พลังภายใน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png พลังภายใน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (14) https://thaissf.org/sh064/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh064 Thu, 04 Sep 2014 14:04:33 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/04/sh064/ ผู้แต่ง

ชนิกา เจริญจิตต์กุล (2547)

นิยามความผาสุกทางจิตวิญญาณ

ความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม ที่แสดงให้เห็นว่าเกิดปัญญา การหยั่งรู้ เข้าใจความจริงของชีวิต ค้นพบเป้าหมายความหมายของชีวิต มีดุลยภาพในความสัมพันธ์ภายในตนเอง ความสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อม และหรือพลังเหนือธรรมชาติ สงบ มีความสุข มีความเข้าใจในตนเอง เข้าใจในธรรมชาติและความเป็นจริงในชีวิต มีพลังใจที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์ มีพลังภายใน (Inner strength) พลังอำนาจ (Power) ความศรัทธา ความหวัง ความกล้าหาญ เพิ่มความสามารถทำให้อยู่เหนือภาวะเหนือตนเองได้ และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข

ผู้แต่ง

Paloutzian & Ellison (1991)

นิยามความผาสุกทางจิตวิญญาณ

People’s perception of the quality of their spiritual life includes both a horizontal component (purpose and meaning in life) and a vertical component (a sense of a relationship with God or a spiritual being).

แนวคิดสำคัญของความผาสุกทางจิตวิญญาณที่ปรากฏให้เห็นจากนิยามข้างต้นประกอบไปด้วย

1. การหยั่งรู้และเข้าใจความจริงของชีวิต

2. เข้าใจในธรรมชาติ

3. เข้าใจในตนเอง

4. ค้นพบเป้าหมายความหมายของชีวิต

5. มีดุลยภาพในความสัมพันธ์ภายในตนเอง

6. ความสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อม และหรือพลังเหนือธรรมชาติ

7. ความสงบ

8. มีพลังใจที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์

9. มีพลังภายใน (Inner strength) พลังอำนาจ (Power)

10. ความศรัทธา

11. ความหวัง

12. ความกล้าหาญ

13. ดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข

จากแนวคิดสำคัญทั้ง 13 ข้อ พิจารณาได้ว่าการนิยามความผาสุกทางจิตวิญญาณมีทั้งในส่วนที่

เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลโดยตรงและสิ่งรอบข้างตัวบุคคลดังนี้

ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล

1. การหยั่งรู้และเข้าใจความจริงของชีวิต

2. การเข้าใจในตนเอง

3. การค้นพบเป้าหมายความหมายของชีวิต

4. การมีพลังใจที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์

5. การมีพลังภายใน (Inner strength)

6. การมีพลังอำนาจ (Power)

7. ความศรัทธา

8. ความหวัง

9. ความกล้าหาญ

10. ความสงบ

11. การดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข

ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสิ่งรอบข้าง

1. การเข้าใจในธรรมชาติ

2. การมีดุลยภาพในความสัมพันธ์ภายในตนเอง ความสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อม และหรือพลังเหนือธรรมชาติ

ดังนั้น ภาวะความผาสุกทางจิตวิญญาณจึงมิได้เป็นเพียงภาวะภายในตัวบุคคลเท่านั้นแต่ยังรวมถึงภาวะที่เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆรอบข้างทั้งบุคคลอื่นและสิ่งแวดล้อมภายนอกอีกด้วย นั่นคือ ความผาสุกทางจิตวิญญาณเป็นภาวะที่บุคคลมีการหยั่งรู้ เข้าใจความจริงของชีวิต เข้าใจในตนเอง มีเป้าหมายในชีวิต มีพลังใจที่เป็นพลังภายในที่มีอำนาจ สร้างสรรค์ และเข้มแข็ง มีความศรัทธา ความหวังในชีวิต กล้าหาญ นอกจากนี้ยังเป็นภาวะที่บุคคลมีความเข้าใจในธรรมชาติ และมีดุลยภาพในความสัมพันธ์ภายในตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้อื่นสิ่งแวดล้อมหรือพลังเหนือธรรมชาติอีกด้วย ภาวะหล่านี้ทำให้บุคคลพบกับความสงบและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (2) https://thaissf.org/sh052/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh052 Tue, 26 Aug 2014 14:54:46 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/sh052/ เกิดปัญญา การหยั่งรู้ เข้าใจความจริงของชีวิต ค้นพบเป้าหมายความหมายของชีวิต มีดุลภาพในความสัมพันธ์ภายในตนเอง ความสัมพันธ์กับบุคคล สิ่งแวดล้อม และพลังเหนือธรรมชาติ สงบ มีความสุข มีความเข้าใจในตนเอง เข้าใจในธรรมชาติและความเป็นจริงในชีวิต มีพลังใจที่เข้มแข็ง สร้างสรรค์ มีพลังภายใน (Inner strength) พลังอำนาจ (Power) ความศรัทธา ความหวัง ความกล้าหาญ เพิ่มความสามารถทำให้อยู่เหนือภาวะเหนือตนเองได้ และดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข

ข้อมูลจากการประมวลเอกสาร พบว่า การศึกษาจิตวิญญาณในมิติด้านสาธารณสุขจะเน้นที่การดูแลด้านจิตวิญญาณ (spiritual care) และการตอบสนองความต้องการทางด้านจิตวิญญาณ (spiritual need) ซึ่งจากงานวิจัยได้ให้ความหมายของการดูแลด้านจิตวิญญาณ ว่าหมายถึง กระบวนการที่ช่วยเหลือผู้ป่วยและครอบครัวด้วยความเอาใจใส่ โดยการสนับสนุน ส่งเสริมคุณค่า ความเชื่อ ค่านิยมและวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล ความต้องการมีความหมายและจุดหมายของชีวิต ความต้องการได้รับความรักและให้ความรักต่อผู้อื่น รวมไปถึงความต้องการความหวังและการสร้างสรรค์ เพื่อสนองความต้องการที่มุ่งรักษาสุขภาพในการดำเนินชีวิต และมีการให้ความหมายของความต้องการด้านจิตวิญญาณไว้ว่า หมายถึง ความรู้สึกที่อยู่ลึกภายในจิตใจเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิดและเกิดร่วมกับการเลี้ยงดู สังคม วัฒนธรรม ศาสนา ศีลธรรม ลัทธิที่มีอยู่ภายในตัวบุคคล เป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลรู้สึกว่าตนมีชีวิตอยู่อย่างมีคุณค่า สามารถค้นหาเป้าหมายของชีวิตและรู้ว่าตนต้องการอะไร เป็นแรงจูงใจที่ทำให้เกิดความเชื่อและการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของชีวิต เป็นพลังภายในตนเองที่มองไม่เห็นแต่ช่วยให้บุคคลเกิดกำลังใจ มีความหวังและความเข้มแข็งภายในจิตใจ ทำให้สามารถเผชิญกับปัญหาและความจริงที่ตนรู้สึกว่ายากลำบากหรือในภาวะที่เจ็บป่วยรุนแรงได้อย่างสงบ

คำว่า “จิตวิญญาณ” มีการนำมาใช้ในกิจกรรมการพยาบาลเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ความเชื่อโดยใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ และการปฏิบัติตามหลักศาสนา รวมทั้งคำนึงถึงความสำคัญของปฏิสัมพันธ์ของคนกับคน คนกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทัศนีย์ ทองประทีป. 2548) ซึ่ง ชนิกา เจริญจิตต์กุล (2547) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการดูแลด้านจิตวิญญาณ (spiritual care) ว่า ระบบความเชื่อเป็นสิ่งสำคัญประการหนึ่งของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ทำให้บุคคลมีพลังในตัว มีกำลังใจ และมีความหวัง นอกจากนี้การให้ความรักความรู้สึกผูกพัน การเอาใจใส่จะเป็นการช่วยเพิ่มความรู้สึกประจักษ์ในคุณค่า (Self esteem) ของบุคคล จากความหมายในงานวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า มีตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณที่ปรากฏในนิยาม ได้แก่ การมีเป้าหมายของชีวิต การรู้สึกถึงคุณค่าของชีวิต การมีความเข้าใจในตนเองและสิ่งแวดล้อม การมีความเชื่อศรัทธาในบางสิ่งเหนือการรับรู้ การรู้สึกถึงการมีพลังมีความเข้มแข็งในการปฏิบัติภารกิจ การมีความรู้สึกสุขสงบทางจิตใจ เป็นต้น

จิตวิญญาณในมิติทางด้านสุขภาพนี้ นพ.ดร.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2545) ได้อธิบายว่า เป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์เดิมเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์แบบเดิมที่ใช้ในการทำความเข้าใจชีวิตซึ่งมองชีวิตแบบแยกออกเป็นส่วนๆที่มุ่งเน้นแต่การตรวจวินิจฉัยรักษาโรค การจ่ายยาที่ถูกต้อง โดยขาดการมีปฏิสัมพันธ์และขาดการให้ความสำคัญกับมนุษย์ที่มาตรวจรักษา ทำให้ผู้เข้ารับการรักษาเกิดการขาดความศรัทธาเชื่อมั่นต่อตัวแพทย์ พยาบาล ที่ทำการรักษา ดังนั้นการใช้ Spiritual เข้ามาใช้ในทางสุขภาวะ จะทำให้เห็นมิติของความเป็นมนุษย์ และนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ที่เคารพในคุณค่าและศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะเสริมสร้างจิตสำนึกที่ดีขึ้นในการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข และการดูแลผู้ป่วย

2. ทฤษฎีเอกลักษณ์ (Identity)

2.1 ความหมายของเอกลักษณ์

“เอกลักษณ์” หรือในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Identity” และนักวิชาการบางท่านดังเช่นเบอร์ค (Stryker; & Serpe. 1982: 206; citing Burke. 1981) และแมคคอล์และซิมมอนด์ (Stryker; &Serpe. 1982: 206; citing McCall; & Simmons. 1978) ใช้คำว่า “Role-Identity” ในความหมายเดียวกับเอกลักษณ์ (Hogg; Terry; & White. 1995: 256; citing Stryker. 1980) เอกลักษณ์มาจากรากศัพท์ภาษาลาติน 2 คำ คือ Idem แปลว่า เหมือน และคำว่า Identidem แปลว่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งต่อมาได้มีการรวมความหมายของคำว่า Side by Side แปลว่าด้วยกัน กับคำว่า Likeness แปลว่า ความคล้ายคลึงกัน และ Oneness ที่แปลว่า ความเป็นหนึ่งเดียวกัน เข้าร่วมด้วย (Owens. 2003: 207) ดังนั้นความหมายของคำว่า “เอกลักษณ์” จึงมีความเกี่ยวข้องกับการบอกถึงความแตกต่างและ ความเหมือนระหว่างบุคคลหนึ่งกับบุคคลหนึ่ง (Owens. 2003: 207; citing Burke; & Tully. 1977; James. 1890) จากการศึกษาเอกสารต่าง ๆ พบว่า นันทนา น้ำฝน (2536: 36) ได้สรุปความหมายของเอกลักษณ์ว่า เป็นลักษณะอย่างหนึ่งในตัวบุคคลที่ทำให้บุคคลนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองซึ่งแตกต่างจากบุคคลอื่น ส่วนเบอร์คและไรซ์ (Burke; & Reitzes. 1991: 242) ได้ให้ความหมายของเอกลักษณ์ไว้ว่า คือ สิ่งที่บุคคลให้ความหมายทางสังคมร่วมกันของคนที่อยู่ในบทบาทเดียวกัน รวมถึงในดิกชันนารี The New International Webster’s Comprehensive Dictionary of the English Language (1996: 627) ได้ให้ความหมายของเอกลักษณ์ว่า ลักษณะที่เป็นอยู่เหมือนกันหรือเหมือนกันโดยสมบูรณ์ สอดคล้องกับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 (2546: 1391) ซึ่งได้ให้ความหมายไว้ว่า ลักษณะที่เหมือนกันหรือมีร่วมกัน ส่วนนักจิตวิทยาสังคมร่วมสมัยได้ให้ความหมายของเอกลักษณ์ว่าเป็นการจัดหมวดหมู่บุคคลอย่างเฉพาะเจาะจงในการบอกว่าเขาเป็นใครและตำแหน่งที่บุคคลจะมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Owens. 2003: 207; citing Michener; & Delamater. 1999) ซึ่งสอดคล้องกับความหมายจากสารานุกรมทางสังคมวิทยาที่สไตรเกอร์ได้ให้ความหมายไว้โดยคำนึงถึงข้อกำหนด (require) ของเอกลักษณ์ที่มีอยู่ 2 ประการ คือ (Stryker. 1992: 873; citing Stone. 1962; Stryker. 1968) 1) บุคคลอื่นเป็นผู้มอบหมายตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งทางสังคมให้ต่อบุคคล และ 2) บุคคลยอมรับต่อตำแหน่งที่ผู้อื่นแต่งตั้งให้ ดังนั้นเอกลักษณ์ตามความหมายของสไตรเกอร์ (Stryker. 1992: 873) จึงเป็นการรู้คิดเกี่ยวกับตัวตน (Self-Cognitions) ที่เกี่ยวข้องกับบทบาทและตำแหน่งในระบบความสัมพันธ์ทางสังคมของบุคคล เช่น เอกลักษณ์ของการเป็นแม่ เป็นลูก เป็นหมอ เป็นคนขายของ เป็นต้น

จากความหมายของเอกลักษณ์ดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า เอกลักษณ์ หมายถึง การรู้คิดเกี่ยวกับบทบาทและตำแหน่งเฉพาะตนในการแสดงออกเพื่อติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลอื่นในสังคม ทั้งนี้บุคคลที่อยู่ในบทบาทและตำแหน่งเดียวกันจะมีการแสดงออกที่เหมือนกันและแตกต่างไปจากบุคคลที่อยู่ในบทบาทและตำแหน่งอื่น

]]>