พัฒนาการด้านภาษา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png พัฒนาการด้านภาษา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 9 ยังเล่นกันเป็นอยู่มั้ยเอ่ย? https://thaissf.org/er009/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er009 Mon, 12 May 2014 08:14:05 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/12/er009/

แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟนให้ได้เท่าที่มันให้ได้ นั่นคือข้อมูลดิจิตอลที่ถูกกลั่นกรองมาแล้วไม่ว่าจะเป็นเกมหรือสารคดีอะไรก็ตาม ต่อให้เป็นเกมที่อ้างว่ามีประโยชน์ผมก็จะเถียงว่าการเล่นในสนามมีประโยชน์มากกว่า ต่อให้เป็นสารคดีชนะเลิศรางวัลระดับโลกดีเลิศเพียงใดผมก็จะเถียงว่าพ่อแม่นั่งคุยกับลูกมีประโยชน์มากกว่า

เช้านี้ ผมมีเวลาเหลือ 20 นาทีจึงขับรถไปหาหลาน มิใช่หลานปู่หรือหลานตา เป็นลูกสาวของลูกสาวของพี่ชายของภรรยา

“ตาหมอมาเยี้ยว” เป็นคำแรกที่หลานสาววัยสามขวบตะโกนทันทีที่เห็นผม เธอยิ้มแป้นทุกครั้งที่ผมไปหา คงเป็นเพราะผมจะเล่นกับเธอได้ทุกที่และตลอดเวลา

“มาเยี้ยวๆ เล่นอะรัยดีๆ” ผมให้ท้ายว่ามาเล่นกันเถอะ การเล่นคือการเรียนรู้ เด็กที่ไม่ได้เล่นเป็นเด็กที่น่าสงสารมาก

“ขี่รถ”

“ไปเลย”

ว่าแล้วเธอก็ขึ้นรถแล้วขี่ร้องเพลงไปเรื่อยๆ สักพักผมก็เริ่มชวนเล่น “ตาหมอจะก้าวยาวๆนะ” แล้วผมก็ก้าวยาวๆนำหน้าเธอไป เธอก็เร่งฝีเท้าปั่นรถตามมา ผมแกล้งช้าลงบ้างเร็วขึ้นบ้างแต่ก้าวขายาวๆเป็นพิเศษให้เธอรู้ว่าตาหมอไม่ได้เดินธรรมดาแต่กำลังเล่น เธอก็ยิ่งปั่นสุดชีวิตหัวเราะไปทั้งทางทั้งขาไปขากลับ

จากนั้นก็จอดรถพากันเดินเข้าบ้าน

“เล่นบินไปญี่ปุ่นมั้ย” ผมชวน

เธอพยักหน้า ผมช้อนเธอได้ก็ออกเดิน “กางแขนเป็นปีกเครื่องบิน” จากนั้นทำเสียงวื่อๆๆๆๆเป็นเสียงเครื่องบินวนไปเวียนมาในบ้าน “เจอพายุมั้ย” เธอหัวเราะพยักหน้า ผมจึงเขย่าเธอแรงๆและโยนไปมาต่างพายุให้หัวเราะ “โอ๊ะ น้ำมันหมด” ผมทำท่าตกใจ “โอ๊ะ” เธอทำหน้าตกใจด้วย ผมจึงหิ้วเธอร่อนลงพร้อมทั้งพากย์ไปด้วย “จะตกน้ำแล้วๆ ปลาฉลามๆ” จากนั้นช้อนเธอขึ้นไปจอดลงบนบันไดขั้นหนึ่ง “ถึงญี่ปุ่นแล้ว” “ไชโย” เธอหัวเราะ “ฉลามมา” ผมว่า “ฉลามๆ กัวๆ” เธอว่า แล้วหดขาขึ้นจากพื้นประหนึ่งฉลามมาแล้วจริงๆ

จากนั้นผมหยิบกระดาษขาวเอสี่มา 2 แผ่น

“มาเล่นกินข้าวมั้ย”

“กินข้าวๆ” เธอพยักหน้า

ผมวางกระดาษข้างหน้าผม 1 แผ่นสมมติว่าเป็นจาน วางกระดาษไว้ตรงหน้าเธอ 1 แผ่นสมมติว่าเป็นจาน “เอาละ ตักข้าวนะ เอากี่ช้อน” “สามช้อน” ผมจึงตักข้าวจากหม้อข้าวล่องหนข้างๆเราสองคนพร้อมทั้งทำเสียงไปด้วย “ซวบ หนึ่งช้อน” “ซวบ สองช้อน” “ซวบ สามช้อน” ใส่จานข้าวของเธอ แล้วทำแบบเดียวกันกับของผม

“ผัดผักมั้ย”

“ปัดปักปัดปัก”

ผมก็เอาน้ำมันใส่กะทะล่องหน “เปิดแก๊ส” เธอทำท่าเปิดแก๊ส “ใส่น้ำมัน” เธอทำท่าใส่น้ำมัน “ใส่หมู” เธอทำท่าใส่หมู “ใส่ผัก” เธอทำท่าใส่ผัก จากนั้น “มา ช่วยกันผัด” ถึงตอนนี้เธอนำหน้าไปเลย ทำเสียงซู่ซ่าๆๆๆดังๆ ทำท่าผัดผักแล้วก็พูดเองว่า “ใส่พริก” ผมก็ใส่พริก “ใส่พริกไทย” ผมก็ใส่พริกไทย จากนั้นเธอพูดเองว่า “จิม จิม” ว่าแล้วตักจากกะทะล่องหนนั้นขึ้นมาให้ผมชิม

ชิมเสร็จเราก็ช่วยกันหาช้อนสมมติ ซ่อมสมมติ มาทำท่ากินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมทั้งส่งเสียงซู้ดซ้าดๆแข่งกัน

“เล่นทิ้งระเบิดมั้ย” ผมชวน เธอพยักหน้า หน้าตาสนุกมาก ยังไม่ทันเล่นเลย

ผมหยิบกระดาษเอสี่สองแผ่นนั้นมาขยำเป็นลูกระเบิดแล้วสมมติตัวเองเป็นเครื่องบินทิ้งระเบิดวิ่งขึ้นจากลานบินส่งเสียงว่อๆๆ แล้วร่อนลงทิ้งระเบิดกระดาษลงหัวเธอ เธอหัวเราะตาปิด “เอาอีกๆ” ผมบินวนมาทิ้งระเบิดลูกที่สองใส่หัวเธอ “เอาอีกๆ” ผมหยิบกระดาษมาบินวนทิ้งใส่เธอไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งจนกระทั่งเธอเป็นฝ่ายลุกขึ้นพูดเองว่า “ตาหมอนั่ง ใบบัวจะทิ้งระเบิด”

จากนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิดใบบัวก็บินว่อนไปมาขว้างระเบิดใส่ผม ผมพากย์เสียงระเบิดตูมตามๆอย่างเต็มที่ หมดเวลายี่สิบนาที

“ไปละน้า ตาหมอจาไปทำงานเยี้ยว”

“ชนแก้วก่อน” เธอว่า

เธอแกะนมรินใส่ถ้วยเอง หกบ้างลงบ้าง ผมชงกาแฟมาก่อนแล้ว

“มา ชนแก้ว” เราชนแก้วกัน “ติ๊งอิ๊งๆๆๆๆ” ผมทำเสียงลงลูกคอและโยกทั้งตัว เธอหัวเราะตาปิด “เอาอีกๆ”

หลังจากติ๊งอิ๊งๆๆๆสามครั้ง ผมก็ขับรถจากมา

เล่ามาละเอียดเพื่อบอกว่ายี่สิบนาทีนั้นเธอได้พัฒนาความสามารถทางภาษาไปอีกสองก้าวเพราะระหว่างเล่นเราต้องพูดกันตลอดเวลา ผมใช้คำศัพท์ใหม่ๆกับเธอโดยตัวเองไม่รู้ตัวหลายครั้ง กว่าจะหมดยี่สิบนาทีเธอได้คำศัพท์ไปอีกหลายคำบรรจุในสมองของเธอ

ดีกว่านั้นคือเธอได้เรียนรู้คำไหนใช้กับอารมณ์แบบไหน เรื่องนี้สำคัญมาก การปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือไอที เด็กไม่รู้ว่าเครื่องมีอารมณ์อะไรตอบมาแต่การปฏิสัมพันธ์กับตาหมอนั้นต่างกัน ตาหมอมีอารมณ์ต่างๆให้เธอเรียนรู้เสมอ

ดียิ่งกว่าอีกเธอได้พัฒนากล้ามเนื้อเล็กของนิ้วมือทั้งสิบนิ้วอย่างครบถ้วนทุกนิ้ว มิใช่ใช้เพียงหนึ่งนิ้วกดเมาส์หรือสองนิ้วกดแป้นพิมพ์ การพัฒนากล้ามเนื้อนิ้วมือมัดเล็กทั้งสิบนิ้วซึ่งประกอบด้วยกล้ามเนื้อชิ้นเล็กสองร้อยมัดจะส่งสัญญาณประสาทไปกระแทกและกระตุ้นสมองของเธออีกสองร้อยจุดให้พัฒนาตามไปด้วย

ทั้งหมดนี้แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน เกมและสารคดีให้ไม่ได้ครับ

 

]]>
8 การเล่นสมมติกับพัฒนาการด้านภาษา https://thaissf.org/er008/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er008 Thu, 08 May 2014 08:06:58 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/08/er008/

บ่ายวันนั้น เมื่อผมไปถึงบ้านของหลานสาว เธอขนเครื่องมือเล่นทรายกองใหญ่ออกมาเทลงบนพื้น โดยไม่ได้คิดอะไร ผมหยิบล้อเข็นพลาสติกที่ใช้ใส่อุปกรณ์เล่นทรายมาตั้ง แล้วเริ่มชวนเธอเล่น

“มาล้างกระทะกัน” ว่าแล้วจึงหยิบบล็อกไม้ขึ้นมาแล้วทำท่าขัดกระทะสมมติใบนั้น ปากทำเสียงชู่ช่าๆ “ใส่ผงซักฟอกด้วย” ชู่ช่าๆ “สะอาดแล้ว ล้างน้ำ” ระหว่างนั้นเธอหยิบบล็อกไม้อีกชิ้นมาช่วยผมและพูด “ขัดกะต๊ะๆ”

“ต่อไปเราจะทอดไก่นะ” ผมว่าต่อ “เปิดเตาแก๊ส” พูดแล้วทำมือสมมติว่าเปิดเตาแก๊ส “แชะ” หลานสาวทำท่าตามแล้วพูดตาม “เปอดตาแก๊ด แชะ” เธอพูดยังไม่ชัดหรอกครับ

“ต่อไปใส่น้ำมันหมู” ผมคว้าตุ๊กตาหมูมาทำท่าเทน้ำมันลงในกระทะสมมติ “ซู่” ทำเสียงน้ำมันร้อน “ร้อนๆๆ” หลานสาวทำตามแล้วร้องตาม “ล้อนๆๆ” ผมไม่ลืมใช้เวลานั้นสอนเธอว่าห้ามเปิดเตาแก๊สจริงๆและระวังกระทะร้อนด้วย เธอพูดว่า “โนโน จิงจิง ล้อนล้อน”

จากนั้นเราหากระดาษมาฉีกเป็นชิ้นๆ เธอยังไม่ครบสองขวบจึงยังฉีกกระดาษไม่ได้ ผมช่วยด้วยการฉีกกระดาษเป็นแนวยาวเหมือนเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้วยื่นให้เธอฉีกเป็นท่อนสั้นๆ เธอใช้วิธีดึงให้ขาดบ้าง ฉีกได้บ้าง “มาผัดผักกันนะจ๊ะ” ผมเอาเศษกระดาษใส่กระทะสมมติ เธอทำตามพูดว่า “ปัดปักนะๆ”

“คราวนี้ไก่อยู่ไหน” ผมถาม เธอลุกไปหยิบตุ๊กตาไก่ตัวเล็กมาหนึ่งตัวและพูดว่า “ไก่ อยู่นี่เอง” เราเอาไก่ลงกระทะ จากนั้นผมยื่นพลั่วเล่นทรายกับช้อนตักทรายให้เธอ ส่วนผมใช้เสียมและคราดตักทราย ทั้งหมดนี้เป็นของเล่นพลาสติก “มา มาผัดไก่กะผักกันนะ” เราสองคนทำท่าผัดไก่กะผักเลียนแบบคุณยายของเธออย่างสนุกสนาน

“ไหน ชิมซิ” ผมแสร้งตักน้ำแกงขึ้นมายื่นให้ เธอชิมแล้วส่งเสียง อ้า “เค็มมั้ย” ผมถาม เธอยังไม่ทันตอบผมก็ไปต่อเลย “ยังไม่เค็ม เอาเกลือมา” ว่าแล้วเราก็ช่วยกันหาบล็อกไม้อีกอันหนึ่งมาสมมติเป็นขวดเกลือ ผมทำท่าเหยาะเกลือ เธอแย่งไปจากผมแล้วว่า “ใบบัวตักเอง” จากนั้นเธอเอาตะหลิวสมมติในมือมาทำท่าตักเกลือจากบล็อกไม้ใส่กระทะแล้วนับเลขตาม “หนึ่ง สอง สาม”

ผมชวนเธอใส่น้ำตาล ใส่พริกไทย ชวนเธอใส่ถุงมือ ใส่ผ้ากันเปื้อน ชวนเธอทำต้มจืดลูกชิ้น อันนี้ง่ายหยิบลูกบอลเล็กๆแถวนั้นมาสมมติเป็นลูกชิ้น ที่สนุกที่สุดคือสมมติว่าที่ฝาตู้ข้างๆเป็นก๊อกน้ำเย็นกับก๊อกน้ำร้อน เธอสนุกกับการเปิดก๊อกน้ำเย็นลงถ้วยสมมติแล้วยกดื่มหลายสิบครั้ง ส่วนผมสนุกกับการสมมติว่ากดผิดก๊อกแล้วทำน้ำร้อนลวกปากหลายครั้ง แต่ละครั้งเธอก็จะว่า “น้ำร้อน น้ำร้อน โน โน โน” เสมอ

เราเล่นกันนานมากกว่าหนึ่งชั่วโมง หลังจากลูกสองคนโตแล้วผมไม่เคยเล่นสนุกแบบนี้นานมากแล้ว

คนส่วนใหญ่คิดว่าเด็กจะพูดเก่งจากการอ่านหนังสือให้เด็กฟังหรือจากการที่พ่อแม่หรือพี่เลี้ยงพูดคุยกับเด็กมากๆ ความคิดเช่นนี้มีส่วนถูกแต่ก็ไม่ทั้งหมด แท้จริงแล้วเด็กอายุ 18-36 เดือนโดยประมาณจะเป็นวัยที่มีพัฒนาการด้านภาษาเร็วมากจากการเล่นสมมติ

การเล่นสมมติหรือ symbolic play หมายถึงเด็กสามารถใช้วัสดุหนึ่งแทนอีกวัสดุหนึ่ง ใช้การกระทำหนึ่งแทนอีกการกระทำหนึ่ง ใช้ความคิดหนึ่งแทนอีกความคิดหนึ่ง ความสามารถทั้งสามประการนี้ทำให้เธอคิดว่าตนเองกำลังทำครัว โดยทำท่าทางล้างกระทะ เปิดเตาแก๊ส ใส่น้ำมัน ใส่ผัก เติมลูกชิ้น เติมน้ำตาล ใส่เกลือ เหยาะพริกไทย ทดลองชิม ตามที่เราคอยชี้แนะและใช้ของเล่นพลาสติกอะไรก็ได้แทนกระทะ ตะหลิว ขวดเกลือ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่เราจะชวนเขาเล่น

จะเห็นว่าต้องการเวลาและจินตนาการจากพ่อแม่พอสมควร

เด็กที่เล่นสมมติมากจะมีพัฒนาการทางภาษาเร็วกว่า รู้จักพูดและใช้คำศัพท์ ซึ่งเรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยากเพราะระหว่างที่เล่นด้วยกันนั้นเอง เขามีปฏิสัมพันธ์กับเราตลอดเวลา ทั้งที่เป็นคำพูดและกริยาท่าทางที่ไม่ได้พูด เช่น “สนใจ” ดังว่า

เทียบกับการปล่อยให้เด็กเล็กใช้นิ้วเดียวเขี่ยสมารทโฟนหรือแท็บเล็ทให้เปลี่ยนหน้าเล่น ประโยชน์ที่ได้รับต่างกันไกล ต่อให้มีพ่อแม่นั่งเขี่ยสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ทด้วยกัน เปิดคลิปดีๆจากยูทูบให้เด็กเล็กดู คุณค่าของการเล่นก็ยังคงต่างกันลิบลับ

หากเปรียบเทียบกับจับลูกนั่งหน้าจอแล้วเปิดการ์ตูนให้ลูกนั่งนิ่งๆดู ยิ่งเทียบกันมิได้

การเล่นสมมติเป็นการเล่นที่ง่ายที่สุดในโลก ไม่ต้องการเงินทุน ไม่ต้องการสถานที่ ใช้อะไรก็ได้ เล่นที่ไหนก็ได้ ดีที่สุดคือฝนตกไปไหนกันไม่ได้ก็เล่นได้ ไฟดับไม่มีอะไรให้ทำก็ยังเล่นได้ ที่ต้องการคือ “เวลาของคุณพ่อคุณแม่”

เด็กสมัยนี้นั่งเขี่ยสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตกันมาก พ่อแม่จำนวนหนึ่งคิดว่าเด็กฉลาดและตนเองก็สบายดี ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง อีกทั้งเป็นอันตรายต่อพัฒนาการเด็กครับ

]]>