ผู้ต้องขัง – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:18:14 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ผู้ต้องขัง – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 20 https://thaissf.org/sh020/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh020 Mon, 02 Jun 2014 13:57:25 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/02/sh020/

เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจสถานการณ์ ตัดสินใจเลือก และรับผิดชอบต่อการเลือกนั้นได้ กรณีต่อไปนี้เป็นการลงโทษที่เน้นสร้างความเข้าใจผ่านการอบรมสั่งสอน

สมมุติผู้ต้องขังกระทำผิดวินัย เราไม่มีการหาเหตุหาผล ทะเลาะกันเล็กๆ น้อย ๆ เราก็จะตั้งโทษเลย พอหลังจาก case นี้ เราก็มาพูดคุย หาสาเหตุบางครั้งเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เราก็อาจจะสมานฉันท์เขาได้ ก็จะภาคทัณฑ์เขาไว้ แต่จะเน้นการอบรมสั่งสอนเขามากกว่าที่จะลงโทษโดยรุนแรง จะใช้วิธีการพูดสั่งสอนเขา อบรมเขา โน้มน้าวเขามากกว่า ให้ความใกล้ชิดกับเขามากกว่า เหมือนอยู่ร่วมกันเป็นพี่เป็นน้อง เหมือนครอบครัวเดียวกันมากกว่า ไม่ได้คิดว่านี่ฉันเจ้าหน้าที่เธอคือผู้ต้องขัง ต้องปฏิบัติตามฉัน โดยไม่มีเหตุมีผล บางครั้งคำสั่งของเราก็อาจจะผิดไปบ้าง เพราะทุกคนก็มีถูกมีผิดบ้าง (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

การสั่งสอนที่ว่าอาจครอบคลุมถึงการส่งเสริมสมรรถนะในการคิดถึงผลที่ตามมาจากการกระทำของตน ดังเช่นตัวอย่างนี้

…ก็มานั่งคุยกันก่อนว่าที่ทำผิด เพราะอะไร ทำไมถึงทำ แล้วก็คุยกันไปว่า ทำอย่างนี้มันดีไหม อย่างแอบเอาข้าวขึ้นห้องไปกินบนห้องค่ะ คุณได้กินข้าว เพื่อนในห้องอีก 30-40 คนในห้องไม่ได้กิน แล้วต้องมานั่ง มามองคุณกิน คุณไม่รู้สึกอะไรเหรอ ก็คุยกัน แล้วก็สอนเค้า พูดในอีกแง่มุมหนึ่งที่เค้าคิดไม่ถึงว่า ผลเสียที่เค้าเอาข้าวไปกินบนห้อง คืออะไร พอคุยแล้วเค้าเข้าใจ เค้าก็จะยอมรับ แล้วก็ไปบอกว่า คุณทำผิด ถ้าเราไม่ทำอะไรคุณเลย คุณก็จะเป็นตัวอย่าง เพื่อนในห้องก็จะเอาคุณเป็นตัวอย่าง ทุกคนก็จะเอาห่อข้าว แอบห่อข้าวขึ้นไปกินบนห้อง ผลเสียอีกหลายอย่างก็จะตามมา เพราะคนเข้าไปห้องนอนของคุณ แต่ห้องนอนของคุณมีเศษอาหาร มีกลิ่นอาหาร มีอะไรหลายๆ อย่าง ถ้าเป็นบ้านคุณ คุณจะรู้สึกยังไง เราก็มานั่งคุยกัน ถ้าคุณทำผิด คุณก็จะโดนทำโทษ แต่การทำโทษไม่ใช่ไปตักเม เป็นการที่เอาเค้าไปบำเพ็ญประโยชน์มากกว่า ให้ทำความสะอาดห้องสมุด เช็ดกระจกห้องสมุด ทำความสะอาดชั้นสอง ก็คือการศึกษา อย่างนี้ค่ะ (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 2)

การรู้จักปัจเจกภาพ

เมื่อมาถึงจุดนี้ มีข้อสังเกตว่ามักพบองค์ประกอบหนึ่งในกรณีต่างๆ ข้างต้นเสมอ ได้แก่ องค์ประกอบแห่งการทำความรู้จักปัจเจกภาพของผู้ต้องขัง การได้เรียนรู้ความคิด ความรู้สึกและความต้องการของผู้ต้องขัง รวมไปถึงความเป็นตัวตนของเขา มีบทบาทสำคัญในการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมถึงการช่วยพัฒนาสำนึกถึงคุณค่าในตัวผู้ต้องขัง การเรียนรู้ดังกล่าวในกรณีที่ยกมาข้างต้นกระทำผ่านการติดต่อสื่อสารกับผู้ต้องขังโดยตรง ยังมีกรณีที่อาศัยช่องทางอื่นอีก นั่นคือ ญาติของผู้ต้องขัง

…จากการที่ญาติเข้ามานี่ เราจะคุยกับญาติเกือบทุก case ว่า เพราะสาเหตุอะไรผู้ต้องขังถึงมาอยู่ในนี้ แล้วก็มีปัญหา มีอุปสรรคจะคุยกับญาติเค้า แล้วเราจะได้รู้อีกหลายๆ อย่างเลย แล้วญาติเค้าจะบอกเราเลยว่า ลูกเค้าหลานเค้าหรือว่าอะไรของเค้านี่ มีนิสัยยังไงๆ ให้เราช่วยในการที่ว่าอบรมสั่งสอนด้วย ผิดลงโทษตามระเบียบได้เลย พอเราได้คุยกับญาติ เราได้มีการช่วยเหลือ ถามว่าทำงานเรามีความสุขไหม เรามีความสุขค่ะ แล้วญาติเค้าก็เป็นกันเองกับเราด้วย ให้ความร่วมมือด้วย…ญาติมีหลายประเภท จะไม่ปฏิบัติตามกฎ จะพูดจาว่าเจ้าหน้าที่ พอเข้ามานี่ รู้ จะเข้าไปคุยกับญาติ ทำความเข้าใจกับญาติเค้า จนญาติเค้าเข้าใจค่ะ (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

อย่างไรก็ตาม พบว่าการรู้จักตัวตนของผู้ต้องขังเป็นเรื่องที่มีอุปสรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความไม่ตรงไปตรงมาของตัวผู้ต้องขังเอง ข้อนี้ดูจะเกิดเป็นปรกติกระทั่งมีการสั่งสอนเจ้าหน้าที่เข้าใหม่ “…เรามาบรรจุใหม่ แล้วเราเป็นผ้าขาว ซึ่งรุ่นพี่ที่เค้าสอนไว้ก็คืออย่าไปฟังผู้ต้องขังมาก…” (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 2) เจ้าหน้าที่จึงต้องเรียนรู้ที่จะรับมือ เช่น

เด็กเพิ่งเข้ามาใหม่ เข้ามาเช้าเมื่อวาน เราก็เรียกมาถามประวัติเขา พื้นหลังว่าเป็นอย่างไร เด็กคนนี้ดื้อด้าน ผ่านการตีมาแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ ตีแล้วเขาก็เหมือนเดิม ก็ต้องมาเปลี่ยนวิธีใหม่ ถามว่าในเรือนจำเราจะรู้จักทั่วทุกคนไหม แต่เข้ามาตอนเช้าเราต้องเรียกมาแล้ว ว่ามาคดีอะไร อายุเท่าไหร่ พ่อแม่ทำอะไร ไปโดนคดีอะไร บางคนก็ไม่เล่าความจริงเขาจะโกหก แต่ให้เขาอยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ ความจริงก็จะออก ก็จะปรากฏออกมา ทุกคนจะบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ที่เข้ามาครั้งแรก ไม่ใช่ของหนู หนูไม่ได้ทำ สุดท้ายก็เจอว่าเขาทำผิดจริง พอเรารู้เบื้องหลัง ของเขาที่เขาทำด้วยสาเหตุอะไร เราก็ค่อยๆ ตอบเขาไป ค่อยๆ แก้ไป วิธีการหนึ่งจะใช้กับทุกคนไม่ได้ ก็ต้องใช้แต่ละคนแต่ละวิธีไป (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 19 https://thaissf.org/sh019/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh019 Wed, 28 May 2014 14:30:06 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/28/sh019/

นำกิจกรรมอื่นๆ เข้ามาช่วย ซึ่งตัวกิจกรรมนั้นมีลักษณะที่ไม่เพียงแต่จะช่วยในด้านของเงื่อนไขของการพัฒนาคุณค่าเท่านั้น แต่ยังสามารถนำสู่การพัฒนาคุณค่าในตัวผู้ต้องขังได้อีกด้วย กรณีต่อไปนี้เป็นการใช้กิจกรรมการวาดภาพมาช่วย

…บางคนเขารุนแรงมาก บางคนเขาเป็นโรคซึมเศร้าแล้วกลับมาอยู่ที่ห้อง จริงๆ แล้วโรคซึมเศร้าจะต้องอยู่ที่สถานพยาบาล และมีการส่งมารักษาที่สงขลานะคะ เราก็ทำการดูแลต่อ มาอยู่กับเรา มาดูแล เขาก็มีความรู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวไร้ความหมายกับใครเลย ยังมีพ่อมีแม่ ยังเป็นที่ต้องการของพ่อแม่ ยังมีลูก กลับไปต้องไปรายงานว่าเด็กคนนี้กรีดข้อมือตัวเอง คือเด็กคนนี้ทำมา 2-3 รอบแล้ว…ก็ดูแลกันอยู่ระยะหนึ่งก็เหมือนว่าเขาจะดีขึ้นแล้ว และพอช่วงมาราชการก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเขา ทีหลังเขาก็บอกว่าเขาคิดถึงบ้าน พ่อแม่ไม่ได้เขียนจดหมายมาหาเขา 2 อาทิตย์แล้ว การกรีดข้อมือเขาบอกว่ามันเป็นวิธีที่ปลดปล่อย เขารู้สึกว่าดีขึ้น เราก็เลยต้องให้เขากลับมาใหม่และบอกว่านั่นมันไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง ให้เขาไปนั่งวาดรูป นั่งเขียน นั่งระบาย ซึ่งต่อมาเขาก็ยอมรับ พอเราดูรูปของเขา เราก็มองเห็นว่ามันเป็นพรสวรรค์ของเขา มันมาจากสิ่งที่เขานั่งคิดแล้วก็นั่งวาดออกมา ให้ดินสอไปเล่มหนึ่ง ให้ปากกาไป ให้สมุดไป เขาก็ไปนั่งวาด…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

กิจกรรมเหล่านี้เองที่ในทีอีกทางหนึ่งเป็นเครื่องช่วยกระตุ้นปัจจัยต่างๆ ที่สร้างสำนึกของความเป็นผู้กระทำขึ้นในตัวผู้ต้องขัง ตัวอย่างเช่นการให้มีความรับผิดงานด้านต่างๆ เป็นการสร้างสำนึกความรับผิดชอบขึ้นในตัวผู้ต้องขัง

…ถ้าเรายังไม่ให้โอกาสเค้าเนี่ย คนข้างนอกไม่ให้โอกาสแน่ๆ เลย ขนาดเราอยู่กับเค้าเรายังไม่เข้าใจเค้าเลย แล้วเราจะไปเรียกร้องให้หน่วยงานภายนอกจะมาให้โอกาสกับเค้า ไม่ได้แน่ๆ เลย ก็เลยคิดว่าให้โอกาส เธอทำดีแล้วนะ ให้โอกาสเธอได้ทำในสิ่งที่เธออยากทำแล้วนะ ต้องทำให้ได้นะ แล้วเราก็จะตั้งวิธีการในทำงาน ว่ากลุ่มนี้รับผิดชอบความสะอาด ต้องทำให้ดีนะ กลุ่มนี้รับ ก็เลยมีความรู้สึกว่า พออะไรที่มันเป็นระบบ แล้วเราให้เค้าดูแลตัวเค้าเอง รับผิดชอบตัวเอง…เราแค่คอยเช็คแค่นั้นเอง…ถึงแม้เราจะทำสำเร็จแค่ 10-20 เปอร์เซ็นต์ แต่นั่นก็คือความสำเร็จที่เราภูมิใจมากๆ คนที่มันไม่น่าจะดีได้ แต่มันดีนะ อธิบายความรู้สึกไม่ถูก ว่าเราปลื้ม เราเห็นเค้าแล้วเรามีความสุขนะ เรารู้สึกว่าคนๆ หนึ่งเราทำให้เค้าเปลี่ยนแปลงได้ขนาดนี้ บางทีพอจะกลับบ้านที ก็มานั่งกอดเข่าร้องไห้ มาบอกว่า หนูจะจำนะ หนูจะจำที่แม่สอนนะ บางคนก็เขียนจดหมายมาในลักษณะนี้แหละ ว่าหนูจำนะ จำที่แม่สอน (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่าแม้ตัวผู้ต้องขังเองก็ตระหนักถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้นในตนเอง กระทั่งเกิดความรู้สึกขอบคุณ กิจกรรมต่างๆ ยังช่วยให้ผู้ต้องขังได้ตระหนักถึงคุณค่าในตนเองขึ้นไปอีก เช่น

…เมื่อเขาเกิดความไว้วางใจกับเรามากขึ้น มีอะไรเขาก็จะคุย สามารถพูดและแสดงความคิดของเขาได้อย่างเต็มที่ และอีกอย่างหนึ่งที่เขาวาดภาพ เกิดความไม่มั่นใจ ว่าอันนี้สวยไหม อันนี้เป็นอย่างไร เราก็บอกว่าภาพทุกภาพไม่มีสวยที่สุด หรือไม่สวย เพียงแต่ว่าเอกลักษณ์หรือลักษณะที่มีคุณถ่ายทอดออกมาให้ดีที่สุด และอีกอย่าง อย่าลอกเลียนแบบใคร เพราะการลอกเลียนแบบไม่ใช่ตัวเอง พอคุยกับเขามากขึ้น เข้าใจ และรู้สึกมั่นใจในตัวเอง งานที่ออกมาจะบริสุทธิ์ เขาก็จะเกิดความภาคภูมิใจในงาน จริงๆ งานเขาไม่ลอกเลียนแบบใคร เขาสามารถวาดรูปได้ เขาสามารถทำงานได้ ต้องพูดคุยและมีเวลาให้กับเขาพอสมควร ต้องเข้าถึงจิตใจเขา (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 2)

นอกจากกิจกรรมที่มีมิติที่มุ่งบำบัดผู้ต้องขังโดยตรง ยังมีกิจกรรมประเภทอื่น ได้แก่ กีฬา

ทำไมถึงมาสมัคร ไม่กลัวเจ็บเหรอ ไม่ห่วงสวยเหรอ เค้าก็บอกว่า เค้าอยากลองดู พออยากลองดูปุ๊บ เค้าก็ลองชวนเพื่อน ชวนเพื่อนมาก็มาเป็นกลุ่ม ก็มาลองดู เริ่มจากการฝึกซ้อม เราก็จัดทำตารางฝึกซ้อมให้ ก่อนจะฝึกซ้อมเรามาตกลงกันก่อน มวยเป็นกีฬาที่ร่างกายต้องพร้อม การซ้อมคุณต้องซ้อมหนัก คุณจะทนไหวไหม เค้าก็บอกว่าเค้าจะลองดู พอเค้าบอกว่าเค้าจะลองดูแล้ว ก็ตกลงกับเค้าว่า เราตกลงกัน เราจะมาลองดูด้วยกัน เพราะฉะนั้น เราลงเรือลำเดียวกันแล้ว เราอยู่ร่วมกันมันมีข้อตกลงหลายๆ อย่าง ทั้งระเบียบของเรือนจำ แล้วก็กลุ่มของเราต้องรักกัน โดยมีจุดหมายเดียวกันคือ ทำให้ดีที่สุด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง เค้าก็ตกลง ก็เริ่มฝึกซ้อม มันมาจากเค้ามาด้วยใจ…ก็ตกลงกับเค้าด้วยใจว่า เรือนจำไม่มีอะไรให้นะ ไม่มีสวัสดิการให้ ชุดกีฬาหาเอง รองเท้าหาเอง เค้าก็ตกลง เค้ามาด้วยใจจริงๆ เราก็ให้ใจ คุณวิ่ง เราก็วิ่ง คุณเหนื่อย เราก็เหนื่อยด้วย…อย่าให้เกิดปัญหา ถ้าเกิดปัญหาก็คือ เรารับผิดชอบ รักเราไหม ถ้ารักเราอย่าสร้างปัญหา แล้วเราจะไปด้วยกัน…เค้ามาด้วยใจ สิ่งที่มองเห็น เค้ามีความรับผิดชอบ ทำตารางให้วิ่ง ทำตารางให้ซ้อม บางครั้งเราไม่อยู่ เค้าก็ทำ ไม่ใช่ว่าลับหลังเรา เราไม่อยู่ เค้าไม่ทำ ไม่ใช่ เค้าจะเป็นกระบวนการกลุ่ม เพื่อนอยู่กับเพื่อน ถ้าเพื่อนคนไหนอู้ ก็จะมีการคุยกัน…ก็ให้เพื่อนดูแลด้วยกัน ถ้าเราอยู่ ก็จะไปยืนดู หรือไม่ก็แกล้งไม่ดูแล้วก็ดูว่าเค้าจะทำไหม มันกลายเป็นเค้ามีความรับผิดชอบขึ้น มีความอดทน รู้ว่าเค้าเหนื่อย เค้าเจ็บ เค้าต้องเสียสละอะไรหลายๆ อย่าง…เค้าสู้จริงๆ…เค้าได้ใจเรา ผู้ต้องขังเหล่านี้เค้าได้ใจเรา…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 2)

ลักษณะพิเศษของตัวอย่างข้างต้นคือเป็นเรื่องของความสมัครใจและเสียสละ อาจจะเป็นกิจกรรมที่มิอาจให้ผู้ต้องขังจำนวนมากร่วมได้ ความสมัครใจเลือกและความยึดมั่นต่อการเลือกของตนผ่านการเสียสละและรับผิดชอบต่อตนเองแสดงถึงพัฒนาการของสำนึกความเป็นผู้กระทำอย่างชัดเจน อีกสิ่งที่สะท้อนคือความสัมพันธ์แบบภารดรภาพระหว่างผู้ร่วมในกิจกรรมนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องขังด้วยกันหรือกับเจ้าหน้าที่ก็มีบาทบาทที่สื่อถึงความเป็นที่ยอมรับอยู่ด้วย

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 18 https://thaissf.org/sh018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh018 Wed, 21 May 2014 12:24:07 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/21/sh018/

หนูจะรับเฝ้าเอง หนูจะรับผิดชอบเอง เขาก็บอกว่าได้ๆ ก็เลยพาเด็กเข้าไปเจาะเลือด ให้น้ำเกลือ ไปตามขั้นตอน…ที่นี้พอจัดเจ้าหน้าที่มาเฝ้า มันกลับกลายเราได้รับสิ่งที่เราได้รับอีกแบบหนึ่ง คือไม่ได้โล่งใจเลย กลับถูกด่ายับเลย หาเรื่อง ใครเฝ้าก็เฝ้าเราไม่เฝ้า ลูกเรายังเล็กอยู่ ใครจะเฝ้าเราก็ฝาก เราเฝ้าไม่เป็นหรอก ขี้เกียจไปเช็ดขี้ลูกผู้ต้องขัง ต่างๆ ที่เราโดนเยอะมาก…เข้าใจ ก็มีน้องบางคนที่เข้าใจ…คนที่เป็นผู้ใหญ่ก็มาช่วยเฝ้า มาช่วยกันก็นานนะ เด็กอยู่เป็น 10 วันเลย หนูก็เฝ้าทุกวันเกือบทุกวันเลย…พอเฝ้าไปๆ นอนบนเตียงเลย เด็กถ่ายเต็ม หนูก็เปียกไปหมดคือท้องเสียอย่างแรง พอเด็กอึมาก็มาที่ตัวเราด้วย ดูแล้วถ้าเขาไม่รู้ว่าเป็นใครก็คิดว่าเป็นแม่นอนอยู่ด้วย…กว่าเขาจะดีขึ้นหนูไม่ได้กลับบ้านเลย…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

ตัวอย่างแบบที่สองเป็นการดูแลทางสุขภาพจิต

…เราก็เห็นว่าเขาท่าไม่ดีก็เอาไปพบจิตแพทย์ แพทย์บอกว่าเขาป่วยเป็นจิตเวชแล้ว หมอก็ให้ยาเขากิน สักเดือนหนึ่ง เขาก็มีอาการ เขาคิดฆ่าตัวตายทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่สำเร็จ ครั้งแรกผูกคอตายที่ราวตากผ้า ผู้ช่วยไปเห็น ก็ทำเรื่องย้ายห้อง ไปนอนที่ห้องผู้ช่วยงานกลางคืนก็ผูกคอตายอีก โดยใช้ผ้าถุงและก็ไปทำร้ายตัวเองอีก 2-3 ครั้ง ผู้ช่วยก็บอกว่าไม่ได้แล้วผู้ต้องขังดื้อด้านต้องจำตรวนแล้ว ก็สั่งมา ว่าผู้ต้องหาต้องจำตรวน…ผู้ป่วยจิตเวชเวลาล่ามโซ่เขาจากที่เขามีอาการดีๆจะมีการเอะอะอาระวาด โวยวาย จะร้องกรี๊ด…ที่เขากรี๊ด เพราะว่าเขาเจ็บ…เขาก็ตบขาเขาแล้วก็กรี๊ด ยิ่งกรี๊ดทำให้เขาเป็นหนักมากขึ้น ล่ามโซ่ติดกับทางเดินไปมา เราเห็นรู้สึกสงสาร…เห็นท่าของเขาก็ไปคุยกับเจ้าหน้าที่คนนั้นว่าพี่คะวันนี้ไม่ล่ามโซ่ได้ไหม เขาตอบว่าถ้าไม่ล่ามโซ่เกิดอะไรขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบ เราก็บอกว่าวันนี้ เรามี case แค่ 2 case ถ้าเสร็จแล้วเราขอดูแลผู้ต้องขังคนนี้นะ พอพูดเสร็จเข้าเขาก็ตกลง เขาก็ยื่นกุญแจมาให้…เราก็ไปไขมา และก็จับมือเขาขึ้นมาบอกว่าไม่เป็นไรแล้วแม่ เขาก็มองและก็จูงมือเขา ตบไหล่เขาเบาๆ ว่าไม่เป็นไรแล้วแม่…ทุกครั้งเวลาเราเสร็จงานแล้วก็จะเอาผู้ต้องขังคนนี้ไปไว้กับเรา…เราก็เห็นท่าเขาไม่ดีว่ายังไงๆ เขาก็เป็นผู้ป่วยจิตเวช ต้องเอาเขาไปรักษาที่อื่น ก็เรียนปรึกษาคุณหมอฯ ว่าจะเอาไปรักษาได้ไหม คุณหมอก็ทำเรื่อง Refer ให้ ก็ส่งไปที่สวนปรุง…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

การดูแลยังครอบคลุมไปถึงมิติทางความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ได้แก่ การยอมรับทางสังคม เช่น

…พอเวลาที่เค้าไปตรวจเลือดที่สถานพยาบาล ผลออกมาก็คือ เค้าติดเชื้อ HIV ช่วงนั้นเราไม่อยู่…เขาดรอปทุกอย่าง เอาแต่ร้องไห้ ขอย้ายห้องไปอยู่ห้องคนป่วย คนติดเชื้อนะคะ พอเรากลับมา น้องก็เล่าให้ฟัง เราก็เลยเรียกมาคุย เค้าก็ลดจากความดิ้นทุรนทุรายนะ คนที่รู้ว่าตัวเองติดเชื้อจะเป็นอย่างนี้ทุกคนนะคะ ไม่รู้จะมีชีวิตอยู่ไปทำไม คือเค้าจะทุรนทุราย ไม่มีความสุข ก็เลยคุยๆๆๆ สรุปก็คือ เค้ากลัวเรารังเกียจเค้า ล่าสุดก่อนที่จะเค้าจะรู้ผลเลือดก็คือ เค้าได้เป็นหัวหน้าบ้านนะคะ ซึ่งทุกคนโหวตให้ และก็เป็นกำลังใจ…แต่หลังจากที่รู้ผลเลือด ทิ้งหมดเลย ไม่เป็นไม่เอา ก็ต้องมาสร้างกำลังใจกันใหม่ ก็ต้องบอกว่าไม่ได้รังเกียจนะ ก็คือยังคงอยู่ใกล้กันเหมือนเดิม แตะตัวกันได้นะ เอาน้ำมาสิ นายกล้ากินนะ ไม่รังเกียจ เค้าก็ค่อยๆ ดีขึ้น…เพราะเราให้ความไว้วางใจ และรักเค้าอย่างที่เค้าต้องการ เค้าต้องการความรักจากเรา พื้นฐานของพวกที่เสพยา เค้าจะขาดความมั่นใจในตัวเอง เค้าจะต้องการการยอมรับจากเรา จากคนรอบข้าง จากคนที่เค้าคิดว่าเค้ารัก ต้องยอมรับเค้า ต้องเข้าใจข้อนี้ ก็เลยต้องมอบความรักให้เค้า (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

]]>
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 17 https://thaissf.org/sh017/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh017 Mon, 19 May 2014 13:13:35 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/19/sh017/

การเคารพสิทธิดังกล่าวพบว่ามีกระทำในระดับระบบ เช่น

…เราจัดระบบให้ผู้ต้องขังได้รับการตรวจ ให้ผู้ต้องขังได้กินยาที่ถูกต้อง ระบบที่มันเละเนี่ย เพราะมันไม่เป็นระบบ ก็น่าจะจัดตั้งแต่ระบบเรื่องการตรวจ ระบบเรื่องการจ่ายยา ระบบเรื่องการพาผู้ต้องขังออกตรวจข้างนอก ระบบตั้งแต่เรื่องบัตร เรื่องความเป็นอยู่ข้างใน เราเอาเรื่องตรวจก่อน เพราะงานสถานพยาบาลมันเกี่ยวข้อง กระทบกับงานฝ่ายปกครอง กับบุคลากรของฝ่ายปกครองด้วย…ผู้ต้องขังที่เจ็บป่วยแต่ละวันต้องได้รับการตรวจ ได้รับการกินยา เมื่อเขาได้กินยา ก็จะได้ทุเลา จะได้ไม่หนัก จะได้ไม่ต้องมานอนที่สถานพยาบาล กินยาแล้วก็กลับได้ เดิมทีที่มันไม่เป็นระบบ เพราะว่า[คนจ่ายยา]เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ใครก็ได้ที่อยู่เวรกะที่ 2 กะที่ 1 และพอถึงเวลา 7 โมงปั๊บ ผู้ต้องขังก็จะมาเข้าแถวเป็นร้อย เพื่อที่จะมาขอยา และจะดูว่าเจ้าหน้าที่คนนี้ใจดี ก็จะมาขอ คนไหนน่ากลัวก็จะไม่ขอ และเวลามาขอก็จะบอกว่า หนูขอยาแก้อักเสบ คือจะบอกชื่อยามาเลย มันมีปัญหามาก สะเปะสะปะมาก เจ้าหน้าที่จ่ายยาก็ไม่ได้มีความรู้พื้นฐานมาเลย มันถึงทำให้โรคแย่ลง ไม่ได้ดีขึ้น และไม่ได้เป็นระบบเลย ก็สรุปว่าเราจะจัดระบบใหม่ (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

นอกจากนี้ การเคารพสิทธิพื้นฐานยังมีในรูปของการให้ดูแลระดับปัจเจกบุคคล ซึ่งมีความซับซ้อน มีรายละเอียดแตกต่างกันเป็นรายกรณี ดังเช่นตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างแรกเป็นการดูแลทางสุขภาพกาย

…บังเอิญเราไปเข้าเวรนะคะ และได้ทราบจากเพื่อนๆ ผู้ต้องหาว่า มีผู้ต้องหาคนหนึ่งเขาป่วยและดูเหมือนจะติดเชื้อด้วยแต่เขาไม่กล้าจะคุยกับเจ้าหน้าที่…ตอนเช้าเราก็ลงมาจากเข้าเวรก็ปล่อยขังแล้วให้ลูกน้องไปเรียกมา เขาก็เล่าว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร แต่แรงแทบจะไม่มีแล้ว นั่งก็จะล้มอยู่แล้วมันจะไม่ดีอยู่แล้ว…ก็เลยพามาสถานพยาบาล แต่ก็เจอพยาบาลที่ดุ ประมาณว่านี่เธอจะมารู้ดีกว่าฉันได้อย่างไร แต่เราเห็นเด็กว่าจะไม่ไหวแล้ว เลยคุยกับผู้คุมแดนว่าเขาคงไม่ไหวแล้ว เพราะเขาเหงื่อตกตลอดแต่เขาพยายามกลบเกลื่อนตัวเองนั่งคุยกับเรา คือพอเขาเดินจากเราไปนิดเดียวเขาก็ล้มเลยนะคะ…จากนั้นหนูก็เลยไปคุยกับน้องว่าเดี๋ยวต้องคุยกับสถานพยาบาล…ทางสถานพยาบาลจะคิดว่าน้องเขาไม่ได้ป่วยจริงนะคะ หนูก็เลยให้ทางรองฯ โทรเข้าไปคุยก่อนในเบื้องต้นนะคะ ทางสถานพยาบาลก็บอกให้พาเขามา หนูก็เลยคุมเขาไปซึ่งอยู่ที่แดนอื่นซึ่งไม่ใช่แดนหญิง ก็เลยไปเจอกับอีกคนหนึ่งซึ่งไม่ใช่พี่ที่ดุๆ ก็เลยบอกกับเขาว่าช่วยดูหน่อยเถอะคะพี่ เด็กมันปิดบังพฤติกรรมมัน และที่สำคัญมันไม่ยอมให้เจาะเลือดด้วย พี่เขาก็บอกว่าถ้าอย่างนั้นจะยิ่งแย่นะถ้าไม่ยอมให้เจาะเลือด เพราะการเจาะเลือดจะต้องได้รับการยินยอมก่อนนะ ก็เลยคุยกับเขาและพาเขากลับมาก่อนนะคะ ก็บอกกับเขาว่าถ้าอยู่กับเราก็ขอให้ร่วมมือ หากไม่ร่วมมือกับเราหากเป็นอะไรไปก็อย่าหาว่าเราปล่อยให้โดดเดี่ยวนะ เรายังอยู่เคียงข้างน้องนะ เราจะต้องผ่านทุกอย่างไปด้วยกัน เขาก็กลับไปวันหนึ่ง พออีกวันญาติเขาก็กลับมาบอกว่าเขาพร้อมที่จะรับการรักษาจากสถานพยาบาล ก็ให้พี่คนที่ใจดีมาพาไปสถานพยาบาล ผลสรุปคือเขาเป็นวัณโรค…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 16 https://thaissf.org/sh016/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh016 Sat, 17 May 2014 12:27:53 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/17/sh016/

เราได้เรียนรู้ด้านธรรมะ เรียนรู้จากการที่ครอบครัวมีลูก แล้วเรามองการเจริญเติบโตของลูกทำให้เราอยากสอน ก็เลยกลับไปสอนเขา ดูแลชุมชนบำบัดมักจะมีเด็กเล็กๆ น้อยๆ และจะมีพวกเสพยา ก็เลยสอนเขาเหมือนสอนลูกเรา พออยู่กันไปกันมาก็เกิดความผูกพัน พอเห็นความเปลี่ยนแปลง ในด้านดีขึ้น มันปลื้ม มันมีความสุข เราก็ไปคุยกับใครต่อใคร ว่าเขาดีขึ้นแล้วนะ หลังจากที่เขาเคยเป็นแฝดนรก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นคนที่มุ่งมั่นทำอะไรเพื่อตัวเขาเองและเพื่อเรือนจำ (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความตระหนักถึงความเป็นคนเหมือนกัน ซึ่งเกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งประสบการณ์การอยู่ใกล้ชิดกับผู้ต้องขัง ความตระหนักในสถานะหน้าที่ บริบทชีวิตส่วนตัวที่มีบุตร และการเรียนธรรมะ

สรุปในส่วนนี้ได้ว่าองค์ประกอบที่บุคลากรไม่ว่าจะเป็นสายวิชาชีพหรือไม่ต่างมีร่วมกันคือความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องขัง ซึ่งความมุ่งมั่นดังกล่าวเห็นชัดในบริบทของการผจญอุปสรรค และความภาคภูมิใจอันเป็นผลตามมาจากความสำเร็จในการสร้างประโยชน์ นอกจากนี้ ยังพบองค์ประกอบของการมองผ่านคุณค่าของปัจเจกบุคคลไปสู่คุณค่าของมนุษย์ ซึ่งมีแฝงอยู่ในความเป็นวิชาชีพอยู่แล้ว องค์ประกอบของความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งพบว่าทำหน้าที่แทนองค์ประกอบที่มาก่อนได้ และยังพบองค์ประกอบของความเป็นนักวิชาชีพ พร้อมๆ ไปกับองค์ประกอบของความสำนึกและความรักในหน้าที่

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 15 https://thaissf.org/sh015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh015 Thu, 15 May 2014 11:54:38 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/15/sh015/ การทำให้ตนเองกับอุดมการณ์กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นคือ บรรลุสู่ “บูรณภาพ” (integrity) ที่บางครั้งแปลว่า “ซื่อสัตย์มั่นคงในหลักการ” เมื่อถึงจุดนั้น การกระทำเพื่อตนเองก็ไม่ต่างจากการกระทำเพื่อวิชาชีพ และการกระทำเพื่อวิชาชีพก็ไม่ต่างจากการกระทำเพื่อตนเอง

อีกประการหนึ่งที่กรณีนี้ช่วยชี้ให้เห็นคือนอกจากแรงผลักดันจากอุดมการณ์ที่ช่วยให้มองผ่านคุณค่าของผู้ต้องขังในฐานะปัจเจกบุคคลไปสู่คุณค่าของเขาในฐานะมนุษย์ได้ในกรณีของนักวิชาชีพแล้ว สิ่งที่ผลักดันให้ช่วยเหลือผู้ต้องขังในกรณีของเจ้าหน้าที่ท่านนี้ก็คือความเห็นอกเห็นใจ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่อีกท่านที่กล่าวว่า

…เราต้องพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ เราคลุกคลีกับผู้ต้องขังโดยตรงอยู่แล้ว เราก็ต้องเหมือนกับเป็นกำลังหลักให้กับผู้ต้องขัง เพราะเราต้องเผชิญหน้ากันทุกวัน มันเลือกไม่ได้ เราปฏิเสธเขาเราทำไม่ได้ ทุกอย่างที่เขาเข้ามาเขาต้องการ ให้เราแก้ไขอยู่แล้ว เราต้องยอมรับในสิ่งที่เขาจะให้เราแก้ไข เราต้องทำได้ เราต้องคิดว่าเขาไม่ใช่คนร้าย เราต้องเปิดใจ ถ้าเป็นคนแก่ๆ ก็นึกถึงและเข้าใจรุ่นพ่อรุ่นแม่เรา ทำไมเราถึงไปกีดกั้นเขา ไปด่าเขา ก็ไม่ใช่ มีปัญหาเราก็เปิดใจคุยกันและช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ค่ะ มองให้เป็นคนใกล้ชิดเรา (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

ข้อความนี้แสดงว่าความเห็นอกเห็นใจอาจได้มาจากความพยายามในการรู้สึกร่วม เช่น การมองโดยอาศัยเทียบเคียงกับ “รุ่นพ่อรุ่นแม่” เพื่อทำให้ตระหนักถึง “ความเป็นคนเหมือนกัน” หรือความมีลักษณะร่วมกับคนทั่วไป นอกจากนี้ ยังแสดงองค์ประกอบของสำนึกรับผิดชอบในหน้าที่อีกด้วย สำนึกดังกล่าวน่าจะเทียบเคียงกับสำนึกในอุดมการณ์วิชาชีพ แต่ก็ไม่ทั้งหมดเนื่องจาก “หน้าที่” ไม่จำเป็นต้องเป็นไปเพื่อการทำให้คุณค่าอุดมคติใดเป็นจริงเสมอไป ต่างจากอุดมการณ์วิชาชีพที่มุ่งสู่คุณค่าเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม ลองพิจารณาคำกล่าวนี้

…คิดว่ามันมีหลายฝ่ายนะในเรือนจำ ก็เริ่มซึมซับเข้าไปแล้วว่างานเรือนจำใช่แล้ว…พ่ออยากให้เราทำอะไรก็แล้วแต่ที่สามารถเปลี่ยนคนจากคนที่อยู่ข้างใน ที่บอกว่าเป็นคนไม่ดี ไปอยู่ข้างนอกได้ ไปบอกท่านผู้อำนวยการว่าถ้าหนูอยู่ฝ่ายบริหารมา…ปีแล้วนะคะ หนูขอเปลี่ยนงาน ตัดสินใจเปลี่ยนงานโดยที่ตัวเองไม่เคยเข้าไปอยู่ข้างใน เคยอยู่แต่ฝ่ายบริหารมาตลอด…เข้าไปตอนแรกท่านให้ไปอยู่ตำแหน่งหัวหน้างานปกครอง…เริ่มรู้ว่าตัวเองใช่ ชอบที่จะอยู่ข้างใน ชอบที่จะมาเข้าเวร ชอบพูดคุยกับผู้ต้องขัง ชอบรับรู้ปัญหาของเขา ถึงแม้ว่าบางคนเขาโกหกเรา บางคนเป็นเรื่องจริงที่เขาพูด เราก็ต้องเริ่มศึกษาคน ซึ่งอยู่เป็นพันคนข้างใน…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

]]>
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 14 https://thaissf.org/sh014/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh014 Tue, 13 May 2014 07:20:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/13/sh014/

ความจำเป็นพื้นฐานซึ่งถือเป็นสิทธิที่ผู้ต้องขังต้องได้รับในฐานะมนุษย์นั้น ยังมีอีกตัวอย่างซึ่งดำเนินไปในบริบทของอุปสรรคเช่นกัน คำกล่าวต่อไปนี้เป็นของพยาบาล

…ยกตัวอย่างผู้ต้องขังจะตาย เราจะทำอย่างไร เราก็ประสานงานผู้คุม เขาไม่ได้บอกว่าเขาจะตาย ทำเรื่องมาเลย เราก็ว่าฉุกเฉินแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง แต่นี่ครึ่งวัน ทำให้รู้สึกว่าออกยากออกเย็น ฉุกเฉินของเรา แล้วก็ตายในคุกจริงๆด้วย ตายกับตาเลยค่ะ…การทำงานมา 12 ปี มีปัญหาตลอดเลย…เราจะแก้ปัญหาอย่างนี้อย่างไร ไม่ให้มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมงานก็คือ หัวหน้าฝ่ายควบคุมนะ เพื่อนเจ้าหน้าที่ควบคุมนะ ลักษณะงานจะสวนทางกัน การนำผู้ต้องขังออกโรงพยาบาลค่อนข้างจะมีปัญหา ที่บอกว่าผู้ต้องขังมาหาเรา พูดตามตรงเลยนะคะ เหมือนผีหลอก จริงมากหรือน้อยต้องประเมิน ถ้าฉุกเฉินหรือต้องออกจากโรงพยาบาล ต้องมานั่งคุยกับหัวหน้า ขออนุญาตหัวหน้า การออกโรงพยาบาลแต่ละครั้งมีฉุกเฉินและก็ทั่วไป…เราก็จะมีปัญหากับเจ้าหน้าที่ผู้ต้องขังไม่ให้ออก ยังมีอีกเยอะ แต่สิ่งที่สัมผัสในวิชาชีพตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองมีประโยชน์มีคุณค่ามากค่ะ (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

สิทธิพื้นฐานที่กล่าวถึงเป็นเรื่องของความเป็นความตายเลยทีเดียว และการทำงานในฐานะนักวิชาชีพเพื่อรักษาสิทธิดังกล่าวให้กับผู้ต้องขังดูจะดำเนินไปในรูปการต่อรองรายกรณี นับการเผชิญอุปสรรคนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานก็ว่าได้ อีกประเด็นที่เห็นได้จากข้อความที่ยกมาคือความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติตามวิชาชีพและความตระหนักในคุณค่าของตนเองในฐานะปัจเจกบุคคล

หากบุคคลมีความเป็นนักวิชาชีพแท้จริง ย่อมมุ่งตอบสนองอุดมการณ์ของวิชาชีพ ซึ่งเป็นการสร้างประโยชน์และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผู้ต้องขังไปในตัว แต่สำหรับผู้ที่ยังมิได้จัดเป็นนักวิชาชีพได้แน่ชัดนัก (ได้แก่ ข้าราชการ) ความมุ่งมั่นที่จะสร้างประโยชน์และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ผู้ต้องขังก็พบเช่นกัน

เราจะไม่ได้ช่วยโดยตรงแต่ด้วยระบบบางอย่าง ตอนนั้นเราเป็นผู้น้อย เราเสนอตามขั้นตอนไป ได้รับการช่วยเหลือที่ผู้ต้องขังได้รับ อันนั้นก็เป็นความสุข เป็นความผูกพัน ว่าเราสามารถช่วยได้ ถึงแม้ว่าเราจะเป็นคนตัวเล็กๆ ทำงาน แต่เราสามารถประสานงานไปที่ผู้บังคับบัญชาช่วยเขาได้ตามที่เขาต้องการ แล้วก็ไม่เสียในส่วนของราชการและทำให้ผู้ต้องขังได้รับประโยชน์…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

สำหรับเจ้าหน้าที่ท่านนี้ แรงจูงใจไม่ได้มาจากอุดมการณ์วิชาชีพ แต่มาจากลักษณะส่วนตนและผลที่ตามมาบางอย่างดังคำกล่าวที่ว่า

ตัวเองอาจจะเป็นคนขี้สงสาร และชอบช่วย มีผู้ต้องขังบางCase ที่เข้ามา พอเราช่วยแล้ว ทำให้เรามีความสุข และเขาก็ได้รับประโยชน์การช่วยของเราและก็มีความสุข ต่อไปเขาก็เจอและทักทายเป็นอะไรที่ผูกพัน ได้ช่วย ได้ให้ (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

]]> คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 13 https://thaissf.org/sh013/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh013 Sun, 11 May 2014 11:34:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/11/sh013/

ความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติงานตามวิชาชีพของตนท่ามกลางอุปสรรคระดับโครงสร้างการทำงานที่มิได้เอื้ออำนวยให้ปฏิบัติงานตามหน้าที่ เมื่อโครงสร้างเปลี่ยน อุปสรรคดังกล่าวจึงหมดไป ดังที่ว่า

…ต่อมากรมก็มีหนังสือมาให้เรือนจำต่างๆ มีนักสังคมสงเคราะห์ ปฏิบัติหน้าที่ให้ตรงตามตำแหน่ง เพราะว่าถ้าไม่ทำตรงตามตำแหน่งก็จะยึดตำแหน่งเรา ก็จะเปลี่ยนสายงานเรา เราก็ได้มาทำงาน ก็เริ่มนับหนึ่ง อย่างที่บอกว่าเรียนมากับทำงานจริงมันไม่ใช่ ก็ค่อยๆ ศึกษาไป แต่สิ่งหนึ่งก็คือมาคนเดียว แต่ไม่ใช่ตัวคนเดียว เราก็เป็นตัวประหลาดของฝ่ายทรัพยากร…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

แต่ก็ยังพบอุปสรรคอื่นอีก นั่นคือ ความเข้าใจลักษณะงานของบุคลากรอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ด้วยความมุ่งมั่นจึงสามารถตอบสนองต่อเป้าหมายวิชาชีพได้ในที่สุด โดยได้เลื่อนชั้นเป็นหัวหน้างานและถ่ายทอดอุดมการณ์การทำงานเพื่อให้

…มีความคิดและทัศนคติเหมือนเราในการทำงานแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขัง ที่ไม่ใช่ว่าผู้ต้องขังที่เข้ามาในเรือนจำแล้วต้องเป็นคนผิดคนเลว เหมือนกันทุกคน มันมีสาเหตุมีภูมิหลัง มี background มา ต่างๆ นาๆ ฉะนั้นในวิชาความรู้ ในเนื้อหางาน ที่เราสามารถช่วยเหลือเขาได้เราก็ต้องทำอย่างเต็มที่ อย่างน้อยก็มองเขาว่าเขาไม่ใช่คนเลว เขาไม่ใช่คนที่แก้ไขไม่ได้ คงไม่มีที่อยากจะเลวตั้งแต่เกิด ต้องมีอะไรสักอย่างหนึ่งที่ทำให้เขาเข้ามาอยู่ในเรือนจำ…(ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 1)

คำกล่าวข้างต้นอันมีจุดสนใจที่อุดมการณ์ของนักสังคมสงเคราะห์ครอบคลุมถึงการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องขัง ได้แก่ การแก้ไขฟื้นฟู รวมถึงทัศนคติแห่งการเคารพในศักดิ์ศรีของผู้ต้องขังในฐานะเป็นมนุษย์คนหนึ่ง เป็นคำกล่าวที่สะท้อนชัดเจนถึงการแบ่งแยกระหว่างคุณค่าของมนุษย์และคุณค่าของปัจเจกบุคคล โดยทัศนคติแห่งนักวิชาชีพช่วยให้มองทะลุคุณค่าอันนิยามด้วยการกระทำผิดหรือความผิดพลาดของผู้ต้องขังในฐานะปัจเจกบุคคลไปสู่คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ของเขา

 

]]>
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 12 https://thaissf.org/sh012/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh012 Fri, 09 May 2014 15:03:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/09/sh012/

ไม่ใช่ทุกรายละเอียดในข้อกำหนดที่สอดคล้องกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ดังนั้น จึงใช้คำว่า “ในส่วนที่…” ในบางข้อ) นอกจากนี้ แม้จะเป็นข้อมูลจากมุมมองของผู้ต้องขังที่มีต่อชีวิตในเรือนจำ แต่การวิเคราะห์ข้างต้น มองในมิติของเรือนจำที่ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังเป็นสำคัญ มิได้มุ่งพิจารณามิติของการปฏิบัติต่อกันของผู้ต้องขัง

เห็นได้ว่าเงื่อนไขอื่นๆ ที่ไม่ปรากฏความสัมพันธ์ ได้แก่ กรอบการดำเนินชีวิตที่มีกฎระเบียบชัดเจนและทำให้ผู้ต้องขังมีสำนึกรับผิดชอบต่อการกระทำของตน ความสัมพันธ์กับผู้อื่นในที่ต้องขัง อันเป็นความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรภาพและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากมองในแง่หนึ่ง ทั้งสองเงื่อนไขปัจจัยนี้เป็นเรื่องของการบริหารจัดการสถานที่คุมขังในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าขั้นพื้นฐานแห่งการรับประกันสิทธิมนุษยชน หรือการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พื้นฐาน

ส่วนที่ 2: บุคลากรกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง

การสังเคราะห์ความรู้ในส่วนนี้ครอบคลุมข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของบุคลากร ได้แก่ เจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้พิพากษา เนื้อหาเป็นการแยกนำเสนอการสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังของเจ้าหน้าที่เรือนจำและผู้พิพากษา ก่อนที่จะนำมาสรุปร่วมกันในตอนท้าย อนึ่ง ในการกล่าวถึงการทำงานที่ส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังโดยบุคลากรเหล่านี้นั้น คำว่า “คุณค่าความเป็นมนุษย์” ที่ว่าครอบคลุมถึงคุณค่าของผู้ต้องขังในฐานะมนุษย์และคุณค่าของผู้ต้องขังในฐานะปัจเจกชน โดยจะมีการจำแนกประเภทคุณค่าให้เห็นในเนื้อหาของการสังเคราะห์

2.1 เจ้าหน้าที่เรือนจำกับคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง

การสังเคราะห์ความรู้ในส่วนนี้มีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการทำหน้าที่เพื่อส่งเสริมคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง โดยอาศัยข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหมู่เจ้าหน้าที่เรือนจำ ลักษณะสำคัญประการหนึ่งของข้อมูลในส่วนนี้พบว่ามีความซ้อนทับระหว่างความเป็นนักวิชาชีพกับความเคารพในคุณค่าของผู้ต้องขังในฐานะมนุษย์ ได้แก่ การทำเพื่อประโยชน์ผู้ต้องขัง รวมถึงการเคารพสิทธิพื้นฐานหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ที่ว่าซ้อนทับกันก็ไม่น่าแปลกใจเนื่องจากเป็นธรรมดาอยู่แล้วที่เนื้องานของวิชาชีพเป็นไปเพื่อประโยชน์ของผู้รับบริการ และเนื้องานบางประเภทมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสิทธิพื้นฐาน (เช่น สิทธิด้านสุขภาพ) หรืออีกนัยหนึ่ง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์พื้นฐาน

ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนถึงสำนึกในความเป็นนักวิชาชีพในหลายจุด

…ถามว่าทำไมเราถึงทำ เพราะเหมือนกับหางานเพิ่มให้ตัวเอง เรามองอย่างนี้ว่าถ้าเราอยู่สถานพยาบาล แล้วคนไข้เค้ามาติดคุกอีกหลายปี เค้าอยู่กับเรามาตลอด และอยู่เป็นคนปกติมาตลอด อยู่ๆเค้าทรุด จากดี มาไม่ดี มาหนัก และถึงตาย เราจะรู้สึกไม่ดีน่ะค่ะ เราจะรู้สึกว่าเราไม่มีศักยภาพเลย ถ้าเค้ามาแบบหนักมากถึงตาย อาจจะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าเค้าดีมาตลอดเลย มันเหมือนกับเราขาดการดูแลไหม ถ้าเกิดคนไข้ตาย เราเจ็บปวดในหัวใจ ตายก็ตาย แต่ถามว่าเราได้ดูแลเต็มที่หรือยัง ถ้าเกิดช่วยได้ เราก็อยากช่วยให้เป็น step อยากดูให้เต็มที่ ทำให้เต็มที่ของเราก่อน เรื่องตายเป็นเรื่องธรรมดา (ลปรร.เจ้าหน้าที่เรือนจำ ครั้งที่ 3)

 

]]>
คุณค่าของความเป็นมนุษย์ ตอนที่ 11 https://thaissf.org/sh011/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh011 Wed, 07 May 2014 13:48:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/07/sh011/

หากฝืนปฏิบัติไปแล้ว จะนำมาซึ่งผลตรงข้าม เช่น หากแม่ต้องการให้ผู้คนยกย่องลูกตนเอง จึงใช้วิธีคดโกงเพื่อให้ลูกประสบความสำเร็จต่างๆ ในกรณีนี้หากรู้ภายหลังว่าความสำเร็จนั้นได้จากการคดโกง ไม่เพียงแต่บุคคลต่างๆ เท่านั้น แต่ตัวของลูกเองก็จะหมดสิ้นซึ่งความภาคภูมิใจ ความยกย่องจะกลับกลายเป็นความเหยียดหยาม แม้แต่ตัวลูกก็จะรู้สึกหมดคุณค่าในตนเอง

อย่างไรก็ตาม แม้ความสำเร็จของปัจเจกบุคคลจะทำให้เกิดขึ้นไม่ได้ แต่สามารถส่งเสริมปัจเจกบุคคลโดยให้เงื่อนไขปัจจัยต่างๆ เพื่อให้เขาได้พัฒนาฝึกฝน โดยท้ายที่สุดแล้ว จะสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นกับปัจเจกบุคคลนั้นเอง นอกจากนี้ แม้ไม่ประสบผลสำเร็จ แต่คุณค่าของปัจเจกบุคคลก็อาจได้มาจากความพยายาม ดังนั้น จึงสามารถส่งเสริมปัจเจกบุคคลโดยให้เงื่อนไขปัจจัยต่างๆ ในความพยายามนั้นเช่นกัน และเช่นเดียวกัน ท้ายที่สุดแล้วก็ขึ้นกับปัจเจกบุคคลนั้นเองว่าจะลงมือพยายามหรือไม่

มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ มีเป้าหมายเพื่อประกันความเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ในตัวมาตรฐานเองจะปรากฏคำสำคัญที่สะท้อนถึงเป้าหมายนี้ ได้แก่ คำว่า “เคารพ” และ “ศักดิ์ศรี” แม้ความเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขังจะมิได้รับประกันว่าผู้ต้องขังจะได้มาซึ่งคุณค่าของปัจเจกบุคคล แต่ก็เป็นเงื่อนไขปัจจัยที่อำนวยให้ผู้ต้องขังสามารถพัฒนาคุณค่าของตนเองได้

ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนภาพของการสร้างคุณค่าของปัจเจกบุคคลอย่างชัดเจน เงื่อนไขส่วนหนึ่งที่ทำให้การสร้างคุณค่าดังกล่าวเป็นไปได้จัดอยู่ในด้านความเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง จุดนี้เองจึงเป็นที่ๆ มาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ สามารถมีบทบาทได้ ข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไขปัจจัยที่นำสู่การพัฒนาคุณค่าของปัจเจกบุคคลที่ปรากฏว่าสอดคล้องกับมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ มีดังนั้น

1. เงื่อนไขปัจจัยด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นที่มีความสำคัญกับอัตลักษณ์ดั้งเดิม (เช่น พ่อแม่ บุตร คู่ครอง หรือญาติมิตร) ซึ่งเป็นสิ่งที่หลงเหลืออยู่จากอัตลักษณ์ดั้งเดิม และกลายเป็นความหวังระหว่างอยู่ในที่คุมขัง เงื่อนไขปัจจัยนี้สัมพันธ์กับมาตรฐานข้อกำหนดกรุงเทพฯ ดังนี้

o ข้อกำหนดที่ 2: ในส่วนที่ระบุว่าผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่งเข้ามาสู่เรือนจำต้องได้รับการอำนวยความสะดวกให้ติดต่อกับญาติ นอกจากนี้ สำหรับผู้ต้องขังที่มีภาระความรับผิดชอบต้องดูแลบุตร จะต้องได้รับโอกาสการพบกับบุตร

o ข้อกำหนดที่ 4: ผู้ต้องขังหญิงควรได้รับโอกาสอยู่ในเรือนจำใกล้ภูมิลำเนา

o ข้อกำหนดที่ 26: ในส่วนที่ระบุว่าเรือนจำควรส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้วยวิธีการต่างๆ อย่างเหมาะสมเพื่อให้ผู้ต้องขังหญิงได้พบปะกับญาติและบุตร

o ข้อกำหนดที่ 28: ควรสนับสนุนให้มีการพบปะบุตร โดยให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้ประสบการณ์การพบปะเป็นไปด้วยดี ข้อนี้หมายรวมถึงท่าทีเชิงบวกของเจ้าหน้าที่เรือนจำด้วย และเมื่อใดที่เป็นไปได้ ควรขยายระยะเวลาการได้พบปะระหว่างกัน

o ข้อกำหนดที่ 58: ผู้ต้องขังหญิงจะไม่ถูกแยกจากครอบครัวและชุมชน หากไม่มีการพิจารณาภูมิหลังและความผูกพันกับครอบครัว

]]>