ผู้ป่วย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:22 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ผู้ป่วย – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (20) https://thaissf.org/er069/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er069 Fri, 10 Oct 2014 12:09:14 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/10/er069/ แรงจูงใจที่จะช่วยเหลือผู้อื่นเสมือนคนในครอบครัว เชื่อมั่นและเห็นคุณค่าในเป้าหมายของชีวิตและต้องการถ่ายทอดเรื่องจิตวิญญาณให้ผู้ป่วยได้เข้าใจต่อไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือทัศนคติในทางบวกต่อการทำงานที่เป็นผลมาจากการมีจิตวิญญาณในการทำงาน

Ynag and Mao (2007) ได้ศึกษาความสามารถทางจิตวิญญาณ (Spiritual intelligence) ของพยาบาลเพื่อค้นหาผลของจิตวิญญาณในการทำงานที่มีต่อพฤติกรรมในการดูแลและช่วยเหลือผู้ป่วย เพื่อทดสอบคุณลักษณะส่วนบุคคลกับความสามารถทางจิตวิญญาณ และแนวคิดทางศาสนาที่มีผลต่อความสามารถทางจิตวิญญาณของพยาบาลวิชาชีพจาก 16 โรงพยาบาลในประเทศจีน จำนวน 130 คน ด้วยแบบวัดจิตวิญญาณตามแนวทางของจิตวิทยา (Psycho-Matrix Spirituality Inventroy-PSI) ของ Wolman (2001 cited in Ynag and Mao, 2007) ประเมินใน 7 ด้าน คือ ความศักดิ์สิทธิ์ (Divinity) การดูแลเอาใจใส่ (Mindfulness) โทรจิต (Extrasensory perception) ชุมชน (Community) สติปัญญา (Intellectuality) ความบอบช้ำทางจิตใจ (Trauma) และจิตวิญญาณในวัยเด็ก (Childhood spirituality) คำถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประเมินค่า 4 ระดับ และใช้การสัมภาษณ์พยาบาลระดับผู้บริหารในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาล ประกอบด้วย ความเชื่อในแหล่งที่มาของพลังอำนาจ ความสนใจและตระหนักรู้ในกระบวนการของร่างกาย ความสามารถในการคาดการณ์ ความต้องการมีกิจกรรมร่วมกับสังคม ความต้องการอภิปรายหรือแบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับจิตวิญญาณกับผู้อื่นและกระบวนการทางความคิดเกี่ยวกับวิกฤติกาลหรือภาวะฉุกเฉิน ซึ่งผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าความสามารถทางจิตวิญญาณจะช่วยให้พยาบาลเข้าใจความเป็นไปตามธรรมชาติ มีอุดมการณ์ ตระหนักรู้ในแหล่งที่มาของการกระทำ พอใจในสุขภาพและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิต ส่งผลให้มีพฤติกรรมในการดูแลผู้ป่วยด้วยความรักและความเข้าใจ อย่างไรก็ตามความสามารถทางจิตวิญญาณในการทำงานของพยาบาลไม่มีความแตกต่างกันตามคุณลักษณะส่วนบุคคลอย่างอายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อายุงานและประสบการณ์ ในขณะที่พยาบาลผู้ยึดมั่นในแนวคิดทางศาสนาส่งผลให้มีคะแนนความสามารถทางจิตวิญญาณสูงอันเป็นผลมาจากวัฒนธรรมของชาวจีน ดังนั้นแนวคิดทางศาสนาจึงสามารถร่วมทำนายความสามารถทางจิตวิญญาณได้

ชลลดา ทองทวี จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร ธีระพล เต็มอุดม พงษธร ตันติฤทธิศักดิ์ และสรยุทธ รัตนพจนารถ (2551) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องของจิตตปัญญาพฤกษา: การสำรวจและสังเคราะห์ความรู้จิตตปัญญาศึกษาเบื้องต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับจิตตปัญญาศึกษา โดยการรวบรวมประมวล วิเคราะห์ และสังเคราะห์ความรู้จากแหล่งต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ สร้างฐานข้อมูลจิตตปัญญาศึกษาเกี่ยวกับบุคคล กลุ่มหรือองค์กร และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ให้เป็นฐานความรู้สนับสนุนการขับเคลื่อนงานจิตตปัญญาศึกษา รวมทั้งศึกษาหาประเด็นการวิจัยและสร้างแผนที่ลำดับความสำคัญของการวิจัย (Research priority mapping) ที่เกี่ยวกับจิตตปัญญาศึกษา ตลอดจนพัฒนาเครือข่ายนักวิจัยและนักปฏิบัติด้านจิตตปัญญาศึกษา การศึกษาวิจัยได้ประมวลความรู้ตามบริบททางศาสนา บริบททางสังคมและวัฒนธรรม และบริบททางการศึกษา ครอบคลุม 5 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. ประวัติพัฒนาการแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2. เครื่องมือ กระบวนการ และการปฏิบัติเกี่ยวกับจิตตปัญญาศึกษา 3. แนวทางการประยุกต์ใช้แนวคิดจิตตปัญญาศึกษาสู่วงการต่างๆ 4. วิธีวิทยาการวิจัยทางจิตตปัญญาศึกษา และ 5. การประเมินสำหรับจิตตปัญญาศึกษา ผลจากการศึกษาครั้งนี้ได้ให้นิยามจิตตปัญญาศึกษาว่าหมายถึง กระบวนการเรียนรู้และบริบทที่เป็นเหตุปัจจัยเกื้อกูลต่อองค์ประกอบหรือกระแสแห่งการพัฒนาจากจิตเล็กสู่จิตใหญ่ โดยหยั่งรากลงถึงฐานคิดเชิงศาสนา มนุษยนิยม และองค์รวมบูรณาการ คือจากจิตที่ยึดติดกับอัตตาตัวตนที่คับแคบ อึดอัดกับการมองโลกเป็นส่วนเสี้ยว สู่จิตที่ตื่นรู้ หยั่งรู้ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งเป็นองค์รวม มีความรักความเมตตา ในการสังเคราะห์ผลพบว่าสามารถนำเสนอคุณลักษณะเฉพาะของจิตตปัญญาศึกษาเป็น จิตตปัญญาพฤกษา ซึ่งประกอบด้วย 8 ส่วน คือ 1. ราก หมายถึงฐานแนวคิด ได้แก่ แนวคิดเชิงศาสนา เชิงมนุษยนิยม และเชิงบูรณาการองค์รวม 2. ผล หมายถึงเป้าหมายการเรียนรู้สู่จิตใหญ่ที่กว้างขวางครอบคลุมและเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน 3. แก่น หมายถึงองค์ประกอบหรือกระแสแห่งการพัฒนาสู่จิตใหญ่ ได้แก่ การมีสติเปิดรับประสบการณ์ตรงในปัจจุบันขณะอย่างเต็มเปี่ยม การสืบค้นกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะกับตน การน้อมมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง ความเบิกบานและผ่อนคลาย และการมีจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง 4. กระพี้ หมายถึง บริบทของกระบวนการเรียนรู้และปฏิบัติ ได้แก่ สังฆะคือการให้คุณค่าต่อการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ และวัฒนธรรมคือการให้คุณค่าแก่รากฐานทางภูมิปัญญาที่หลากหลายและไม่แยกจากชุมชนท้องถิ่น 5. เปลือก หมายถึง เครื่องมือ การปฏิบัติในรูปแบบต่างๆ ของจิตตปัญญาศึกษา 6. เมล็ด หมายถึง ศักยภาพภายในของมนุษย์ทุกคน 7. ผืนดิน หมายถึง วงการต่างๆ ที่นำแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาไปประยุกต์ใช้ และ 8. ความรู้ในการปลูกและดูแล หมายถึง การวิจัยสืบค้นความรู้ และการวัดประเมินสำหรับจิตตปัญญาศึกษา การศึกษาวิจัยยังทำให้นักวิจัยได้เกิดการเรียนรู้ต่อชีวิตของตน เกิดความเข้าใจกระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษาจากการได้มีประสบการณ์ตรง และการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง ตลอดจนคณะวิจัยยังได้เรียนรู้จากการทำงานร่วมกัน ได้ตระหนักและศรัทธาในคุณค่าของการเป็นผู้นำร่วม (Collective leadership) ผลจากการจัดวงจิตตปัญญาสนทนา คือการได้สร้างพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างผู้เข้าร่วมในฐานะเครือข่ายนักวิจัยและนักปฏิบัติ โดยได้สืบค้นความรู้ฝังลึก (Tacit knowledge) และบันทึกไว้ (Expl
icit knowledge) ด้วยกระบวนการปฏิบัติต่างๆ ในประเด็นว่าด้วยการสืบค้นตนเอง แผนที่จิต สภาวะจิต ประวัติศาสตร์แนวคิด รูปแบบการปฏิบัติ การวัดประเมิน แนวทางการประยุกต์ใช้ และการวิจัย ผู้วิจัยพบว่า การจัดวงจิตตปัญญาสนทนาเป็นการหาสมดุลระหว่างวิชาการกับประสบการณ์ตรง และพบว่าผู้เข้าร่วมมีส่วนร่วมในกระบวนการมากขึ้นเป็นลำดับ นอกจากนี้ คณะวิจัยยังได้จัดทำแผนที่ลำดับความสำคัญงานวิจัย พบว่าโจทย์การวิจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อการนำแนวคิดจิตตปัญญาศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในสถาบันอุดมศึกษาไทย

บุบผา ชอบใช้ (2543) ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเกี่ยวกับความสามารถทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยในมิติจิตวิญญาณ โดยมีเป้าหมายเพื่ออธิบายสถานการณ์พยาบาลในมิติจิตวิญญาณความสามารถทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ต่างๆ และความคิดเห็นของแพทย์ และญาติผู้ป่วยในการดูแลผู้ป่วยมิติจิตวิญญาณในหอผู้ป่วยอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน โรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ให้ข้อมูลหลักเป็นพยาบาลจำนวน 20 คน หัวหน้าหอผู้ป่วยจำนวน 9 คน ผู้ป่วยจำนวน 9 คน ญาติผู้ป่วยจำนวน 3 คน และแพทย์จำนวน 3 คน รวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วมในฐานะผู้สังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัย พบว่า ในด้านสถานการณ์พยาบาลในมิติจิตวิญญาณในหอผู้ป่วย ผู้ป่วยทุกรายมีโอกาสเกิดภาวะวิกฤตทางจิตวิญญาณได้ตลอดเวลา ลักษณะการปฏิบัติงานมักให้ความสำคัญกับปัญหาทางด้านร่างกายก่อน ส่วนการพยาบาลด้านจิตวิญญาณจะกระทำต่อเมื่อพบว่ามีปัญหาหรือได้แก้ไปปัญหาทางด้านร่างกายแล้ว สำหรับด้านความสามารถทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยในสถานการณ์ต่างๆ พยาบาลให้ความสำคัญในการประเมินความต้องการปฏิบัติศาสนกิจขณะอยู่โรงพยาบาลของผู้ป่วยน้อยมาก แต่ส่วนใหญ่ยังคงต้องการปฏิบัติศาสนกิจเหมือนอยู่ที่บ้านเพราะทำให้จิตใจสงบ มีความหวังและกล้าที่จะเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ในการดูแลผู้ป่วยก่อนผ่าตัด พบว่า พยาบาลยังมีความสามารถไม่เพียงพอในการส่งเสริมให้ผู้ป่วยเผชิญกับความกลัวโดยใช้กลวิธีทางจิตวิญญาณ สำหรับการดูแลผู้ป่วยหนัก พบว่า พยาบาลสามารถตอบสนองความต้องการทางจิตวิญญาณได้โดยใช้บุคคลในครอบครัว แต่ส่วนใหญ่ยังมีความสามารถไม่เพียงพอในการตอบสนองความเชื่อและความคาดหวังในชีวิตหลังความตายของผู้ป่วย และส่วนความคิดเห็นของญาติผู้ป่วยและแพทย์ต่อการดูแลและแก้ปัญหาทางด้านร่างกายได้เป็นอย่างดี ส่วนด้านจิตวิญญาณ ญาติทำหน้าที่นี้มากกว่าพยาบาล แพทย์มีความเห็นว่า แม้พยาบาลจะดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แต่พบว่าพยาบาลแสดงออกถึงความเข้าใจในความต้องการในมิติจิตวิญญาณในระดับที่แตกต่างกันออกไป

จากการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับจิตวิญญาณในกลุ่มผู้ทำงานด้านสุขภาพและการศึกษา พบว่า การวิจัยด้านจิตวิญญาณส่วนใหญ่เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย แบบตรวจสอบเกี่ยวกับจิตวิญญาณ แบบวัดการรับรู้ทางจิตวิญญาณ แบบวัดจิตวิญญาณตามแนวจิตวิทยา แบบวัดจิตวิญญาณในการทำงาน แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบบันทึกจากการสังเกตพฤติกรรม เพื่อทำการศึกษาความหมาย ลักษณะ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีจิตวิญญาณและการพัฒนาจิตวิญญาณในการทำงาน รวมถึงผลของจิตวิญญาณต่อผลลัพธ์ของการทำงาน พฤติกรรมการทำงาน ความพึงพอใจในงานและความเป็นอยู่ โดยผลการวิจัยพบว่า จิตวิญญาณหมายถึงความต้องการตามธรรมชาติของบุคคลที่จะมีสุขภาพดี ค้นพบความหมายและเป้าหมายสูงสุดของชีวิต ซึ่งจิตวิญญาณเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายในอย่างความเชื่อทางศาสนา ความมีสติปัญญา ความต้องการของบุคคล รวมทั้งปัจจัยภายนอกอย่างวัฒนธรรม สภาพในชุมชน นโยบายของหน่วยงาน มาตรฐานการทำงาน ลักษณะงานหรืออาชีพและลักษณะหรือภาวะผู้นำของหัวหน้างาน

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (13) https://thaissf.org/sh044/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh044 Wed, 13 Aug 2014 15:27:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/sh044/ เข้าใจในความรู้สึกของญาติ พอเราเข้าใจในความรู้สึกตรงนี้มันทำให้เราไปคิดรูปแบบในการที่เราจะไป Empowerment ผู้ป่วย หรือน้องเราที่จะให้ดูแล เพราะว่าตัวเราเองนี่เราจะประสบ พอตอนหลังมาที่เราอยู่ด้วยกัน เราจะอยู่ด้วยความสบายใจเพราะว่าเราเริ่มปรับที่ตัวเราเองก่อน แต่ในกระบวนการที่ปรับ เราเอาความรู้สึกที่มันเกิดขึ้นกับเราไปใช้ เราไม่ได้ไปสั่งให้เขาทำโดยที่ฝืนความรู้สึก โดยที่ไม่เข้าใจความรู้สึก…

(ลปรร.ภาคอีสาน)

ทั้งนี้แม้การปรับเข้าหาผู้อื่นจะเริ่มต้นจากการปฏิเสธตนเอง แต่ในที่สุดแล้วกลับมีผลย้อนสู่ความตระหนักในความมีความหมายของตนเองอย่างรุ่มรวยลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทำให้เข้าใจตัวตนของตนได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

…ถึงตอนนี้ผมมีความสุข บทสุดท้ายแล้ว มีความสุขกับการดูแลคนไข้ตรงนี้ รู้ไหมครับ ตรงที่ผมจะพยายามเข้าใจเขา วิธีที่จะพยายามเข้าใจคือการ tuning เป็นตัวเขา ผมว่าผมลองให้เขาเล่าเรื่องแล้วลอง tune ได้เป็นประสบการณ์ของเขาได้พอสมควร วิธีช่วยก็คือแล้วเราก็ถอยออกมาส่วน หนึ่ง เสร็จแล้วเราก็แนะนําอะไร ซึ่งเขาทําได้ อันนี้เรื่องสําคัญ ถ้าเราไม่ tune เป็นตัวเขา เราแนะนําไม่ได้ ตกลงว่าช่วงนี้ผมตรวจคนไข้วันหนึ่ง 40 คนจิตเวชนะครับ ก็โดยมีความสุขที่จะได้เรียนรู้คนอื่น ในขณะที่ tune นี่ เราก็จะได้เรียนรู้ว่าทําไมเขาเป็นอย่างนี้ น่าแปลกมาก เราไม่เหมือนเขา ลองเป็นเขาแล้วเราก็รู้ว่าถ้าเราอยู่ในสถานการณ์อย่างเขา เราจะ react อย่างไร ในวันหนึ่งตรวจ 40 คน เราก็เข้าไปอยู่ใน 40 สถานการณ์ เข้าใจคนมากขึ้น 40 คน มันก็เป็นความสุขนะครับ รู้เขารู้เราแล้วก็เติบโต ไม่ได้รักษาโรค เข้าใจคนแล้วก็รักษาคน…

(ลปรร.ภาคกลาง)

4.4 ด้านลบของความมีความหมาย

ทั้งนี้ จากข้อมูลนั้นพบว่าการมีความตระหนักในความมีความหมายนี้ ก็มิใช่จะกล่าวได้ว่าดีไปเสียทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น

…พ่อรู้ไหมว่าหนูเป็นพยาบาล แล้วก็ดูแลคนติดเหล้าอยู่ พ่อทำอย่างนี้พ่อหมายความว่ายังไง…ผมฟังผมก็ตกใจพูดมาแรงมากเลย แกก็นิ่งอยู่พักหนึ่ง โอเค เมื่อก่อนพ่อไม่ได้ติดเหล้า พ่อเพิ่งมาติดเหล้าทีหลัง เดิมพ่อทำงานใน รพ. ที่หนูทำนี่แหละ ทำงานดีมากด้วยซ้ำไปได้รับรางวัลทุกปีเป็นคนงานดีเด่น จนกระทั่งวันหนึ่งแกได้รับอุบัติเหตุขาพิการ ตั้งแต่นั้นมางานของแกคุณภาพก็ลดลง ทีเคยได้รางวัลเกียรติยศคุณค่าอะไรมันก็หายไป แล้วแกก็พูดว่าพ่อมีทางเลือกสองอย่าง หนึ่งก็คือยอมรับว่าแกพิการและด้อยคุณค่าลง สองก็คือกินเหล้าเพื่อให้ลืมไปว่าแกเป็นคนพิการ แล้วพ่อเลือกอย่างที่สอง…

(ลปรร.ภาคกลาง)

…ผมก็รู้สึกอย่างนึงว่าคนทำดีมักจะติดกับตัวเอง ผมเรียกว่าเป็นกับดักความดีนะ หมายถึงว่า เราทำดีมากๆ แล้วรู้สึกว่าเมื่อใดก็ตามที่ความดีของเราไม่ได้รับการตอบสนองอย่างสาสม รู้สึกไหมครับบางทีเราทำความดีแล้วไม่ได้รับการตอบสนองอย่างสาสมเนี่ย มันเจ็บลึกๆ ในใจนะ แค่บางทีคนที่เราทำดีต่อ แค่ไม่ชำเลืองตามองเรา แค่ไม่รู้สึกอะไรดีๆ ตอบกลับคืนมา รู้สึกว่ามันเจ็บจึ้กอยู่ บางทีเรารู้บ้าง เราไม่รู้บ้าง ไอ้ตอนที่เราไม่รู้ว่าเรารู้สึกเจ็บ ผมว่ามันเจ็บยิ่งกว่า เพราะว่ามันจะกลายเป็นความอคติ และอีกอย่างที่เรามองย้อนกลับไป คนๆ นี้ทำไมทำแบบนี้กับเรา ทั้งๆ ที่เราทำดีกับเขามากมาย ความรู้สึกแว๊บเดียวแล้วเรารู้ไม่ทัน ตอนนั้นน่ะเป็นเรื่อง นี่พูดทีเล่นทีจริงนะ แต่ก็เป็นเรื่องจริงที่ผมเองก็เจอเป็นประจำ แค่เค้ามอง อาจจะแค่ชำเลืองๆ เหล่ๆ นิดเดียวเท่านั้นเอง คำพูดบางคำแค่หางเสียงไม่กระดกขึ้นหรืออะไรเนี้ย บางทีใจเรารู้สึกแล้วว่าเราถูกกระทบด้วยกรงขังที่เราสร้างไว้ล้อมตัวเอง วันนี้ก็ขอนำเสนอว่าบางทีมันก็น่ากลัวไม่ใช่เล่นนะครับ ความดีที่ไม่ได้รับการตอบแทนอย่างสาสมเนี่ย…

(ลปรร.ภาคเหนือ)

]]>