ภาวะ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ภาวะ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (20) https://thaissf.org/sh050/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh050 Thu, 14 Aug 2014 13:12:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/sh050/ ได้ด้วยการผันแปรทางจินตนาการ การผันแปรนั้นอาจใช้วิธีการต่างกัน เช่น คิดเชิงบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ การผันแปรทางจินตนาการต้องอาศัยความคิดเกี่ยวกับคุณค่า หรือ “ทิศทาง”กำกับ

# มีปัจจัยต่างๆ สนับสนุนทั้งในส่วนของการผันแปรทางจินตนาการและทิศทาง เช่น ตัวแบบที่ดี สัมพันธภาพที่ดี ระบบขององค์กร

การวิเคราะห์ข้อมูลพบว่ามีการกล่าวถึงเพียง “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” เท่านั้น แต่ไม่พบว่ามีการกล่าวถึง “ภาวะจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” ดังนั้น ในส่วนของ “จิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” จึงสังเคราะห์ได้แต่ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” เท่านั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับ “จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ” การวิเคราะห์ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงส่วนที่เป็น “สมรรถนะ” และ “ภาวะ” ข้อนี้ทำให้กล่าวถึง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ” ได้ (ในความหมายของภาวะที่ดีทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ)

จะเห็นได้จากกรอบแนวคิดได้ว่าหากบุคคลสามารถก้าวพ้นตัวตนและพบความมีความหมายใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและมีทิศทางที่เหมาะสม ย่อมกล่าวได้ว่าบุคคลผู้นั้นมี “สุขภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ” ในทางตรงข้าม หากผู้ใดไม่สามารถก้าวพ้นตัวตนได้ บุคคลผู้นั้นย่อมมี “ทุกขภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ” (ดังมีตัวอย่างแสดงชัดในหัวข้อ 4.4)

6. เอกสารอ่านประกอบการสังเคราะห์

ประเวศ วะสี. (๒๕๕๑). สุขภาวะทางปัญญา. มติชนรายวัน, ๑๔ มิถุนายน.

ภิรมย์ กมลรัตนกุล และวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี. (๒๕๔๙). แนวคิดใหม่เกี่ยวกับ “สุขภาวะ” และ “การสร้างเสริมสุขภาพ”. จุฬาลงกรณ์เวชสาร ๕๐(๕), น. ๒๙๑ – ๓๐๐.

Berry, D. (2005). Methodological Pitfalls in the Study of Religiosity and Spirituality. Western Journal of Nursing Research 27(5): 628-647.

Faull, K. and Hills, M.D. (2006). The Role of the Spiritual Dimension of the Self as the Prime Determinant of Health. Disability and Rehabilitation 28(11): 729-740.

Gall, T. L. and Grant K. (2005). Spiritual Disposition and Understanding Illness. Pastoral Psychology 53(6): 515-533.

Harris, A. H. S. et. al (1999). Spirituality and Religiously Oriented Health Interventions. Journal of Health Psychology 4(3): 413-433.

Heintzman, P. (2002). A Conceptual Model of Leisure and Spiritual Well-Being. Journal of Park and Recreation Administration 20(4): 147-169.

Howard, N. C., et al. (2000). Spiritual Directors and Clinical Psyshologists: A Comparision of Mental Health and Spiritual Values. Journal of Psychology and Theology 28(4): 308-320.

Kaut, K. P. (2002). Religion, Spirituality, and Existentialism Near the End of Life: Implications for Assessment and Application. American Behavioral Scientist 46(2): 220-234.

Komatra Chuengsatiansup. (2003). Spirituality and health: an initial proposal to incorporate spiritual health in health impact assessment. Environmental Impact Assessment Review 23: 3 – 15.

Moss, D. (2002). The Circle of the Soul: The Role of Spirituality in Health Care. Applied Psychophysiology and Biofeedback 27(4): 283-297.

Nolan, P. and Crawford, P. (1997). Towards a Rhetoric of Spirituality in Mental Health Care. Journal of Advanced Nursing 26: 289-294.

Pandey, A. and Gupta, R. K. (2008). Spirituality in Management: A Review of Contemporary and Traditional Thoughts and Agenda for Research. Global Business Review 9(1): 65-83.

Pesut, B. and Thorne, S. (2007). From Private to Public: Negotiating Professional and Personal Identities in Spiritual Care. Journal of Advanced Nursing 58(4): 396-403.

Smith, J. and McSherry, W. (2004). Spirituality and Child Development: A Concept Analysis. Journal of Advanced Nursing 45(3): 307-315.

Weaver, A. J. et. al. (1998). An Analysis of Research on Religious and Spiritual Variables in Three Major Mental Health Nursing Journals, 1991-1995. Issues in Mental Health Nursing 19: 263-276.

———. (2006). Trends in the Scientific Study of Religion, Spirituality and Health: 1965-2000. Journal of Religion and Health 45(2): 208-214.

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (17) https://thaissf.org/sh047/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh047 Thu, 14 Aug 2014 12:50:14 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/sh047/ ในเรื่องของการประสานงานที่เหมาะเจาะของความคิดและความรู้สึก ข้อนี้ทำให้ตั้งข้อสงสัยว่าเราจะอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณอยู่เสมอได้อย่างไร นอกจากนี้ ถ้าภาวะร่างกายเป็นไปตามปกติ เราก็จะประเมินว่ามีสุขภาวะทางกาย (ในความหมายที่ว่ามีภาวะทางกายที่มีสุข) แต่ถ้าภาวะทางจิตวิญญาณเป็นอย่างที่เป็น คือ เข้าถึงความมีความหมายอยู่ในโลกอยู่แล้ว ไม่ว่า “โลก” นั้นจะกว้างหรือแคบ เราจะประเมินเช่นเดียวกันได้หรือไม่ว่ามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

ในเมื่อข้อมูลในการวิเคราะห์ชี้ว่าผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อนจนกระทั่งจิตวิญญาณในฐานะของการเปลี่ยนแปลงจากความหมายสู่ความมีความหมายนั้นได้เกิดขึ้นกับพวกเขา คำถามเหล่านี้น่าจะทำให้เห็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของจิตวิญญาณ นั่นคือ ในการประเมินภาวะทางจิตวิญญาณว่าเป็น “สุข” หรือไม่นั้น จะต้องมีองค์ประกอบของ “พัฒนาการ” ประเด็นนี้สอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ว่าความตระหนักในความมีความหมายเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

คำว่า “ประสานกันอย่างเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก” หรือ “ตระหนักในความมีความหมาย” หรือแม้กระทั่ง “เปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย” ที่ใช้มานั้น เมื่อพิจารณาโดยอาศัยกรอบการแยกแยะ “ความคิด-ความรู้สึก” ร่วมกับพื้นฐานการวิเคราะห์ข้างต้นที่แสดงว่า “ความคิด” คือสิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ (โดย “ความคิด” นี้มีความหมายครอบคลุมความรู้ความเข้าใจในความหมายของสิ่งที่รับรู้) เราก็อาจจะนำคำต่างๆ เหล่านี้มาอธิบายใหม่ได้ในความหมายของ “การรู้สึกถึงความคิด” (felt thought) หรืออีกนัยหนึ่ง เมื่อสิ่งที่เราคิดเป็นสิ่งที่เรารู้สึก (when the thought is felt.) ถ้าเรายอมรับว่าปรกติเราอยู่ในภาวะที่มีความมีความหมายอยู่แล้ว ก็แปลว่าปรกติเราอยู่ในภาวะที่เรารู้สึกความคิดหรือความหมายอยู่เสมอ

ไม่ว่าขอบเขตของความคิดที่เราสามารถรู้สึกนั้นจะกว้างแคบเพียงใด อาจกล่าวได้ว่าความประสานเหมาะเจาะอันเป็น “ทุนเบื้องต้น” นี้ก็คือ “ตัวตน” ของเรา (ในความหมายของความเป็นตัวเรา หรือ อัตถิภาวะแห่งตัวเรา) สิ่งที่สังเกตเห็นได้ก็คือแม้ข้อมูลจะแสดงว่า “ความคิด” คือสิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ แต่โดยพื้นฐานแล้ว ความเป็นตัวเป็นตนของเราจะมีได้ก็ด้วยความรู้สึก เพราะถ้าความคิดมี แต่เราไม่รู้สึก ความคิดนั้นก็มิได้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวเป็นตน หรือมิได้อยู่ในโลกอัตถิภาวะของเรา

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (4) https://thaissf.org/sh036/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh036 Thu, 31 Jul 2014 09:58:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/31/sh036/ มีข้อมูลที่เน้นมิติด้านความคิด นั่นคือ เป็นข้อมูลที่สัมพันธ์กับ “จิตวิญญาณ” ในฐานะของภาวะอันประกอบด้วยความตระหนักรู้ในความมีความหมายบางอย่าง แต่ข้อมูลดังกล่าวปรากฏในลักษณะของการบรรยายความหมายหรือระบบความคิด โดยแสดงความซาบซึ้งอยู่ในที หรือไม่ก็ปรากฏในลักษณะของการตกผลึกความคิด ลักษณะของข้อมูลจึงดูเหมือนเน้นในด้านความคิดมากกว่า ขณะที่ความเชื่อมโยงกับมิติด้านความรู้สึกไม่ค่อยมีความชัดเจน ยกตัวอย่างเช่นการยืนยันความมีความหมายของโลกทัศน์แบบพุทธ

…การสร้างความดีความงามใส่ตัวเป็นสิ่งสำคัญ เราเป็นแก้ววิเศษ แต่คนอื่นมองหาบ่เห็นหรอกครับ ในแก้วนี้…จิตใจของเราเป็นใหญ่ เฮาสิเดินไปทางใด โลกเกิดขึ้นด้วยใจ ใจนี่คือสิ่งที่ประเสริฐสุด ก้าวใด ถ้าใจไม่คิด ย่างขาก็บ่เดิน เมื่อเป็นเช่นนั้นเปิ้นจึงว่า ใจนี่แหละครับ โลกมันจะเกิดขึ้นได้ขึ้นอยู่กับใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เอาใจนี่นะครับเป็นตัววัด…วัดในสิ่งแวดล้อม วัดในวัตถุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ ภูเขาเลากา เงินทอง เรือกสวนไร่นา สิ่งเหล่านี้มันเป็นธรรมะ…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

4.2 สรุป

เบื้องต้นได้แยกแยะ “สมรรถนะ” และ “ภาวะ” โดยพื้นฐานที่สุด แบ่งเป็น (1) สมรรถนะและภาวะทางกาย (2) สมรรถนะและภาวะทางจิต สำหรับ (2) สามารถแยกย่อยได้เป็น (2.1) สมรรถนะและภาวะทางความคิด (2.2) สมรรถนะและภาวะทางความรู้สึก สำหรับสมรรถนะและภาวะทางสังคมนั้น ถือเป็นเบื้องต้นว่าอย่างน้อยก็สามารถอธิบายได้ด้วย สมรรถนะและภาวะทางจิต

ข้อมูลที่วิเคราะห์จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจลักษณะสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (1) พบว่ามี “สมรรถนะทางจิตวิญญาณ” ในฐานะที่เป็น “สมรรถนะพิเศษ” บางอย่างที่ไม่ใช่สมรรถนะทางจิต อาจเรียกว่า “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” (supernatural) โดยสมรรถนะนี้ หากพัฒนาแล้ว สามารถมีผลต่อภาวะทางจิตและกายได้ ทั้งนี้ในข้อมูลมิได้บ่งชัดว่ามี “ภาวะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” ใดเกิดในฐานะผลของ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” นี้หรือไม่ อาจเป็นไปได้ว่า “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” สามารถส่งผลโดยตรงต่อภาวะทางจิตและกาย ทำให้เกิดสุขภาวะทางจิตและกาย หรืออาจเป็นไปได้ว่า “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” ก่อให้เกิด “ภาวะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” บางอย่าง โดยสิ่งนี้ส่งผลอีกต่อหนึ่งต่อภาวะทางจิตและกาย หรือไม่ก็อาจเป็นไปได้ว่า “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” ส่งผลต่อ ภาวะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติและภาวะทางจิตและกายพร้อมๆ กัน (2) พบว่ามี “สมรรถนะทางจิตวิญญาณ” อันเป็นผลจากการทำงานประสานกันอย่างเหมาะเจาะระหว่างสมรรถนะทางความคิดและความรู้สึก อาจเรียกได้ว่าเป็น “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ” ภาวะที่เกิดจากสมรรถนะประเภทนี้อยู่ในลักษณะของ “ความตระหนักในความมีความหมาย” การทำงานอย่างเหมาะเจาะนั้น เกิดจากการมีเหตุการณ์ภายนอกบางอย่างมากระทบ ทำให้เกิดความสะเทือนใจ กระตุ้นให้เกิดความคิดบางอย่าง ก่อผลด้านอัตถิภาวะ คือ ทำให้เปลี่ยนการเห็นความมีความหมายของโลก อาจจะเปลี่ยนจากการเห็น “ความหมาย” สู่การเห็น “ความมีความหมาย” หรือเปลี่ยนมุมมองชีวิตทั้งหมด

(3) พบว่าในส่วนของสมรรถนะอันเป็นผลจากการทำงานประสานงานกันอย่างเหมาะเจาะระหว่างสมรรถนะทางความคิดและความรู้สึกนี้ “วัฒนธรรม” ในฐานะโลกทัศน์ความเข้าใจความเป็นจริง (หรือการให้ความหมายแก่ความเป็นจริง) สามารถมีบทบาทได้ โดยพบบทบาทใน 2 ลักษณะ คือ (3.1) วัฒนธรรมบางลักษณะช่วยให้ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ” สามารถส่งผลในแบบที่คล้ายกับ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ” ได้ คือ มีผลก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิตและกายในลักษณะที่การทำงานประสานกันของความคิดและความรู้สึกไม่น่าจะก่อให้เกิดได้ (3.2) วัฒนธรรมบางลักษณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีพื้นฐานจากศาสนา สามารถช่วยให้บุคคลเห็นความมีความหมายของเหตุการณ์ที่มากระทบชีวิตตนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหตุการณ์ที่เป็นสัจธรรมของชีวิต ได้แก่ การเกิดแก่เจ็บตาย และ (4) ในส่วนของ “จิตวิญญาณ” ในฐานะ “ความตระหนักในความมีความหมาย” นั้น พบว่ามีที่เน้นมิติด้านความคิด “ภาวะทางจิตวิญญาณ” แบบนี้อาจเป็นความชื่นชมในระบบคิดที่มี หรืออยู่ในรูปการตกผลึกความคิด เป็นไปได้ว่าภาวะเช่นนี้มิได้เกิดจากความสะเทือนใจเพราะมีเหตุการณ์อะไรมากระทบ บุคคลที่ช่างคิดหลายคนอาจมีภาวะทางจิตวิญญาณแบบนี้ได้

ข้อ (2) (3.2) และ (4) แสดงว่า “ความตระหนักในความมีความหมาย” มีหลากหลายรูปแบบ อาจอยู่ในรูปที่เกิดจากการคิดใคร่ครวญกระทั่งเกิดผลในการชักจูงความรู้สึกของตนเองไม่มากก็น้อยแบบข้อ (4) การคิดนี้อาจเป็นการใคร่ครวญโลกทัศน์ที่มีอยู่ หรือเป็นการใคร่ครวญเพื่อสร้างโลกทัศน์ของปัจเจกบุคคลเอง “ความตระหนักในความมีความหมาย” อาจมิได้อยู่ในรูปของกิจกรรมทางความคิดของปัจเจกบุคคลเช่นนี้ก็ได้ เช่นในแบบ (3.2) ซึ่งเป็นการรับอิทธิพลด้านความคิดทางวัฒนธรรมในวิถีชีวิตทางศาสนา หรืออาจอยู่ในรูปที่มีทั้ง 2 ลักษณะร่วมกัน เช่นที่ปรากฏในตัวอย่างของข้อความที่เป็นตัวอย่างของ (2) คือกรณีของ น.ศ.แพทย์ที่มีความใคร่ครวญและอยู่ในโลกทัศน์ทางวิชาชีพด้วย ข้อ (1) และ (3.1) แสดงให้เห็นว่าสมรรถนะต่างๆ มีผลต่อภาวะข้ามประเภทกัน เบื้องต้น อาจจะเห็นได้ว่าไม่ใช่ประเด็นที่น่าแปลกใจ แม้สมรรถนะทางกาย ก็มีผลต่อภาวะทางความคิดหรือความรู้สึกได้ (เช่น ถ้าเจ็บขา ก็อาจขาดสุขภาวะทางความรู้สึก) การที่สมรรถนะพิเศษมีอิทธิพลต่อสุขภาวะทางจิตและกายก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก เนื่องจากเรามักได้ยินเรื่องของอำนาจพิเศษของการทำสมาธิ และอิทธิพลของวัฒนธรรมต่อการให้ความหมายก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกใจก็คือมีกรณีของอิทธิพลจากวัฒนธรรมที่ส่งผลคล้ายๆ กับที่พบในกรณีของสมรรถนะพิเศษ

ทั้งนี้ สำหรับสุขภาวะทางสังคมนั้น จะเห็นบทบาทและรายละเอียดในส่วนต่อไป

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (1) https://thaissf.org/sh033/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh033 Fri, 25 Jul 2014 11:32:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/25/sh033/ 2. วัตถุประสงค์

เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กรอบแนวคิดเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” จากข้อมูลของกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

3. ข้อตกลงเบื้องต้น

การสังเคราะห์กรอบแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณนี้อาศัยข้อมูลจากกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดังต่อไปนี้

กลุ่มภาคกลาง

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 14 – 15 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 18-19 กันยายน 2551

# กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 วันที่ 30-31 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคใต้

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 6-7 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 วันที่ 10-11 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 วันที่ 15-16 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคเหนือ

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 1 วันที่ 25 – 26 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 2 วันที่ 29 – 30 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งที่ 3 วันที่ 27-28 ตุลาคม 2551

กลุ่มภาคอีสาน

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 1 วันที่ 18 – 19 สิงหาคม 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 2 : วันที่ 24 – 25 กันยายน 2551

#  กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ครั้งที่ 3 : วันที่ 20 – 21 พฤศจิกายน 2551

การสังเคราะห์ความรู้นี้อาศัยเฉพาะข้อมูลจากเอกสารการถอดเทปกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างๆ ที่จัดทำโดยแผนงานฯ ข้อมูลส่วนนี้อาจมีที่ไม่สมบูรณ์ไปบ้างเนื่องจากเทปบันทึกเสียงขาดตอน อย่างไรก็ตาม ความไม่สมบูรณ์นี้มีเพียงส่วนน้อย และเชื่อว่าไม่กระทบต่อผลการสังเคราะห์ความรู้

4. ผลการสังเคราะห์ความรู้

4.1 ความหมายของ “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ”

การแบ่งประเภทสุขภาวะของบุคคลขึ้นกับความเข้าใจว่า “ความเป็นบุคคล” นั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง โดยพื้นฐานแล้วความเข้าใจดังกล่าวจะอยู่ในรูปที่ว่าความเป็นบุคคลประกอบด้วยมิติด้านจิต ด้านกาย และด้านสังคม สำหรับด้านจิตนั้น ยังแบ่งได้อีก 2 มิติย่อย ได้แก่ ด้านความคิดและด้านความรู้สึก ทั้งนี้ หากพิจารณาในระดับที่ย่อยลงไปอีก จะเห็นว่าความเป็นบุคคลระดับพื้นฐานประกอบด้วยมิติด้านจิตและด้านกายเท่านั้น ขณะที่มิติด้านสังคมสามารถทอนย่อยเป็นมิติด้านจิตได้

บนพื้นฐานแห่งการจำกัดความเป็นบุคคลให้อยู่ที่มิติพื้นฐาน คือ ด้านจิตและด้านกายนี้ เราอาจอาศัยมุมมองการแบ่งระหว่าง “สมรรถนะ” กับ “ภาวะ” เพื่อทำความเข้าใจมิติทั้ง 2 นี้ให้ชัดเจนขึ้น อันจะสามารถนำมาเชื่อมโยงเข้ากับประเด็นเรื่องสุขภาวะต่อไป “สมรรถนะ” หมายถึง อำนาจที่จะยังให้เกิดผลบางอย่าง ส่วน “ภาวะ” หมายถึง สภาพของสิ่งอันบรรยายได้ในเชิงคุณภาพ (เช่น สุข-ทุกข์)

ถ้าเข้าใจว่ามิติด้านจิตมีส่วนที่เป็น สมรรถนะและส่วนที่เป็นภาวะ ก็จะกล่าวได้ว่ามี (ก) สมรรถนะทางจิต และ (ข) ภาวะทางจิต ด้วยวิธีเดียวกัน เรากล่าวได้ว่ามี (ก) สมรรถนะทางกาย และ (ข) ภาวะทางกาย และในส่วนของจิตนั้น ก็ยังแยกย่อยได้เป็น (ก) สมรรถนะทางความคิดและภาวะทางความคิด (ข) สมรรถนะทางความรู้สึกและภาวะทางความรู้สึก ในเรื่องของความเป็นบุคคลนั้น กล่าวได้ว่าสมรรถนะมีบทบาทสำคัญในการยังให้เกิดภาวะที่มีคุณภาพใดคุณภาพหนึ่ง และแน่นอน ยามที่กล่าวว่าภาวะเป็นผลจากการทำงานของสมรรถนะ การทำงานที่ว่านั้นก็อยู่ในบริบทแห่งปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหมายรวมถึงเหตุการณ์ด้วย

ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า “สุขภาวะ” คือ ผลจากการทำงานของสมรรถนะในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น “สุขภาวะทางกาย” ก็คือสภาพของร่างกายที่ดี อันเป็นผลจากการทำงานของสมรรถนะทางกายในปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในทางกลับกัน หากสมรรถนะทางกายเสื่อมเสียไป ก็ย่อมส่งผลให้เกิด “ทุกขภาวะทางกาย”

การแบ่งประเภทสุขภาวะตามการวิเคราะห์ข้างต้น หากนำมาประยุกต์ใช้กับเรื่อง “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” จะได้ผลอย่างไร คำถามประการแรกที่มีคือ “อะไรคือสมรรถนะที่นำสู่ภาวะนี้” ในกรณีของสุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางกาย และแม้กระทั่งสุขภาวะทางสังคมนั้น คำถามดังกล่าวไม่ปรากฏ เนื่องจากเป็นที่แน่ชัดว่าสมรรถนะใดมีบทบาท นั่นคือ สมรรถนะทางจิตและทางกาย โดยสมรรถนะทั้ง 2 นี้ก็มิได้เป็นที่สงสัยว่ามีอยู่หรือไม่ คำตอบที่เป็นไปได้คือ (ก) สมรรถนะที่ยังผลต่อภาวะทางจิตวิญญาณก็คือสมรรถนะที่มีอยู่อย่างไม่สงสัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมรรถนะทางจิต หรือ (ข) บุคคลมีสมรรถนะอย่างหนึ่งต่างหากจากจิตและกาย และสมรรถนะนั้นก็คือ “สมรรถนะทางจิตวิญญาณ” สมรรถนะนี้อาจเป็นอีกด้านหนึ่งของสมรรถนะทางจิตนอกเหนือจากความคิดและความรู้สึกก็ได้

]]>
ข้อพิจารณาเกี่ยวกับนิยามสุขภาวะด้านจิตวิญญาณ (3) https://thaissf.org/sh031/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh031 Mon, 21 Jul 2014 14:59:26 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/21/sh031/ เน้นมิติความรู้สึกตามกรอบการทำงานที่สังเคราะห์ในข้อ 3) ขณะที่อีกสองท่านที่เหลือแยกสติปัญญาออกมาต่างหาก ถ้ายอมรับตามกรอบการทำงานที่สังเคราะห์ว่าด้านจิตครอบคลุมความคิดและความรู้สึก และในระหว่างสองท่านที่เหลือนี้ ภิรมย์ กมลรัตนกุลและวิโรจน์ เจียมจรัสรังสี วางน้ำหนักไว้ที่จิตด้านความคิด แต่โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ วางน้ำหนักไว้ที่จิตวิญญาณ

ถ้าเรายึดถือตามที่ว่าไว้ท้ายข้อ 2 ว่าจิตวิญญาณซึ่งเป็นเรื่องของการเห็นความหมายโดยรวมของชีวิตและการเลือกคุณค่านั้นอยู่ในระดับสูงกว่าสติปัญญา แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยสติปัญญา เราควรจะมองความสัมพันธ์ระหว่างสติปัญญากับจิตวิญญาณอย่างไรดี หรือเราจะกล่าวอย่างที่ได้ยินกันบ่อย ๆ ว่า “สมองสองซีก” นั่นคือ จิตวิญญาณมากไปกว่าสติปัญญา เนื่องจากเกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างด้านความคิดและความรู้สึก หากเป็นเช่นนี้ จะทำให้จิตวิญญาณไม่ต่างไปจาก “จิต” ตามกรอบการทำงานที่สังเคราะห์ใช่หรือไม่

มีวิธีหนึ่งในการทำความเข้าใจจิตวิญญาณเพื่อให้เป็นสมรรถนะ (หรืออินทรีย์) ที่มีอยู่ต่างหาก ก็คือการอาศัยคำอธิบายแนวศาสนาที่บอกว่ามนุษย์มีสมรรถนะอื่น ๆ นอกเหนือจากสมรรถนะทางกายและจิต (ในความหมายที่จำกัดกับความคิดและความรู้สึก) เช่น สมรรถนะที่ทำให้เข้า ฌาณได้ ส่วนหนึ่ง ประเวศ วะสี น่าจะใช้แนวทางนี้เนื่องจากอาศัยพระพุทธศาสนามาเป็นกรอบการทำงานแต่ผลที่ตามมาก็คือ อาจจะทำให้ยกกรอบความคิดของศาสนาหนึ่ง ๆ มาทั้งหมดเพื่อที่จะเข้าใจและพัฒนาสมรรถนะนั้น หากเป็นเช่นนั้น คำตอบเรื่องการพัฒนาจิตวิญญาณอาจจะกลายเป็นว่า “จงเป็นศาสนิกที่ดี”

ปัญหาจะมีมากถ้าบุคคลเป็นศาสนิกของศาสนาอื่น ๆ ปัญหาอีกประการก็คือถ้ารับตามนี้ เราไม่จำเป็นต้องรับว่าจิตวิญญาณเป็นองค์รวม และไม่จำเป็นต้องรับว่าจิตวิญญาณมีหน้าที่ในการหาความหมายของชีวิต การเห็นความหมายนี้อาจเป็นผลของการทำงานของจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่เป้าหมาย ตัวเป้าหมายอาจเป็นอย่างอื่น เช่น รับฟังพระเป็นเจ้า หรือขจัดกิเลส

ประเด็นที่ ๒ : การทำความเข้าใจสุขภาวะทางจิตวิญญาณตามรูปแบบ ๔ นั้นทำให้เห็นว่าสุขภาวะด้านจิตวิญญาณดูจะมาแทนที่สุขภาวะของบุคคล (ลองเทียบกับรูปแบบ ๓) คำถามที่ตามมาก็คือ “สุขภาวะด้านจิตวิญญาณ” คือ “สุขภาวะ (โดยรวม) ของบุคคล” ใช่หรือไม่ คำตอบอาจจะเป็นไม่ใช่ เพราะนิยามที่ทำให้สุขภาวะด้านจิตวิญญาณสัมพันธ์กับการเห็นความหมายของชีวิต รวมถึงลักษณะของสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เป็น “องค์รวม” ทำให้สุขภาวะด้านจิตวิญญาณต่างไปจากสุขภาวะของบุคคล นั่นคือ ภาวะอันสัมพันธ์กับการเห็นความหมายของชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปในทางเดียวกับภาวะด้านอื่น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น มีหลายกรณีที่คนมี “สุข-ภาวะ” ด้านจิตวิญญาณ หรือเห็นความหมายของชีวิต ก็ด้วยว่าภาวะด้านอื่น ๆ เสียไป เช่น มีโรคภัย (หรือถ้าอ่านวรรณกรรมหรือดูภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง ผู้ที่เข้าถึงความหมายของชีวิตได้ดีกลับเป็นคนที่มีภาวะทางจิตไม่ปกติ) นอกจากนี้ ดังที่อภิปรายข้างต้นแล้ว การยึดถือว่าภาวะด้านจิตวิญญาณเป็นองค์รวมที่มากไปกว่าผลรวม ทำให้ภาวะด้านจิตวิญญาณมีความเป็นเอกเทศ แม้อาจจะไม่สมบูรณ์ แต่ก็อยู่ในสถานะที่แปลกแยกออกไปจากภาวะด้านอื่น ๆ ได้

มีอีกคำถามที่ตามมาว่าแล้วสุขภาวะของบุคคลจะอยู่ที่ไหน หรือต้องนิยามใหม่ว่าสุขภาวะของบุคคลเป็นผลรวมของสุขภาวะด้านกาย ด้านจิต และด้านสังคม ขณะที่สุขภาวะด้านจิตวิญญาณเป็นองค์รวมที่มีองค์ประกอบส่วนหนึ่งครอบคลุมถึงสุขภาวะของบุคคล ซึ่งเป็นผลมาจากสุขภาวะด้านอื่น ๆ อีกต่อหนึ่ง ข้อนี้ทำให้ชัดขึ้นมาว่าความเป็นองค์รวมของภาวะด้านจิตวิญญาณนั้น ทำให้ภาวะด้านนี้ต้องเกี่ยวพันกับสิ่งต่าง ๆ มากไปกว่าสถานะสุขภาวะด้านอื่น ๆ (หรืออีกนัยหนึ่ง มากไปกว่าสุขภาวะของบุคคล) อาจกล่าวตรงนี้ว่าหน้าที่สำคัญของสมรรถนะด้านจิตวิญญาณคือการให้ความหมายแก่สิ่งต่าง ๆ ในชีวิต จนกระทั่งเกิดเป็นความหมายองค์รวม โดยความหมายนี้เป็นเอกเทศไปจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นในลักษณะที่ว่าสิ่งต่าง ๆ ชุดเดียวกัน จิตวิญญาณสามารถให้ความหมายที่แตกต่างกันไปได้หากยึดทางออกนี้ “จิตวิญญาณ” ก็จะเป็นเรื่องของการดำรงอยู่ทั้งมวลทำให้เรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น “ตัวตน” ของบุคคล แน่นอนจุดนี้ทำให้ศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องได้เพราะเป็นส่วนหนึ่งในที่มาของความหมายในชีวิตของคนหลายคน

ประเด็น ๓ : ถ้ายึดกรอบการทำงานที่แยกระหว่าง “ภาวะ” และ “สมรรถนะ” เราจะทำความเข้าใจ “จิตวิญญาณ” อย่างไรดี บนเงื่อนไขที่ว่า “จิตวิญญาณ” เป็น “องค์รวม” หรืออีกนัยหนึ่ง ถ้าจิตวิญญาณเป็นทั้งภาวะและสมรรถนะ เราจะทำความเข้าใจอย่างไร ความเป็นองค์รวมนั้นอธิบายความเป็นภาวะได้ แต่สำหรับความเป็นสมรรถนะ (ในฐานะของอินทรีย์) นั้น ยังไม่แน่ใจว่าจะทำความเข้าใจอย่างไร เบื้องต้น หากพิจารณาร่วมกับประเด็น ๑ ก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะยึดถือว่า “จิตวิญญาณ” เป็นภาวะเท่านั้น เป็นภาวะเนื่องจากการเห็นความหมายของชีวิต โดยภาวะนี้เกิดจากการทำงานร่วมกันระหว่างความคิดและความรู้สึก

]]>