พฤติกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:21 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png พฤติกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (16) https://thaissf.org/sh108/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh108 Sun, 16 Nov 2014 15:25:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/16/sh108/ มีการเกิด COP หลายๆ COP COP เบาหวาน COP เรื่องผู้พิการ COP เรื่องคุณธรรม หลายพื้นที่เราจัดตั้งวงเราทำโดยอาศัยยุทธศาสตร์จังหวัด… ”

พิทักษ์ เอ็นสวัสดิ์ สสจ.พิจิตร

“…. ก็คุยกันไปกันมา ตอนแรกบอกว่าอยู่ได้สองโมงครึ่ง แต่วันนั้นอยู่ถึงสี่โมงครึ่ง ทุกคนพูดหมด พอหลังจากพูดหมด เราก็ถอดบทเรียน ทุกคนก็บอกว่าถ้าวันนี้เราเอาของทุกคนมาก็จะเป็นระบบ complete ที่สุด คนที่ทำดีที่สุดจะมีระบบ screening การดูแล แต่ยังไม่ใช่เชิงลึก มันยังไม่ได้เป็นเครือข่าย เราพาไปเยี่ยมของแต่ละหมู่บ้าน แต่อีกของคนหนึ่งทำเชิงลึกในเรื่อง difficult case แต่เรื่องการคัดกรองยังไม่ถึง 80% เพราะยังไม่ตอบสนองตัวชี้วัด อย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ อีกคนหนึ่งบอกว่า หนูมีปัญหาแบบนี้ สิ่งที่พี่เขามีปัญหาทางหน่วยเราเอาไปแก้ไข บรรยากาศวันนั้นเป็นอะไรที่สนุกสนาน อยากให้ไปทำแบบนี้กับ รพ.สต. เขาบ้าง ในเรื่องของการบริหารจัดการที่จะสนับสนุนผู้สูงอายุในระบบต่อเนื่อง เงินโอทีอะไรประมาณนี้ เขาก็เห็นความสำคัญ จนเราพูดจบถอดบทเรียนเสร็จแล้ว เราก็เลยบอกว่าถ้าสมมุติเรากลับไปทำให้ทำแบบนี้ จริงๆ วัตถุประสงค์ที่เราทำก็คือ หนึ่งเราอยากทราบว่าปัจจุบันผู้สูงอายุถูกดูแลไปถึงไหน ตัวชี้วัดเป็นอย่างไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือ กระบวนการที่จะไปทำ ลปรร. จากกลุ่มที่ตัวเองคิดว่าหลากหลาย เราก็คิดว่าจะต้องมีปัญหาแน่นอน การยอมรับว่าตัวเองจะต้องมานั่งฟังเรื่องดีๆ พูดหรือเปล่า หลังจากสรุปเสร็จแล้วเราก็ได้แนวทางว่าประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ มาจากทั้งทะเบียนบ้านคือยึดของ อบต.ในเรื่องของการ screen เป้าหมายของอำเภอของเรา ใช้แบบ screen ของสถาบันเวชศาสตร์ครอบครัว คือ ADL เขาก็คัดกรองอยู่แล้ว เพราะแบ่งประเภทผู้สูงอายุ สมองเสื่อม ซึมเศร้า เสี่ยงต่อการหกล้ม โภชนาการ เราตั้งเป้าหมายตอนนั้น 60% พอเรามาฟังเขาพูด เขาบอกว่าคงไม่ได้หรอก เพราะว่าผู้สูงอายุเขามันเยอะ การคัดกรองสมองเสื่อมต้องใช้พยาบาล ถ้างั้นเราจะเอาอย่างไรให้ได้เชิงคุณภาพจริงๆ เรื่องคัดกรอง 2 แบบ คือสมองเสื่อม กับสุขภาพจิต ให้ผู้สูงอายุ 80% ทุกคน ของประเภท 2 ประเภท 3 ขอกลุ่มนี้ 100% สำหรับกลุ่มสมองเสื่อมกับสุขภาพจิต เขาก็โอเค ไม่ใช่ 60% ของทุกคนนะ แต่ 100% ของ 80 ขึ้นไป เขาบอกว่าทำได้ มันเป็นเป้าหมายที่เขาตั้งเองเขาคิดว่าเขาทำได้ และเขาก็บอกว่าขอให้อำเภอไปทำแนวทางการดูแล ประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 3 ที่เป็นของอำเภอหนองบัวระเหว…”

ลักขณาภรณ์ เสนชัย รพ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

ผลลัพธ์กระบวนการ ลปรร.

เป้าหมายการจัดกระบวนการ ลปรร. คือ ผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงดีๆที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนางาน รพ.สต. หลายแห่งติดตามผลลัพธ์ด้วยวิธีง่ายๆไม่สลับซับซ้อน มีประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ

ผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจัดกระบวนการ ลปรร. หลักๆ คือ

1. ความรู้/เนื้อความรู้ โดยนำบันทึกข้อมูลเรื่องเล่าวิธีทำงานที่สำเร็จจากวง ลปรร. มาจัดทำเรียบเรียงเป็นเอกสารผลงานวิชาการ ถอดบทเรียนเป็น good practice และหรือ best practice ที่มีกระบวนการวิธีปฏิบัติ ที่ทุกคนสามารถเทียบเคียงเอาไปใช้ได้

“… ตอนที่ตั้งวง ก็จะมีประเด็นที่เขาเขียนเรื่องเล่ามา 5-6 ประเด็น เสร็จแล้วเราก็เอาประเด็นนั้นมาเปิดเป็น best practice ของจังหวัด เช่น ผู้ป่วยเรื้อรังของจังหวัด ในบทจากเรื่องเล่าที่เจ้าหน้าที่ไปทำเรื่องนี้ ถ้าเรื่องเบาหวาน ความดัน จะต้องดูแลอย่างไร จะต้องทำอย่างไร จะเกิดเป็น best ของคนระนองขึ้นมา เป็นลักษณะเล่าการทำงานว่า ถ้าจะต้องดูแลผู้ป่วย case อย่างนี้ต้องทำอย่างไร รวมเป็นเรื่องเล่า เป็น best practice 5 ประเด็น เป็นหนังสือมี 2 เล่ม…”

บุษกร อุ่ยเต็กเค่ง สสจ.ระนอง

“… มีของขอนแก่นนะคะว่า แต่อาจจะยังไม่กระจายไปมาก เรื่องนี้ความรู้ที่ได้สกัดออกมาเกิดจาก CBL เกิดจากโครงการ CBL ใช้บริบทเป็นฐานการเรียนรู้แต่ละครั้ง สรุปสุดท้ายเขาจะได้มาเป็น CPG ของ รพ.สต. CPG ซึ่งโดยปกติไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะออกมาจากกรมและไปจังหวัด ไปอำเภอ อำเภอไปที่พื้นที่ ซึ่ง CPG ตัวนั้นไม่เหมาะที่จะใช้กับพื้นที่ เพราะว่าเรื่องเดียวกันก็จริง แต่ CPG ที่มาจากส่วนกลางจะเป็นแนวทางหลักๆ ไม่ใช่วิธีปฏิบัติในพื้นที่ อย่าง CUP หนองสองห้อง โครงการ CBL ที่เขาทำมันทำให้เขาได้ตัวเหล่านี้ออกมา ได้ 2-3 เรื่องไม่มาก และจะนำสู่การไปใช้ เขาจะทำในลักษณะปฏิทินตั้งโต๊ะ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรพ.สต. เอาไปใช้ได้ เช่น เรื่องของเบาหวาน ที่จะมีแนวทางของส่วนกลางเป็นทฤษฎีภาพรวมเลย พอมาถึงพื้นที่ของเขา เบาหวาน ต้องใช้แบบนี้นะ หรือเรื่องคนไข้ MI ก็แล้วแต่ ในพื้นที่ของเขามี ตอนนี้กำลังออกมาเป็นแผ่นๆ ยังไม่มีเป็นปฏิทินให้เปิด แต่ว่าก็งวดเต็มที่แล้ว…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

2. การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมกระบวนการ ลปรร.

2.1 เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานและหรือรูปแบบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ หน่วยงาน/องค์กร ตัวอย่างเช่น นำกระบวนการ ลปรร. เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำเดือน เจ้าหน้าที่ตื่นตัว สนใจ และเข้าร่วมเพิ่มขึ้นและสม่ำเสมอ

2.2 เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางส่งเสริมพัฒนางาน

2.3 วิธีคิด มุมมองเปลี่ยนไป คือ เข้าใจปัญหาเหตุการณ์ วิธีทำงานเพื่อนร่วมกัน ผู้ป่วย ที่เกิดขึ้นกับสิ่งรอบตัว

2.4 เห็นคุณค่างาน เห็นคุณค่าตนเอง

“… เกิดการประชุมประจำเดือนเพื่อพัฒนางานในรูปแบบใหม่ด้วยการประยุกต์ใช้กระบวนการ ลปรร. และการจัด ลปรร. แบบสัญจรในแต่ละ รพ.สต. ติดต่อกันเป็นประจำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มทักษะในงาน…”

เสาวดี สังข์ทอง สสอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

“… ก็เลยรู้สึกว่าวิธีการเล่าเรื่องเราก็ได้วิธีการทำงานที่ดีในพื้นที่เราอีกเยอะ ในส่วนตัวที่ได้ หลังจากนั้นก็เอาไปลองทำเอง เราประทับใจว่าเราทำได้ ก็ลองไปทำเอง น้องๆ ที่ทำก็รู้สึกดี เราทำเรื่องเจาะเลือดเบาหวาน น้องๆ ที่ทำก็ได้ประโยชน์ว่าเอาไปใช้ได้ดีนะพี่ จากเมื่อก่อนเราเจาะเลือดเราต้องตีคนไข้ นวด เราได้เทคนิคใหม่ ทุกคนก็แชร์กัน เราก็เอาไปในพื้นที่ 3-4 ที่ ร่วมกับทีมผู้บริหาร จากผู้บริหารไม่เคยไปพื้นที่ก็ได้ไปพื้นที่กับเรา เกิดเครือข่ายการทำงานกับ รพ.สต. ในพื้นที่ หมอที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมก็เริ่มเข้ามา ชวนก็ง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้ เข้าใจเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มากขึ้น…”

สถิต สายแก้ว รพ.ราษีไศล จ. ศรีสะเกษ

“ … ตั้งประเด็นว่า ทำไมเขาถึงติดยาเสพติด ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ให้เขาเล่า แรกๆ เขาก็ไม่เล่า หลังจากพี่ติ๊บได้คุยกัน ก็สนิทสนมพยายามใกล้ชิด ให้ความเห็นอกเห็นใจเขา เขาก็กล้าเล่าให้ฟัง ว่าเป็นอย่างไร คือเขาติดยาเพราะตามเพื่อน บางครั้งก็อยากลอง บางครั้งก็ขาดความอบอุ่นในครอบครัว หลายๆ อย่าง เขากล้าเล่าให้เราฟัง จนเกิดความสนิทกันขึ้น จนกระทั่งอบรมเสร็จ เข้าค่าย10 วัน เสร็จแล้ว เขาก็โทรศัพท์ มาหาเรา บอกว่าเขาอบอุ่นขึ้น ทำให้เขามีค่าขึ้น เพราะไม่มีใครรังเกียจเขา เขาจะไม่หันไปติดยาอีก… ”

ศจี ชูศรี สสอ. เมือง จ. ระนอง

“… สิ่งที่เราได้ในการทำวงเล็ก 26 คน คือ วิธีคิด เขาปรับเปลี่ยนไปเลย หลังจากการประเมินตรงนั้น เขาบอกว่าต่อไปนี้การทำงานของเขา เขาจะไม่ทำแค่ว่ามาประชุม แต่จะเอาวิธีนี้ไปถ่ายทอดใน สสอ.เขาว่า ต่อไปนี้ไม่ใช่ว่าสสอ.เรียกมาประชุม ก็แค่มาประชุมและรับฟังการชี้แจงและก็กลับไป แต่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ของเขา และก็สิ่งที่เราได้ก็คือ เราได้ระบบงานที่เกิดขึ้น เราได้สิ่งที่เราจะต้องลงไปติดตามประเมินผลกลุ่มเหล่านี้ ที่ไม่ต้อง KPI อย่างที่พี่หน่อยบอก เราไปโดยไม่ต้องมี KPI เขารับเราแน่นอน อันนี้เป็นภาพแรก แต่จริงๆ อีกหลายภาพ…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

“… เรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ พอเกิดการตั้งวง ความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับพื้นที่ รพ.สต. ดีขึ้น ระหว่าง รพ.สต. ด้วยกัน พอได้มาพูดคุยกัน เห็นแนวทางการทำงาน ได้แลกเปลี่ยนตรงนี้ด้วยและอีกอย่างหนึ่งเหมือนเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน เกิดการทำงานเป็นทีมขึ้น เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่าย เช่น ตรงนี้มีปัญหาก็จะช่วยเหลือกัน เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างการทำงาน ถ้าไม่มีวงตรงนี้ก็ต่างคนต่างทำงาน อันนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

]]>
พรุ่งนี้…ก็ทำได้เลย (ต่อ) https://thaissf.org/er092/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er092 Thu, 04 Dec 2014 11:09:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/er092/ “…จุดหนึ่งที่คุยกับเด็ก คือเด็กไม่ชอบเรียนภาษาไทย มันต้องอ่านเยอะ ต้องเขียนมาก นี่คือสิ่งที่เด็กบอก เรามานั่งมองว่า เราอยากให้เด็กเรียนภาษาไทยอย่างสนุก และชอบเรียน เราจะทำอย่างไร ภาษาไทยเป็นภาษาพื้นฐาน ที่เด็กจะต้องเอาไปเรียนรู้วิชาต่างๆ ก็เริ่มวิธีการของตัวเอง เพราะตัวเองเป็นคนที่ไม่ชอบอยู่ในห้องเรียน ก็เก็บหนังสือเลย ไม่ใช้หนังสือ เก็บหนังสือเลย จนเด็กต้องถามว่า ‘ครู เมื่อไรจะได้อ่านหนังสือสักที’ ‘เมื่อไรจะได้เรียนหนังสือสักที’ เราก็จะบอกเด็กว่า “หนังสือเขามีไว้ให้อ่าน ไม่ได้มีไว้ให้เรียน เธอมีอยู่แล้วทุกคนที่บ้าน ก็อ่านไปสิ อยากอ่านเรื่องไหนก็อ่านไป ครูไม่ใช้หนังสือ หนังสือมีไว้ให้เธออ่านที่บ้าน หรือมาอ่านที่โรงเรียนก็ได้ ครูก็จะพาออกไปที่แหล่งเรียนรู้ใน ร.ร. …”

 

ชิสากัญญ์ พลายด้วง ร.ร.บ้านท่าเสา จ.ระยอง

จากกระบวนการ AAR หรือคุยกับนักเรียน

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

นักเรียนเขียนบันทึก

“… ให้เด็กเขียนเป็นประวัติรายบุคคลของชั้นตัวเอง ถามว่าอยู่กับใคร รักใครมากที่สุด ไว้ใจใครมากที่สุด เพราะอะไร เราจะมีข้อมูลพื้นฐานของเด็กที่ครูเอาไว้ดู เพราะตรงนั้นจะบอกได้ว่า เด็กเรามีปัญหาอะไรบ้าง ปัญหาการเรียนเราก็ดูได้ อย่างเด็กเขียนไม่ได้ ตอบคำถามไม่ได้ แสดงว่ามีปัญหาการเรียนแล้ว แล้วก็จะดูประวัติครอบครัว เด็กที่โรงเรียนจะไม่ค่อยได้อยู่กับพ่อแม่ จะอยู่กับปู่ย่าน้าอาลุง เพราะว่าครอบครัวแตกแยก บางทีก็เอามาฝากไว้ บางทีก็ไม่เคยเห็นพ่อแม่เลย ตรงนั้นเขาจะเขียนเอาไว้ เราก็จะดูและศึกษาเด็กจากตรงนั้นได้ ถ้าหากว่าเป็นบันทึกก็จะจดไว้เหมือนกันว่าต้องทำอะไร…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

นักเรียนประเมินตัวเอง

“…ตอนแบ่งกลุ่ม เราจะให้เด็กประเมินตนเอง ใครคิดว่าตัวเองอ่านเก่ง อ่านคล่อง เขียนคล่อง ให้ประเมินตัวเอง ไม่ต้องให้เพื่อนบอก เราน่าจะรู้ตัวเรา ว่าเราน่าจะอยู่ระดับเก่งของห้อง เขาจะประเมินตนเอง เขาก็ออกมา ที่เหลือใครว่าตัวเองพอได้ ก็ออกมาอยู่คนละมุมห้องกัน ใครที่ไม่ได้เลย” ก็จะกองกันอยู่กลุ่มหนึ่ง ทีนี้เวลาเราแบ่งกลุ่ม เราจะให้คนเก่งออกมายืน เราต้องการกี่กลุ่ม ต้องการ ๖ กลุ่ม ก็ให้คนเก่งมายืน ๖ กลุ่ม ที่เหลือเกิน ๖ เราก็ใส่เข้าไป พอกลุ่มกลาง ก็ให้คนเก่งเลือกคนที่อยู่ระดับกลาง ตามใจชอบ อยากได้ใครก็ให้เลือกมา เขาก็จะเลือกกันเข้ามา…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

เพื่อนนักเรียน

“…ครูจะมีบทบาทของครู แต่ถ้านอกห้องเรียนเราจะเป็นเพื่อนกัน เล่นกันได้ เราคุยกันได้ มีปัญหาปรึกษาครูได้ เพราะฉะนั้นนอกห้องเรียนเขาจะชอบเล่นกับครู ครูก็ชอบเล่น ชอบแหย่ เหมือนจะไม่สุภาพ แต่เราไม่ได้ทำกันจริงจัง ไล่เตะกัน ทึ้งกันบ้าง กอดกันบ้าง เป็นความสนิทสนม เราให้ความรักกับเขา เขาจะเชื่อเรา จะวางใจ จะเล่าเรื่องของครอบครัว พอเพื่อนคนหนึ่งคนใดมีปัญหา เขาจะช่วย เขาจะมาเล่าพื้นฐานทางครอบครัวของเพื่อนให้เราฟังเอง ‘บี้ มันน่าสงสารตรงนี้ พ่อแม่มันไปทำงานกันหมด ทิ้งมันคนเดียวนะครู’ เราจะรู้แล้วว่าเด็กเป็นอย่างไร เป็นเพราะความใกล้ชิด เราอยู่กับเขา และเปิดให้พูด อยากเล่าอะไรก็เล่า ไม่ขัด ไม่ดุ ไม่ตำหนิ ไม่ว่า แต่จะสอน จะชี้ ตรงนี้จะทำให้เด็กไว้ใจเรา และทำให้เรารู้ทุกคนที่เป็นลูกศิษย์ในมือของเรา…”

อุทัยวรรณ ภัททกวงศ์ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

เชียร์ให้กำลังใจ สร้างความมั่นใจ

“…หนูทำได้ ทำเหอะไม่ผิด จะบอกเขาตลอดว่า ทำเถอะ ลองทำดู อันนี้คือการที่หนูมาทำร่วมกับเพื่อน มันอาจจะหวานน้อยไปหน่อย หรืออาจจะแข็งไปหน่อย ไม่เป็นไรทำเถอะ ส่วนไหนที่ไม่ดีให้บอกครู ขณะนั้นเลย…”

บุญเรือน ปิยะมณีพร ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

“…เช้าวันงานพวกพี่ไม่มีโอกาสจะมาเจอเด็ก ต้องขึ้นเวทีดูแลเวที ต้องประเมินนะคะ ทำยังไง เขาบอก ‘คุณครูขาแป๊ปนึงค่ะ’ พวกเขาพร้อมแล้ว นั่งครบแล้วเดี๋ยวจะให้คุณครูดูว่าพวกเราเนี่ย ทำยังไง ถ้าถามจริงๆตอนนั้นแก้อะไรทันไหมก็ไม่ทันเพียงแต่ เพียงแต่จะดูว่าทำอะไรก็ดูว่าอ๋อ ประมาณนี้นะคะ อุ๊ยลูกเก่งมากเลย เยี่ยมมากๆ…”

ไพเราะ เกิดผล ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

“…ตัวเองจะสลับหัวหน้า หัวหน้าจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่อย่างนั้นมันจะมีคนที่อยากเป็นหัวหน้า ชอบจัดการอย่างเดียว พวกนี้ความมั่นใจสูงมาก และพวกที่ตามก็จะตามอย่างเดียว เพื่อนว่าอะไรก็ตามเพื่อน เราไม่อยากเห็นแบบนี้ อยากเห็นพฤติกรรมที่แบบว่า เพื่อนก็ฟังฉันได้เหมือนกัน ก็เลยให้เขาเวียน แรกๆ มีปัญหา เด็กเครียด ‘หนูไม่อยากเป็นหัวหน้า’ เพราะหัวหน้าต้องคอยดูแลลูกน้อง ก็เลยบอกว่า ‘หนูต้องแสดงตัวเองนะ หนูคิดอะไรบอกเพื่อน เพื่อนจะได้เข้าใจ’ บางคนมีลักษณะเกรงใจมาก เหมือนหัวหน้ากลายเป็นลูกน้อง ลูกน้องกลายเป็นหัวหน้า คืออยากให้เขาแสดงออกมา พอผ่านไปได้สัก ๒ สัปดาห์ เขาก็เลยเข้ามาคุยกับเรา ‘ครูคะ ตอนนี้หนูไม่กลัวแล้ว กับการเป็นหัวหน้า หนูปรับตัวได้แล้ว’ เขาพูดของเขาออกมานะคะ เราก็คิดว่าเรามาถูกทางแล้ว เรามั่นใจ เราเห็นพัฒนาการการเปลี่ยนแปลงของเขา แทนที่เราจะตามใจเขา เขาตามใจเพื่อนอย่างเดียว ไม่เป็นไรค่ะๆ กับกลายเป็นว่าฟังฉันบ้าง ฉันฟังเธอบ้าง…”

แสงรวี พิณสุวรรณ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (3) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า https://thaissf.org/er083/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er083 Sun, 30 Nov 2014 12:12:50 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/30/er083/ คุณครูไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องจึงจะสอน PBL ได้ บทบาทการเป็น “โค้ช” และเรียนรู้ไปด้วยกันกับเด็กต่างหาก ที่ทำให้การเรียนนั้นมีชีวิตชีวา และที่สำคัญคือสนุก

เรื่องที่ ๓ สุขศึกษากับลำยองทองเนื้อเก้า : คุณครูอาศัยละครน้ำดีที่กำลังออกอากาศและได้รับความนิยมในขณะนั้น โดยเชื่อมโยงกับวิชาสุขศึกษา หรือเชื่อมโยงกับวิชาสุขภาพ (Health) ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ ของวิชาอนาคตนั่นเอง

เรื่องที่ ๔ พัฒนาตลาดนัดวันเสาร์ให้ยั่งยืน : สำหรับเรื่องนี้ ผู้เขียนทึ่งมากที่วิจัยของเด็กนักเรียนชั้น ป.๒ ทำให้ตลาดนัดวันเสาร์เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และด้วยการมีส่วนร่วมรับผิดชอบจากหลายฝ่าย

เพราะ PBL คือ ชีวิตส่วนย่อของนักเรียน เรื่องเล่าลักษณะนี้จึงมักยาว ขอเชียร์ให้อ่านแล้วจะเข้าใจ PBL และรับรู้ความสุขของนักเรียน ของคุณครูที่เกิดขึ้น อย่างเช่นที่ผู้เขียนก็รู้สึก

 

เรื่องที่ ๑ “ดินสอหายไปไหน”

คุณครูอ้อย ขนิษฐา อาษาชำนาญ สอนชั้น ป.๒ โรงเรียนอนุบาลสตูล

“…น้องเวฟเขาเสนอเรื่องดินสอมา เพื่อนๆ ก็เสนอ แต่ทำไมเรื่องเขาโดนเลือก เพราะด้วยเหตุผลว่า ‘ไม่มีใครไม่ใช้ดินสอใช่ไหม’ ทุกคนใช้ดินสอกันทุกคน ‘ใครที่ดินสอไม่หายบ้าง’ ไม่มีเลย เป็นกติกาเป็นข้อตกลงว่า เรื่องแต่ละเรื่องจะต้องร่วมกัน หาข้อตกลงได้ ปีนี้ต้องเรื่องเดียว แล้วเรียนเรื่องนี้ก่อน เพื่อนๆ ก็เลือกเป็นเรื่องของห้อง ขั้นที่ ๑ เป็นขั้นที่ใช้เวลานานมาก ปีแรกครูอ้อยก็ลองผิดลองถูก วนไปวนมา จะนำพาไปทางไหน สกว.ก็แอบมองเราอยู่ บริบทของอนุบาลสตูล ป.๒ มี ๖ ห้องเรียน แต่มีครูแกนแค่ ๒ คน ๒ คนนี้นำพา ๖ ห้องเรียน คือนอกจากห้องตัวเองแล้ว ต้องนำพาอีก ๒ ในปีที่ ๑ แต่พอปีที่ ๒ ก็ขยายคนออกมา ปีแรกครูอ้อยเป็นตัวแกน และอีก ๒ ห้องจะร่วมกระบวนการกับครูอ้อย ร่วมคิดร่วมทางกันไปให้มันครบ ๑๐ ขั้นตอน ปีที่ ๑ มันมีเป้าที่เราเริ่มมองเห็น เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของเด็ก เด็กตั้งคำถามได้ดี คำถามว่าอะไร ทำไม อย่างไร ตัวคำถาม W ทั้งหลาย นี่มันเหมือนคำถามวิจัยเลย เช่น

“แล้วหาสาเหตุการหายได้อย่างไร”

“จะไม่ให้หายอย่างไร”

“เกิดผลอะไร”

“เกิดประโยชน์อย่างไร”

เด็กได้ทักษะ โดยที่เราก็ไม่ต้องไปเน้นย้ำ คำถามที่ดีต้องเป็นอย่างนี้นะ ผลพลอยได้ เด็ก ป.๒ จะได้ภาษาไทยที่ยากขึ้น เช่น เทคนิคการตั้งคำถาม ประโยคคำถามไม่รู้ตัวเลย คำถามปลายเปิดด้วยนะ ทำไม อย่างไร ทำอย่างไรไม่ให้หายอีก ถ้าไม่หายแล้วจะเกิดประโยชน์แก่ตัวเอง แก่ผู้อื่นอย่างไร พอจบไปชั่วโมงหนึ่ง ได้โจทย์แล้วเป็นเรื่องดินสอ ครูอ้อยก็ต้องกลับไปทำการบ้าน ตอนแรกในวงถอดบทเรียน ครูอ้อยไม่กล้าเสนอนะว่า เด็กเราเลือกเรื่องดินสอ เขาจะหัวเราะไหม เพราะเรื่องดินสอเป็นเรื่องเล็ก แต่พอเข้ากระบวนการ ถ้าจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่เมื่อไร ผอ.บอกว่ามันคือเรื่องที่น่าสนใจ นั่นคือใช่

ปี ๒๕๕๓ ไม่ได้อยู่ในอาคารเรียนปกติ อยู่อาคารชั่วคราว เพราะอาคารโดนไฟไหม้ เราลงมาข้างล่าง อยู่กับเด็ก ปัญหาที่เด็กเสนอมาจริงๆ มีหลายอย่าง เรื่องน้ำ เรื่องไฟ เรื่องประปา ห้องน้ำเหม็น พอเราบอกว่าเรื่องใกล้ตัวนะ เด็กก็จะมองใกล้จริงๆ ห้องน้ำมันเหม็นนะคุณครู แล้วเราก็มาคิดแนวทาง เพราะเราเป็นกระบวนการวิจัย ถ้าเรื่องที่ได้คำตอบเลย ก็ไม่ต้องคิดหาคำตอบแล้ว ก็จบไม่ต้องทำต่อ เช่น เรื่องห้องน้ำมีกลิ่น ถ้าใช้ห้องน้ำให้ถูกสุขลักษณะ มันก็แก้ได้อีก ปัญหาที่แก้ได้ก็ตัดไป นี่คือการลองผิดลองถูกของครู เรื่องที่เลือกเป็นเรื่องที่สนใจ หรือเรื่องที่เป็นปัญหาก็ได้

เวลาทำวิจัยเราทำจากการแก้ปัญหา ครูอ้อยได้ลองผิดลองถูกกับเพื่อนห้องอื่นหลายคน บางห้องเอาเรื่องที่น่าสนใจในชุมชน ถ้าเป็นเด็กโตบริบทจะกว้างกว่าเด็กเล็ก ทุกคนมีสิทธิ์เสนอเรื่อง เขาก็เสนอ เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนวิชาการพูด เล่าเรื่องครอบครัวของฉัน เด็กจะเล่าเหมือนกันหมด แต่ตอนนี้ของตัวเองมันขึ้นมาแล้ว ฉันสนใจเรื่องนี้ ฉันอยากเรียนเรื่องนี้ ยกตัวอย่างเรื่องปลาทอง เพราะมันเป็นปลาที่สวย ทำอย่างไรไม่ให้มันตาย มาจากความสงสัยหลายๆ ข้อ แต่จะทำอย่างไรให้เหลือเรื่องเดียว เราก็ต้องตั้งกติกาเข้าไปอีก ปัญหาที่ต้องทำให้เห็น ทำไมถึงเลือกเรื่องนี้ เพราะว่าเวรแต่ละวันจะมาหาคุณครูตลอดเลย ถือดินสอมาเป็นกำๆ เวลาทำความสะอาดก็จะเจอ แต่จริงๆ ก่อนที่มาเป็นดินสอ มันมีกบเหลา มีไม้บรรทัด ยางลบ เต็มไปหมด เก็บใส่เป็นของกองกลางเต็มตะกร้า ประกาศหาใครไม่รับ พฤติกรรมแบบนี้มีมาแล้ว

เราก็มาคิดว่าจะเอาปัญหาอะไร ตอนแรกเด็กก็บอกว่าปัญหาเรื่องอุปกรณ์การเรียน ผอ.บอกว่ายังใหญ่อยู่ ให้เล็กลง เราก็เลยจัดเข้ากระบวนการ ให้ทุกคนมองว่าอะไรที่เป็นปัญหามากที่สุด เขาก็สำรวจตัวเองกัน เวฟก็ให้ทุกคนบอกออกมาว่อะไรหายมากที่สุด อะไรหายเยอะที่สุด เขาออกแบบกันเอง อุปกรณ์มีกี่อย่างก็ tick ออกมา จนครบ ๔๐ คน ที่ยาวที่สุดคือดินสอ และใช้เยอะมากด้วย มากกว่ายางลบ มากกว่าไม้บรรทัด ก็เอาเรื่องนี้แหละ แก้พฤติกรรม ทุกคนมองว่าเราศึกษาเรื่องนี้กันดีกว่า โดยที่ครูกระตุ้นเด็ก โน้มน้าวเด็กด้วยว่าเป็นเรื่องพฤติกรรม แก้พฤติกรรมเดี๋ยวมันก็จะได้หลายอย่าง เป้าหมายค่อยๆ ไปกับกิจกรรม

พอเลือกเรื่องได้แล้วก็มาตั้งโจทย์ ว่าจะศึกษาเรื่องอะไร ต้องมีสาเหตุการหาย นั่นคือต้องแก้พฤติกรรมของนักเรียน แล้วจะเรียนเรื่องอะไรก็ตั้งวัตถุประสงค์ เรียนเพื่ออะไร แก้สาเหตุ แก้นิสัย ให้ใช้ให้หมด อย่าให้มันตก อย่าให้มันหล่น จะต้องทำอย่างไรไม่ให้มันเป็นแบบนี้ ถ้าเราอยากรู้สาเหตุเราต้องตั้งคำถามอย่างไร ตอนนั้นรู้สึกว่าจะได้ ๙-๑๐ ข้อนะคะที่น้องเวฟนำเสนอ เขียนชื่อติด หล่นแล้วเก็บ เช็คทุกครั้ง เขาก็ออกแบบของเขาเอง มันก็ไม่หายจริงๆ แก้ได้

ทีนี้ในการหาความรู้แค่นั้นมันไม่พอ เรารู้แค่นี้ เราอยากจะรู้อะไรเพิ่มไหม ก็กระตุ้นกันว่าดินสอที่เราเขียน เราต้องรู้ส่วนประกอบของมัน จะได้ไปค้น เทคนิคกระบวนการตรงนี้คือ ครูต้องไม่บอกคำตอบ ห้ามบอก ห้ามนำความรู้ไปให้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ก็ไม่บอก ส่วนประกอบเขาอาจจะดูจากหนังสือที่เขาค้นหามา มันมีขั้นตอนของเรา พอเราได้โจทย์ ได้วัตถุประสงค์แล้ว เราจะต้องกระตุ้นให้เด็กหาสาเหตุว่า ถ้าเราจะหาได้ที่ไหน ก็จากพวกเรา ดินสอหายไปไหน ก็เพราะพวกเรามีนิสัยแบบง่ายๆ ตกแล้วไม่เก็บ มีมากแม่ผมซื้อให้เป็นกระป๋องเลย หายก็ไม่เป็นไร ก็ได้มาร่องหนึ่งแล้ว แต่ดินสอที่เราเขียนกัน มันมาจากไหน ก็นำเสนอโจทย์ ตรงนั้นเป็นกรอบเป็นทฤษฏีนอกเหนือจากพฤติกรรม ถ้าเราอยากรู้ส่วนประกอบเราจะหาจากที่ไหนบ้าง ห้องสมุด อินเตอร์เน็ต ถามพี่ถามพ่อถามแม่ ก็คือถ้าเราอยากรู้เรื่องนี้ เราจะไปหาที่ไหน และเราจะได้อะไร ก็แนะนำเพิ่มเติม และน้องเวฟเขาก็โดนทดสอบด้วยนะคะ โดยศึกษานิเทศก์ เขานำเสนอว่าส่วนประกอบของดินสอ ประกอบด้วยไม้ กราไฟท์ แร่เหล็ก ศึกษานิเทศก์เขาก็ถามว่า

“หนูหามาจากไหน”

“อินเตอร์เน็ตครับ”

“เก่งนะ ลุงยังไม่รู้เลยว่าอินเตอร์เน็ตมันบอกด้วย ทำอย่างไร”

“ผมไม่ได้เข้าเอง พี่ผมทำให้”

แต่อีกคนหนึ่งที่นำเสนอด้วยกัน เป็นเพื่อนคู่หูของเวฟ เขาเข้าหาในอินเตอร์เน็ตเอง พอถามเขาก็อธิบายได้ อีกขั้นหนึ่งคือเรียกว่า ทดสอบปากเปล่า ครูอ้อยก็ว่าอะไรกันนักกันหนา แต่ครูต้องเรียนรู้ไปตลอดเวลา มันจะมีปฏิทินบอกว่า เมื่อถึงขั้นโจทย์ เด็กต้องนำเสนอโจทย์ โดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ คนที่จะมา comment เป็นพี่เลี้ยง แนะนำเพิ่มเติม ศึกษานิเทศก์ก็ไม่ใช่ศึกษานิเทศก์ในระบบนะคะ ออกจากราชการไปแล้ว มาเป็นที่ปรึกษาของ สกว. ดูแลโรงเรียน คือเขาอยากทำงานที่อยู่นอกระบบ ตอนอยู่ในระบบเขาไม่ได้ทำเลย งานตรงนี้ แต่พอเกษียณออกแล้วก็ทำถึงครูมากขึ้น สกว. ก็ชวนมา เพราะเห็นความสำคัญตรงนี้

เด็กก็ตั้งโจทย์ เรียนรู้หาวิธีการหาย เพื่อสร้างวินัย ลดค่าใช้จ่าย เวฟเป็นคนนำเสนอ แล้วมันลดอย่างไร เราก็ตั้งคำถามกลับไป เขาก็คิดกันได้อย่างที่เขานำเสนอ ว่าสมมติถ้ามันหายโดยที่เขาใช้ไม่หมด เขาก็ต้องซื้อใหม่ คนเดียวไม่สะเทือนหรอกค่ะ แต่ถ้าในห้องนี้ ๕ คน เงินที่ต้องเสียไปเท่าไร ถ้าทั้งห้องเท่าไร หลายวันหลายครั้งเท่าไร ถ้าไปทิ้งอยู่ในตะกร้า นั่นคือต้นไม้ ยาง แร่นะ มันจะค่อยๆ เกี่ยวการใช้งานให้คุ้มค่า ความพอเพียงก็จะมาด้วย เด็กก็รู้จักหาความรู้ส่วนประกอบของดินสอ หาคำตอบ พอได้โจทย์ เด็กก็จะมาตั้งคำถาม มีวิธีการขึ้นมาจากคำถามว่า เขาจะไปหาคำตอบได้จากที่ไหน ส่วนหนึ่งจากตัวเอง ส่วนหนึ่งจากผู้รู้

เสร็จแล้วก็รวบรวมข้อมูลที่เขาได้มา และลองปฏิบัติจากที่เสนอไป เช่น ต้องติดชื่อ นับทุกครั้ง ทดลองปฏิบัติ แล้วระหว่างทำ เขาก็บันทึกด้วย เวรแต่ละวันก็จะบันทึก ว่ากวาดขยะตอนเย็นไม่เจอดินสอเลย วันแรกๆ อาจจะยังเจออยู่ แต่พอ ๑ เดือน สุดท้ายก็มานำเสนอเพื่อน ถ้าไม่เจออุปกรณ์การเรียนตกหล่นอยู่ใต้โต๊ะเลย ก็สรุปว่าสิ่งที่เขาค้นพบจากการตั้งคำถาม และเขาได้ลองทำ ลองปฏิบัติ เขาได้แล้ว ก็นำเสนอเรื่องนี้ให้ห้องอื่น ขั้นตอนการนำเสนอ ไม่ใช่อยู่ๆ เขาพูดขึ้นมาได้เลย มันต้องเริ่มจากกระบวนการกลุ่มด้วย ในกลุ่มเราจะได้เจอความแตกต่าง ความสามารถที่หลากหลาย บางคนพูดเก่ง แต่เขียนแล้วอ่านไม่ออก คนที่ลายมือสวยเขาก็จะรู้ตำแหน่งแล้วว่าเขาต้องเป็นเลขากลุ่ม หัวหน้ากลุ่ม เวลาไปวาดแผ่นบรู๊ฟนำเสนอ ใครจะเป็นคนเขียน เด็ก ป.๒ เขียนสวยกว่าครูอ้อยอีก

ระหว่างทางจะมีปัญหาให้แก้ เขานั่งเขียนจะสวยกว่ายืนเขียน แล้วต้องใช้สีหลายๆ สี คือจะมีการเรียนรู้ของเด็ก คุณครูก็จะได้พฤติกรรมเด็กไปแลกในวงด้วย เขามีการรู้จักการเขียนหัวข้อใหญ่ หัวข้อเล็ก โดยที่เราไม่ต้องมีทฤษฎีไปตั้งบอก เราจะเจอความสามารถของเด็กไประหว่างทาง น้องเวฟก็จะโดดเด่นเรื่องการนำเสนอ แต่เบื้องหลังเขาเรียนรู้ไปด้วยกันเป็นกลุ่ม คุณครูจะเห็นแล้วก็เติมได้ ออกมาเป็นชิ้นงานให้ประเมิน บางโรงเรียนเขามาดูงาน เขาจะถามเลยว่าแล้วครูประเมินอย่างไร วิชาอื่นมันมีคะแนน มีตัวชี้วัด แต่วิชานี้ถ้าจะวัดจริงๆ มันวัดได้ดีกว่าวิชาอื่นๆ อีก เช่น วัดคุณลักษณะ อดทน ใฝ่เรียนรู้ แก้ปัญหา ตรงนี้โรงเรียนเราระหว่างทางจับไปได้เลย แต่ละคนนำเสนอ คิดเป็น เรียนรู้อย่างมีความสุข เวลาเขาทำงานกลุ่ม ภาพในห้องครูอ้อย กลุ่มนั้นอยากนั่งโต๊ะ อยากจะนั่งพื้น อยากจะนอนก็นอนไป แต่พอถึงเวลา ๑๐ นาทีนี้ต้องนำเสนอนะ แต่ก่อนครูเราต้องดันให้เด็กออกมาพูด แต่พอเราใช้กระบวนการ เด็กจะแย่งกันออก ครูก็ต้องมาคิดกติกาว่าจะทำอย่างไร อย่าแย่งกัน

สิ่งที่เราเห็นความเปลี่ยนแปลง มันจะเห็นไปเรื่อยๆ เปลี่ยนทั้งเขา เปลี่ยนทั้งเรา ก็ต้องคิด ต้องนำพาไปเรื่อยๆ กว่าจะจบตรงนั้น สิ้นปีการศึกษา พอจบปีการศึกษาหนึ่งเราก็จะวัดผล วิชานี้ก็จะวัดผล โดยการเอาเรื่องที่ทำมาทั้งปี โดยให้เด็กเป็นผู้เล่า ครูอ้อยห้ามพูด และห้ามส่งตาเขียวข้างเวที ปล่อยเลย ไม่มีผิดมีถูก ไม่ใช่เฉพาะห้องครูอ้อยนะคะ ๓๖ ห้องก็จะ ๓๖ โจทย์ จัดเป็นเวทีปฐมวัย เวทีช่วงชั้นปี ๑-๓ และ ๔-๖ ซึ่งตั้งแต่ที่เราเคยเป็นครูมาก็มีแต่เปิดโลกวิชาการ ก็ต้องสื่อให้คนเข้าใจว่าทั้งปีคุณได้ทำอะไรมาบ้าง กับ ๑๐ ขั้นตอนตรงนี้ ระหว่างทางมีใครเข้ามาบ้าง ผู้ปกครอง ผอ.เราเปิดทลายรั้ว

บริบทของอนุบาลสตูลที่จะให้ชุมชนเข้ามาค่อนข้างยาก เพราะความเป็นบริบทเมือง ใกล้ห้างสรรพสินค้า ใกล้ธนาคาร จากการทำ ๓ ปีที่ผ่านมา ปีสุดท้ายคือปีที่แล้ว ครูอ้อยพาเด็กออกข้างนอก พอเราเดินไป ยกจากใกล้ตัวในห้อง ออกไปนอกห้องบ้างได้ไหม เสน่ห์ของวิชานี้เด็กจะได้ไม่ถูกจำกัดพื้นที่อยู่ในห้องเรียนตลอด เราอยากไปเรียนใต้ต้นไม้ก็ไป ไม่มีหนังสือ ไม่จำกัดอยู่ในห้องสี่เหลี่ยม เด็กมีความเท่าเทียมกันในการนำเสนอ มันค่อนข้างยาก แต่พยายามให้มองเห็นภาพออกแบบปฏิบัติ อยากให้เห็นว่าทำไมครูอ้อยถึงบอกว่ามันใช่ ถามว่า ๓ ปีที่ผ่านมาเก่งหรือยัง ดีที่สุดหรือยัง ตอบว่ายัง แต่อยากเล่า เพราะว่าอยากให้เห็นสิ่งที่ครูอ้อยเห็นจากเด็ก มันคือใช่เลย อย่างอื่นเราไม่รู้ ไม่ต้องมาชมเราหรอก แต่สิ่งที่เด็กเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่ผู้ปกครองเข้ามา เราได้อะไรเพิ่มขึ้นๆ ทุกปี ..”

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (18) https://thaissf.org/er067/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er067 Thu, 09 Oct 2014 11:49:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/09/er067/ การไม่มีทั้งจิตวิญญาณ และจิตวิญญาณที่เป็นจริงทางจิตวิทยาในเรื่องของคุณลักษณะของบุคคลที่สำคัญ

แบบวัด SES ได้รับความสนใจจากนักวิชาการในรุ่นต่อมา และนำมาปรับใช้เป็นแบบวัดทางจิตวิญญาณชุดต่างๆ อาทิเช่น Spiritual Experiences Scale (SAS) ที่พัฒนาโดย Howden (1993) ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 28 ข้อ ใช้วัดจิตวิญญาณใน 4 ด้าน ได้แก่ Purpose and meaning in life, Innerness or Inner resources, Unifying connectedness และ Transcendence มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า ตั้งแต่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง (Strongly disagree) จนถึงเห็นด้วยอย่างยิ่ง (Strongly agree) โดยตัวอย่างข้อคำถาม คือ My inner strength is related to a belief in a Higher Power or Supreme Being

The Spiritual Assessment Inventory (SAI) เป็นแบบวัดอีกชุดหนึ่งที่อยู่บนพื้นฐานของการวัด Spiritual maturity จากมุมมองของ Judeo – Christain perspective แบบวัดนี้สร้างขึ้นโดย Hall & Edwards (2002) ในปี ค.ศ. 1996 ประกอบด้วยข้อคำถาม 43 ข้อ มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ เพื่อประเมินคุณลักษณะต่างๆ ของ Spiritual, Maturity and Awareness รวมทั้งคุณภาพชีวิต (Life quality) อย่างไรก็ดีเครื่องมือนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่น ทำให้เป็นข้อจำกัดของการนำไปใช้ แต่ก็เป็นเครื่องมือที่แสดงให้เห็นถึงความพยายามพัฒนาจากการวัดทางจิตวิญญาณเข้าสู่การวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ

ในปี ค.ศ. 1991 แบบวัด The Index of Core Spiritual Experiences (INSPIRIT) ถูกสร้างขึ้นโดย Kass et. al. (1991) มีเป้าหมายของการวัดคือ เพื่อประเมินสององค์ประกอบสำคัญของจิตวิญญาณ คือ ประสบการณ์ (Experience) ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระเจ้า และการรับรู้เกี่ยวกับพระเจ้า แบบวัดนี้เป็นแบบวัด แบบสั้นประกอบด้วยข้อคำถาม 7 ข้อ โดย 6 ข้อแรก เป็นการให้คะแนนตามความแตกต่างของการตอบในแต่ละข้อ ส่วนข้อ 7 มีทั้งหมด 13 ส่วน โดยส่วนสุดท้ายเป็นการให้ผู้ตอบอธิบายถึงประสบการณ์เชิงจิตวิญญาณ

The Spiritual Scale (SS) เป็นแบบวัดที่พัฒนาโดย Jagers & Smith (1996) ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 20 ข้อ ออกแบบบนฐานคิดจาก Afro-cultural perspective ซึ่งเป็นมุมมองวิธีคิดที่ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อในชีวิตหลังความตาย ดังนั้นจึงมีการวัดจิตวิญญาณด้วยข้อคำถามเกี่ยวกับความเชื่อในเรื่องกรรมและชีวิตหลังความตาย

จากเครื่องมือการวัดจิตวิญญาณ เมื่อนำมาพัฒนาและใช้เป็นเครื่องมือการวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ไม่เพียงแต่เป็นการวิเคราะห์จิตวิญญาณเชิงจิตวิทยา (Psychological spirituality) เท่านั้น แต่การวัดสุขภาวะจะสามารถแสดงให้เห็นถึงผลที่เกิดขึ้นจากการมีจิตวิญญาณที่เหมาะสม จากการศึกษาของ Heaton, Schmidt และ Travis (2004) พบว่า มีเครื่องมือมากมายที่ได้รับการยอมรับและถูกนำมาใช้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ และได้ศึกษาปัจจัยที่บ่งชี้ถึงความมีสุขภาวะทางจิตวิญญาณ 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สุขภาพดี มีความสุข มีปัญญา ประสบความสำเร็จ และการบรรลุเป้าหมาย พบว่าในแต่ละปัจจัยนั้นมีเครื่องมือและตัวแปรที่สามารถนำมาใช้วัดสุขภาวะในแต่ละด้านได้ดังนี้

1. สุขภาพดี

เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่แสดงถึงการดูแลสุขภาพในที่ทำงาน

ตัวแปร ได้แก่ สุขภาพผิวหนัง ความดันเลือด ความแข็งแรงของหลอดเลือดหัวใจ การมีเครื่องมือในการรักษาและดูแลสุขภาพเบื้องต้นในที่ทำงาน อัตราการเข้าโรงพยาบาลของบุคลากร เป็นต้น

2. มีความสุข

เครื่องมือ ได้แก่ แบบวัดเกี่ยวกับความสุขต่างๆ แบบวัดทางอารมณ์

ตัวแปร ได้แก่ ความมั่นคงทางอารมณ์และบุคลิกภาพ เป็นต้น

3. มีปัญญา

เครื่องมือ ได้แก่ แบบทดสอบการพัฒนา การยึดติด และการบรรลุอัตตา (Ego) แบบทดสอบการใช้เหตุผลและหลักการเชิงจริยธรรม แบบวัดการเติบโตทางจริยธรรมและการสะท้อนจริยธรรมทางสังคม แบบทดสอบสติสัมปัญชัญญะ การยับยั้งชั่งใจ และแรงจูงใจทางเพศ

ตัวแปร ได้แก่ พฤติกรรมความเป็นผู้นำ การพัฒนาภาวะผู้นำ เป็นต้น

4. ประสบความสำเร็จ

เครื่องมือ ได้แก่ แบบวัดความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การประเมินผลการปฏิบัติงาน

ตัวแปร ได้แก่ ผลการปฏิบัติงาน ผลประโยชน์ ความพึงพอใจของลูกค้า ความคิดสร้างสรรค์ สิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ เป็นต้น

5. การบรรลุเป้าหมาย

เครื่องมือ ได้แก่ แบบวัดความพึงพอใจในงาน แบบสำรวจตนเองและสุขภาวะทางจิตใจ

ตัวแปร ได้แก่ ความพึงพอใจในงาน สภาวะจิตใจ

นอกเหนือจากการเลือกตัวแปรหรือออกแบบเครื่องมือที่เหมาะสมแล้ว การสร้างข้อคำถามเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณ Hill and Pargament (2003) ซึ่งศึกษาการวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณโดยเน้นตัวแปรทางด้านศาสนาและพฤติกรรมทางศาสนา กล่าวถึง การสร้างข้อคำถามในแบบวัดเช่นนี้ว่า ควรเป็นข้อคำถาม (Illustrative item) ที่ให้ภาพพจน์ทางอารมณ์สูง เพื่อกระตุ้นให้ผู้ตอบสามารถใช้จินตนาการ ประสบการณ์ ความรู้สึกในการตอบ ตัวอย่างข้อคำถามจำพวกนี้ อาทิเช่น

ตัวอย่างคำถามปลายปิด

1. ฉันมีประสบการณ์ส่วนตัวที่แสดงถึงสายสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่มีต่อพระเจ้า

2. ในขณะที่ฉันกำลังตอบคำถามเกี่ยวกับพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในความคิดคำนึงของฉัน และทำให้ฉันสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้

3. ฉันตระหนักรู้ถึงพระเจ้าได้ในทุกครั้งที่ฉันต้องการ

4. การกระทำทั้งหมดในชีวิตของฉันมีพื้นฐานมาจากศาสนา

5. เหตุผลที่ฉันสวดมนต์ก็เพราะฉันเต็มใจที่จะสวดมนต์

6. ในความคิดของฉัน ฉันมีคุณค่าในสายตาผู้อื่น

7. ฉันมักบอกให้คนอื่นสวดมนต์และอวยพรให้ฉัน

8. ฉันมักไม่เห็นด้วยกับครอบครัวหรือเพื่อนในประเด็นเกี่ยวกับศาสนา

9. เมื่อความศรัทธาทางศาสนาของฉันสั่นคลอน ฉันจะรู้สึกผิด

10. ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าไม่ยุติธรรมกับฉัน

11. บางครั้งการดำเนินชีวิตที่เคร่งครัดทำให้ฉันรู้สึกเครียด

ตัวอย่างคำถามปลายเปิด

1. คุณรู้สึกใกล้ชิดกับพระเจ้าอย่างไรบ้าง

2. บ่อยครั้งแค่ไหนที่มีคนมาทำให้คุณรู้สึกรักและห่วงใยอย่างถึงที่สุด คุณแสดงออกแค่ไหน และอย่างไรบ้าง

นงเยาว์ มงคลอิทธิเวช และคณะ (2552) ได้เสนอแนะวิธีการในการวัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณไว้ดังนี้

1. การสังเกตพฤติกรรมการกระทำที่แสดงออกมาถึงคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทั้งภาวะปกติและเมื่อมีเหตุการณ์บีบคั้นต่างๆ ทั้งกิริยาท่าทาง สีหน้าแววตา น้ำเสียง และเรื่องราวที่พูดคุยกับทุกคน

2. การใช้สถานการณ์จำลอง หรือบทบาทสมมุติ โดยสร้างสถานการณ์ให้เหมือนจริง หรือใกล้เคียงกับของจริงมากที่สุด เช่น ในสถานการณ์ฉุกเฉิน เหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อชีวิต การบริการที่ต้องรองรับอารมณ์ผู้ป่วย การตัดสินใจเชิงจริยธรรมต่างๆ แล้วเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผู้ที่มีการพัฒนาทางจิตวิญญาณเคยทำมาก่อนว่าเหมือนหรือใกล้เคียงกันเพียงใด

3. การให้ทดลองงาน หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์จริง เพื่อประเมินความชอบ ความถนัดและได้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาบ้าง หรือใช้สถานการณ์เป็นสิ่งเร้า

4. การสัมภาษณ์ โดยให้ผู้ถูกสัมภาษณ์พูดถึงตนเองในประเด็นต่างๆ ครอบคลุมทั้ง 5 มิติของจิตปัญญา เช่น ให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เล่าถึงเรื่องความสำเร็จ หรือความล้มเหลวในชีวิต สิ่งที่ทำให้มีความสุข หรือความทุกข์ที่สุดในชีวิต แล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง สามารถจัดการความรู้สึกต่างๆ ได้อย่างไร คิดอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้นคิดด้านบวกหรือด้านลบ และทำให้เขาได้เรียนรู้สิ่งใด

5. สร้างแบบประเมินสำหรับคัดกรองคนเข้าสู่ระบบ และการเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ จากคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 18 ประการ การคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน โดยกลุ่มคนทั้ง 3 กลุ่ม (กลุ่มความสุข ความสงบ ความอิสระ) นั้น จะเหมาะสมกับงานที่ต่างกัน ดังนี้

กลุ่มที่มีพื้นฐานจากความสุข จะมีความเมตตากรุณา เอื้ออาทร อยากช่วยเหลือ มีความรับผิดต่อหน้าที่ เคารพและให้เกียรติคนอื่น เหมาะที่จะทำงานเป็นด้านหน้า งานให้บริการทั่วไป งานประชาสัมพันธ์ หรือหากเป็นงานด้านสาธารณสุข ก็ควรเป็นงานที่ผู้ป่วยมีอาการไม่เปลี่ยนแปลงหรือรุนแรงมากนัก

กลุ่มที่มีพื้นฐานจากความสงบ จะมีความเข้มแข็งอดทน มุ่งมั่นทุ่มเท เสียสละ ยอมรับและให้อภัยคนอื่นได้ มองโลกในแง่ดี และสามารถจัดการ ควบคุมตนเองได้ เหมาะที่จะทำงานที่หนัก ยาก ท้าทาย วุ่นวาย งานซ้ำๆ และงานที่เสี่ยง

กลุ่มที่มีพื้นฐานจากความอิสระ จะมีพลังแห่งการเรียนรู้ คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ มีความ กล้าหาญ กล้าที่จะยอมรับสิ่งใหม่และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มีพลังที่จะชักนำหรือสร้างพลังให้กับทีมได้ มีความสามารถในการประสานความแตกต่าง คนกลุ่มนี้เหมาะกับงานที่ต้องริเริ่ม บุกเบิก งานที่ไม่มีแบบแผนแน่นอน หรือแก้ไขปัญหาความขาดแคลนความไม่มีให้สามารถทำให้มีในสิ่งเดิมได้ ทำในสิ่งที่ไม่น่าจะทำได้ให้เป็นสิ่งที่ทำได้

แบบวัดทางจิตวิทยาเป็นการประเมินพฤติกรรมหรือคุณลักษณะต่างๆ ของบุคคลที่มีลักษณะเป็นปรนัย มีความเที่ยงตรง เชื่อถือได้ และมีความเป็นมาตรฐาน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ Objective test และ Projective test และมีรูปแบบการประเมินหลายรูปแบบ เช่น การใช้เทคนิคการวิเคราะห์เหตุการณ์สำคัญ การให้เขียนบรรยายความ และการใช้การสัมภาษณ์ และได้มีการนำความรู้เรื่องการวัดทางจิตวิทยาทั้งแบบ Objective test และ Projective test มาใช้ในการวัดทางด้านจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณ โดยมีการวิจัยที่มีการใช้เครื่องมือวัดทางจิตวิญญาณและมีการหาคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบ มีการหาความเชื่อมั่นโดยวิธีการหาความสอดคล้องภายในโดยจากค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า (Fornaciari, Sherlock , Ritchie and Dean, 2005) และเนื่องจากการวัดจิตวิญญาณเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับนามธรรมและต้องเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ส่วนบุคคลอย่างลึกซึ้ง ดังนั้น จึงมีกระบวนการวัดทั้งที่เป็นแบบ Objective test และ Projective test มาใช้ร่วมกันและจะสามารถวัดจิตวิญญาณได้ดีกว่า โดยในต่างประเทศ มีการพัฒนาเครื่องมือทางจิตวิทยาขึ้นมาหลายชุด เช่น The Spiritual Well-being Scale (SWBS) โดย Paloutizian and Ellison (1982) หรือ แบบวัด Spiritual Experience Scale (SES) โดย Beazley (1998) หรือแบบวัด The Spiritual Assessment Inventory (SAI) โดย Hall & Edwards (2002) หรือแบบวัด The Index of Core Spiritual Experience (INSPIRIT) โดย Kass et. al. (1991) หรือ The Spiritual Scale (SS) โดย Jagers & Smith (1996)

 

]]>
การสร้างเครื่องประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรพด้านสาธารณสุข (30) https://thaissf.org/sh080/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh080 Sat, 27 Sep 2014 13:40:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/27/sh080/ มีเตียงสูง มีญาตินั่งเรียงกันอยู่ ข้างล่าง มีเสียงสวดมนต์ตลอดเวลา ไม่ใช่จากเทปนะคะ เสียงสวดมนต์ตลอดเวลา แล้วคนไข้ก็สวดมนต์ด้วยก่อนที่จะไปอย่างเนี๊ยะค่ะ มันเป็นอะไรที่แบบว่าทำให้เราโอโหดีมาก แล้วหลังจากนั้นพอเค้าเสียชีวิตไป เค้าก็เชิญไปงานศพ ซึ่งตอนนั้นไม่เคยเลยที่จะออกนอกโรงพยาบาล เค้าก็เชิญไปงานศพ โอ้โห มีแต่คุณหญิงคุณนายเต็มพรึ่บ เราเป็นใครเนี่ย ญาติเค้าก็มาถามว่าคนนี้เป็นใคร เค้าก็จะบอกว่า เป็นพยาบาลประจำตัวคุณพ่อ คนนี้เป็นใคร เป็นพยาบาลประจำตัวคุณพ่อ เค้าก็แนะนำอย่างนี้ตลอด เราก็เลยมีความรู้สึก อืมม์ มันเป็นอะไรที่ดีมาก ถึงแม้เราจะไม่เคยได้รู้จักกัน ช่วงตรงนั้นที่เราได้ดูแลเค้าน่ะมันเป็นอะไรที่ดีมาก เค้าให้แหวนเพชรมาวงนึง คือตรงนั้นเราก็ไม่รู้ว่าไปขายแล้วมันจะได้เท่าไหร่ แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับเรา สำหรับจิตใจเรา”(เหนือ 2)

ความรู้สึกภาคภูมิใจนี้เป็นการประเมินตนเอง จากข้อมูลที่ได้จากการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นความรู้สึกที่เกิดผลจากการกระทำของตนเองต่อผู้อื่น แล้วได้รับความรู้สึกทางบวกย้อนกลับ หรือเห็นชอบต่อการกระทำนั้น การแสดงออกของผู้อื่นนั้นทำให้เราเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจซึ่งเป็นได้ทั้งบวกและลบ ความรู้สึกภาคภูมิใจนี้ เป็น concept ที่ปรากฏในทฤษฎีทางจิตวิทยาได้แก่ทฤษฎี Hierarchy of basic need (Maslow, ) ที่กล่าวถึงความต้องการในขั้นที่ 4 ว่าเป็นความต้องการความภาคภูมิใจ(esteem needs) หรือคนเราต้องการได้รับความยกย่อง การยอมรับนับถือจากผู้อื่น เพื่อที่เราจะได้รู้สึกถึงความสำเร็จ และมีการวิจัยที่แสดงว่าความภาคภูมิใจมีความสัมพันธ์กับความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนา โดยที่ความเชื่อทางศาสนาที่สอนว่าเราจะได้รับความรักจากพระเจ้าเสมอ ทำให้คนเห็นคุณค่าของตัวเอง เห็นภาคภูมิใจในตนเอง จากผลของการวิจัยสอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าวนี้คือเมื่อได้ปฏิบัติงานอย่างมีจิตวิญญาณแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการได้รับความรักความนับถือจากคนไข้ เพื่อนร่วมงาน ส่งผลต่อการมีความรูสึกภาคภูมิใจในตนเอง

บทที่ 6

ตัวอย่างเครื่องมือวัดระดับจิตวิญญาณ

ตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 4 ของการวิจัยนี้ คือ เพื่อร่างตัวอย่างของตัวชี้วัด และเครื่องมือในการประเมินที่เหมาะสมกับบริบทของการทำงานในสังคมไทย ผู้วิจัยจึงได้ทำการสร้างตัวอย่างเครื่องมือวัดตามผลการสังเคราะห์สังกับของจิตวิญญาณในบทที่ 5 โดยทำการสร้างแบบวัดสำหรับแก่นของจิตวิญญาณ และผลของจิตวิญญาณ ซึ่งตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ทำการสร้างเครื่องมือเป็น 3 ลักษณะ คือ 1.เครื่องมือการประเมินในลักษณะที่เป็นแบบวัด Rating Scale 2.เครื่องมือเชิงคุณภาพ 3.เครื่องมือวัดพฤติกรรม ซึ่งรายละเอียดของเครื่องมือแต่ละลักษณะ มีรายละเอียดของแบบวัด ดังนี้

1. เครื่องมือการประเมินในลักษณะที่เป็นแบบวัด Rating Scale ประกอบไปด้วยแบบวัดทั้งหมดจำนวน 8 ฉบับ ได้แก่

1.1. แบบวัดความหมายและเป้าหมายของชีวิต

1.2. แบบวัดการมีอุดมการณ์

1.3. แบบวัดศรัทธาในความจริงที่เหนือธรรมชาติ

1.4. แบบวัดความเชื่อในพลังจิต

1.5. แบบวัดการเข้าถึงเข้าใจตัวเอง

1.6. แบบวัดการเข้าถึงเข้าใจผู้อื่น

1.7. แบบวัดจิตรับรู้ความทุกข์

1.8. แบบวัดเข้าถึงคุณค่าของจิต(มิใช่วัตถุ)

2. เครื่องมือเชิงคุณภาพ ประกอบไปด้วย

2.1. เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ (critical incident technique)

2.2. วิธีประวัติชีวิต (life history approach)

3. เครื่องมือวัดพฤติกรรม ประกอบไปด้วยแบบวัดพฤติกรรม 3 ด้าน ด้านละ 1 ฉบับ โดยในแต่ละฉบับจะมีการวัดเป็น 2 กรณี คือ กรณีใช้การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม และกรณีที่ใช้เป็นแบบวัดพฤติกรรม ซึ่งแบบวัดพฤติกรรมประกอบได้ด้วย

3.1. พฤติกรรมช่วยเหลือ

3.2. พฤติกรรมมุ่งมั่นในการทำงาน

3.3. พฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรี

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนผู้วิจัยขออธิบายเชื่อมโยง ให้เห็นว่าแบบวัดแต่ฉบับที่สร้างขึ้นนั้นเชื่อมโยงกับการวัดแก่นและผลของจิตวิญญาณในบทที่ 5 ดังต่อไปนี้

ประเด็นหลัก (theme)

II. แก่นของจิตวิญญาณ

ประเด็นรอง (subtheme)

1. ความหมายและเป้าหมายของชีวิต

2. การตระหนักรู้เกี่ยวกับความตาย

3. ศรัทธาในความจริงที่เหนือธรรมชาติ

4. เข้าถึงเข้าใจตัวเอง

1 เข้าถึงเข้าใจผู้อื่น

2 เข้าถึงคุณค่าของจิตใจ(มิใช่วัตถุ)

แบบวัดที่ใช้ในการประเมิน

1.1 แบบวัดความหมายและเป้าหมายของชีวิต

1.2 แบบวัดการมีอุดมการณ์

2.1 เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ(critical incident technique)

2.2 วิธีประวัติชีวิต (life history approach)

2.1 เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ(critical incident technique)

2.2 วิธีประวัติชีวิต (life history approach)

1.3 แบบวัดศรัทธาในความจริงที่เหนือธรรมชาติ

2.1 เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ(critical incident technique)

2.2 วิธีประวัติชีวิต(life history approach)

1.5 แบบวัดการเข้าถึงเข้าใจตัวเอง

2.1 เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ(critical incident technique)

2.2 วิธีประวัติชีวิต(life history approach)

1.6 แบบวัดการเข้าถึงเข้าใจผู้อื่น

1.7 แบบวัดจิตรับรู้ความทุกข์

1.4 เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ (critical incident technique)

1.5 วิธีประวัติชีวิต (life history approach)

1.8 แบบวัดเข้าถึงคุณค่าของจิต(มิใช่วัตถุ)

2.1 เทคนิคเหตุการณ์สำคัญ (critical incident technique)

2.2 วิธีประวัติชีวิต (life history approach)

ประเด็นหลัก (theme)

III. ผลของจิตวิญญาณ

ประเด็นรอง (subtheme)

1. ช่วยเหลือโดยเมตตา-กรุณา

2. ทำภารกิจในชีวิตอย่ามี

แบบวัดที่ใช้ในการประเมิน

1.1 พฤติกรรมช่วยเหลือ

1.2 พฤติกรรมมุ่งมั่นในการทำงาน

ข้อเสนอแนะในการใช้เครื่องมือ เนื่องจากเครื่องมือนี้ สร้างจากนิยามที่กำหนดจากข้อมูลของผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณสุข และการสร้างโครงสร้างของการวัด ในข้อคำถามแต่ละข้อมีการตรวจสอบทฤษฏีที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อยืนยันความครอบคลุมของเนื้อหา โดยผ่านการตรวจสอบจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มนักวิจัยและผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกมาแล้ว การใช้เครื่องมือนี้ต้องมีขั้นตอนในการดำเนินการดังนี้ การใช้เครื่องมือเชิงปริมาณ ควรใช้คู่กับเครื่องมือเชิงคุณภาพพร้อมกัน ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพในประเด็นรองเดียวกันควรให้ข้อมูลที่ไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งนี้ควรใช้เพื่อการเป็นข้อมูลในการจัดกิจกรรมเพิ่มเติมให้กับหน่วยงานในการสร้างเสริมการพัฒนาจิตวิญญาณในองค์การไม่ควรใช้เพื่อการตัดสินบุคคล

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (27) https://thaissf.org/sh077/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh077 Wed, 24 Sep 2014 13:07:02 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/24/sh077/ การกระทำ ที่อธิบายได้ว่าผู้ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทำงานโดยเห็นคุณค่าที่อยู่ในตัวของงาน ซึ่งตรงกันข้ามกับ การเห็นคุณค่าภายนอก ซึ่งหมายถึง คุณค่าของตัวงานขึ้นอยู่กับการที่ทำงานนั้นแล้วจะนำพาสิ่งอื่น ๆ มาให้ตัวเรา ( intrinsic value versus extrinsic value) โดยที่คุณค่าภายในนี้มักจะเกี่ยวข้องกับ ความดี คุณธรรม ความสุขใจ เป็นต้น

III. ด้านผลของจิตวิญญาณ

กลุ่มของสังกัปด้านผลของจิตวิญญาณทั้งสามตัวนี้ เป็นการแสดงพฤติกรรม ที่สามารถอธิบายได้ว่า มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการที่ตัวอย่างมี “แก่นจิตวิญญาณ” ดังจะกล่าวถึงในรายละเอียดแต่ละเรื่องดังนี้

1. ช่วยเหลือโดยเมตตา-กรุณา

การให้ความช่วยเหลือที่แสดงออกของกลุ่มตัวอย่างนี้ เป็นการให้ความช่วยเหลือแก่ เพื่อนร่วมงาน คนไข้ และญาติของคนไข้ ทั้งนี้การให้ความช่วยเหลือนี้ทำโดยอาสาสมัคร สมัครใจ และเป็นการทำนอกเหนือจากปกติ ข้อมูลที่ปรากฏมากที่สุดคือการให้ความช่วยเหลือแก่คนไข้ที่กำลังอยู่ใน ความทุกข์ ความยากลำบาก หรือการเข้าไปช่วยแก้ปัญหาของคนไข้ ดังนี้

“แล้วก็ตรวจ แล้วก็ส่งไปอะไรอย่างนี้น่ะครับ ก็คือเราไม่จำเป็นต้องไปนวดก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องไปทำก็ได้ คือให้คนไข้เขานั่งรอไปซัก 3 ชั่วโมงอะไรอย่างนี้ เราก็ทำได้ แต่ว่าเรามองว่าจากการคุยแล้วนะครับ เขาเป็นแม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวไงครับ ถ้าเกิดเขารอ 3 ชั่วโมง แล้วเขาไม่มีรายได้เข้ามา เขาจะเป็นยังไง มองตรงเนี๊ยะนะครับ”(เหนือ3)

“คนที่เค้าเจ็บป่วยเนี่ย สิ่งที่เค้ามีความทุกข์ก็คือความเจ็บป่วยใช่ไหมคะ เพราะฉะนั้นพยาบาลก็มีหน้าที่บำบัดตรงนี้ให้เค้า ช่วยเค้า มันก็คงจะขึ้นอยู่ที่ว่าความเมตตาเนอะ น่าจะเป็นความเมตตาน่ะค่ะ ที่บอกเมตตาธรรมค้ำจุนโลก ก็คงอันนี้น่ะค่ะเป็นจุดใหญ่ว่าเราจะช่วยเค้าได้ เหมือนกับว่าพลังอันนี้มัน … คือจะบอกว่าจริงๆ แล้วทุกคนก็มีความเมตตาทุกคนนั่นแหละ”(กลาง 3)

พฤติกรรมนี้ปรากฏในข้อมูลในทุกภาคและเกิดในหลายสถานการณ์ ได้แก่ สถานการณ์ที่ผู้ป่วยมีปัญหาส่วนตัว ความเจ็บป่วยทางกาย ความรู้สึกเป็นทุกข์ ในสถานการณ์ที่ผู้ดูแลผู้ป่วยมีปัญหา หรือความทุกข์ ในสถานการณ์ที่เพื่อนร่วมงานมีปัญหา มีความทุกข์ โดยการปฏิบัตินี้ไม่ยกเว้นแม้กับคนที่เคยมีเรื่องบาดหมาง มีการให้อภัยแก่ที่เคยสร้างปัญหาให้ตัวเอง “แต่ในช่วงนั้นที่เรามีปัญหาเนี่ยไม่อยากทำงานเอดส์ แต่เราคิดว่า เออ เราไม่ได้ทำเพื่อเขา เราทำเพื่อคนไข้ ก็เลยทำต่อ แต่ทีนี้ช่วงเย็นทุกวันจะมีการสวดมนต์ไหว้พระ จะขออโหสิกรรมเจ้ากรรมนายเวร ขออโหสิกรรมให้เขาด้วยคืออย่าจองเวรซึ่งกันและกัน” (อีสาน 3) หรือช่วยเหลือแม้มีภาวะอันตราย

“ก็มารอจะออกหน่วยแพทย์ พอศว. ก็มีวิทยุตำรวจ บอกว่า มีรถตู้ถูกยิง ที่ตำบลปาแต อำเภอยะหานะคะ ก็นั่งรอ ก็บอกว่า พี่ ค่อยออกกันดีกว่านะ รอดูก่อนเผื่อต้องไปช่วยคนเจ็บ ก็รอ รอสักพัก เค้าก็โทรมาบอกว่า ช่วยไปรับคนเจ็บหน่อยที่ปาแต ก็กระโดดขึ้นรถเลยค่ะ ไม่ได้คิดเลยนะคะ ว่าตอนนั้นเป็นอะไร ที่ในวิทยุนะคะ มีทั้งตะปูเรือใบ ระเบิด ริมทางเลยค่ะ แต่ตอนนั้นตัวเองไม่ได้คิดอะไรเลย คนขับรถเอย พยาบาลที่ไป แล้วก็มีพยาบาลผู้ชายที่มาจากโรงพยาบาลสระแก้วตามขึ้นมาด้วย เค้าก็ไม่รู้ว่า อันตรายหรือเปล่า เค้าก็กระโดดขึ้นมาด้วย”(ใต้1)

ประเด็นของผลจากการมีจิตวิญญาณด้าน ช่วยเหลืออย่างมีเมตตา-กรุณานี้ เป็นสังกัปที่คล้ายคลึงกับเมตตา “ ความรัก ปรารถนาดีอยากให้เขามีสุข” ผลสำเร็จของเมตตาคือ “สามารถระงับพยาบาทได้” และกรุณา “ความสงสาร คิดช่วยให้พ้นทุกข์” (พระพรหมคุณาภรณ์. 2551) การแสดงออกของตัวอย่างนี้เป็นผลมาจากการที่เขามีศรัทธาในคุณธรรมทั้งสองด้านซึ่งปรากฏในแก่นของจิตวิญญาณ นอกจากนี้ก็เป็นสังกับที่สอดคล้องกับ altruism, prosocial , helping ซึ่งทั้งสามนี้มีจุดร่วมกันคือการช่วยเหลือ แต่ altruism นั้นมีแรงจูงใจของการช่วยเหลืออยู่ที่ ความปรารถนาจะให้ผู้ที่มีความทุกข์ มีความสุขแม้จะเป็นการช่วยที่ต้องเสียสละ และ prosocial เป็นพฤติกรรมช่วยเหลือที่แสดงการช่วยเหลือแบบร่วมไม่ร่วมมือ และการช่วยเหลือฉันท์เพื่อน(Kilpatrick, S. D.,2007) จากตัวอย่างของพฤติกรรมของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ เป็นการแสดงความช่วยเหลือที่เป็นลักษณะเดียวกับ “altruism” มากกว่าการให้ความช่วยเหลือแบบอื่น

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (24) https://thaissf.org/sh074/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh074 Tue, 16 Sep 2014 23:36:42 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/16/sh074/ เค้าคงจะตกใจ มีแม่เข้าไปช่วย ก็เลยกัดแม่อีก คงจะเป็นเวรกรรม ดูแล้วคงจะเป็นเวรกรรมจริงๆ ก็คนอื่นไม่ได้โดนกัด คนตั้งเยอะแยะ บ้านตั้งเยอะแยะไม่เห็นกัด ผมไปนั่งเล่นดิน เล่นอะไรอยู่ ก็กระโจนมาใส่ผมคนเดียวและสะบัด ตัวผมก็นิดเดียวเหมือนกับตุ๊กตา แม่เข้ามาช่วย แม่ก็โดนกัดด้วย( เหนือ 1)”

“บังเอิญมากก็คือไปวัดหลวงพ่อพุทธถานิโย ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่รู้จักท่านเลย ไม่รู้จักว่าท่านเป็นพระนักปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเลย เป็นพระอริยบุคคลเราไม่ทราบเลย เพียงแต่ว่าเราเข้าใจว่าทำไมท่านเทศน์เรื่องศีล 5 ธรรมดาๆ ทำไมเราเข้าใจได้ลึกซึ้งขนาดนี้ ซึ่งเราไม่รู้มาก่อน เมื่อก่อนเราก็เรียนนะ ศีล 5 เรียนมาตั้งแต่เป็นเด็กแต่เราไม่เข้าใจ แต่พอมาฟังหลวงพ่อพุทธถานิโยเทศน์ โอ้โห เป็นอะไรที่เหมือนว่า เหมือนเราไม่เคยรู้มาก่อน แล้วเราก็ศรัทธามาก เพิ่งมารู้ตอนหลังๆ เอง ตอนหลังจากที่หลวงพ่อท่านมรณภาพไปตั้งนานแล้ว เมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน เพิ่งมารู้ทีหลังว่า โอ้ ที่แท้ท่านเป็นพระอริยบุคคล ที่เราเคยไปสัมผัสท่านตั้งหลายครั้ง เมื่อก่อนเราไปแอบซึมซับคำสอนท่านมาตั้งหลายครั้ง เพิ่งมารู้ทีหลังนี่เองว่าท่านไม่ธรรมดา (อีสาน 2)”

“มีจุดเปลี่ยนอีกช่วงเรียนต่อเนื่อง วิชาที่แกเรียนมันเป็นวิชาปรัชญาตะวันออก ถ้าเป็นตัวเองนี่ ถ้าเป็นปรัชญาตะวันออกเมื่อไหร่ หนี โดด แต่พี่เข้านั่งเรียนเขาเข้าถึงแก่น แก่นพระพุทธศาสนาตรงนั้นแหละที่เขาไปได้อริยสัจ 4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค รู้แจ้งเห็นจริงแล้วก็อะไรนะ อิทัปปัจจยตา ทุกอย่างในโลกเกิดเพราะเหตุปัจจัย ที่เขาเกิดความเข้าใจชีวิตตรงนั้นเลย เขาเกิดความรู้สึกมีสมาธิ เกิดอาการปีติขนลุกซู่ แล้วเกิดน้ำตาไหลตรงนั้น พี่เขาเกิดตรงนั้นจริงๆ นะคะ แล้วเขาบอกว่าเขาทำให้จิตเค้าสงบขึ้น ความจำดีแล้วก็เกิดศรัทธาตรงนั้นขึ้นมา ทำให้เรียน(อีสาน 2)”

“คือเราเรียนแค่พอให้ผ่าน ก็เลยเป็นผลว่าทำให้จบไม่ทันเพื่อน แต่ว่าจบไม่ทันเพื่อนเนี่ยก็นึกขำตัวเองเหมือนกันเพราะว่าอยู่ที่ มน. เนี่ย มันก็ต้องบนสมเด็จพระนเรศวรใช่มั๊ยคะ ก็บนไว้ว่าจบช้ากว่าเพื่อนก็ได้นะ แต่ขอแค่รับปริญญาให้ทันเพื่อน เราก็มานั่งนึก เอ๊ะ เราบนประสาอะไรเนี่ย มีด้วยเหรอจบช้าแต่รับปริญญาทันเพื่อน เออ เราบนตลกดีเนอะ ท่านจะให้มั๊ยเนี่ย สรุปแล้วท่านให้นะคะ ก็คือจบ summer ปีนั้น”( เหนือ 2)

“แต่ที่มีความสุขสุดๆ คือตอนที่เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพฯ ตอนที่ท่านเสด็จมาพิษณุโลก มาเป็นการส่วนพระองค์ที่โครงการชัยพัฒนา อ.บางกระทุ่ม ก็คือประมาณว่า ผมได้เข้าเฝ้า ชีวิตนี้คงไม่มีใคร ผมจะได้โอกาสอีกแล้วครับ มีเงินเป็นร้อยล้านพันล้านคงไม่มีใครได้เข้าเฝ้าได้ใกล้ขนาดนั้น คือแค่มือแตะก็ถึงแล้ว คือผมยืนอยู่ตรงนี้ ท่านก็มาชมบูธสมุนไพร คือประมาณว่าท่านพูดเนี่ย เราพูดอะไรไม่ออก ประมาณยืนตะลึง แบบไม่เคยพูดอะไรไม่ได้ ก็คือยืนนิ่งเหมือนโดนสาปไปเลย ผมดีใจสุดๆ แล้ว ก็ค่อนข้างดีใจ และก็เป็นกำลังใจ อยากทำงานมากๆ เลย “(เหนือ 1)

“โดยเฉพาะดูแลด้านจิตใจนะคะ ก็เลยต้องเอาความละเอียดอ่อนจากจิตใจเราส่งกระแสจิตไปให้เค้า ดิฉันคิดอย่างนั้นนะคะว่า ถ้าเรามีจิตใจที่บริสุทธิ์นะคะ เค้าสามารถรับความสุขความปรารถนาดีจากเราได้ค่อนข้างเยอะ ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรมาก แค่ส่งสายตา แค่กอดเค้า พอเวลาเค้าตัน เค้าไม่มีทางแก้ เราแค่ชี้ให้เค้าเห็น ว่าทำยังไงเดินยังไงต่อไปนะคะ”(ใต้2)

“เรารักน้อง ก็คือใจมันถึงใจนะคะเหมือนคนไข้ก็เหมือนกันนะคะอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกเมตตาธรรมค้ำจุนโลก ถ้าคุณมีเมตตาจริง ๆ ต่อให้เสือจะฆ่าคุณเสือยังไม่กัดเลย พี่น้องก็พยายามทดสอบว่าจริงหรือ ถ้าเรามีเมตตาตลอดกับคนไข้เขาจะต้องไม่หลุดค่ะเขาจะ memory เราดีตลอด โลโก้ของเราไม่มีหลุดเรื่องเสียหายเรื่องชื่อเสียงทำนองแบบนี้ คนไข้ที่ดื้อว่ายากสอนยากเวลาเราเข้าไปสัมผัสแค่จับเขาก็ได้ค่ะ”( กลาง 1)

ตัวอย่างของศรัทธาที่แสดงออกของกลุ่มตัวอย่างข้างต้นครอบคลุมศรัทธาทั้ง 3 ประเภท ในแต่ละประเภทก็มีรายละเอียดที่แตกต่าง ศรัทธาที่ปรากฏในข้อมูลทุกภาคคือ ศรัทธาที่มีต่อคำสอนในศาสนาไม่ว่าจะเป็นพุทธ หรือ อิสลาม ได้แก่ความเชื่อเรื่องการทำดีได้ดี กฎแห่งกรรม เชื่อความเมตตา ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ชาตินี้ชาติหน้า บาปบุญ การให้อภัย ความกตัญญูต่อคนไข้คิดว่าคนไข้เป็นครู “บางครั้งเรานึกขอบคุณคนไข้ HIV เพราะคนไข้ HIV นี้เองและเพราะบำราศนี้เองที่ทำให้เรามีโอกาสได้ทำบุญทุกวัน” (กลาง 1) หรือหลักธรรม อื่น (มีปรากฏใน quotation) สำหรับความเชื่อที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนาก็ได้แก่ความเชื่อที่มีต่อบุคคล ที่มีความดีงามโดยที่ปรากฏในข้อมูลคือความเชื่อในสถาบันกษัตริย์ เป็นต้น ข้อสรุปจากการวิจัยนี้แสดงว่าผู้มีจิตวิญญาณจะมีความศรัทธา ซึ่งเป็นลักษณะที่หนักแน่นกว่าความเชื่ออื่นๆ ความศรัทธาในที่นี้ เมื่อบุคคลที่มีความเชื่อได้เผชิญกับสิ่งนั้นก็มักเกิดเป็นความรู้สึกที่ลึกล้ำ ที่อาจแสดงออกด้วยอาการขนลุก น้ำตาไหล เป็นต้นทั้งนี้ ในทางการศึกษาด้านศาสนาและจิตวิญญาณที่ผ่านมากล่าวถึงศรัทธา 2 แบบคือ แบบแรกเป็นความเชื่อว่ามีอยู่จริง เช่น เชื่อว่าพระเจ้ามีจริง เชื่อว่านรก-สวรรค์มีจริงเป็นต้น ในขณะที่แบบที่ 2 เป็นความยึดมั่น trust พร้อมจะทำตาม กลายเป็นส่วนหนึ่งที่เป็นลักษณะทางจิตของบุคคล(Scarlett, W., 2005) และศรัทธาในแบบที่ 2 นี่จะอธิบายพฤติกรรมของบุคคลได้ชัดเจนกว่าศรัทธาในรูปแบบแรก

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (17) https://thaissf.org/sh067/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh067 Sun, 07 Sep 2014 14:06:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/07/sh067/ การสร้างแบบวัดใหม่ มีการสร้างแบบวัดใหม่ 4 แบบวัด ได้แก่ The offender’s Spirituality scale, The transformative experience Questionnaire, The spirituality scale เป็นแบบวัดที่มีกลุ่มเป้าหมายและการนำไปใช้ประโยชน์แตกต่างกัน

การประมวลเครื่องมือวัด

จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แบ่งเครื่องมือวัดทางศาสนาและจิตวิญญาณตามเนื้อหาที่วัดได้ 7 กลุ่ม เครื่องมือวัดส่วนใหญ่เป็นเครื่องมือที่ใช้มาตรประเมินค่าแบบ Likert scale และเป็นเครื่องมือที่วัดในมิติเดียว โดยกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเป้าหมายของการวัดเป็นผู้นับถือศาสนาคริสต์ และอยู่ในวัยทำงาน ข้อมูลเกี่ยวกับความหมาย ลักษณะของการถาม คุณภาพของเครื่องมือมีดังต่อไปนี้

1. วัดแรงจูงใจ กลุ่มนี้มีพื้นฐานเป็นการอธิบายเชื่อมระหว่าง การที่บุคคลมีความใกล้ชิดกับสิ่ง

ศักดิ์สิทธิ์ พระเจ้า นั้นเป็นการทำให้ชีวิตมีเป้าหมายและการมีความหมายของชีวิต ที่จะเป็นแรงจูงใจให้บุคคลต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมาย เครื่องมือวัดในกลุ่มนี้ ประกอบด้วยเครื่องมือดังนี้

1.1 Intrinsic/Extrinsic–Revised Scale (Kathleen & Lawler-Row.2010:8 ;citing Gorsuch & McPherson, 1989) ประกอบด้วยข้อคำถาม 14 ข้อ ใช้มาตรประเมินค่า แบบ Likert scale 5 ระดับ ตั้งแต่ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง-เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน .83 ตัวอย่างของข้อคำถาม เช่น การดำเนินชีวิตของฉันได้ยึดหลักศาสนาเป็นแนวทาง เหตุผลที่ฉันปฏิบัติสมาธิเพราะฉันรู้สึกดีที่ได้ทำ

1.2 Spiritual Transcendence Scale : STS (Dy-Liacco et al.2009:40; King & Crowther.2004:92 ;citing Piedmont, 1999) เป็นการวัดแรงจูงใจภายในที่จะหา ความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า เป็นแบบวัดที่ได้ทดลองใช้กับ ศาสนาคริสต์ อินดู และอิสลามในประเทศอินเดียแล้ว มีข้อคำถามจำนวน 24 ข้อ ใช้มาตรประเมินค่า 5 ระดับจาก ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง -เห็นด้วยอย่างยิ่ง ประกอบด้วยแบบวัดย่อย 3 แบบวัดย่อย ได้แก่ connectedness, prayer fulfillment, และ universality และแบบวัด Religion Internalization scale (Ryan et al.,1993)

2. วัดพฤติกรรม เป็นกลุ่มของแบบวัดที่เก็บข้อมูลระดับของพฤติกรรม ได้แก่

2.1 Religious Involvement Scale ประกอบด้วยข้อคำถาม 4 ข้อ วัดการเข้าร่วมทางศาสนา โดยใช้การเลือกตอบ ประกอบด้วย การถามว่า 1) ท่านอ่านคำสอนหลักทางศาสนา(เช่น Bible) บ่อยครั้ง แล้วให้เลือกตอบ 7 ระดับ จากไม่เคย- หลายครั้งใน 1 อาทิตย์ 2) อ่านข้อเขียน หนังสือ ทางศาสนาบ่อยครั้งหรือไม่ (ไม่เคย-หลายครั้งต่ออาทิตย์) 3) สวดภาวนา (ไม่เคย-ทุกวัน) 4) ไปร่วมปฏิบัติศาสนากิจทางศาสนา (ไม่เคย-บ่อย) คะแนนแต่ละข้อจะแปลงเป็นคะแนนมาตรฐานแล้วนำมารวมกันเป็นดัชนีการเข้าร่วมทางศาสนา ค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายในมีค่า .85 (Piedmont et al. 2009 :166-167;Dy-Liacco et al.2009 :36 citing Piedmont, 2001)

2.2 Global Religiousness and Spirituality ประกอบด้วยคำถาม 4 ข้อ ที่ถามความถี่ของการไปโบสถ์ การสวดต่อพระเจ้านอกจากที่โบสถ์ การระบุว่าตนเองเป็นผู้มีศาสนา หรือเป็นผู้ศรัทธาต่อจิตวิญญาณ ค่าความเชื่อมั่นแบบความสอดคล้องภายใน .78 (Warner, Mahoney & Krumrei.2009 : 238)

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (6) https://thaissf.org/sh056/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh056 Tue, 26 Aug 2014 23:37:48 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/26/sh056/ ออกเป็น 2 ระดับคือ ( Sisk & Torrance 2001: 27 ; wikipedia.; Kendra : Online )

1) ความต้องการในระดับต่ำ (Lower order needs , Deficit Need , Deficit value , D value) คือ ความต้องการที่เกิดจากความขาดแคลน (deficiency needs) เช่น ความหิว ความกระหายความหนาว ความรู้สึกไม่ปลอดภัย ความต้องการการยอมรับนับถือจากผู้อื่น ซึ่งความต้องการนี้จะทำให้บุคคลพยายามแสดงพฤติกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยมีผลของเป้าหมายนั้นเป็นไปเพื่อลดความตึงเครียดและทำให้บุคคลนั้นกลับสู่ภาวะสมดุล ความต้องการในระดับต่ำนี้ประกอบด้วย ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) ความต้องการความปลอดภัย (Safety or security Needs) ความต้องการทางสังคม (Social Needs) และความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (Esteem Needs) ในองค์ประกอบลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์

2) ความต้องการในระดับสูง หรือความต้องการการก้าวหน้าและพัฒนาตนเอง (Higher order needs , growth needs , Growth motivation , Being value, B value) คือ ความต้องการที่มีความเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจในการเติบโตทางจิตวิทยา เป็นเป้าหมายในระยะไกลซึ่งเกี่ยวข้องกับพลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเพื่อที่จะพัฒนาและเติมความสามารถของเราให้สมบูรณ์ การเติบโตเป็นแรงจูงใจภายใน (intrinsic motive) ซึ่งความพึงพอใจจะเป็นเหมือนกระบวนการให้รางวัลสำหรับจุดมุ่งหมาย และความพอใจยังเพิ่มแรงจูงใจ และเพิ่มความตื่นเต้นและการทำกิจกรรม โดยความต้องการระดับสูงนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับปรุงความเป็นอยู่ด้วยการเพิ่มพูนประสบการณ์ ซึ่งต่างจากความต้องการระดับต่ำที่เกิดขึ้นเพื่อลดความตึงเครียดในการที่ทำให้บุคคลกลับสู่สมดุล โดยความต้องการระดับสูงจะแสดงออกได้เด่นชัดภายหลังจากที่ความต้องการในระดับต่ำได้รับความพึงพอใจแล้ว ซึ่งความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization Needs) ในทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการนั้นถือเป็นความต้องการระดับสูง

3.2 องค์ประกอบของทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ

มนุษย์มีความต้องการโดยธรรมชาติอยู่อย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งความต้องการจะมีลักษณะเป็นลำดับขั้น จากระดับต่ำสุดไปยังระดับสูงสุด ประกอบด้วย ระดับแรกคือ ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) ระดับต่อไปคือความต้องการความปลอดภัย (Safety or security Needs) ความต้องการทางสังคม (Social Needs)ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (Esteem Needs) และความต้องการระดับสูงสุดคือ ความต้องการเติมความสมบูรณ์ให้ชีวิต หรือ ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization Needs) ทั้งนี้เมื่อความต้องการในระดับหนึ่งได้รับการตอบสนองแล้ว จะไม่เป็นสิ่งจูงใจอีกต่อไป และมนุษย์ก็จะมีความต้องการอื่นในระดับที่สูงขึ้นต่อไป

ทั้งนี้สาระสำคัญของความต้องการในระดับต่างๆ มีดังนี้ ( wikipedia :Online)

1) ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs)

ความต้องการในขั้นนี้ถือเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานระดับต่ำสุดแต่มีอำนาจมากที่สุดและสังเกตเห็นได้ชัดที่สุด จากความต้องการทั้งหมดเป็นความต้องการที่ช่วยการดำรงชีวิต เป็นแรงผลักดันทางชีวภาพ เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ อากาศ ที่อยู่อาศัย การพักผ่อน ความต้องการทางเพศ ความต้องการความอบอุ่น ตลอดจนความต้องการที่จะถูกกระตุ้นอวัยวะรับ สัมผัส แรงขับของร่างกาย เหล่านี้จะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอยู่รอดของร่างกายและของอินทรีย์ ความพึงพอใจที่ได้รับในขั้นนี้จะกระตุ้นให้เกิดความต้องการในขั้นที่สูงกว่าและถ้าบุคคลใดประสบความล้มเหลวที่จะสนองความต้องการพื้นฐานนี้ก็จะไม่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดความต้องการในระดับที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตามถ้าความต้องการอย่างหนึ่งยังไม่ได้รับความพึงพอใจ บุคคลก็จะอยู่ภายใต้ความต้องการนั้นตลอดไป ซึ่งทำให้ความต้องการอื่นๆ ไม่ปรากฏหรือกลายเป็นความต้องการระดับรองลงไป

2) ความต้องการความปลอดภัย (Safety or security Needs)

ความต้องการความปลอดภัยเป็นความต้องการที่จะเกิดขึ้นหลังจากที่ความต้องการทางร่างกายได้รับการตอบสนองอย่างไม่ขาดแคลนแล้ว หมายถึงความต้องการสภาพแวดล้อมที่ปลอดจากอันตรายทั้งทางกายและจิตใจ ความมั่นคงในงาน ในชีวิตและสุขภาพ ความปลอดภัยจะยังมีอิทธิพลต่อบุคคลแม้ว่าจะผ่านพ้นวัยเด็กไปแล้ว แม้ในบุคคลที่ทำงานในฐานะเป็นผู้คุ้มครอง เช่น ผู้รักษาเงิน นักบัญชี หรือทำงาน เกี่ยวกับการประกันต่างๆ และผู้ที่ทำหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้อื่น เช่น แพทย์ พยาบาล แม้กระทั่งคนชรา บุคคลทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะใฝ่หาความปลอดภัยของผู้อื่น ศาสนาและ ปรัชญาที่มนุษย์ยึดถือทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง เพราะทำให้บุคคลได้จัดระบบของตัวเองให้มีเหตุผลและวิถีทางที่ทำให้บุคคลรู้สึก “ปลอดภัย” ความต้องการความปลอดภัยในเรื่องอื่นๆ จะเกี่ยวข้องกับการเผชิญกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ สงคราม อาชญากรรม น้ำท่วม แผ่นดินไหว การจลาจล ความสับสนไม่เป็นระเบียบของสังคม และเหตุการณ์อื่นๆ

3) ความต้องการทางสังคม (Social Needs) หรือ ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ (Belongingness and Love needs)

เมื่อมีความปลอดภัยในชีวิตและมั่นคงในการงานแล้ว คนเราจะต้องการความรัก มิตรภาพ ความใกล้ชิดผูกพัน ต้องการเพื่อน การมีโอกาสเข้าสมาคมสังสรรค์กับผู้อื่น ได้รับการยอมรับเป็นสมาชิกในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่ม กล่าวคือ บุคคลจะรู้สึกเจ็บปวดมากเมื่อถูกทอดทิ้งไม่มีใครยอมรับ หรือ ถูกตัดออกจากสังคม ไม่มีเพื่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจำนวนเพื่อนๆ ญาติพี่ น้อง สามีหรือภรรยาหรือลูกๆ ได้ลดน้อยลงไป Maslow ยังย้ำว่าความต้องการความรักของคนจะเป็นความรักที่เป็นไปในลักษณะทั้งการรู้จักให้ความรักต่อผู้อื่นและรู้จักที่จะรับความรักจากผู้อื่น การได้รับความรักและได้รับการยอมรับจากผู้อื่นเป็นสิ่งที่ทำให้บุคคลเกิดความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า บุคคลที่ขาดความรักก็จะรู้สึกว่าชีวิตไร้ค่ามีความรู้สึกอ้างว้างและเคียดแค้น

4) ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง (Esteem Needs)

เมื่อความต้องการทางสังคมได้รับการตอบสนองแล้ว คนเราจะต้องการสร้างสถานภาพของตัวเองให้สูงเด่น มีความภูมิใจและสร้างการนับถือตนเอง ชื่นชมในความสำเร็จของงานที่ทำ ความรู้สึกมั่นใจในตัวเองแลเกียรติยศ ทั้งนี้มนุษย์ต้องการที่จะได้รับความนับถือยกย่องออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

(1) ความต้องการนับถือตนเอง (self-respect) หมายถึง ความต้องการมีอำนาจ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีความแข็งแรง มีความสามารถในตนเอง มีผลสัมฤทธิ์ไม่ต้องพึ่งพาอาศัยผู้อื่น และมีความเป็น อิสระ ทุกคนต้องการที่จะรู้สึกว่าเขามีคุณค่าและมีความสามารถที่จะประสบความสำเร็จในงานภารกิจต่างๆ และมีชีวิตที่เด่นดัง

(2) ความต้องการได้รับการยกย่องนับถือจากผู้อื่น (esteem from others) หมายถึง ความต้องการมีเกียรติยศ การได้รับยกย่อง ได้รับการยอมรับ และเป็นที่ชื่นชมยินดี ในสิ่งที่ได้กระทำซึ่ง ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า

บุคคลจะแสวงหาความต้องการได้รับการยกย่องก็เมื่อภายหลังจากความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของได้รับการตอบสนองความพึงพอใจของเขาแล้ว

5) ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization Needs)

ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงเป็นความต้องการระดับสูงสุด คือต้องการจะเติมเต็มศักยภาพของตนเอง ต้องการความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนาสูงสุดของตัวเอง ความเจริญก้าวหน้า การพัฒนาทักษะความสามารถให้ถึงขีดสุดยอด มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจและการคิดสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ การเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงเป็นความต้องการอย่างหนึ่งของบุคคลที่จะบรรลุถึงจุดสูงสุดของศักยภาพ เช่น “นักดนตรีก็ต้องใช้ความสามารถทางด้านดนตรี ศิลปินก็จะต้องวาดรูป กวีจะต้องเขียนโคลงกลอน ถ้าบุคคลเหล่านี้ได้บรรลุถึงเป้าหมายที่ตนตั้งไว้ก็เชื่อได้ว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนที่รู้จักตนเองอย่างแท้จริง” (Maslow ,1970 : 46)

อย่างไรก็ตาม มาสโลว์ยอมรับว่า ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของเขายังมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง คือบุคคลที่มีบุคลิกภาพเข้มแข็ง มีคุณสมบัติสร้างสรรค์สูงและมีความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization Needs) บุคคลเหล่านี้แม้ว่าได้รับการตอบสนองความพึงพอใจระดับเบื้องต้นไม่ค่อยบริบูรณ์ เช่น อาจต้องเผชิญกับความดูถูก เหยียดหยาม ย่ำศักดิ์ศรี ไม่มีความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ฯลฯ ก็สามารถมีพฤติกรรมประเภทมีความเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (Self-actualization ) ได้อย่างสูงส่ง ตัวอย่างเช่น มหาตมคานธี ประธานาธิบดีลินคอล์น เป็นต้น (ศรีเรือน แก้วกังวาล.2539:105-106)

]]>
17 ความเป็นพลเมืองของนักเรียนอนุบาล https://thaissf.org/er017/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er017 Tue, 17 Jun 2014 12:01:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/17/er017/ เราน่าจะมีเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมรอคิวตรวจเป็นเรือนแสนในเวลาไม่นาน

ณ ปัจจุบัน คิวรอพบจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นของโรงพยาบาลต่าง ๆ อยู่ที่ ๒ ถึง ๑๒ เดือนแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละโรงพยาบาล

สถานการณ์ที่เป็นอยู่นี้คือผลลัพธ์ของการทำงานตามกระบวนทัศน์เดิม นั่นคือเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมหรือปัญหาการเรียนเป็นผู้ป่วย เมื่อเป็นผู้ป่วยก็ต้องถูกส่งโรงพยาบาล เมื่อถูกส่งโรงพยาบาลก็ต้องเข้าสู่สายพานการตรวจรักษาของโรงพยาบาล ( ซึ่งลอกแบบจากสายพานการผลิตสินค้าของโรงงานอุตสาหกรรม)

การแพทย์แผนปัจจุบันสามารถช่วยเหลือเด็กได้ด้วยความช่วยเหลือหนึ่งต่อหนึ่งเป็นขั้นเป็นตอน เด็กที่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงทีย่อมได้ผลลัพธ์ที่ดี (เพราะมาตรฐานที่ดีของการแพทย์แผนปัจจุบันนั่นเอง) แต่เด็กที่ตกค้างรวมทั้งเด็กที่ไม่ควรถูกนำส่งโรงพยาบาลตั้งแต่แรกมักมีอนาคตที่เสียหาย หากไม่ถูกออกจากโรงเรียนกลางคันก็ลงเอยด้วยยาเสพติด

กระบวนทัศน์ใหม่ควรเป็นอย่างไร

หากใช้กรอบการศึกษาในศตวรรษที่ ๒๑ มีวิชาที่นักเรียนควรได้เรียนเพียง ๗ วิชา อ้างอิงจากหนังสือ ทักษะแห่งอนาคตใหม่:การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ ๒๑ ซึ่ง วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง และ อธิป จิตตฤกษ์ แปลจากหนังสือ 21st Century Skills:Rethinking How Students Learn และหนังสือ วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑ เขียนโดย ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช

สามวิชาแรกคือวิชาพื้นฐาน ได้แก่ คณิตศาสตร์ การอ่าน และการเขียน อีกสี่วิชาถัดมาคือวิชาที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในศตวรรษใหม่คือสุขภาพ เศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม และ ความเป็นพลเมือง เด็กและเยาวชนควรได้รับการศึกษาเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการเงินของตนเองด้วยตนเองให้ดีที่สุด รู้เท่าทันข้อมูลด้านสุขภาพและการเงินที่มีหลากหลายทั้งจริงและลวง พูดง่าย ๆ ว่าเอาแต่เรียนเก่งแต่ไม่มีปัญญาดูแลสุขภาพและการเงินของตัวเองมัวแต่คิดพึ่งพิงผู้อื่นอยู่เสมอก็จะเอาตัวรอดยาก

นอกจากนี้ควรรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมที่ซึ่งทรัพยากรลดลงและโลกร้อนมากขึ้นทุกขณะ เราควรมีชีวิตอย่างไรและอยู่กับหายนะภัยอย่างไร ที่คนพูดถึงน้อยคือเรื่องความเป็นพลเมือง (citizen) เวลาพูดถึงความเป็นพลเมืองมักหมายถึงการอยู่ร่วมกับความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง หรือศาสนาหรือชาติพันธุ์ที่แตกต่าง ด้วยเหตุที่โลกไร้พรมแดนทำให้ชาติพันธุ์และความเห็นต่างมากมายปรากฏตัวขึ้นในทุกภูมิภาคและชายแดนของทุกประเทศอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน หากเรียนเก่งแต่พูดจาหมิ่นชาติพันธุ์อื่นหรือความคิดทางการเมืองที่แตกต่างก็น่าจะเอาชีวิตรอดได้ยาก

สำหรับเด็กเล็ก ตั้งแต่เด็กอนุบาลถึงชั้นประถม ความเป็นพลเมืองคืออะไร

เด็กเล็กไม่มีปัญหาเรื่องชาติพันธุ์และความเห็นต่างทางการเมือง แต่เด็กเล็กเผชิญกับปัญหาพฤติกรรมที่แตกต่างและผลการเรียนที่แตกต่างเสมอ ๆ เมื่อครูไม่เข้าใจข้อนี้แล้วนำเด็กเล็กที่แตกต่างส่งโรงพยาบาลกันหมดทุกห้องเรียนทุกโรงเรียน สถานการณ์ผู้ป่วยจิตเวชเด็กจึงเป็นอย่างที่เห็นและเป็นอยู่

เด็กเล็กที่ถูกตีตราและส่งพบจิตแพทย์ ได้แก่ กลุ่มเด็กพิเศษทั้งหมด คือ เด็กสติปัญญาบกพร่อง เด็กแอลดี เด็กสมาธิสั้น เด็กแอสเปอร์เกอร์ เด็กออทิสติก นอกจากนี้ก็มีเด็กที่ชอบรังแกเพื่อน ที่เหลือก็เป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ปัสสาวะราด ขโมยของ ไม่ทำการบ้าน ฯลฯ ทั้งหมดนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลแทบทั้งสิ้น

มิพักต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าเด็กที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลเป็นอย่างที่ว่าจริงหรือเปล่า หรือถูกตีตราล่วงหน้าโดยไม่เป็นธรรม

กระบวนทัศน์ใหม่ของเรื่องนี้คือเรื่องความแตกต่างและการอยู่ร่วมกับความแตกต่าง หากเราไม่คิดว่าเด็กเล็กเหล่านี้ป่วยหรือเป็นผู้ป่วย พวกเขาเพียงเป็นเด็กที่แตกต่าง วิธีทำงานของครูและของคุณหมอควรต่างออกไป

เด็กพิเศษเป็นเพียงกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการและการเรียนรู้แบบพิเศษในวิถีของตนเอง เขาไม่เรียนตามลำดับขั้นเหมือนเด็กส่วนใหญ่(ซึ่งมิได้หมายความว่าใครปกติกว่ากัน)

เด็กชอบรังแกเพื่อนเป็นเพียงเด็กที่อยู่ระหว่างการพัฒนาทักษะสังคม (ซึ่งครูมักถูกผู้ปกครองของเด็กๆที่ถูกรังแกกดดันให้นำส่งโรงพยาบาล)

เด็กปัสสาวะราด ไม่ทำการบ้าน หรือขโมยของ (ซึ่งไม่ควรใช้คำนี้เพราะเด็กอาจจะมิได้ขโมย พวกเขาเพียง “หยิบของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนกลับบ้าน” ) เหล่านี้เป็นเพียงเด็กที่มีปัญหากับการปรับตัว

ทั้งหมดนี้คือความแตกต่างซึ่งเป็นเรื่อง “ปกติ” การศึกษาและครูควรจัดการกับเรื่อง “ปกติ” นี้อย่างไร แทนที่จะทำให้เป็นเรื่อง “อปกติ” ด้วยการพานักเรียนไปโรงพยาบาล แล้วทางโรงพยาบาลก็รับลูกต่ออีกต่างหาก

วิธีที่ทำได้คือเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนการสอนอย่างถอนรากถอนโคน จัดการศึกษาเสียใหม่ให้นักเรียนชั้นเด็กเล็กได้เรียนรู้เป็นกลุ่มด้วยกระบวนการที่เรียกว่า active learning นั่นคือครูเลิกสอนแต่จ่ายโจทย์ปัญหาให้นักเรียนได้ทำงานเป็นทีม โดยมีเงื่อนไขว่าสมาชิกของทีมมีเด็กๆที่แตกต่างหลากหลาย

ระหว่างการทำงานเป็นทีมโดยมีครูคอยโค้ช จะเปิดโอกาสให้เด็กๆเรียนรู้จักเพื่อนในทีมที่แตกต่างและพัฒนาไปด้วยกันเพื่อการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าความแตกต่างนั้นจะเป็นศาสนา ชาติพันธุ์ ความร่ำรวยหรือยากจน เก่งหรือไม่เก่ง ขยันหรือขี้เกียจ ขี้อายหรือขี้ประจบ นิสัยดีหรือไม่ดี อยู่นิ่งหรือไม่นิ่ง เรียนรู้ช้าหรือเรียนรู้เร็ว พิการหรือไม่พิการ นำมาอยู่ในทีมเดียวกันเสีย

นี่คือการผนวกชีวิตจริงของเด็กๆเข้าสู่การศึกษาในศตวรรษใหม่

มีรายละเอียดของวิธีการที่ต้องพูดคุยกันมาก แต่ขั้นแรกคือเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่เสียก่อน นั่นคือเด็กเล็กก็มีอะไรที่เรียกว่าความแตกต่าง มีอะไรที่เรียกว่าความเป็นพลเมือง และมีอะไรที่เรียกว่าการอยู่ร่วมกับความแตกต่างเช่นเดียวกับผู้ใหญ่

เรื่องพฤติกรรมเด็กนี้เกินความสามารถของโรงพยาบาล เป็นหน้าที่ที่ต้องทำร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลและโรงเรียน

]]>