พัฒนาศักยภาพ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:19 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png พัฒนาศักยภาพ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (11) พรุ่งนี้…ก็ทำได้เลย (ต่อ) https://thaissf.org/er091/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er091 Wed, 03 Dec 2014 23:51:51 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/er091/ เมื่อกลับมาที่ห้องเรียน ครูแบ่งนร.ออกเป็นกลุ่ม ให้จัดกันเองตามความสมัครใจ แต่มีแผนไว้ในใจอยากให้แต่ละกลุ่มคละกันทั้งเด็กเก่ง เด็กเรียนปานกลางและเด็กอ่อน บอกใครคิดว่าตัวเองเก่งให้ออกมา ใครคิดว่าตัวเองเก่งปานกลางบ้าง จากนั้นให้ นร.เก่งเลือกคนทีมงาน ส่วนคนอ่อนให้สมัครใจเองว่าจะอยู่กลุ่มไหน และครูบอกว่าคนเราต้องช่วยเหลือกัน คนที่เรียนเก่งไม่ได้เท่ากับว่าเก่งทุกเรื่อง คนเราสามารถทำอย่างอื่นเก่งได้เช่นกัน เช่น พูดเก่ง นำเสนอเก่ง ในกลุ่มขอให้มีประธาน ซึ่งเป็นคนที่เพื่อนเชื่อถือ จูงใจให้เพื่อนทำงานเป็นกลุ่มได้ ส่วนเลขาลายมือสวย เขียนไว เพราะต้องจดบันทึก ให้แต่ละกลุ่มเลือกกันเองตามประชาธิปไตย

เด็กๆบอกเจอนู้นเจอนี่ ถ้าไม่พูดครูจะถามต่อ ทำไมบริเวณนี้ไม่ชุ่มชื้น ทำไมไม่มีสัตว์มาอยู่ ครูจะพยายามนำเข้าสู่พระราชดำรัสในหลวงเข้ามา คือ 1) หลักสำคัญต้องมีน้ำใช้อุปโภค 2) ที่ไหนมีน้ำคนอยู่ได้ 3) ถ้ามีไฟฟ้า ไม่มีน้ำ คนอยู่ไม่ได้ ถามเด็กทั้งสามข้อเชื่อมอย่างไร น้ำตกสอนอะไรเรา ซึ่งเด็กๆ จะคุยกันในกลุ่ม วิเคราะห์แล้วเขียนออกมา ส่งตัวแทนออกมารายงานหน้าห้อง ทำให้เด็กเห็นความสำคัญของน้ำที่เชื่อมโยงกับพระราชดำรัส ถามเด็กน้ำตกที่จำลองกันมาเหมือนป่าหรือไม่อย่างไร ส่วนหนึ่งก็เคยเห็นมาบ้างจากทีวี ครูตั้งคำถาม ความหมายของป่าคืออะไร ความหมายของต้นไม้ของน้ำไม่ให้ซ้ำกับของเพื่อน คำถามดังกล่าวนี้ทำให้เด็กเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์…”

อุทัยวรรณ ร.ร.วัดสวนส้ม สมุทรปรการ

ผู้เขียนทำตัวหนาหลายประโยค เพื่อให้เห็นว่า สิ่งที่คุณครูทำนั้นมีคุณค่าเพียงใด

“บอกไม่ให้ตอบเหมือนกันกับเพื่อน” คุณครูได้ทำสำเร็จ ฝึกนักเรียนด้านทักษะการเรียนรู้ ในข้อย่อยแรกไปแล้ว คือ ทักษะคิดเชิงวิพากษ์ คิดไม่เหมือนผู้อื่น ต่างคนต่างมีเหตุผลเป็นของตัวเอง กระตุ้นให้คิดและเด็กๆ หาคำตอบอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเมื่อคุณครูขยันถามคำถามปลายเปิด ลงท้ายว่า “อย่างไร” “ทำไม” แน่นอนว่าจะได้คำตอบไปกันคนละทิศคนละทาง ถามทุกวัน เด็กก็ได้ฝึกคิดทุกวัน เช่นเดียวกันครูให้นักเรียน “เล่าให้ฟัง” “เด็กๆ บอกเจอนู้นเจอนี่ ถ้าไม่พูดครูจะถามต่อ” เด็กกำลังฝึกทักษะสื่อสาร เล่าเป็นไม่เป็นไม่เป็นไร แต่ให้มาเล่าให้ฟัง ไม่ได้มาตอบคำตอบตายตัว

“จะได้คำตอบอย่างหลากหลาย” แม้เรื่องเล่ายังไม่ลงรายละเอียด คำว่าหลากหลายสะท้อนถึงการทำงานเป็นทีมไปในตัว “แบ่งนร.ออกเป็นกลุ่ม กลุ่มคละกัน” ผู้เขียนทำนายว่า เด็กๆ มีการทำงานเป็นทีมและคงโต้เถียงกัน หรืออาจลามไปถึงขั้นทะเลาะกัน ไม่ลงรอยกัน แน่นอนว่า เด็กๆ จะฝึกการประนีประนอมและคืนดีกันก่อนที่จะถึงขั้นฝึกทักษะการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง

“คนที่เรียนเก่งไม่ได้เท่ากับว่าเก่งทุกเรื่อง” ประโยคนี้สำคัญ นักเรียนได้เรียนรู้ว่าคนที่เรียนเก่งไม่ได้แปลว่าจะต้องเก่งทุกเรื่อง ในการทำงานเป็นทีม เด็กที่เรียนไม่เก่งจะพบว่าตัวเองเก่งบางเรื่องเสมอ

ผู้เขียนปลื้มกับประโยคนี้มาก คนเราไม่มีหรอกที่จะไม่เก่งทุกเรื่อง พอๆ กับไม่มีหรอกที่จะเก่งไปเสียทุกเรื่อง รู้สึกได้ทันทีว่าตัวเองไม่เลวนี่ ฉันก็มีบางอย่างที่ได้เรื่องเหมือนกัน

“ถามเด็กทั้งสามข้อเชื่อมอย่างไร น้ำตกที่จำลองกันมาเหมือนป่าหรือไม่อย่างไร” คำว่าเชื่อม มีความหมายว่า เรากำลังจูงประเด็นจากวิชาหนึ่งไปสู่อีกวิชาหนึ่ง หรือ “ความหมายของป่าคืออะไร ความหมายของต้นไม้ของน้ำไม่ให้ซ้ำกับของเพื่อน คำถามดังกล่าวนี้ทำให้เด็กเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์…” ความสัมพันธ์จะคล้ายๆ คำว่า “เชื่อมโยง” ทักษะการเรียนรู้ที่ดี จะสร้างความสัมพันธ์ของสิ่งรอบตัวได้อย่างน่ามหัศจรรย์ใจเสมอ เด็กที่ทักษะการเรียนรู้ไม่ดี จะท่องได้ว่าข้อนี้ตอบข้อ ข. ข้อนี้ตอบ ง. โดยไม่เชื่อมกับอะไรๆ ในโลกเลย ทั้งสองคำนี้เข้าใกล้ทักษะ “นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์” ผู้เขียนแอบคิดไม่ได้ว่า เชื่อมคำว่า “เสียสละ ซื่อสัตย์ อดทน ไปสู่ภาวะโลกร้อน” อย่างนี้หรือเปล่านะ ที่หมายถึงการมีนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

ถึงตรงนี้ ขอชวนผู้อ่านย้อนกลับไปที่เรื่องเล่าในบทที่ ๓ แล้วลองวงประโยค ที่เห็นว่าคุณครูทำบทบาทการเป็นพี่เลี้ยงกระตุ้นการเรียนรู้นักเรียนตรงไหนบ้าง

รู้จักเด็กทุกคน

เราคุ้นเคยกับคำนี้ “ประเมิน” เช่น ประเมินผลสอบ ประเมินผลการเรียนรู้ ผู้เขียนขอใช้คำว่า “รู้จัก” เด็ก แทน เพราะเห็นการมีความหมายที่คุณครูประเมินการเรียนรู้ ก็เพื่อพัฒนาศักยภาพนักเรียนที่แต่ละคนมีไม่เหมือนและไม่เท่ากัน ผู้เขียนรู้สึกทึ่งปนแปลกใจ คุณครูสามารถรู้จักเด็กทุกคนได้อย่างไร แถมเป็นการรู้จักหลายมิติเสียด้วย รู้มากกว่าว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กเรียนเก่ง เด็กคนนี้อ่านหนังสือไม่ออก แต่รู้ไปถึงพฤติกรรม นิสัย สุขภาพ ความสามารถและความชอบเฉพาะตัว สภาพครอบครัว

 

สังเกตพฤติกรรม ประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง

“…มีนักเรียนมาถามว่า คุณครูจำหนูได้ไหมคะ เราก็บอกว่าจำได้ ชื่อพี่ฝน เลขที่ ๒๑ ป. ๖/๖ นั่งอยู่หลังเสาตัวที่ ๓ นั่งโต๊ะตัวที่ ๓ ติดเสา ลูกชอบเรียนภาษาอังกฤษ ไม่ชอบวาดรูป เขาบอกว่าครูจำหนูได้ จำได้คือเราจะจำได้หมด ก่อนที่เราจะจำอย่างนี้ได้ เราดูแลเอาใจใส่เขา และจำได้อีกว่าบ้านเขาอยู่ตรงไหน ไม่ใช่แค่ไปเยี่ยมบ้านครั้งเดียว แต่มาถึงว่าตั้งแต่รับเด็กมาต้องรู้จักเขา รู้ว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไร สังเกตจดจำว่าเขาชอบอะไร ไม่ชอบอะไรตั้งแต่วันแรกเริ่ม บางคนชอบที่จะแสดงออก บางคนเงียบ บางคนมีมุมอะไรเยอะแยะเราต้องสังเกตให้ได้ จับประเด็นนี้ให้ได้ว่าตรงไหนจะเชียร์ ตรงไหนจะรั้งหรือจะหยุด ก็แล้วแต่ที่จะสนใจ แล้วเมื่อเขาทำงานหรือส่งงาน ตรวจงานด้วยความจริงใจ แสดงความคิดเห็นลงไป ตรวจตามความจริง ไม่ใช่ว่าแค่เซ็นชื่อ หรือว่าเครื่องหมายถูก สามดาวแล้วผ่าน แต่มาดูว่าอันนี้ได้นะ อันนี้ไม่ดียังไง…”

ไพเราะ เกิดผล ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

“…เราประเมินตามสภาพจริง ในระหว่างทำกิจกรรมการเรียนรู้ สังเกตก่อนอย่างแรกว่า เขามีความสนใจ ให้ความร่วมมือ ตั้งใจและก็มีส่วนร่วมไหม อย่างเช่น การโต้ตอบ การซักถาม การพูดคุย เด็กมีปฏิกิริยาอย่างไร…”

เกดแก้ว สุรชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

ดูจากชิ้นงานที่ทำ

“…ดูจากการเรียนกับงานเด็กที่ทำมา เขาจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเขียนไม่ค่อยถูก อย่างสมุดแรกๆ จะเละ แต่เขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ มีความเป็นระเบียบในสมุดงานในชิ้นงาน เริ่มค่อยๆ ดีขึ้น เราจะไม่ได้แค่บันทึกไว้เก็บไว้กับเรา แต่จะเอาชิ้นงานให้เด็กดู ‘งานหนูดีขึ้นนะ ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย’ ให้เขาเปรียบเทียบว่า แรกๆ หนูลายมือดูไม่ได้ เดี๋ยวนี้เป็นยังไงบ้าง เราจะให้เด็กดูสมุดงานของเขา หน้าแรกวันแรกเป็นแบบนี้ เดี๋ยวดูว่าต่อไปหนูจะพัฒนาขึ้นยังไง…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

“…เป็นระดับอนุบาลแต่ไม่เท่ากับพี่ประถม ประเมินเด็กจากชิ้นงาน สิ่งที่ถ่ายทอดออกมา และดูเรื่องของระดับพัฒนาการ คือเวลาที่เขาทำงานสักชิ้นหนึ่ง พอเราให้โจทย์เขาไป อย่างเช่น วันนี้เรียนรู้เกี่ยวกับการทำการวาดรูปนิทานสร้างเรื่อง คุณครูให้กระดาษ ๑ แผ่น แล้วให้อิสระเขาจะวาดวาดรูปอะไรก็ได้ แต่ต่อเติมให้เป็นนิทาน ตามที่เขามีประสบการณ์เดิมของเขา แล้วแต่เขาจะแต่งนิทาน ให้เขาได้ใช้ความคิดของเขาเอง พอวาดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ชมพู่ก็จะให้เขาออกมาพูดว่า ทำไมหนูถึงวาดได้ทำนิทานเรื่องนี้ เล่านิทานเรื่องนี้นะคะ พอเขาวาดเสร็จ ก็จะให้ทุกคนได้เตรียมตัวประมาณ ๕ นาที แล้วก็ให้ออกมาเล่าเรื่องที่เด็กวาด เขาก็สามารถที่จะเชื่อมโยง สมมติว่า เขาวาดต้นไม้แล้วก็มีหนอน มีคน ทีแรกเขาเล่าไปเล่าไปเรื่อยๆ แล้วเขาบอกว่า คนกับหนอนมันเกี่ยวอะไรกันครับ ก็หนอนมันกินใบไม้ที่นี้ หนูเห็นที่บ้านหนูมีต้นคูน มันออกดอกแล้วคุณครูมันมีหนอนตัวเล็กๆ อยู่บนต้นคูน แล้วคนก็ไปเด็ดดอกคูนมา เขาก็จะเล่าไปเรื่อย ๆ บางคนที่เขาเล่าไม่เก่ง เรื่องของเขาก็อาจสะดุดบ้าง บางคนเชื่อมโยงเก่งเขาก็จะเชื่อมโยงไปเรื่อยๆ ซึ่งเราก็ฟังสารที่เขาพูด

เสร็จแล้วพอเราประเมินจากการที่เขาอธิบาย แล้วก็เชื่อมโยงแล้วก็จะมีคะแนนให้กับเขา สาม สอง หนึ่ง แต่เราทั้งนี้ทั้งนั้นผลงานชิ้นแรกเราอาจจะให้คะแนนเขาไว้แค่สองก่อน เพราะว่าผลงานเราก็ต้องดูผลงานชิ้นต่อไปของเขาว่า เขามีการพัฒนาเกินครึ่งมามากแค่ไหน คือเราจะดูในเรื่องของการพูดสื่อสารของเขาค่ะ การเชื่อมโยงในส่วนของอันนี้ชิ้นงานไปแล้วนะคะ ในส่วนของความรับผิดชอบ ชมพู่ก็จะดูเรื่องของการส่งงาน คืออยากจะปลูกฝั่งให้เรื่องความรับผิดชอบ ไม่เฉพาะเรื่องการมาโรงเรียน หรือการทำงานห้องเรียน คุณครูก็จะบอกว่างานชิ้นนี้คุณครูให้เวลา ๑ ชั่วโมง คุณครูก็จะมีนาฬิกาประจำห้องอยู่แล้วนะคะจะอธิบายให้เขาฟังว่า ถ้าถึงเวลานี้ทุกคนต้องส่งงาน ถ้าใครส่งงานช้า .คุณครูจะทำโทษ ก็จะถามว่าจะทำโทษแบบไหนดีคะ ก็คือจะให้เด็กเขาก็จะตั้งเกณฑ์กันเอง เราจะดูพฤติกรรมของมากกว่า …”

เทพศิรินทร์ ผิวเมืองปัก ร.ร.เทศบาลท่าพระ จ.ขอนแก่น

“..รูปงานเป็นอย่างไร สอดคล้องกับเป้าหมายวัตถุประสงค์ที่ให้ทำไหม จะเก็บทุกครั้ง ใช้วิธีการสังเกตและเก็บงานเด็กไว้กับคุณครู เพื่อที่คุณครูจะได้ไปตรวจสอบ พอสิ้นควอเตอร์ ก็เอางานนั้นมาประเมินรวม ทำกิจกรรมมากี่ครั้ง งานมีกี่ครั้ง เราควรจะประเมินเด็กกี่งานดี เลือกงานที่ดีที่สุดมาร่วมประเมินให้คะแนนเด็ก การประเมินงานเรามีรูบิคให้ค่ะว่า ตั้งแต่เริ่มต้นมีกี่ชิ้นงาน แล้วยังให้กำลังใจว่าขอให้เขามีความมุ่งมั่น สวยไม่สวยไม่เป็นไร เราประเมินองค์ประกอบอื่นร่วมได้ค่ะ …”

เกดแก้ว สุระชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (9) https://thaissf.org/sh101/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh101 Thu, 06 Nov 2014 12:41:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/06/sh101/ ที่เรียนรู้จากวง ลปรร. ไปทดลองทำจนเกิดการปรับเปลี่ยนวิธีทำงานของตน ครอบครัว ชุมชน ประชาชนได้รับประโยชน์จากการพัฒนางาน รพ.สต.

นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งที่มีความหมายสำหรับคนทำงาน คือ “การเกิดความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน” จากเป็นเพียงแค่คนรู้จัก รู้ว่าทำงานที่ไหน ตำแหน่งอะไร เมื่อได้เข้ามา ลปรร. ทำให้รู้จักกันมากขึ้น รู้ว่าคนนี้ทำงานอะไร ทำงานอย่างไร เกิดความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“…พอเรารู้จัก ลปรร. แล้ว ก็คิดว่าจะทำยังไงให้เกิดการแลกเปลี่ยนในทุก CUP เราก็ทำทีมนำในทุก CUP แล้วเค้าก็เอาไปใช้ อย่างในโรงพยาบาล เดิมจากที่พัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่ใน รพ.สต. โดยการประชุม อบรม แต่หลังจากเข้าใจ ลปรร. เค้าก็เอา ลปรร.ไปใช้ เอาแต่ละที่มาพูดคุย มานั่งคุยกันว่าดูแลอย่างไร เอาพื้นที่ที่ทำได้ดีมาแลกเปลี่ยน ก็เห็นความสำเร็จของกันและกัน เขาได้เรียนรู้กัน ก็ได้เอาไปปรับใช้กับตัวเอง

เรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ พอเกิดการตั้งวง ความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับพื้นที่ รพ.สต. ดีขึ้น ระหว่าง รพ.สต. ด้วยกัน พอได้มาพูดคุยกัน เห็นแนวทางการทำงาน ได้แลกเปลี่ยนตรงนี้ด้วยและอีกอย่างหนึ่งเหมือนเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน เกิดการทำงานเป็นทีมขึ้น เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่าย เช่น ตรงนี้มีปัญหาก็จะช่วยเหลือกัน เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างการทำงาน ถ้าไม่มีวงตรงนี้ก็ต่างคนต่างทำงาน อันนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

“…ตอนแรกจริงๆ แล้ว ก็อาจจะไม่ศรัทธาวิธีการนี้มากนักโดยส่วนตัว แต่พอทำแล้ว ก็รู้สึกดี คนเล่าเขามีความสุขที่ได้เล่า เราก็ได้เนื้อหา ว่าเรื่องแบบนี้ทำไมที่นี่ทำได้ดี แต่อีกที่ไม่ดี เราก็มาแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน เรารู้สึกว่าเราไม่ต้องไปหาทฤษฎี เราหาจากคนของเรามีเยอะแยะเลย เอามาแชร์กัน ทุกคนอยากเล่าอีก แต่เวลามันน้อย จากที่เราไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ก็เลยรู้สึกว่าวิธีการเล่าเรื่องเราก็ได้วิธีการทำงานที่ดีในพื้นที่เราอีกเยอะ ในส่วนตัวที่ได้ หลังจากนั้นก็เอาไปลองทำเอง เราประทับใจว่าเราทำได้ ก็ลองไปทำเอง น้องๆ ที่ทำก็รู้สึกดี เราทำเรื่องเจาะเลือดเบาหวาน น้องๆ ที่ทำก็ได้ประโยชน์ว่าเอาไปใช้ได้ดีนะพี่ จากเมื่อก่อนเราเจาะเลือดเราต้องตีคนไข้ นวด เราได้เทคนิคใหม่ ทุกคนก็แชร์กัน เราก็เอาไปในพื้นที่ 3-4 ที่ ร่วมกับทีมผู้บริหาร จากผู้บริหารไม่เคยไปพื้นที่ก็ได้ไปพื้นที่กับเรา เกิดเครือข่ายการทำงานกับ รพ.สต. ในพื้นที่ หมอที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมก็เริ่มเข้ามา ชวนก็ง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้ เข้าใจเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มากขึ้น เวลามีงาน สสอ.ท่านจะไปทุกงานเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แต่ก่อนเราจะแยกส่วนพอสมควร แต่ตอนนี้แพทย์ก็เริ่มไป เริ่มเป็นแบบว่างาน รพ.สต. หรือสสอ. ก็มีความสุขได้ไปกับเขา รู้สึกว่าเรื่องระบบนี้ตรงนี้เอามาใช้ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่าย และก็เจ้าหน้าที่เป็นเนื้อเดียวกัน คนไข้ได้ประโยชน์ที่เราไปคุยกัน เราสามารถช่วยให้คนไข้ได้ประโยชน์มากขึ้น…”

สถิต สายแก้ว รพ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

“…ตอนแรกได้ฟังว่า ลปรร. เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ฝังลึก มันก็ยังงงๆ ไม่เข้าใจ แต่พอได้มาจัดวง ลปรร. ก็เริ่มรู้แล้วว่าฝังลึกคืออะไร บางอย่างที่อยู่ในชาวบ้านบางทีเรายังไม่รู้เลย หมอจะไปตรวจร้านค้า อสม.ถามผมนะ ว่าหมอรู้จักร้านค้านี้อย่างไร รู้จักหรือยัง เขาเป็นใครรู้จักไหม เขาบอกผมอย่างนี้ เราจะตรวจเขาและให้เขาไว้วางใจเราต้องไปรู้จักเขาก่อน สร้างความคุ้นเคยกับเขา จะไปเตือนอะไรบางอย่างหรือไปว่าเขาผิด ถ้าไม่รู้จักกับเราหรือไม่คุ้นเคยกับเราก็จะถูกคัดค้าน มองต่างมุมกัน เมื่อก่อนได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกค้านนะ แต่พอมาจัดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก็ใช่ บางทีเรามองข้ามไป ไม่ใช่ว่าเราอยู่ในตำแหน่งของตรงนี้ ที่อะไรก็ต้องเรา เราควบคุมดูแล แต่บางอย่างเราก็ขาด การยั้งคิด ไม่คิดถึงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่บางครั้งมันส่งผลให้งานสำเร็จได้…”

วัลลพ ฤทธิ์บำรุง รพ.สต.บ้านสายลำโพงใต้ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

“…เราเป็นคนจัดคลินิกเบาหวาน เวลาคนไข้มา แล้วน้ำตาลสูง คนไข้สะท้อนมาว่า หมอต้องด่าแน่ๆเลย เราก็พยายามหาวิธีการคุยว่าจะทำยังไงไม่ให้เป็นการซ้ำเติมเค้า ไม่ให้เค้ากดดันหรือเครียด แล้วพอได้มาเรียนรู้เรื่องแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ตอนที่อบรมเป็นครู ข. เวลาเราเข้าวงเราสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นปัญหาของเรา เราจำได้ ไม่ได้บันทึกก็จำได้ เราก็คิดว่ามาทำอย่างนี้น่าจะดี ก็ลองมาทำดู…”

รุ่งตะวัน โคตรวงศ์ รพ.สต.หนองบัว อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ

“…ตอนนี้ทุกคนคุยกันได้ สนิทสนม กล้าพูดด้วยกัน สัมพันธภาพเปลี่ยนไป คุยกันได้ทั้งหมด บางคนที่ไม่ค่อยทำงานด้วยกัน เค้าก็จะออกมา เก็บตัวน้อยลง ร่วมมือกันทำงานมากขึ้น ลดปัญหาการทำงาน เวลามีปัญหาก็โทรถามกัน ก็จะมีเสียงว่า ทำอย่างนี้สิ เหมือนอย่างปากคานเค้าทำอย่างนี้ไง รู้ว่าใครมีเครื่องมืออะไรทำอะไรยังไง รู้จักกันมากขึ้น ตัวเราเองก็ภูมิใจ แล้วเพื่อนๆพี่ๆที่ทำกระบวนการด้วยกันก็เข้าใจมากขึ้น…”

น้ำค้าง สาระแสน รพ.สต.อาฮี อ.ท่าลี่ จ.เลย

“… ตั้งประเด็นว่า ทำไมเขาถึงติดยาเสพติด ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ให้เขาเล่า แรกๆ เขาก็ไม่เล่า หลังจากพี่ติ๊บได้คุยกัน ก็สนิทสนมพยายามใกล้ชิด ให้ความเห็นอกเห็นใจเขา เขาก็กล้าเล่าให้ฟัง ว่าเป็นอย่างไร คือเขาติดยาเพราะตามเพื่อน บางครั้งก็อยากลอง บางครั้งก็ขาดความอบอุ่นในครอบครัว หลายๆ อย่าง เขากล้าเล่าให้เราฟัง จนเกิดความสนิทกันขึ้น จนกระทั่งอบรมเสร็จ เข้าค่าย10 วัน เสร็จแล้ว เขาก็โทรศัพท์ มาหาเรา บอกว่าเขาอบอุ่นขึ้น ทำให้เขามีค่าขึ้น เพราะไม่มีใครรังเกียจเขา เขาจะไม่หันไปติดยาอีกแล้ว ยังขอสปอนเซอร์ ให้เราทำเรื่องกีฬาด้วยได้ไหม เพราะเขาจะเล่นกีฬา บางครั้งการทำงานตรงนี้เราก็ต้องเสียสละเงินส่วนตัวให้เขาไปบ้าง แล้วเขาจะได้ไปคุยให้เพื่อนคนอื่นที่ติดยา ให้กลับมา ตรงนี้เป็นประโยชน์ที่ว่าเกิดความสำเร็จในใจของพี่ติ๊บ คือตรงนี้หลังจากพี่ติ๊บได้เข้าอบรม KM แล้ว เอา KM ไปใช้ในกลุ่มงานอื่นๆได้…”

ศจี ชูศรี สสอ. เมือง จ. ระนอง

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (7) เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต https://thaissf.org/er087/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er087 Tue, 02 Dec 2014 14:09:31 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/02/er087/ ความสงสัยนี้ค่อยๆ กระจ่างขึ้น หน้าตา PBL ที่ดี คือ ทำให้นักเรียนได้รับการฝึกทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ อย่างก้าวกระโดด และอย่างเต็มศักยภาพของนักเรียนที่แต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ความรู้ทางวิชาการก็ได้ มีองค์ประกอบ ๑๒ ประการ เราลองไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง

๑. โจทย์ปัญหาที่เรียนรู้นั้น ควรสัมพันธ์กับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่หรือที่เด็กอาศัยอยู่ เหตุผลที่ควรสัมพันธ์กับชุมชน เพราะนอกจากเด็กๆ จะรู้สึกสนุก มีแรงกระตุ้นจากภายในที่จะทำแล้ว การเรียนรู้นั้นไม่แยกออกจากวิถีชีวิตจริงของนักเรียน

“…นอกจากเรื่องใกล้ตัวเป็นอย่างอื่นบ้างได้ไหม เป็นข่าว เหตุการณ์ สถานการณ์ อย่างโจทย์เรื่องไฟฟ้า ก็มาจากสถานการณ์ใหญ่ ที่ตอนนั้นไฟฟ้าดับทั่วภาคใต้หลายชั่วโมง เลยเป็นเหตุจูงใจว่าไฟฟ้าที่เราใช้อยู่ ถ้าดับไป ไม่ต้องมากแค่ ๒-๓ ชั่วโมง แล้วทั่วภาคใต้ด้วย เด็กก็นำเสนอเรื่องไฟฟ้าขึ้นมา ซึ่งเป็นปัญหาระดับใหญ่ ระดับโลก ระดับชุมชนทุกชุมชน มันก็อยู่ในเหตุผลของการเลือกเรื่อง ว่าไม่มีใครไม่ใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้าคือปัจจัยสำคัญในชีวิต เพราะฉะนั้นทุกบ้านทุกคนทุกชุมชนจะมีปัญหาเรื่องนี้…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

“…กิจกรรมที่โรงเรียน ตั้งแต่เช้ามาทุกคนจะมีหน้าที่ของตัวเอง เราแบ่งเขตหมู่บ้านเพื่อให้นักเรียนมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการทำความสะอาด เช้ามาเด็กจะรู้หน้าที่ตัวเองว่าใครจะลงหมู่บ้านไหน ทำความสะอาด แล้วก็จะมีเวรห้องของตัวเอง ในขณะที่เด็กทำ ครูก็ทำความสะอาดด้วยเช่นกัน…”

ชิสากัญญ์ พลายด้วง ร.ร.บ้านท่าเสา จ.ระยอง

สาระสำคัญอยู่ตรง ๓ ประเด็น

ประเด็นแรก โรงเรียนเท่านั้นที่จะรู้ว่า PBL ที่เชื่อมโยงกับชุมชนของตัวเองมีหน้าตาอย่างไร ผู้เขียนขอยกตัวอย่างที่สุดขั้วเพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น นักเรียนในจังหวัดเชียงรายต้องเรียนรู้วิธีหนีสึนามิ? นักเรียนในภาคอีสานเรียนเรื่องทำไมหาดทรายที่ฮาวายจึงสีขาวสวยนัก ในขณะที่รอบโรงเรียนมีปัญหาเรื่องยาเสพติด ฯลฯ ที่กล่าวเช่นนี้มิได้หมายความว่า เป็นข้อห้ามไม่ให้เรียนอะไรที่ไกลตัว แต่ PBL เรื่องนี้อาจเหมาะกับโรงเรียนหนึ่ง ไม่ได้แปลว่าจะต้องเหมาะกับโรงเรียนอื่นเสมอไป เพราะนี่คือประสบการณ์แต่ละคน

ประเด็นที่สอง บางกิจกรรมอาจเป็นที่ขัดใจของคุณพ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ส่งลูกมาเรียนหนังสือ ไม่ได้ให้มาทำความสะอาด เก็บขยะ ขัดห้องน้ำ โรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ ๒๑ จะเกิดขึ้นได้ยากมาก หากขาดการสนับสนุนจากผู้ปกครอง และผู้รับผิดชอบสถานศึกษาในโครงสร้าง ซึ่งผู้เขียนจะกล่าวในบทที่ ๘ ต่อไป

ประเด็นที่สาม ประเด็นนี้สำคัญ คุณครูไม่หลงประเด็นและชัดเจนว่า วัตถุประสงค์ที่ให้เด็กทำกิจกรรมดังตัวอย่างทำความสะอาดโรงเรียน มิใช่เพื่อให้โรงเรียนสะอาด ไม่ได้หมายถึงให้นักเรียนรับใช้โรงเรียน แต่นักเรียนจะได้เรียนรู้ ฝึกทักษะทั้งสามในระหว่างทำความสะอาด เรียนรู้วิธีทำงานหนัก และสกปรกด้วยมือ เป็นต้น

๒. แบ่งกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มเสมอ เพื่อให้ทำงานกันเป็นทีม

๓. สมาชิกกลุ่มควรมีความหลากหลายมิติ นัยยะอยู่ตรงที่จำลองภาพการอยู่ร่วมกันในสังคมจริง ที่เด็กจะเผชิญในอนาคต มิติตรงนี้มีอะไรบ้าง เช่น เชาวน์ปัญญา อายุ พฤติกรรม นิสัย ความยากดีมีจน ความเชื่อทางการเมือง สีผิว ชาติพันธุ์ ฯลฯ

“…ตัวเองจะแบ่งกลุ่มเป็นหมู่ๆ อยู่แล้ว อบรมลูกเสือแล้วชอบ มีหัวหน้าหมู่ รองหัวหน้า ดูหัวดูท้าย จะวางเด็ก จะไม่เอาเด็กที่โต้ตอบเก่งๆ ไว้ด้วยกัน ตอนแรกเรายังไม่รู้ว่าเด็กเป็นอย่างไร ก็จัดเด็กเป็น ๖ หมู่เลย เพราะเด็กมี ๓๓ คน ตอนหลังเรารู้แล้วว่า เด็กคนนี้ช่างพูด หมู่ ๑ ก็ตอบกันจังเลย เดี๋ยวตอบเดี๋ยวตอบ เราก็เลยจับแยก กลุ่มที่เล่นไม่ฟังอะไร ก็จับแยก ถ้ารวมกันก็จะหันหลังคุย อีกพวกหนึ่งคือ พวกที่ฟังอย่างเดียวไม่พูด จับแยกโดยพยายามให้ ๑กลุ่มมีหลายลักษณะ ตอนแรกพ่อแม่มาหาครูเหมือนกัน “ลูกไม่อยากเป็นหัวหน้า เพราะต้องดูแลลูกน้อง ลูกไม่อยากทำ” ก็ฝึกๆ ไป…”

ไพเราะ เกิดผล ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

“…ตัวเองจะแบ่งกลุ่มเด็กเป็น ๖ กลุ่ม กลุ่มละ ๕-๖ คน จะมีเด็กที่ฝากเรียนเป็นน้อง ก็จะให้พี่แต่ละกลุ่มรับผิดชอบ ใครจะเอาน้องคนไหนไปดูแล ตัวพี่ก็จะมองจากคนที่โต้ตอบสนทนาเก่ง เด็กจะมีประเภท เงียบ ไม่ตอบ ไม่พูด ดื้อ เล่น คือจะพยายามให้คละกัน เด็กจะต้องมีความหลากหลายใน ๑ กลุ่ม ทั้งพูด ไม่พูด เล่น และพวกที่คุมเพื่อนได้ คนสั่งการมันจะมี ก็พยายามจับกลุ่มให้หลากหลาย เราสังเกตจากการเล่น สังเกตจากการทำงาน เราจะเห็นชัด ตอนแรกเราก็จัดไปก่อน เพราะเราไม่รู้ว่าสภาพเด็กเป็นอย่างไร พอเรารู้แล้วเราก็กำหนดหัวไว้ ที่เหมือนกันเราก็จัดกลุ่มไว้ แล้วก็จัดกระจายๆ ของตัวเองจะทำอย่างนี้ค่ะ

แสงรวี พิณสุวรรณ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

“…ในหนึ่งเทอมนักเรียนจะออกทำโครงงาน ๑ โครงงานร่วมกัน คือเราจะคละชั้น ไม่เอาเพื่อนหรือชั้นเดียวกัน เราจะเริ่มตั้งแต่ ป.๓ – ป.๖ คละกันไป กลุ่มหนึ่งอาจจะมีเด็ก ป.๓ ป.๕ ป.๖ อยู่ด้วยกันอย่างนี้ค่ะ…”

ชิสากัญญ์ พลายด้วง ร.ร.บ้านท่าเสา จ.ระยอง

“… ครั้งหนึ่งที่จัดกิจกรรมกลุ่ม เราก็เอาเรื่องเสื้อแดงเสื้อเหลืองขึ้นมาสอน ให้เด็กวิเคราะห์ ปรากฏว่าพอรวมกลุ่มกัน เด็กจะต้องระดมสมอง พอเริ่มคิดเริ่มอะไรเพื่อนยอมรับ แต่พอลงใบงานใหญ่เพื่อนไม่ให้ทำ นั่งร้องไห้ เราก็หันไปเห็นถามว่าหนูเป็นอะไร เขาไม่ให้ผมทำ เราก็หันไปบอกเพื่อนเขา รู้หรือเปล่า เขาวาดภาพสวยนะ ลองดูสิ เพื่อนเขาก็หันมามองหน้าครู แล้วก็เริ่มแบ่งงานให้ทำ ปรากฏว่าของเขาได้วาดภาพติดในแผ่นงานสวยเลย เวลาออกมานำเสนอเพื่อนก็จะชมว่าภาพที่สวยมาจากพงษ์พศิน เขาก็จะยิ้ม รู้สึกว่าเขามีความสุขขึ้น แล้วก็จะเปลี่ยนจากไปขุดไส้เดือนมาเป็นชอบที่จะเข้าห้องเรียนมากขึ้น อีก case หนึ่ง เป็นเด็กเก่ง แต่เขาจะเหมือนเป็นหัวหน้าอยู่ในกลุ่ม เวลาให้เลือกกลุ่มเอง เขาจะเลือกทีมของเขา เวลาทำงานกลุ่ม เขาจะไม่ค่อยสนใจเวลา จะทำแบบของฉันต้องสวยที่สุดดีที่สุด เพราะฉะนั้นงานกลุ่มจะไม่ประสบความสำเร็จ จะเสร็จช้ากว่าเพื่อน แต่เขามีความรับผิดชอบ เขาจะเก็บงานไปทำข้างนอก แล้วก็จะเอามาส่งทีหลัง มีอยู่ชั่วโมงหนึ่งชั่วโมงรักประเทศไทย เราไม่ได้ให้เขาเข้ากลุ่มตามใจ มีตามใจได้ ๒ คน เพื่อเป็นเพื่อนกัน แล้วอันอื่นต้องแยก พอเสร็จเขาก็มอง พอเริ่มทำงานเราจะมีกติกาอยู่ว่า ประธานกับเลขามีหน้าที่อะไร ทุกคนในกลุ่มจะต้องพูดเสนอความคิด จะขัดแย้งหรือจะอะไรก็ต้องคุยกันก่อนลงมือทำชิ้นงาน ทุกกลุ่มเขาก็ทำ จะมีกลุ่มของน้องน้ำเขาก็จะทำ เราก็สังเกตว่าเขาเริ่มพูดกับเพื่อนว่าเดี๋ยวไม่เสร็จ เราต้องปรับแล้วล่ะ เอาสวยน้อยหน่อย ทำงานให้เสร็จก่อน ก็จะมีว่าทุกคนยอมรับไหมที่จะทำแบบนี้ คือตกแต่งไว้ทีหลัง เอาความคิดมาก่อน ทุกคนในกลุ่มเขาก็จะยอมรับ ปรากฏว่าวันนั้นกลุ่มนี้ทำงานได้สำเร็จ คือเสร็จทันเวลา เราก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของน้องเขา จากการที่งานไม่เคยเสร็จทันเวลา แต่รับผิดชอบแล้วมาส่งทีหลัง งานเขาจะต้องเนี้ยบต้องสวย พอติดแล้วทุกคนจะต้องร้องอู้หู เพราะว่ามันจะสวยมาก…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

ถ้าเราสามารถทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐาน ๑๒ ชั้นปีเป็นนาทีทอง ที่จะให้นักเรียนอายุระห่าง ๖-๑๘ ปี ได้ทำงานเป็นทีมระหว่างสมาชิกที่แตกต่างกันตลอดเวลา ฝึกซ้อมการมองไปข้างหน้าของทีม หาทางเลือก ตัดสินใจ รับผิดรับชอบผลที่เกิดขึ้น และยืดหยุ่น ทักษะชีวิตและทักษะการเรียนรู้จะถูกพัฒนาไปพร้อมๆ กัน

การทำงานเป็นทีมด้วยสมาชิกกลุ่มหลากหลาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการฝึกซ้อมทักษะชีวิต

ความหลากหลาย เป็นแบบจำลองของสังคม

]]>