและจากผู้ทรงคุณวุฒิ

ขั้นตอนที่ 5 ทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มตัวอย่างรวมในระบบสุขภาพและระบบการศึกษาจำนวน 855 คน

ขั้นตอนที่ 6 นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้เครื่องมือวัด นำมาวิเคราะห์องค์ประกอบ เชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) เพื่อหาองค์ประกอบของจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา

ขั้นตอนที่ 7 หาคุณภาพเครื่องมือวัดจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา โดย

– ค่าอำนาจจำแนกรายข้อ โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์คะแนนรายข้อกับคะแนนรวม (Item-total correlation)

– ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัด (Reliability) โดยการหาค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal consistency) ด้วยวิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient)

นอกจากนี้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อวิเคราะห์ข้างต้น ผู้วิจัยได้วิเคราะห์เกณฑ์ปกติซึ่งแสดงค่าพื้นฐานของคะแนนรวมและคะแนนในแต่ละองค์ประกอบเพื่อประโยชน์ในการใช้เปรียบเทียบเพื่อการพัฒนาเมื่อนำแบบวัดไปใช้ต่อไป

สรุปผลการวิจัย

คณะผู้วิจัยเสนอผลสรุปที่ได้จากกระบวนการวิจัยในแต่ละขั้นตอน ดังต่อไปนี้

1. จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับจิตวิญญาณในบริบทต่างๆ รวมทั้งในกลุ่มผู้ทำงานด้านสุขภาพและการศึกษา พบว่า การวิจัยด้านจิตวิญญาณส่วนใหญ่เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย แบบทดสอบเกี่ยวกับจิตวิญญาณ แบบวัดการรับรู้ทางจิตวิญญาณ แบบวัดจิตวิญญาณตามแนวจิตวิทยา แบบวัดจิตวิญญาณในการทำงาน แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบบันทึกจากการสังเกตพฤติกรรม วัตถุประสงค์ของการศึกษาวิจัยที่พบคือเพื่อทำการศึกษาความหมาย ลักษณะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีจิตวิญญาณและการพัฒนาจิตวิญญาณในการทำงาน รวมถึงผลของจิตวิญญาณต่อผลลัพธ์ของการทำงาน พฤติกรรมการทำงาน ความพึงพอใจในงานและความเป็นอยู่ โดยผลการวิจัยพบว่าจิตวิญญาณหมายถึงความต้องการตามธรรมชาติของบุคคลที่จะมีสุขภาพดี ค้นพบความหมายและเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งจิตวิญญาณเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายใน เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความมีสติปัญญา ความต้องการของบุคคล รวมทั้งปัจจัยภายนอก เช่น วัฒนธรรม สภาพในชุมชน นโยบายของหน่วยงาน มาตรฐานการทำงาน ลักษณะงานหรืออาชีพและลักษณะหรือภาวะผู้นำของหัวหน้างาน

2. จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณพบว่า นักวิจัยทั้งในและต่างประเทศต่างก็ได้ให้ความหมายและอธิบายคุณลักษณะของสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่แตกต่างกันออกไป และได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรม เช่น ศาสนา และค่านิยมทางสังคมในการตีความหมาย คณะผู้วิจัยตัดสินใจเลือกใช้นิยามของ นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) เป็นแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญในการสรุปนิยามและองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่จะถูกนำมาใช้การพัฒนาเครื่องมือประเมิน ซึ่งประกอบไปด้วยสุขภาวะทางจิตวิญญาณทั้งสิ้น 18 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

1) เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ

2) จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น

3) เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย

4) รับผิดชอบ

5) ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย

6) เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

7) จัดการ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้

8) เข้มแข็ง อดทน

9) เสียสละ

10) มุ่งมั่น ทุ่มเท

11) มองโลกในแง่ดี

12) ยอมรับและให้อภัย

13) มีพลังแห่งการเรียนรู้

14) กล้าหาญ

15) คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ

16) อ่อนน้อมถ่อมตน

17) ประสานความแตกต่าง

18) พอเพียง

3. จากสรุปแนวคิดข้างต้น คณะผู้วิจัยได้ออกแบบแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 13 ท่านซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณและการประเมิน พิจารณาถึงความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยเครื่องมือประเมินฉบับร่างในขั้นตอนนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วนได้แก่ ส่วนแรกเป็นแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ จำนวน 126 ข้อ ใช้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ 18 องค์ประกอบ ส่วนที่สองเป็นเครื่องมือประเมินมีลักษณะเป็นกรณีศึกษา โดยมีสถานการณ์สมมุติกระตุ้นเร้าให้ผู้ตอบตอบคำถามเพื่อสะท้อนความมีจิตวิญญาณของตนเอง โดยกรณีศึกษาถูกออกแบบมาให้มีเนื้อหาสอดคล้องกับการทำงานในระบบสุขภาพ 3 กรณี และระบบการศึกษา 3 กรณี คณะผู้วิจัยได้รับคำแนะนำและข้อมูลสะท้อนกลับจากผู้ทรงคุณวุฒิเกี่ยวกับแนวทางการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณ และแนวทางการปรับปรุงของคณะผู้วิจัยเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณ โดยสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

3.1 เนื่องจากตัวแปรสุขภาวะทางจิตวิญญาณค่อนข้างเป็นอัตวิสัย ลึกซึ้ง เครื่องมือประเมินจึงจำเป็นจะต้องสามารถวัดให้ได้ครอบคลุมลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เพื่อสะท้อน สุขภาวะทางจิตวิญญาณให้ถูกต้องมากที่สุด โดยผู้วิจัยได้ปรับแนวทางการประเมินโดยใช้เครื่องมือประเมินหลายวิธีประกอบกันได้แก่ แบบวัดมาตราส่วนประเมินค่า กรณีศึกษา และเพิ่มแบบสอบถามปลายเปิด โดยมุ่งให้ผู้ตอบได้สะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณได้อย่างละเอียดและลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น เช่น สถานการณ์ในชีวิตที่สร้างความสุข ปิติอิ่มเอิบใจ และเป้าหมายที่สำคัญหรือสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต เป็นต้น

3.2 นิยามและมิติองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ อาจจะมีความซ้ำซ้อนและยังแยกจากกันไม่ได้เด็ดขาด อาจจะมีความยากลำบากในการวัดได้ ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงข้อจำกัดของความไม่ชัดเจนและไม่มีบทสรุปของคำว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณจากแนวคิดที่มีในประเทศไทยและต่างประเทศ ดังนั้น จึงได้มีการประชุมและเลือกแนวคิดพื้นฐานที่คิดว่าน่าจะมีความเหมาะสมกับบริบทของสังคมไทยมากที่สุดนั่นคือการเลือกแนวคิดที่ได้จากการศึกษาของนงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) และสำหรับความซ้ำซ้อนของเนื้อหา ผู้วิจัยได้ใช้กระบวนการสร้างเครื่องมือทางจิตวิทยาเป็นหลัก เช่น การวิเคราะห์องค์ประกอบ การหาคุณภาพเครื่องมือ เพื่อช่วยในการปรับปรุงแนวคิดและรายละเอียดของเนื้อหาของเครื่องมือประเมิน รวมทั้งได้ปรับปรุงและเพิ่มข้อความตามเนื้อหาที่ผู้ทรงคุณวุฒิได้แนะนำเพิ่มเติม

3.3 คณะผู้วิจัยได้พิจารณาผลของการประเมินความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยพิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ได้จากการวิเคราะห์การประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ และความตรงเชิงภาษาของข้อคำถามรายข้อ เพื่อใช้ในการพิจารณาปรับปรุงจำนวนข้อคำถาม เนื้อหา และภาษาที่ใช้ในแบบวัดส่วนที่ 1 ที่มีจำนวน 126 ข้อ ซึ่งหลังจากพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้องและข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เพิ่มข้อคำถามเกี่ยวกับประเด็นของเป้าหมายขึ้น และตัดข้อคำถามที่มีค่าดัชนีไม่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ และปรับปรุงข้อคำถามจากข้อเสนอแนะ ทั้งนี้แบบวัดฉบับปรับปรุงจึงมีจำนวนเหลือ 74 ข้อ

3.4 สำหรับเครื่องมือประเมินจากการใช้กรณีศึกษาในส่วนที่สอง ผู้ทรงคุณวุฒิให้พิจารณาถึงความยาวของสถานการณ์ เนื้อหาของสถานการณ์ที่เหมาะสมกับวัฒนธรรม การปรับภาษาเพื่อไม่ให้มีการตีความผิด จากข้อมูลดังกล่าวคณะผู้วิจัยได้ปรับลดความยาวของกรณีศึกษาให้กระชับและอยู่บนเงื่อนไขของสถานการณ์ที่เป็นกลาง ลดสถานการณ์เหลือเพียงสถานการณ์เดียวในแต่ละบริบท และเน้นไปที่การสะท้อนความรู้สึกและพฤติกรรมที่มีต่อสถานการณ์นั้น โดยมี 2 ข้อคำถามได้แก่ ความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์ และวิธีปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นั้น

4. จากการปรับปรุงแนวทางการประเมินตามประเด็นควรพิจารณาของผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าวสามารถสร้างเครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่จะถูกนำไปเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในบริบทของระบบสุขภาพและการศึกษา เครื่องมือประเมินประกอบไปด้วย 3 ส่วนได้แก่ ส่วนแรกคือแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ จำนวน 74 ข้อ เพื่อวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ 18 องค์ประกอบ ส่วนที่สองคือแบบสอบถามปลายเปิดเพื่อให้อธิบายความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เช่น สถานการณ์ในชีวิตที่สร้างความสุข ปิติอิ่มเอิบใจ และเป้าหมายที่สำคัญหรือสิ่งที่มีคุณค่าในชีวิต และส่วนที่สามคือกรณีศึกษา โดยที่คณะผู้วิจัยได้นำเครื่องมือประเมินดังกล่าวไปใช้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 855 คน

5. แบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณจำนวน 74 ข้อ ถูกนำไปเก็บข้อมูลและนำมาวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจเพื่อตรวจสอบว่ามีองค์ประกอบที่อยู่ภายใต้ข้อคำถามที่พัฒนาขึ้นอย่างไรบ้าง ผลปรากฏว่ามีองค์ประกอบที่ปรากฏเด่นชัดทั้งหมด 7 องค์ประกอบ และเมื่อตัดข้อคำถามที่ไม่ชัดเจน ซ้ำซ้อน และคัดเฉพาะข้อคำถามที่มีคุณภาพดี วัดในแต่ละองค์ประกอบที่สกัดได้ชัดเจน จะเหลือข้อคำถามทั้งหมด 38 ข้อ ซึ่งองค์ประกอบทั้ง 7 นี้ถือเป็นตัวชี้วัดที่ค้นพบจากข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณหลังจากเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งระบบสุขภาพและระบบการศึกษา โดยมีรายละเอียดในแต่ละตัวชี้วัด และความหมายของแต่ละองค์ประกอบ ดังต่อไปนี้

องค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

องค์ประกอบที่ 1 กล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง (Moral courage)

ความหมาย มีความคิดและการกระทำอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง แม้ว่าจะแตกต่างจากผู้อื่น และกล้าที่จะยืนหยัดในสิ่งที่เห็นว่าถูกต้อง กล้าที่จะยืนหยัดเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตนและพรรคพวก กล้าที่จะตัดสินใจตามอุดมการณ์ หรือเป้าหมายในชีวิตของตนเอง มีความคิดในแง่บวกและรู้จักปรับเปลี่ยนมุมมองความคิดเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ จึงสามารถเผชิญปัญหาได้ในทุกปัญหา สามารถใช้ข้อผิดพลาดเป็นแรงผลักดันในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น

องค์ประกอบที่ 2 เมตตากรุณา (Loving kindness and compassion)

ความหมาย ความสามารถในการมองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจน รู้สึกร่วมทุกข์และให้ความสำคัญกับความทุกข์ของผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กน้อย มีความรู้สึกอยากช่วยเหลือให้ผู้อื่นมีความสุขมากขึ้น เมื่อต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่นก็มักจะนำใจเขามาใส่ใจเรา ยินดีที่จะเสียสละเพื่อให้ผู้อื่นพ้นทุกข์และประสบกับความสุข

องค์ประกอบที่ 3 มีเป้าหมายและพอเพียง (Goal and sufficiency)

ความหมาย มีเป้าหมายเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ชัดเจน ใช้ชีวิตประจำวันอย่างมีสติ มีเหตุมีผล รู้จักที่จะแบ่งปันให้กับผู้อื่น รู้จักความพอเพียงในชีวิตและพึงพอใจกับชีวิตที่เป็นอยู่

องค์ประกอบที่ 4 ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ (Humanism)

ความหมาย มีความคิดและความเชื่อในคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ตระหนักว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิ์ที่จะได้รับความช่วยเหลือหรือได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน

องค์ประกอบที่ 5 อ่อนน้อมถ่อมตน (Humility)

ความหมาย การไม่โอ้อวดทะนงตนในความรู้ หรือความสามารถของตนเอง รู้จักมีสัมมาคารวะ มีความอ่อนน้อมถ่อมตนและยอมรับความคิดเห็นหรือคำแนะนำที่เป็นประโยชน์จากผู้อื่น แม้ว่าจะขัดแย้งกับความคิดของตนเองก็ตาม

องค์ประกอบที่ 6 ให้อภัย (Forgiveness)

ความหมาย สามารถให้อภัยต่อความผิดของผู้อื่นสามารถแสดงพฤติกรรมทางบวกต่อคนที่ทำไม่ดีกับตนเอง การมีความตั้งใจที่จะทำดีกับผู้อื่น ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นมิตรหรือศัตรู

องค์ประกอบที่ 7 มีความเป็นมิตร (Friendliness)

ความหมาย มีความเป็นมิตรต่อผู้อื่น มีความเป็นกันเอง สามารถพูดคุยและเข้ากับคนได้ทุกระดับ

6. เมื่อพิจารณาคุณภาพของแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ พบว่าค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมของข้อคำถามแต่ละข้ออยู่ระหว่าง .63 – .89 ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวมที่ไม่รวมคะแนนข้อคำถามข้อนั้น (Corrected Item-Total Correlation) อยู่ระหว่าง .52 – .80 ซึ่งทุกค่าสหสัมพันธ์มีค่าบวกและมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่าข้อคำถาม 38 ข้อในแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณมีอำนาจจำแนกที่ดี สามารถแยกบุคลากรที่มีสุขภาวะทางจิตวิญญาณสูงและต่ำออกจากกันได้ เมื่อพิจารณาค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน (Internal Consistency) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค (Cronbach’s alpha coefficiency) ของทุกองค์ประกอบอยู่ระหว่าง .82 – .89 และเมื่อรวมคะแนนทุกข้อคำถามจากทุกองค์ประกอบ ความเชื่อมั่นของแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณทั้งฉบับจะเท่ากับ .94 แสดงว่าแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณทั้งแต่ละด้านย่อยหรือรวมทุกด้านมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับเกณฑ์ที่ดี

7. คณะผู้วิจัยได้นำข้อมูลแบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เก็บได้จากกลุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์เกณฑ์ปกติโดยนำเสนอคะแนน และคะแนนมาตรฐาน โดยเทียบกับค่าคะแนนเปอร์เซ็นไทล์ ของผู้ตอบ โดยใช้ช่วงคะแนนปกติ คือ ระหว่าง 25 – 75 เปอร์เซ็นไทล์ ดังนั้นถ้าผู้ตอบคนใดที่ได้คะแนนตกอยู่ในช่วงที่ต่ำกว่าปกติ ควรให้ความสนใจและพัฒนาสุขภาวะทางจิตวิญญาณด้านนั้น ด้วยเหตุนี้ แบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่พัฒนาขึ้นนี้จึงสามารถใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองคนที่มีระดับสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ควรพัฒนาให้มาเข้ารับการฝึกอบรมหรือพัฒนาได้

8. จากกระบวนการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณดังกล่าว ท้ายที่สุดคณะผู้วิจัยสามารถสร้างคู่มือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา โดยประกอบด้วยเครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่ผ่านการหาคุณภาพทางวิชาการแล้ว 3 ส่วนได้แก่

1) แบบวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นแบบประเมินค่ามาตราส่วน โดยให้ผู้ถูกประเมินตอบข้อคำถามทั้งสิ้น 38 ข้อ ที่สะท้อนถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณใน 7 องค์ประกอบได้แก่ การกล้ายืนหยัดทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมตตากรุณา มีเป้าหมายและพอเพียง ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ อ่อนน้อมถ่อมตน ให้อภัย และมีความเป็นมิตร โดยให้ผู้ตอบเลือกที่ตรงกับตัวผู้ตอบมากที่สุด จากมาตราส่วน 5 ระดับจาก ไม่ใช่ตัวท่านมากที่สุด ไม่ใช่ตัวท่านมากนัก เป็นตัวท่านปานกลาง เป็นตัวท่านมาก เป็นตัวท่านมากที่สุด เมื่อตอบเสร็จสามารถคิดคะแนนแต่ละองค์ประกอบ โดยนำคะแนนแต่ละข้อมารวมกันจะได้คะแนนที่สะท้อนถึงการมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณในด้านนั้น

ทั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ออกแบบวิธีการรายงานผลโดยได้สร้างแบบบันทึกชุดคะแนนสุขภาวะทางจิตวิญญาณแต่ละด้าน (Spiritual Health Profile) รวมทั้งกราฟที่แสดงคะแนนแต่ละด้าน ทั้งกราฟที่แสดงเป็นค่ามาตรฐานที เพื่อให้ผู้ประเมินเห็นภาพชัดเจนว่าสุขภาวะทางจิตวิญญาณของตนนั้นด้านใดที่น้อย ด้านใดที่มาก และกราฟที่แสดงคะแนนดิบที่รวมจากคะแนนแต่ละข้อและช่วงคะแนนปกติ เพื่อให้ผู้ประเมินสามารถเห็นได้ชัดเจนว่าคะแนนในแต่ละด้านของตนนั้นอยู่ในช่วงคะแนนปกติหรือไม่

2) แบบสอบถามปลายเปิด ที่มุ่งให้ผู้ตอบได้สะท้อนความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เช่น ความสุข ความปีติ ความอิ่มเอิบใจ สิ่งที่มีคุณค่า และเป้าหมายในชีวิต โดยในส่วนนี้ ประกอบด้วย ข้อคำถามหลัก 2 ข้อ ได้แก่ ให้ท่านเล่าเรื่องหรือสถานการณ์ที่ทำให้ท่านมีความสุข ความรู้สึกปีติอิ่มเอิบใจ และบรรยายเหตุผลประกอบ ให้ท่านเล่าเรื่องราวต่อไปนี้ สิ่งที่มีค่า/มีความหมายในชีวิต/เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของท่านคืออะไร ท่านมีแนวทางดำเนินชีวิตไปสู่สิ่งที่มีค่า/มีความหมายในชีวิต/เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของท่านอย่างไร และท่านได้ดำเนินชีวิตไปตามสิ่งที่มีค่า/มีความหมายในชีวิต/เป้าหมายสูงสุดในชีวิตของท่านหรือไม่ อย่างไร

3) กรณีศึกษาทั้งบริบทในระบบสุขภาพและบริบททางการศึกษา บริบทละหนึ่งสถานการณ์ โดยมีข้อคำถาม 2 ข้อได้แก่ ท่านรู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ข้างต้น และ ท่านมีวิธีปฏิบัติงานเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ข้างต้นอย่างไร

เครื่องมือประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่สร้างขึ้นมาจากจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ สามารถนำไปใช้สำหรับนักวิชาการ นักวิจัย และนักพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเมินที่สะท้อนถึงสุขภาวะทางจิตวิญญาณ โดยมีพื้นฐานเพื่อการพัฒนาเป็นหลัก ผู้ถูกประเมินจะได้เห็นแนวโน้มของจุดอ่อนที่ควรพัฒนาและจุดแข็งของตนเองที่สะท้อนจากเครื่องมือประเมิน

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (10) https://thaissf.org/er041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er041 Mon, 18 Aug 2014 10:13:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/18/er041/ ไม่เคารพสิทธิ ความเท่าเทียม สอดคล้องกับข้อความต่อไปนี้

…แต่พอเข้าไปปุ๊บ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ซึ่งเห็นแล้วพวกนี้ สภาพมันไม่เหมือนโรงเรียนอื่นอ่ะ เอ๊ะ เราไปสอบก็เราก็นึกว่าเหมือนโรงเรียนทั่วไป ไปกลับเนี่ยเจอ 24 ชั่วโมง ไปเจอปัญหาเด็ก ความสงสารมันขึ้นอ่ะ ไปขึ้นตรงนั้น …ด้วยว่าความที่ก็เกิดความเมตตาแล้วก็ความเสียสละ แล้วก็มองเรื่องความเป็นธรรมความเสมอภาคของคนในสังคม ก็มองเลยว่า เออ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งนะที่เสียโอกาสมากเลย แล้วก็กลไกการปกครองของประเทศมันถูกผู้ที่มีอำนาจกว่า เจริญกว่า มีการศึกษากว่า จะได้เปรียบทุกอย่างเลยไง แล้วคนกลุ่มนี้จะต้องเสียเปรียบทางสังคม…ไอที่ผมเป็นครูเข้ามานะครับ ผมก็เลยคิดว่าการศึกษานี่เป็นกลไก เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนกลุ่มด้อยโอกาสนั้นน่าจะเป็นพลิกชีวิตเปลี่ยนโอกาสขึ้นมานะครับ…

ทั้งนี้ มีอีกข้อความหนึ่งให้พิจารณา

…เราก็เน้นเสมอเด็กต่างชาติที่อยู่เราต้องรักในหลวง ต้องรักประเทศไทย เราสอนเรื่องประวัติศาสตร์ยากมากเรื่องไทยกับพม่ารบกัน คิดแล้วคิดอีกว่าจะเป็นแง่ลบ แง่บวกกันแน่เพราว่าต้องมีทั้งเด็กพม่า เด็กไทยอยู่ปนกัน ก็เน้นบอกว่าต้องรักประเทศไทย รักในหลวง…

ข้อนี้มีประเด็นคล้ายกับเรื่องการวัดผล คือ มีเงื่อนไขบางอย่างในตัวระบบการศึกษาเองที่ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ในยามที่พิจารณาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือ การศึกษาเองกลายเป็น “สิทธิ(มนุษยชน)ขั้นพื้นฐาน” เป็นเรื่องความเป็นธรรมในสังคมที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นกลไกในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ปัจเจกบุคคลและสังคม อีกประการหนึ่งคือการศึกษามีหน้าที่ในการสืบทอดอุดมการณ์บางอย่าง ข้อนี้จึงเกิดคำถามว่าแนวคิดเรื่องสิทธิ ความเจริญก้าวหน้าและอุดมการณ์ดังกล่าวอาจนำสู่การกดทับความเป็นตัวตนเฉพาะวัฒนธรรมหรือไม่ ประเด็นนี้สำคัญ ดังกล่าวแล้วว่าตัวตนทางวัฒนธรรมกินความถึงความมีความหมายของโลกและชีวิตทั้งปวง ซึ่งหมายความว่ามีฐานะเป็นแหล่งของสุขภาวะทางจิตวิญญาณเลยทีเดียว

4.2 จิตวิญญาณและจิตวิญญาณความเป็นครู

ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงการศึกษาก็คือเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระบบสุขภาพแล้ว แม้จะมีภาพของการเปลี่ยนแปลงตนเองและการต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน (ดูตัวอย่างการต่อสู้กับความกดดันทางอารมณ์ในเรื่อง “จิตนิ่ง” ข้างล่าง) แต่ก็มีน้อยกว่า และบางครั้งดูเหมือนกับว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมีลักษณะคงที่ เหมือนกับผ่านการหล่อหลอมหรือผ่านการตกผลึกมาแล้ว ข้อนี้ทำให้การสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณก็เป็นไปได้ไม่ง่ายนักเช่นกัน เนื่องจากสังเกตได้ว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูจะเห็นว่า “จิตวิญญาณ” และ “จิตวิญญาณความเป็นครู” เป็นเรื่องเดียวกัน แม้ในส่วนกระบวนกรเอง ก็ดูจะมิได้ให้ความสำคัญกับแง่มุมความหมายของคำว่า “จิตวิญญาณ” มากนัก สังเกตได้จากการที่กระบวนการให้ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำกิจกรรมดังนี้

…จะให้อาจารย์ทบทวนพลังทั้งหมดที่เรามี 8 ด้านด้วย อาจารย์ดูแลตัวเองและเติมตัวเองในด้านไหนบ้าง ด้านร่างกาย การกินอาหาร การนอนหลับ การพักผ่อน ด้านอารมณ์ ว่าเราได้เติมพลังตัวเองในด้านอารมณ์อะไรบ้าง หรือว่าด้านจิตวิญญาณ ไปทำบุญตักบาตร หรือทางด้านปฏิสัมพันธ์ ด้านบริบทด้านปัญญา ด้านสารอาหาร…

สังเกตได้ว่ามีการแยกระหว่าง “จิตวิญญาณ” และ “ปัญญา” แม้ว่าจะมีการถกเถียงเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” และ “จิตปัญญา” นอกจากนี้ ยังนิยาม “จิตวิญญาณ” เป็นเรื่องทางศาสนาเป็นหลัก

ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้บุคคลมี “จิตวิญญาณความเป็นครู” ดังนี้

…เมื่อก่อนนี้ผมไม่อยากเป็นครูนะ เพราะสมัยก่อนที่ตอนเรียนจบใหม่ๆ เพลง ตชด. ขอร้องกำลังดังอยากเป็นตำรวจชายแดนมาก ไม่รู้ว่ามนต์ภาคเหนือที่ว่ามีดอยมีอะไร แต่พอได้มาเป็นครูจริงๆ เห็นเด็กด้อยโอกาส เห็นอะไรมากก็เลย จากวันนั้นมา 35 ปี ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจเลย เพราะว่ารักเด็กมากจนไม่อยากเข้าไปอยู่ในเมือง…ช่วงนั้นผมเข้าไปทดสอบดูปรากฏว่าเด็ก ม. 6 หา ห ร ม. ค ร น. ไม่เป็นผล เลยคิดว่ามันยิ่งทำให้ผมเอาใจใส่ประถมมากขึ้น…

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (7) https://thaissf.org/er038/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er038 Fri, 15 Aug 2014 01:26:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/15/er038/ การที่ผู้อื่นเข้าใจและตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม มีข้อมูลที่แสดงเป็นอย่างดีว่าครูตระหนักถึงข้อนี้

…เพราะเดี๋ยวนี้เด็กเขาคาดหวังสูงนะค่ะก็ไปเห็นการประกวดชิงช้าสวรรค์ ชอบดูค่ะถ้าเด็กทีมไหนแพ้ก็จะร้องไห้ชนิดที่ว่าคนดูคิดว่าดูไม่ดีเลย ครูเขาไม่เผื่อเด็กก็บอกว่าจะต้องชนะต้องชนะ เพราะฉะนั้นเพื่อให้เด็กชนะ เพื่อที่จะเสนอตันหาของผู้ใหญ่นะค่ะ น่าจะเป็นเรื่องจริงตรงนี้พี่สงสารเด็กให้เผื่อใจไว้ ความผิดหวังเขาก็จะได้ลดลงต้องเผื่อใจไว้ น่าจะสำคัญกับครูที่ส่งเด็กเข้าประกวดทั้งประเทศเลยนะค่ะ สภาพจิตใจของเด็กที่แพ้น่าสงสาร…

ประเด็นเรื่อง “การแข่งขัน” นำสู่ข้อท้าทายอีกประการในการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

…เรานึกอย่างหนึ่งว่าสภาพการศึกษาไทยนี่มันสร้างเด็กให้เป็นอย่างนั้นเอง เราโทษเด็กไม่ได้หรอก เด็กต้องมีการแข่งขัน ต้องเอาคะแนนต้องเยอะไรมาเยอะมาจับกัน ทำให้เด็กเห็นแก่ตัวทำอะไรไม่ได้เลย ฉะนั้นเรียนเพื่อสอบไม่ได้เรียนเพื่อชีวิต…

เป็นเรื่องน่าสนใจว่าระบบการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นคะแนน รางวัลหรือการสอบเข้าได้ รวมถึงระบบการแข่งขันนั้น มีปรากฏชัดในระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แล้ว การวัดค่าบุคคลเช่นนั้นเป็นการทอนค่าความเป็นคน เนื่องจากเป็นการแสดงว่าบุคคลมีคุณค่าได้เพียงมิติเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ยังนำสู่การลดค่าความเป็นคนในรูปแบบที่ว่าผู้เรียนมิอาจพิจารณาความเป็นมนุษย์ของผู้เรียนคนอื่นได้ เนื่องจากมุ่งมองเฉพาะมิติเดียว นั้นคือ มองในด้านที่ว่าเป็นคู่แข่ง ข้อนี้เป็นความท้าทายอีกประการสำหรับการจัดการศึกษาเพื่อส่งเสริมความเป็นมนุษย์ ข้อมูลแสดงว่ามีครูที่นำประเด็นนี้มาเป็นโอกาสในการสอนให้เด็กคิดเช่นกัน

…เราจะบอกเด็กอย่างนี้ตลอดเลยค่ะ เราจะไม่บอกเค้าคือคนสำคัญ เราจะไม่ยอมให้เค้าเป็นนางเอกหรือพระเอกคนเดียว เพราะนี้คืออันตรายในชีวิตของเค้า…

…ผมสอนนักเรียนว่า เราต้องชนะ แข่งกีฬาก็ต้องชนะ ทำอะไรก็ต้องได้ๆ เราไม่ใช้วิชาแพ้ เราใช้วิชาแพ้ครับ นักเรียนที่ฆ่าตัวตายที่สอบของจุฬาที่ว่าไม่ได้เกรด 4 หมดแล้วก็ฆ่าตัวตายนะ อันนี่คือแพ้ไม่ได้ ไม่ได้ตามที่คิด เพราะฉะนั้นบอกว่าวิชาแพ้นี้สำคัญ เราต้องรู้จักยอมกันบ้าง สังคมจะวุ่นวายเพราะเรายอมกันไม่ได้ เราแพ้ไม่เป็นน่ะ ไม่ใช่ว่าแข่งกีฬาต้องชนะ มันดี แต่ถ้าแพ้เราก็ต้องทำใจได้ ไม่ใช่แพ้ก็ทะเลาะกับเพื่อน ตีกัน มันไม่ได้ ต้องชนะอย่างเดียว ถ้าแพ้ต้องตีโพยตีพาย หรือไม่ได้ เอ็นฯ เข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ก็กินยาตายนี้มันไม่ใช่…

…นี้คือส่วนที่ตัวเองจะคุยกับนักเรียนตลอดนะคะ เสร็จมากิจกรรมส่วนนี้ นั้นจะดีใจหรือเสียใจอย่างไร แสดงได้แต่อย่าให้มันมากจนเกินไปนะคะ ให้รู้จักหักห้ามใจตัวเองใช่ไหมคะ แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดา กลับมาแล้วมานั่งสรุปกันว่าวันนี้ทีมที่ดีกว่าเราเขาดีตรงไหน เราอ่อนตรงไหน ตรงนี้คะเราสอนให้นักเรียนมีชีวิตที่เป็นอย่างธรรมชาติในเรื่องนี้ เรื่องจริงมันเป็นอย่างนี้เหมือนกับท่านผ.อ.เสถียรบอกว่าสอนให้เราแพ้ เพราะว่าชีวิตนี้เราไม่ใช้จะได้อะไรมาเป็นของเราตลอด ถ้าเรารู้จักปรับตัวให้เขากับตรงนั้นเด็กคนนั้นก็จะอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ…

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ละเลยไม่ได้คือถ้าในตัวระบบการศึกษาเองใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการผลักดันให้ “ชนะ” ก็หมายความว่ามีพื้นที่สำหรับการสอน “วิชาแพ้” ไม่มากนัก

]]>