ผู้พิพากษา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ผู้พิพากษา – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 28 https://thaissf.org/sh028/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh028 Wed, 18 Jun 2014 13:24:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/18/sh028/

การทำงานในขอบเขตหน้าที่และการทำงานเกินหน้าที่ การทำงานในขอบเขตหน้าที่ของผู้เข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นั้นต่างไปจากบุคลากรทั่วไป เนื่องจากแม้เป็นงานในหน้าที่ แต่ก็กระทำด้วยสำนึกเปี่ยมล้นถึงอุดมการณ์วิชาชีพ หรือหน้าที่ความเป็นข้าราชการ สิ่งที่น่าสนใจคือมีการทำงานเกินหน้าที่ปรากฏอยู่ด้วย เข้าใจได้ไม่ยากว่าการกระทำดังกล่าวก็ผลักดันด้วยความมุ่งมั่นที่จะทำให้อุดมการณ์เป็นจริงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้อนี้ก็อาจทำให้ต้องตั้งคำถามว่าหากจะนำบทเรียนจากการสังเคราะห์ความรู้นี้ไปใช้ หมายความว่าบุคลากรคนอื่นๆ ก็ต้องทำงานเกินหน้าที่ทั้งหมดใช่หรือไม่ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าทุกคนทำเกินหน้าที่ทั้งหมด การไม่ทำเกินหน้าที่ถือว่าเป็นข้อบกพร่องหรือไม่ อันที่จริงการพบเรื่องการทำเกินหน้าที่นี้อาจไม่น่าประหลาดใจเนื่องจากบุคลากรผู้เข้าร่วมกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่างก็เป็นแบบอย่างแห่งการทุ่มเท

อย่างไรก็ตาม เพื่อประโยชน์สำหรับการพิจารณาต่อไปในกรณีของการนำบทเรียนที่ได้ไปปรับใช้ จึงเห็นความจำเป็นที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง “ทำเกินหน้าที่” (supererogation) โดยย่อ แม็คเคย์ (McKay, 2002: 71) สรุปการวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงในหนังสือเรื่อง Supererogation: Its Status in Ethical Theory ของเดวิด เฮด (David Heyd, 1980) ไว้ได้อย่างกระชับว่าการทำเกินหน้าที่ มีองค์ประกอบ คือ (ก) ไม่จำเป็นต้องทำ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มิได้ห้ามมิให้ทำ (ข) การไม่ทำถือว่าไม่ผิด ไม่ต้องได้รับคำวิจารณ์หรือการลงโทษ (ค) เป็นสิ่งที่ดีเชิงจริยธรรม ทั้งในแง่ที่ว่านำมาซึ่งผลดีและมีค่าในตนเอง (ง) เป็นสิ่งที่ทำอย่างสมัครใจเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น จึงควรแก่การชื่นชมยกย่อง นอกจากนี้ แม็คเคย์ยังเพิ่มอีกองค์ประกอบได้แก่ (จ) ผู้กระทำต้องเสียสละหรือต้องเผชิญความเสี่ยงบางอย่าง เหตุที่ควรเพิ่มองค์ประกอบดังกล่าวเนื่องจากช่วยอธิบายให้เห็นชัดว่าการไม่ทำเกินหน้าที่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ จะเห็นว่าการนำไปปรับใช้นั้นไม่จำเป็นต้องเผชิญความท้าทายที่จะเรียกร้องให้ทุกคนทำเกินหน้าที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปรับใช้ในรูปแบบของการสร้างระบบและกระบวนการที่เป็นมาตรฐานสำหรับใช้โดยทั่วไป

อีกประเด็นหนึ่งที่ควรกล่าวถึงเกี่ยวกับมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ เมื่อเปรียบเทียบกันระหว่างข้อกำหนดที่พบว่าสะท้อนในข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในส่วนของผู้ต้องขังและในส่วนของบุคลากร จะเห็นว่าข้อกำหนดเหล่านี้มีความสอดคล้องกัน ข้อนี้จะอภิปรายได้ชัดขึ้นหากอาศัยกรอบจากผลการสังเคราะห์ในส่วนของบุคลากร ซึ่งมีการแบ่งระหว่างองค์ประกอบที่เป็น “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตน” กับองค์ประกอบที่เป็น“การพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” องค์ประกอบแรกเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นเงื่อนไขปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนาคุณค่าของตนในฐานะปัจเจกบุคคล ตัวอย่างของเงื่อนไขปัจจัยเหล่านี้ เช่น การมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี การได้พบปะญาติมิตร เป็นต้น สำหรับองค์ประกอบหลังเป็นเรื่องของกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้พัฒนาคุณค่าในฐานะปัจเจกบุคคลโดยตรง เช่น กิจกรรมการฝึกอาชีพ การกีฬา การวาดภาพ เหล่านี้ทำให้ผู้ต้องขังได้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ไม่ว่าจะในแง่ของการได้ลงแรงพยายามหรือในแง่ของความสำเร็จที่ได้มา

หากอาศัยกรอบจากผลการสังเคราะห์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าข้อกำหนดส่วนใหญ่ที่พบจัดอยู่ในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” ได้แก่ การดูแลสุขภาพทางกาย (ข้อกำหนดที่ 14) การดูแลสุขภาพทางจิต (ข้อกำหนดที่ 12, 13 และ 16) การให้ผู้ต้องขังได้ใกล้ชิดกับบุตรและญาติมิตร (ข้อกำหนดที่ 2, 4, 26, 28 และ 58) และ การดูแลให้เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม (ข้อกำหนดที่ 2) มีเพียงข้อกำหนดข้อเดียวเท่านั้นที่เกี่ยวกับ “การพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขัง” นั่นคือ ข้อกำหนด 42 ที่ระบุว่าผู้ต้องขังหญิงต้องเข้าถึงโครงการกิจกรรมที่สมดุลและครอบคลุม ซึ่งพบในข้อมูลส่วนของผู้ต้องขังและมีความเกี่ยวข้องกับการทำงานและการพัฒนาตนของผู้ต้องขัง

ประเด็นที่พบนี้แสดงว่าแม้มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ดูจะให้น้ำหนักแก่การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นเรื่องของ “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” แต่มาตรฐานดังกล่าวก็ยังเปิดพื้นที่ให้แก่ “การพัฒนาคุณค่าในตนของผู้ต้องขัง” ด้วย โดยการพัฒนาที่ว่านี้อยู่ในรูปของการจัดกิจกรรมต่างๆ ข้อที่น่าสนใจคือว่ากิจกรรมเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นการให้ผู้ต้องขังช่วยงานเจ้าหน้าที่เรือนจำ บทเรียนที่น่าจะได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้คือแม้มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ จะเน้นการเคารพคุณค่าของผู้ต้องขังหญิงในฐานะมนุษย์ แต่การนำไปปฏิบัติควรที่จะพิจารณาในกรอบที่กำหนดด้วยเป้าหมายที่กว้างกว่านั้น ได้แก่ การมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังหญิงได้พัฒนาคุณค่าในฐานะปัจเจกบุคคล ซึ่งในที่สุดจะนำสู่การฟื้นคืนอัตลักษณ์ที่สูญเสียไป

7. สรุป

สรุปได้ว่าการสังเคราะห์ความรู้ทั้งในส่วนของผู้ต้องขังหญิงและบุคลากรมีหลายองค์ประกอบที่ซ้อนทับกัน บุคลากรควรมีความเป็นนักวิชาชีพหรือสำนึกแห่งความเป็นข้าราชการเพื่อช่วยให้มองผ่านคุณค่าเชิงลบของผู้ต้องขังในฐานะปัจเจกบุคคลไปสู่คุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง บุคลากรควรมีความสัมพันธ์กับผู้ต้องขังบนพื้นฐานความเข้าอกเข้าใจและทำความรู้จักปัจเจกภาพ เหล่านี้จะช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเงื่อนไขหนึ่งสำหรับพวกเขาในการพัฒนาคุณค่าของตนเองในฐานะปัจเจกบุคคล

ทั้งนี้ ผู้ต้องขังก็ต้องอาศัยเงื่อนไขอื่นๆ ไปพร้อมกัน (เช่น การลงโทษ กฎระเบียบประจำวัน กิจกรรมเสริมอาชีพ ฯลฯ) อันเป็นเงื่อนไขที่ช่วยให้เกิดความตระหนักในตนเอง อันเป็นพื้นฐานสู่สำนึกในตนเองในฐานะผู้กระทำที่ต้องเลือก ตัดสินใจ หรือวางเป้าหมาย ลงมือกระทำและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน การมองในมิติของการสร้างสำนึกความเป็นผู้กระทำในตัวผู้ต้องขังก็ปรากฏเช่นกันในการสังเคราะห์ความรู้ในส่วนของบุคลากร

ในที่สุดแล้ว การเป็นผู้กระทำนี้จะนำสู่ความภาคภูมิใจหรือความรู้สึกถึงคุณค่าในตนเอง นับเป็นการสร้างอัตลักษณ์ที่สูญเสียไปขึ้นมาใหม่ บริบทของกระบวนการนี้ได้แก่ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์กับญาติพี่น้อง คู่ครอง หรือบุตร อันเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นพื้นฐานแห่งความหวัง และความสัมพันธ์กับเพื่อนผู้ต้องขังที่แสดงถึงมิตรภาพและความยอมรับ ทั้งนี้ การทำงานของบุคลากรเช่นนี้ถือว่าเป็นการส่งเสริมคุณค่าในตนเองไปด้วยเช่นกัน

การสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าแม้มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ จะมีที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขังอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้ว มาตรฐานดังกล่าวเน้นหนักอยู่ที่มิติของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม หากนำผลการสังเคราะห์ที่ได้ไปพิจารณาเพื่อพัฒนาแนวทางการปฏิบัติตามมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ย่อมเป็นไปได้ เนื่องจากผลการสังเคราะห์ความรู้ที่ได้นั้นครอบคลุมเกินกว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นั่นคือ ครอบคลุมทั้ง “เงื่อนไขการพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขัง” และ “การพัฒนาคุณค่าในตนเองของผู้ต้องขัง” อย่างไรก็ตาม อย่างที่ชี้ไว้ในส่วนอภิปราย หากอาศัยบทเรียนความสำเร็จจากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยภาพรวม การขับเคลื่อนการนำมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ไปปฏิบัติควรเป็นไปในกรอบของการมุ่งเปิดโอกาสให้ผู้ต้องขังได้พัฒนาคุณค่าในตนเองในฐานะปัจเจกชน

อ้างอิง

Ricoeur, P. (1992). Oneself as Another. Kathleen Blamey (trans.). Chicago: University of Chicago Press.

McKay, A.C. (2002). Supererogation and the Profession of Medicine. Journal of Medical Ethics, 28, 70-73.

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 27 https://thaissf.org/sh027/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh027 Mon, 16 Jun 2014 14:15:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/16/sh027/

เมื่อมองจากมุมของบุคลากรแล้ว ดูเหมือนว่าจะเห็นว่าผู้ต้องขังมีอัตลักษณ์แล้ว นั่นคือ มีอัตลักษณ์ในฐานะผู้ต้องขัง ไม่ใช่อัตลักษณ์ของ “นางสาว ก.” ที่กลายเป็นผู้ต้องขังและกำลังดิ้นรนเพื่อฟื้นฟูอัตลักษณ์กลับมาเป็น “นางสาว ก.” อีกครั้งหนึ่ง แม้อัตลักษณ์ที่ฟื้นกลับมาจะเป็น “นางสาว ก.” คนใหม่ หรือยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่ฟื้นคืนเป็นอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะ “นางสาว ก” ที่ยอมรับสภาพความเป็นผู้ต้องขัง หรืออีกนัยหนึ่ง ข้อมูลเกี่ยวกับการฟื้นฟูอัตลักษณ์จากมุมมองของผู้ต้องขังดูจะไม่เด่นชัดนักเมื่อพิจารณาจากข้อมูลในมุมมองของบุคลากร

การมองผู้ต้องขังว่ามีอัตลักษณ์เป็นผู้ต้องขังนำสู่ผลสองประการ ได้แก่ มีบุคลากรบางส่วนที่มีท่าทีต่อผู้ต้องขังตามนิยามที่สังคมกำหนด นั่นคือ ผู้ต้องขังในฐานะ “คนไม่ดี” และปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้ตามท่าทีอันประกอบด้วยอคติดังกล่าว ขณะเดียวกัน มีบุคลากรอีกส่วนที่ก้าวพ้นการมองอัตลักษณ์ของผู้ต้องขังในลักษณะดังกล่าวไปได้ การสังเคราะห์แสดงให้เห็นว่าบุคลากรส่วนหลังนี้นิยามผู้ต้องขังในความสัมพันธ์กับสถานะของตนเอง ได้แก่ สถานะความเป็นนักวิชาชีพ หรือสถานะความเป็นข้าราชการ โดยสถานะดังกล่าวของบุคลากรส่วนนี้ประกอบด้วยความตระหนักซึ่งอุดมการณ์วิชาชีพหรือข้าราชการ ตามมุมมองของบุคลากรส่วนนี้ ผู้ต้องขังจึงเป็น “คนไข้(ที่เป็นผู้ต้องขัง)” ฯลฯ ที่พวกเขาต้องปฏิบัติต่อตามกรอบอุดมการณ์และมาตรฐานวิชาชีพ

ในแง่หนึ่ง สิ่งนี้เป็นข้อดีเนื่องจากช่วยให้สามารถมองพ้นไปจากคุณค่าเชิงลบที่ผู้ต้องขังมีในฐานะปัจเจกบุคคล ไปสู่คุณค่าสากลแห่งความเป็นมนุษย์ อันนำมาซึ่งการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังแบบเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เช่น การเคารพสิทธิพื้นฐานไม่ว่าทางร่างกาย จิตใจ สังคม หรือกฎหมาย ซึ่งปรากฏในรูปของการที่บุคลากรส่วนนี้ต้องผ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นท่าทีที่เป็นอคติและความไม่เข้าใจของเพื่อนร่วมงาน หรือข้อจำกัดของขั้นตอนและระบบการทำงาน เป็นต้น

ในอีกแง่หนึ่ง ประเด็นนี้นำสู่ข้อคำนึงบางประการ บุคลากรส่วนหนึ่งที่มองผู้ต้องขังในฐานะ “คนไม่ดี” จัดเป็นการมองแบบภาพเหมารวม แต่การที่บุคลากรอีกส่วนหนึ่งมองผู้ต้องขังในฐานะผู้รับบริการจากวิชาชีพ ก็อาจติดอยู่กับการมองแบบภาพเหมารวมได้ การมองภาพเหมารวมกรณีแรกนำสู่การมองข้ามผู้ต้องขังในฐานะที่มีคุณค่าความเป็นมนุษย์ การมองภาพเหมารวมแบบหลังไม่นำสู่สิ่งนี้เนื่องจากความเป็นนักวิชาชีพจะทำให้มองเห็นความเป็นมนุษย์ อย่างไรก็ตาม ภาพเหมารวมแบบหลังอาจจะทำให้มองผู้ต้องขังในมิติเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของการเป็นปัญหาที่ต้องจัดการให้สำเร็จ (เช่น เป็นคนไข้ที่ต้องรักษา หรือเป็นบุคคลที่ต้องปรับทัศนคติและพฤติกรรม) ข้อนี้สอดคล้องกับข้อสังเกตในการสังเคราะห์ส่วนที่ 2 ในส่วนของเจ้าหน้าที่เรือนจำ ที่บางครั้งในข้อมูลมีน้ำเสียงซึ่งทำให้ดูเหมือนแยกไม่ออกระหว่างการดิ้นรนส่วนบุคคลเพื่อทำงานสำเร็จเยี่ยงนักวิชาชีพที่ตนเองต้องการจะเป็นกับการดิ้นรนเพื่อสร้างประโยชน์หรือเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง

ด้วยเหตุนี้ เมื่อเทียบกับมุมมองของผู้ต้องขังเอง ภาพของอัตลักษณ์ดั้งเดิมของผู้ต้องขังในมุมมองของบุคลากรจึงดูจะไม่ปรากฏเด่นชัดเท่า จุดเน้นมักอยู่ที่การดูแลให้ผู้ต้องขังมีชีวิตอยู่ได้ต่อไป หรือปรับทัศนคติและพฤติกรรมของผู้ต้องขัง แต่ก็ยังปรากฏข้อมูลในส่วนของการส่งเสริมให้ผู้ต้องขังได้ภาคภูมิใจตนเองจากความพยายามและความสำเร็จ

แม้แนวคิดเรื่อง “บูรณภาพ-ความซื่อสัตย์มั่นคงในหลักการ” จะช่วยเป็นทางออกได้ส่วนหนึ่ง องค์ประกอบอื่นที่ลืมไม่ได้คือความเห็นอกเห็นใจและการให้ความสำคัญกับปัจเจกภาพของผู้ต้องขัง สององค์ประกอบนี้ช่วยให้เห็นความเป็นปัจเจกบุคคลของผู้ต้องขัง ที่น่าสนใจคือทั้งสององค์ประกอบนี้ในหลายกรณีมีบทบาทช่วยให้ปฏิบัติงานได้สำเร็จด้วยเช่นกัน ด้วย ”ความมีบูรณภาพ” ทำให้เห็นประโยชน์ของผู้รับบริการเป็นประโยชน์ของตนเอง เมื่อผนวกกับความเห็นอกเห็นใจก็จะนำสู่การให้ความสนใจกับปัจเจกภาพของผู้ต้องขังได้

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 26 https://thaissf.org/sh026/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh026 Sat, 14 Jun 2014 12:39:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/14/sh026/

ทัศนคติของผู้พิพากษาที่มุ่งมองไปที่คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของบุคคลเหล่านี้โดยตรง ทัศนคติดังกล่าวมีพื้นฐานจากความเป็นนักวิชาชีพ อันแยกไม่ขาดจากความเป็นข้าราชการ นอกจากนี้ ยังมีพื้นฐานจากความรู้สึกเห็นอกเห็นใจในฐานะเพื่อนมนุษย์ด้วย การปฏิสัมพันธ์กับคู่ความ จำเลย หรือผู้ต้องโทษนั้นเป็นไปบนพื้นฐานแห่งความรู้จักในปัจเจกภาพ รวมถึงความเคารพในฐานะผู้กระทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติของความรู้ความเข้าใจ อันเป็นฐานแห่งการตัดสินใจและรับผิดชอบ

มาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ (Bangkok Rules)

การวิเคราะห์ความสอดคล้องของการสังเคราะห์ความรู้ในส่วนของบุคลากรกับมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ กล่าวได้ว่ามีข้อควรระวัง กล่าวคือ เป้าหมายของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มิใช่เป็นเรื่องของการสำรวจ วิเคราะห์ หรือประเมินผลการนำมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ มาปฏิบัติ แต่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลประสบการณ์ของบุคลากรในด้านของการส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ในขณะเดียวกัน เมื่อพิจารณาแล้ว พบว่าองค์ประกอบจากการสังเคราะห์ความรู้ที่สอดคล้องกับข้อต่างๆ ในมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ นั้น อยู่ในส่วนขององค์ประกอบเรื่องงานที่บุคลากรปฏิบัติ ไม่ว่าจะอยู่ในขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรง คาบเกี่ยว หรือเกินขอบเขตหน้าที่ดังกล่าวไป

ดังนั้น การนำเสนอความสอดคล้องระหว่างการสังเคราะห์ความรู้ในส่วนนี้กับมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ จะพบว่าเป็นเรื่องของการทำงานเป็นสำคัญ และพบในขณะเดียวกันว่าการทำงานที่ว่านั้นมิได้ครอบคลุมทุกข้อกำหนดในมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ข้อนี้จึงอาจทำให้ไขว้เขวไปได้ว่าการทำงานของบุคลากรมิได้ครอบคลุมมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นข้อควรระวัง โดยต้องตระหนักถึงเป้าหมายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ของบุคลากรดังกล่าวไว้แล้ว

นอกจากข้อควรระวังดังกล่าวแล้ว ยังมีข้อตกลงเบื้องต้นอีกประการหนึ่ง กล่าวคือ ความสอดคล้องกับมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ที่พบในส่วนของการทำงานของบุคลากรนั้น จะนำเสนอครอบคลุมทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้พิพากษาไปพร้อมกัน นอกจากนี้ ข้อมูลในส่วนของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้พิพากษานั้น แม้จะมีบางส่วนที่กล่าวถึงผู้ต้องขังหญิง แต่โดยภาพรวม มิได้เจาะจงที่ผู้ต้องขังหญิงเสียทีเดียว ในการพิจารณาความสอดคล้องกับมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ จึงเลือกเฉพาะข้อมูลที่ดูน่าจะอนุโลมเข้ากับผู้ต้องขังหญิงได้ และเช่นเดียวกันกับในส่วนของผู้ต้องขัง ความสอดคล้องระหว่างข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และมาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ที่พบในส่วนนี้บางข้อมิได้ครอบคลุมทุกรายละเอียดในข้อกำหนดที่ระบุ

มาตรฐานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ที่สอดคล้องกับข้อมูลการปฏิบัติงานพบได้ ดังนี้

การดูแลด้านสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

o ข้อกำหนดที่ 2: ในส่วนของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ต้องให้คำแนะนำต่างๆ แก่ผู้ต้องขังเกี่ยวกับกฎระเบียบเรือนจำและการขอคำปรึกษาทางกฎหมาย นอกจากนี้ ยังอาจกล่าวรวมถึงส่วนของบทบาทผู้พิพากษาในการแสวงหาทางออกของคดี โดยอาศัยวิธีอื่นๆ ที่ไม่ใช่การจำคุก

การดูแลด้านสุขภาพกาย

o ข้อกำหนดที่ 14: ในส่วนของการให้การดูแลรักษาผู้ต้องขังที่มีเชื้อเอชไอวี

การดูแลด้านสุขภาพจิต

o ข้อกำหนดที่ 12: ในส่วนของเจ้าหน้าที่เรือนจำที่ให้การดูแลและเยียวยาสุขภาพจิตในลักษณะที่ตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลของผู้ต้องขัง

o ข้อกำหนดที่ 13: ความตระหนักของเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าช่วงเวลาใดผู้ต้องขังจำเป็นต้องได้รับความเอาใจใส่เป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นช่วงขณะที่ก่อความเครียดหรือหดหู่ ทั้งนี้เพื่อให้สามารถดูและและช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสม

o ข้อกำหนดที่ 16: ในส่วนของการให้มีนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ดูแลสุขภาพจิตเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเองของผู้ต้องขังหญิง

นอกจากนี้ ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ยังมีเรื่องของการส่งเสริมเจ้าหน้าที่เรือนจำซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดในมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ดังนี้

o ข้อกำหนดที่ 29: เรื่องของการพัฒนาบุคลากรในเรือนจำเพื่อให้สามารถช่วยผู้ต้องขังหญิงพัฒนาตนและสามารถกลับสู่สังคมได้ รวมถึงในส่วนของการขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นและมีหน้าที่ความรับผิดชอบต่อการพัฒนาการการปฏิบัติต่อและการดูแลผู้ต้องขังหญิง

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 25 https://thaissf.org/sh025/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh025 Thu, 12 Jun 2014 13:44:23 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/12/sh025/

การปกป้องหรือรักษาสิทธิของจำเลยหรือผู้ต้องโทษ แม้ในกรณีของการฟื้นฟูเยาวชนผู้กระทำผิดนั้น แม้จะดูเหมือนเป็นการช่วยให้เยาวชนตระหนักถึงคุณค่าในฐานะปัจเจกบุคคลของตน แต่จริงๆ แล้วจัดเป็นการเคารพสิทธิพื้นฐานเช่นกัน เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้ได้รวดเร็ว สามารถเทียบได้กับเรื่องสิทธิที่จะได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่เด็กและเยาวชนพึงได้ สำหรับกรณีของผู้ใหญ่นั้น หากเราให้การศึกษาอื่นๆ เพิ่มเติม ก็จัดเป็นเรื่องของการช่วยเสริมสร้างคุณค่าในฐานะปัจเจกบุคคลเพิ่มเติมขึ้นไป

ที่น่าสนใจประการหนึ่งคือในเรื่องของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคู่ความ จำเลย หรือผู้ต้องโทษนั้น มีมิติของการเคารพความเป็นผู้กระทำของบุคคลเหล่านี้ด้วย ความเป็นผู้กระทำนั้นมีองค์ประกอบประการหนึ่งคือความรู้ความเข้าใจ อันเป็นฐานของการตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าวอีกทอดหนึ่ง ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความเข้าใจของผู้ต้องโทษ ซึ่งนับว่ามีความสำคัญ หากหวนไปพิจารณาการสังเคราะห์ความรู้ในส่วนของผู้ต้องขัง จะพบว่าการเผชิญความจริง เช่น การยอมรับความผิดที่กระทำ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งของการพัฒนาคุณค่าในตนเอง

ตัวอย่างคำกล่าวของผู้พิพากษาที่ให้ความสำคัญกับความเข้าใจของผู้ต้องโทษ เช่น

…แต่บางครั้งเขาก็ไม่เชื่อถือเรา…เราต้องสื่อสารกับเขาด้วย อย่างเช่นตัวคำสั่ง การพิจารณาของผมไม่ว่าจะเป็นคำสั่งให้ขยายระยะเวลาให้การ หรือยกเลิกคำสั่งจากคำขอที่ขอ ผมก็ต้องเขียนละเอียดกว่าตัวอื่น ว่าทำไมผมถึงให้และไม่ให้…ผมว่าการสื่อสารสำคัญ เขาต้องเข้าใจว่าเขาได้รับความยุติธรรมทั้งในคำพิพากษา ขั้นตอนกระบวนยุติธรรมศาล ถ้าหากคิดอย่างนี้แล้ว ขั้นตอนต่าง ๆ ที่เรามีประเด็น เล็ก ๆ น้อยๆ หรือเปล่า แต่เราจะไม่ปล่อยให้ขั้นตอนไหนเลยให้เขาสงสัยในความยุติธรรมของเรา (ลปรร. ผู้พิพากษา ครั้งที่ 3)

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่แสดงถึงองค์ประกอบอื่นซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับการให้ข้อมูลและความเข้าใจเช่นกัน นั่นคือ ข้อมูลที่แสดงถึงความเคารพในการตัดสินใจ เช่น การอธิบายข้อมูลทางเลือกเชิงข้อกฎหมายและให้คู่ความได้ตัดสินใจเอง

…ใครที่เดือดร้อนเราก็อยากจะช่วยและทำให้มันได้ แก้ปัญหาให้เขาได้ ทำให้เขามีความสุขได้ไม่มากก็น้อย ถ้าอยู่ในวิสัยที่เราทำได้ก็ทำให้เต็มที่ เลยเกิดจากเรื่องเล่าในคราวที่แล้ว ว่าทำไมผมต้องนั่งคุยกับเขาเพื่อให้เขาไกล่เกลี่ยกันได้ ผมใช้เวลาใช้ความอดทน ก็ตอบได้จากสิ่งที่ผมเล่า ช่วยให้เขาพ้นปัญหาตรงนี้ไป หาทางออกช่วยเขา ถ้าเป็นทางที่มีประโยชน์เขาก็เลือก ถ้าไม่ประโยชน์อันนี้ก็แล้วแต่เขา มีทางแนะนำ 3-4 ทาง อันไหนมีประโยชน์ที่สุดก็เลือกเอา …(ลปรร. ผู้พิพากษา ครั้งที่ 3)

ทั้งนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจคือพบว่าในอันที่ผู้พิพากษาจะมองเห็นจำเลยหรือผู้ต้องโทษในฐานะมนุษย์ซึ่งมีความเป็นพื้นฐานกว่าความเป็นปัจเจกบุคคลนั้น กลับปรากฏคำพูดที่แสดงว่าในอันที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ผู้พิพากษาต้องรู้จักปัจเจกภาพของคนเหล่านี้ นั้นคือ ต้องมีการสัมผัสจำเลยหรือผู้ต้องขัง เช่น

…วิธีที่นิยมคือไปหาผู้ต้องขังในเรือนจำเอง ได้เห็นหน้าเห็นตา บางทีเราจะเห็นว่าเขายากจนจริงหรือเปล่า บางทีก็ต้องสบตากัน ต้องดูกัน ว่าเขามีความน่าสงสารจริงหรือเปล่า บางทีไม่สามารถสัมผัสด้วยเอกสาร มันต้องเห็นกัน (ลปรร. ผู้พิพากษา ครั้งที่ 1)

หรือ

…แต่พอเราไปอยู่ตรงจุดนั้นเราเห็น พอเราเห็นเรารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เรารู้สึกว่าชาวบ้านไม่ได้รับความดูแล มิหนำซ้ำเจอทนายหลอกไปอีก ต้องโน่นนี่นั่น ต้องประกันตัวทำเรื่องยุ่งยาก วุ่นวาย และมีนายประกันอยู่ข้างล่างอีก และนายประกันก็เก็บกินอยู่ตรงนี้อีก คุณอยากประกันฉันสอบสวน 30,000 บาท ไม่เหมารวบชั้น ซึ่งผมเห็นผู้พิพากษาส่วนใหญ่ขึ้นมา ไม่ว่าข้อหาหนักหรือเบา ยักยอกเยอะหรือไม่เยอะ มีแต่หมายขัง…ถามว่าทุกคนอยากไปสัมผัสไหม ผมว่าธุระไม่ใช่ พอเรามีความรับผิดชอบต่อสังคมก็เกิดจุดนี้ขึ้นมา ว่าเราจะทำอย่างไรให้กระบวนการของเราดีขึ้น และก็อยากจะรักษาชื่อเสียงของสถาบันเราด้วยว่าเราต้องมีความน่าเชื่อถือ…(ลปรร. ผู้พิพากษา ครั้งที่ 3)

]]>