พัฒนาการ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Tue, 31 May 2016 09:08:28 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png พัฒนาการ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 จดหมายข่าว ฉบับเดือนตุลาคม 2558 https://thaissf.org/download/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a5 Wed, 23 Mar 2016 08:17:47 +0000 http://175.41.155.75/?post_type=wpdmpro&p=2128 หน้าที่ที่จะทำให้เด็กไทยทุกคนเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม เป็นของเราทุกคน ทุกฝ่าย การจะทำให้เด็กคนหนึ่งมีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดา รัฐควรจัดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอแก่หญิงตั้งครรภ์ พัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาลให้มีมาตรฐาน รวมทั้งหาแนวทางให้การศึกษานอกระบบโรงเรียนแก่เด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาปกติได้ และบูรณาการการดูแลเด็กร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์

]]>
จดหมายข่าว “ปฏิรูปเด็กปฐมวัย เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” https://thaissf.org/%e0%b8%88%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7-%e0%b8%89%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a5/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%2588%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7-%25e0%25b8%2589%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b7%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%25a5 Wed, 23 Mar 2016 08:32:20 +0000 http://175.41.155.75/?p=2131 หน้าที่ที่จะทำให้เด็กไทยทุกคนเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม เป็นของเราทุกคน ทุกฝ่าย การจะทำให้เด็กคนหนึ่งมีคุณภาพต้องเริ่มตั้งแต่ครรภ์มารดา รัฐควรจัดสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอแก่หญิงตั้งครรภ์ พัฒนาคุณภาพของศูนย์เด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาลให้มีมาตรฐาน รวมทั้งหาแนวทางให้การศึกษานอกระบบโรงเรียนแก่เด็กอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาปกติได้ และบูรณาการการดูแลเด็กร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว

นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (5) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า (ต่อ) https://thaissf.org/er085/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er085 Mon, 01 Dec 2014 13:48:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/01/er085/ วางแผนรายละเอียดที่จะสอนเด็ก เริ่มจากสร้างแรงบันดาลใจ ชั่วโมงแรกของ PBL ของไตรมาสที่ ๓ เราให้นักเรียนดูหนังสั้นเรื่องเสือโทน ประสบการณ์ปีที่แล้วรู้เลยว่า เด็กดูหนังเรื่องนี้แล้ววิเคราะห์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอเราให้เด็กดูหนัง จะบอกเขาให้รู้เลยว่าหลังจากการดูหนังเขาจะต้องเขียนว่าเขาเห็นอะไร พอเด็กดูหนังจบ เราก็จะแจกกระดาษให้หนึ่งแผ่น แล้วให้พับครึ่ง ให้เขียนว่าหนูเห็นอะไรบ้าง เด็กจะถามว่าหนูจะต้องเขียนช่องไหน หรือเขียนแนวตั้งหรือแนวนอนล่ะคะ ก็จะตอบไปว่าหนูอยากเขียนแบบไหนก็เขียนไปเลย อยากทำอะไรทำไปเลย

เป็นไปตามคาดคือเด็กจะเขียนสิ่งที่เขาเห็น เขียนเป็นข้อๆ แต่ที่เราต้องการคือ อยากให้เด็กร้อยเรื่องราว ว่าเห็นอะไรจากหนัง เป็นเพราะอะไร จึงยอมเสียเวลาให้เด็กดูใหม่อีกหนึ่งรอบ แต่ก่อนจะดู ก็กระตุ้นเขา เช่น ผู้หญิงคนนั้นที่เดินมา เขาเป็นอย่างไร ลักษณะอย่างไร เด็กตอบว่าเขาตาบอดค่ะ เราจึงถามกลับไปว่าทำไมเขาเขาถึงตาบอด ทำไมบ้านนี้เขาถึงได้ทะเลาะกัน ทำไมแม่เขาถึงได้เอาลูกไปอยู่ที่อื่น มันเป็นเพราะอะไร เราพยายามชี้ทีละจุด

หลังจากดูครั้งที่ ๒ เด็กก็เขียนได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เขียนอีกช่องหนึ่งที่ว่างอยู่ แล้วให้เขามาเปรียบเทียบกัน มาสรุปด้วยกันว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ จ.กาญจนบุรี จากนั้นก็ถามว่าหลังจากดูเรื่องนี้ เราจะเรียนเรื่องอะไรกันดี เด็กก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม ถามต่อว่าเด็กๆ คิดว่าบ้านเรามีปัญหาแบบนี้ไหม เขาก็จะเขียนมา เราก็บอกว่า ไม่อยากเห็น อยากให้ทำเป็นการ์ตูนวาดเรื่องราวมีปัญหาอะไร และให้มานำเสนอเพื่อน เราก็เห็นว่าเด็กสะท้อนให้เห็นปัญหาอะไรบ้าง บางคนก็ปัญหาซ้ำกัน เขาตั้งชื่อและให้โหวตกันว่า ของใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะเรียน คุณครูเห็นว่ายังไม่ดีก็จะแนะนำเขาว่าควรเพิ่มคำนี้ไปไหม ก็ได้ชื่อเรื่องว่า สิ่งแวดล้อมดี ชีวีปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ

พอไตรมาสที่ ๔ พัฒนาการเด็กดีขึ้น เราก็ให้เขาตั้งชื่อเขาเอง และในสัปดาห์ที่ ๒ เราให้เขียนในสิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่อยากรู้ เด็กก็ถาม เขียนช่องไหน ทำเป็นตาราง หรือ mind map จะทำรูปแบบไหนดีคะครู คือเมื่อก่อนเราจะบังคับแนวคิดเด็กไว้ว่า ทำรูปแบบไหน ครั้งนี้จึงให้เขาทำตามแนวคิดของตัวเอง พอเสร็จเขาก็ได้รายละเอียดทั้งสิ่งที่รู้ และสิ่งที่เขาอยากรู้ หลังจากนั้นจะให้นั่งเป็นวงกลม นำสิ่งที่แต่ละคนเขียนมาดูกัน หากมีอันไหนซ้ำกันก็นำมาเขียนลงในกระดาษแผ่นใหญ่ และนำเสนอ จากนั้นเราก็ช่วยเติมเต็มหรือแนะนำในสิ่งที่เด็กต้องรู้เพิ่มเติม

ต่อด้วยเด็กช่วยกันทำปฏิทินการเรียนรู้ใน ๑๐ สัปดาห์ แล้วช่วยเติมเต็มเพื่อให้ตรงจุดประสงค์ และในสัปดาห์ที่ ๓ เราจะเรียนรู้เรื่องอวัยวะร่างกาย เราไม่ได้สอนเขาว่าอวัยวะคืออะไร ปอดคืออะไร ส่วนไหนคืออะไร แต่ให้เด็กวิเคราะห์รูปภาพ ช่วงนั้นละครเรื่องทองเนื้อเก้ากำลังออกอากาศ เลยให้ดูภาพลำยอง เนื้อตัวที่เละแบบนั้น เขาเป็นโรคอะไร เพราะอะไร คือช่วยกระตุ้นความอยากรู้ของเด็ก แล้วก็โยงให้ดูว่าเคยเห็นใครเป็นแบบนี้ไหม และให้เด็กลองไปถามครูท่านอื่นในโรงเรียน ว่าเป็นโรคประจำตัวอะไรกันบ้าง

ส่วนเราก็คอยสังเกตการณ์ เมื่อเด็กสอบถามมาเรียบร้อย ก็กลับมานำเสนอในห้อง เขาบอกว่าคุณครูคนนี้เป็นโรคประจำตัวนี้ อาการเป็นแบบนี้ ระยะเวลาที่เป็นและวิธีการรักษาเป็นอย่างไร จากนั้นก็ให้เขามาจับกลุ่มกันว่าคุณครูอายุเท่านี้เป็นโรคอะไร โดยจัดกลุ่มตามอายุ เสร็จแล้วเราจะให้เด็กกลับไปถามคนที่บ้านว่ามีโรคประจำตัวอะไร ลักษณะคล้ายๆกันแบบนี้ โดยแนะนำในสิ่งที่ควรถามเพิ่มเติมเพราะ จะทำให้เรารู้ชัดเจนขึ้น เสร็จแล้วก็กลับมานำเสนอ

ในเรื่องต่อไปก็จะสอนเรื่องชีวิตและครอบครัว ให้ดูละครทองเนื้อเก้า ฉากที่ครอบครัวทะเลาะกัน หลังจากนั้นก็ถามเด็กว่าที่บ้านมีปัญหาแบบนี้ไหม และให้จับคู่แชร์ปัญหากันแล้วให้เด็กมาเล่าเรื่องของคู่ตนเองให้ครูฟัง เราก็บอกตอนเพื่อนเล่าเราก็สามารถเสริมเพื่อนได้นะ ตอนแรกเข้าใจว่าเด็กจะไม่กล้าเล่า แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เด็กบางคนอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ เด็กบางคนก็บอกว่าเกลียดแม่ เราก็ถามกลับไปว่าทำไม เพราะอะไร ซึ่งก่อนที่เขาจะเล่า เราต้องเท้าความมาก่อนว่า เขาเป็นลูกใคร คนที่เท่าไหร่ ประมาณนี้ นักเรียนชั้น ป.๖ มีอยู่ ๑๒ คน มีแค่ ๒ คนที่ได้อยู่กับพ่อแม่ เราคิดว่า ๒ คนนี้คงไม่มีปัญหาอะไร จริงๆ แล้วไม่ใช่ ทำให้เรารู้ปัญหาของเด็กมากขึ้นในเรื่องของชีวิตและครอบครัว

อีกชั่วโมงหนึ่งก็ให้หัวข้อกับเด็ก ลองคิดลองจินตนาการ ‘ครอบครัวในฝันฉันปั้นได้’ อยากให้ครอบครัวมีความสุขเป็นแบบไหน แล้วให้เด็กเขียนว่า เขาอยากให้เป็นอย่างไร วาดรูปออกมา แล้วมานำเสนอ ในเรื่องถัดไปจะเป็นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ให้นักเรียนคิดว่าในชีวิตประจำวันของเรา ถามว่าเราใช้อะไรสิ้นเปลืองมากที่สุด บางคนก็บอกว่า ไฟฟ้าบ้าง ข้าวบ้าง สบู่บ้าง แต่ละคนก็จะพูดกันออกมา ซึ่งความคิดเด็กก็ยังกว้าง เลยให้เด็กไปคุยกับคนในชุมชน และเชิญคนในชุมชนของเด็กมาที่โรงเรียน และให้เด็กแต่ละคนบอกถึงปัญหาที่เขาเจอ เด็กคนหนึ่งบอกว่าเขาใช้ยาสระผมเปลืองมาก ก็มีคนในชุมชนคนหนึ่งแนะนำว่าเราก็ไม่ต้องสระผมจากยาสระผมที่เราซื้อมาทุกวันสิ อาทิตย์หนึ่งอาจจะสระผมด้วยมะกรูดสัก ๒ วัน พยายามให้เด็กมองเห็นปัญหาและเชื่อมโยงถึงวิธีการแก้ปัญหา เลยเสนอว่าอยากทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา เด็กก็ลงความเห็นว่าจะทำยากันยุง เราก็เลยถามว่าจะทำอย่างไร และจะแก้ปัญหาได้จริงไหม อันดับแรกเราก็เชื่อมโยงไปเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร และถามเด็กเกี่ยวกับที่มาของสมุนไพร ซึ่งเด็กก็ไปค้นคว้ามา จากอินเตอร์เนต จากครูท่านอื่น และจากการไปถามผู้ปกครอง เด็กก็มีความกล้าขึ้น เราก็โยนโจทย์ให้เขาก่อนที่เขาจะเข้าไปในสวนสมุนไพร

เราก็คอยสังเกตการณ์ บางที่เขาก็ไปถามผู้รู้ท่านอื่นบ้าง เขาทำของเขาเองไปโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นก็มารายงานผลว่าสมุนไพรอะไรบ้างที่ใช้ทำยากันยุงได้ เขาบอกว่ามีเยอะมากมาย เราก็เลยให้แบ่งกลุ่มให้เท่ากัน ๓ กลุ่ม โดยให้เลือกสมุนไพรมาไม่ซ้ำกัน กลุ่มหนึ่งใช้ตะไคร้ อีกกลุ่มหนึ่งใช้ใบเร้วหรือใบสาวหลง และกลุ่มสุดท้ายเลือกเปลือกส้ม

พอได้สมุนไพรแล้วเขาก็เอาไปคั่วให้แห้งแล้วตำ ซึ่งหากเอาไปตากแดดจะใช้เวลานาน เราก็ไปสังเกตการณ์ ซึ่งการทำเด็กก็จะไปศึกษาจากอินเตอร์เนต มีวิธีทำอะไรบ้าง หลังจากเขาตำจนแหลก เขานำมาปั้นลักษณะคล้ายธูป หรือกำยาน ที่เด็กไปหาข้อมูลมา ต้องใช้แป้งมันด้วยก็จะเอามาต้ม ก็เจอปัญหาต่างๆ เช่นปั้นเป็นธูปไม่ได้ หรือกรีดแล้วมันแตก ก็ให้เด็กคิดว่าเป็นเพราะอะไร เด็กเสนอความคิด เช่น ตำไม่ละเอียดบ้าง ใส่แป้งมันเยอะบ้าง และก็มีเด็กอยู่คนหนึ่ง บอกว่าต้องแป้งมันเอาไปต้ม เขาบอกว่าเขาเคยทดลองวิทยาศาสตร์ ก็เลยบอกให้เด็กๆ ทำใหม่ กลุ่มเด็กที่ใช้ใบเร้วหรือใบสาวหลง สมุนไพรตัวนี้หมดแล้ว เด็กก็เลยพากันเปลี่ยนเป็นใบเตยแทน เรารู้อยู่แล้วว่าใช้ไม่ได้ แต่ก็อยากให้เขาลองทำดู พอทำเสร็จแล้วก็ไม่สวยมากแต่ก็พอปั้นได้และนำไปตากแดด พอได้ที่เด็กก็เอาไปจุดที่บ้าน แล้วเด็กก็กลับมาบอกว่าจุดไม่ติด ไม่เห็นกันยุงเลย

พอถึงสัปดาห์ที่ ๑๐ ถึงเวลาสรุปองค์ความรู้ จึงได้จัดเป็นนิทรรศการให้นักเรียนเอาธูปที่ทำมานำเสนอและนำเสนอเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนได้ทดลองทำกันมา ก่อนหน้านิทรรศการมีช่วงหนึ่งมีเหตุการณ์ลักพาเด็ก หรือพาเด็กไปข่มขืน เลยลองโยนคำถามให้เด็กว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนเรามีความปลอดภัย และให้แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ออกแบบโมเดลขึ้นมา ว่าหนูอยากให้ความปลอดภัยในชุมชนเป็นอย่างไร โดยให้เด็กอธิบายให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง เกี่ยวกับความปลอดภัยในชุมชน ที่นักเรียนอยากให้ตามจินตนาการของตัวเอง และช่วยแนะนำในเรื่องส่วนของความเป็นจริงให้นักเรียนให้เด็กได้แก้ไข จากไตรมาสที่ผ่านมาจะบอกว่าคุณครูได้จดทุกชั่วโมงที่สอน ก็เด็กตอบอะไรก็จะจด แล้ววิเคราะห์ว่าเด็กได้ทักษะอะไรบ้าง เพื่อจะได้วางแผนหรือปรับในการสอนในครั้งต่อไป…”

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (6) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/er055/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er055 Thu, 11 Sep 2014 06:28:36 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/11/er055/ 1. สมรรถนะที่ช่วยให้ความหมายกลายเป็นความมีความหมาย และ 2. ภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย โดยภาวะที่เกิดจากการเปลี่ยนจากความหมายสู่ความมีความหมาย ได้ชี้ให้เห็นว่าปกติเราจะอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว โดยสิ่งนี้ก็คือ โลกของเรา ซึ่งแสดงว่า เราอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณในความหมายนี้อยู่เสมอ เหมือนกับที่เราอยู่ในภาวะทางกาย ภาวะทางความรู้สึก หรือภาวะทางความคิดอยู่เป็นปกติ อย่างไรก็ตาม มีปัญหาว่าที่ผ่านมาเราชี้ว่าจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหรือต้องทำให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของการประสานงานที่เหมาะเจาะของความคิดและความรู้สึก จึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่าเราจะอยู่ในภาวะทางจิตวิญญาณอยู่เสมอได้อย่างไร และถ้าภาวะร่างกายเป็นไปตามปกติ เราก็จะประเมินว่ามีสุขภาวะทางกาย หรือการมีภาวะทางกายที่มีสุข แต่ถ้าภาวะทางจิตวิญญาณเป็นอย่างที่เป็น คือ เข้าถึงความมีความหมายอยู่ในโลกอยู่แล้ว ไม่ว่า โลก นั้นจะกว้างหรือแคบ เราจะสามารถประเมินเช่นเดียวกันได้หรือไม่ว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ในเมื่อข้อมูลในการวิเคราะห์ชี้ว่าบุคคลต้องผ่านกระบวนการต่างๆ ก่อน จนกระทั่งจิตวิญญาณในฐานะของการเปลี่ยนแปลงจากความหมายสู่ความมีความหมายนั้นได้เกิดขึ้นกับพวกเขา ซึ่งประเด็นเหล่านี้ทำให้เห็นลักษณะสำคัญประการหนึ่งของจิตวิญญาณ นั่นคือ ในการประเมินภาวะทางจิตวิญญาณว่าเป็น สุข หรือไม่นั้น จะต้องมีองค์ประกอบของ พัฒนาการ ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิเคราะห์ว่าความตระหนักในความมีความหมายเป็นการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ คือ ถ้าในเบื้องต้นเราอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว จะไม่สามารถตัดสินได้ว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เนื่องจาก ในการศึกษาในครั้งนี้ได้พบกรณีที่ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผชิญกับ ความมีความหมายมากเกินไป เช่น มีความรู้สึกร่วมกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่กำลังประสบทุกข์ราวกับว่าตนประสบเสียเอง ในกรณีเช่นนี้ ปรากฏว่าเกิดการเสียสมดุลระหว่างความคิดและความรู้สึก ทำให้มิอาจปฏิบัติงานได้ โดยบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ต้องอาศัยการเสริมพลังด้านความคิดของตน เพื่อมิให้ตนเองถูกครอบงำจากความรู้สึกร่วมนั้นนัยหนึ่งว่า บุคลากรผู้นี้อาศัยความคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์วิชาชีพเพื่อก้าวพ้นตัวตนที่กำลังถูกครอบงำด้วยความรู้สึกทุกข์ไปกับผู้ที่ตนดูแล

นอกจากนี้ องค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณอีกประการน่าจะเป็นเรื่องของ ทิศทาง ที่ช่วยให้บุคคลสามารถกำหนดได้ว่าจะก้าวพ้นจากตัวตนไปในทางใด ในขณะเดียวกัน ทิศทาง ก็จะช่วยให้บุคคลพิจารณาได้ว่าเมื่อใดเป็นเวลาที่ควรจะก้าวพ้นตัวตน ซึ่ง ทิศทาง ดังกล่าวย่อมอยู่ในส่วนของ ความคิด ข้อนี้จึงยืนยันการวิเคราะห์ที่ว่า ความคิด คือสิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ โดย ความคิด ที่กำหนด ทิศทาง นี้ก็เป็นเรื่องของคุณค่าที่เป็นฐานแห่งการกำหนดเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายที่พบบ่อยก็คือ อุดมการณ์วิชาชีพ หรือ การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ รวมถึงคุณค่าอันกำหนดด้วยคำสอนทางศาสนาต่างๆ

นอกจากนี้ ปกรณ์ สิงห์สุริยา (2552) ได้สรุปกรอบแนวคิดเกี่ยวกับจิตวิญญาณใน 2 กรอบแนวคิด ได้แก่ กรอบแนวคิดเกี่ยวกับ จิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และกรอบแนวคิดเกี่ยวกับ จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ โดยมีรายละเอียดดังนี้

กรอบแนวความคิดที่ 1 สมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ สามารถมีอิทธิพลก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิตและสุขภาวะทางกายได้ โดยความเชื่อทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเหนือธรรมชาติ สามารถทำให้เกิดสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ ซึ่งการวิเคราะห์ข้อมูลแสดงว่าสมรรถนะดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นหลังจากบุคคลมีภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ คือเห็นความมีความหมายของบางสิ่ง และสมรรถนะที่เกิดขึ้นนี้สามารถก่อสุขภาวะทางจิตและทางกายได้เช่นกัน และการคิดเชิงบวกสามารถก่อให้เกิดสิ่งที่คล้ายสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และสมรรถนะนี้ก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิต การที่ความคิดความรู้สึกของคนกลายเป็นหนึ่ง สามารถก่อให้เกิดสมรรถนะทางจิตวิญญาณแบบเหนือธรรมชาติ และสมรรถนะนี้ก่อให้เกิดสุขภาวะทางจิต

กรอบแนวความคิดที่ 2 จิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ มีแก่นอยู่ที่การก้าวพ้นตัวตนอย่างต่อเนื่อง โดยการก้าวพ้นตัวตนเป็นการแปลงสิ่งที่เป็นอื่น หรือสิ่งที่แปลกแยกให้มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนอาจมองเป็นการละทิ้งตัวตนเดิมและได้มาซึ่งตัวตนใหม่ หรือมองเป็นการขยายตัวตนออกไป ซึ่งประสบการณ์การก้าวพ้นตัวตนพบได้เมื่อมีกรณีของการที่ความหมายกลายเป็นความมีความหมาย กระบวนการนี้อาจตรงไปตรงมา คือ สิ่งที่เคยมีเพียงความหมายกลายเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับบุคคล หรืออาจเป็นกระบวนการที่ต้องต่อสู้กับความมีความหมายดั้งเดิม และการที่ความหมายจะเปลี่ยนเป็นความมีความหมายนั้นจะต้องมีความเหมาะเจาะระหว่างความคิดและความรู้สึก โดยรวมกล่าวได้ว่า สิ่งนี้ก่อให้เกิดได้ด้วยการผันแปรทางจินตนาการ การผันแปรนั้นอาจใช้วิธีการต่างกัน เช่น คิดเชิงบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ทั้งนี้ การผันแปรทางจินตนาการต้องอาศัยความคิดเกี่ยวกับคุณค่าหรือทิศทางกำกับ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยต่างๆ สนับสนุนทั้งในส่วนของการผันแปรทางจินตนาการและทิศทาง เช่น ตัวแบบที่ดี สัมพันธภาพที่ดี และระบบขององค์การ เป็นต้น

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (18) https://thaissf.org/sh048/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh048 Thu, 14 Aug 2014 12:56:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/sh048/ ปัจเจกภาพอันเป็นสิ่งที่บุคคลเป็นอยู่ อันเป็นขอบเขตที่กำหนดโดยความหมายที่รู้สึกนั้น อาจขยายออกได้เมื่อบุคคลรู้สึกหรือพยายามรู้สึก “ความคิด” ที่เขามิได้รู้สึกในขณะนี้ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ก็กล่าวได้ว่า “โลก” ของบุคคลเปลี่ยนไป การรู้สึกความหมายที่ไม่เคยรู้สึก นับเป็นการทำให้สิ่งที่เป็นอื่นกลายเป็นตัวตน หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นการก้าวพ้นตัวตนเดิม (self-transcendence)

ณ จุดนี้จึงสรุปได้ว่า “สุขภาวะทางจิตวิญญาณ” คือภาวะที่เกิดจากการกลายเป็นสิ่งที่เป็นอื่นหรือการก้าวพ้นตัวตนได้อย่างต่อเนื่อง อันเป็นการขยายขอบเขตแห่งความมีความหมาย นิยามนี้สามารถเชื่อมโยงสู่ปฏิทรรศน์ (paradox) ที่พบในการวิเคราะห์ข้อมูลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการ tuning นั่นคือ ยิ่งกลายเป็นสิ่งที่เป็นอื่น ยิ่งก้าวพ้นตัวตน บุคคลก็ยิ่งเป็นตนเอง ยิ่งมีความดื่มด่ำลึกซึ้ง ยิ่งมีความตระหนักในความเป็นตัวเป็นตน

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ ดังกล่าวแล้วว่าในเบื้องต้นเราอยู่ในภาวะของความมีความหมายอยู่แล้ว แต่ข้อนี้ก็มิได้ทำให้กล่าวได้โดยทันทีว่าเรามีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ การศึกษาข้อมูลพบกรณีที่ผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เผชิญกับ “ความมีความหมายมากเกินไป” เช่น มีความรู้สึกร่วมกับผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยที่กำลังประสบทุกข์ราวกับว่าตนประสบเสียเอง ในกรณีเช่นนี้ ปรากฏว่าเกิดการเสียสมดุลระหว่างความคิดและความรู้สึก ทำให้มิอาจปฏิบัติงานได้

โดยบุคลากรทางการแพทย์ผู้นี้ต้องอาศัยการเสริมพลังด้านความคิดของตน เพื่อมิให้ตนเองถูกครอบงำจากความรู้สึกร่วมนั้นกระทั่งมิอาจทำงานได้ กล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า บุคลากรผู้นี้อาศัยความคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์วิชาชีพเพื่อก้าวพ้นตัวตนที่กำลังถูกครอบงำด้วยความรู้สึกทุกข์ไปกับผู้ที่ตนดูแล

ประเด็นสำคัญที่เรียนรู้ได้จากกรณีนี้ก็คือองค์ประกอบสำคัญของสุขภาวะทางจิตวิญญาณอีกประการน่าจะเป็นเรื่องของ “ทิศทาง” อันจะช่วยให้บุคคลสามารถกำหนดได้ว่าจะก้าวพ้นจากตัวตนไปในทางใด ในขณะเดียวกัน “ทิศทาง” ก็จะช่วยให้บุคคลพิจารณาได้ว่าเมื่อใดเป็นเวลาที่ควรจะก้าวพ้นตัวตน “ทิศทาง” ดังกล่าวย่อมอยู่ในส่วนของ “ความคิด” ข้อนี้จึงยืนยันการวิเคราะห์ที่ว่า “ความคิด” คือสิ่งที่ต้องยึดไว้เป็นหลักเสมอ โดย “ความคิด” ที่กำหนด “ทิศทาง” นี้ก็เป็นเรื่องของคุณค่า อันเป็นฐานแห่งการกำหนดเป้าหมาย ในข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่พบบ่อยก็คือ “อุดมการณ์วิชาชีพ” “การแพทย์ที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์” รวมถึงคุณค่าอันกำหนดด้วยคำสอนทางศาสนาต่างๆ

]]>