บทความ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Tue, 07 Feb 2017 09:02:18 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png บทความ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 วิสัยทัศน์การศึกษาในอุดมคติของเกาหลีใต้ https://thaissf.org/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%a8%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%b8/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%258c%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25a8%25e0%25b8%25b6%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a9%25e0%25b8%25b2%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b8 Wed, 18 Jan 2017 14:16:56 +0000 http://175.41.155.75/?p=2470 พิทักษ์  โสตถยาคม

นักวิชาการศึกษา กลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษา

สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

จากการที่ประธานาธิบดีคิม ยัง ซัม เป็นประธานาธิบดีที่มาจากพลเรือนคนแรก และประกาศนโยบายปฏิรูปเพื่อสร้างประเทศเกาหลีใหม่ โดยใช้การปฏิรูปการศึกษาเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ ได้ตั้งคณะกรรมาธิการการปฏิรูปการศึกษาขึ้นตรงต่อประธานาธิบดี เพื่อเสนอนโยบายและมาตรการในการปฏิรูปการศึกษาแก่ประธานาธิบดี มีกระทรวงศึกษาธิการรับหน้าที่นำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ซึ่งมีข้อเสนอแนะต่อการปฏิรูปการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 จำนวน 4 ฉบับ ตั้งแต่ปี 1995-1997 มีเป้าหมายที่ “การศึกษาในอุดมคติ” ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติได้จัดแปลและเผยแพร่ไว้ ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับการสื่อสาร ดังนี้

  • หนึ่งในคุณลักษณะของ “การศึกษาในอุดมคติ” ซึ่งเป็นวิสัยทัศน์ของระบบการศึกษาใหม่ คือ การนำเทคโนโลยีการสื่อสารทางไกลที่นำสมัยมาใช้ในการจัดการศึกษาให้กับประชาชนทุกคนในทุกเวลา และทุกสถานที่
  • หลักการว่าด้วยการจัดวางระบบการศึกษาใหม่ ระบุให้สื่อสารมวลชน ผู้สื่อข่าว องค์กรต่างๆ ของนักการศึกษา กลุ่มบุคคลที่ทำงานเกี่ยวกับสังคมโดยตรง รวมทั้งสมาคม ผู้ปกครอง จำเป็นต้องผลักดันตนเองให้เข้าไปช่วยเปลี่ยนแปลงเจตคติของผู้คนทั่วไป และลงไปร่วมมีบทบาทในการปรับปรุงสภาพของการศึกษาด้วย
  • แผนปฏิรูป สวัสดิการทางการศึกษาของรัฐ ให้ได้รับการศึกษาตลอดชีวิต มีระบบธนาคารหน่วยกิต เรียนรู้ตามความต้องการความสนใจของประชาชน มีศูนย์สื่อผสมเพื่อการศึกษาแห่งชาติ สร้างระบบสนับสนุนการศึกษาทางไกล มีการตั้งคณะกรรมาธิการส่งเสริมการให้บริการสารสนเทศทางการศึกษา เป็นการรวมผู้เชี่ยวชาญมาให้คำปรึกษาประธานาธิบดีเรื่อง ICT
  • การปลูกฝังคุณธรรม กำหนดให้สื่อมวลชนควรมีส่วนช่วยเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาที่บ้านว่าด้วยการบ่มเพาะคุณลักษณะอันดีงามให้แก่บุตรหลานของตน ระบบถ่ายทอดข้อมูลทางการศึกษาและเคเบิ้ลทีวีเพื่อการศึกษา จะต้องเข้ามารับผิดชอบในงานพัฒนารายการการศึกษาสำหรับผู้ปกครองและครอบครัว
  • บทบาทสื่อมวลชนในการเผยแพร่ความรู้ทางการศึกษา สื่อมวลชนควรมุ่งจัดทำรายการทางการศึกษาในเรื่องพัฒนาการทางอารมณ์ของเยาวชน เพื่อทำหน้าที่เสมือนยาถอนพิษให้แก่เด็กที่เติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอันเต็มไปด้วยยาเสพติด อันธพาล และความรุนแรง นอกจากนี้ ควรจัดบริหารทางด้านกฎหมายและการบริหารรวมเข้าไว้ด้วย เพื่อปกป้องเยาวชนให้พ้นจากความรุนแรง อาชญากรรม และการถูกล่อลวงที่พบเห็นในจอโทรทัศน์ นิตยสาร และวีดิทัศน์ เป็นต้น
  • บทบาทสื่อมวลชนในการสร้างเสริมหน้าที่พลเมืองศึกษา ในการให้ความรู้เรื่องหน้าที่พลเมือง 1) ควรใช้ประโยชน์จากสื่อ ICT การถ่ายทอดสด ข่าวสารทางไกล อาทิ ระบบการถ่ายทอดข่าวสารทางการศึกษา ซึ่งเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษาในการส่งเสริมหน้าที่พลเมืองศึกษา และ 2) ควรเน้นการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรายการถ่ายทอดข่าวสารที่ทรงอิทธิพล การแสดง การตีพิมพ์หนังสือและการสื่อสารทางคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมในโรงเรียน และการปลูกฝังสำนึกในการเป็นพลเมืองที่ดีในระบอบประชาธิปไตย

นอกจากนั้น เอกสารนี้ยังได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า การปฏิรูปการศึกษาจะสำเร็จสมประสงค์ได้ก็ต่อเมื่อมีการปฏิรูปจากระดับล่างขึ้นมาสู่ระดับบน ให้ผู้ปกครอง ภาคอุตสาหกรรม สื่อมวลชน และองค์กรทางการศึกษาทั้งมวล ควรจะเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปการศึกษาด้วย สรุปคือ การปฏิรูปการศึกษาจะบรรลุเป้าหมายได้ ก็จำเป็นต้องมีกระแสความเคลื่อนไหวของปวงชนในระดับชาติอย่างเร่งด่วน เพื่อส่งเสริมการศึกษาในรูปโฉมใหม่ให้ปรากฏขึ้น

ข้อค้นพบจากงานสังเคราะห์กระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ยังพบว่า เกาหลีมีสถาบันครอบครัว สถาบันการศึกษา รัฐบาล และการเป็นแบบอย่างของผู้คนในสังคม จึงทำให้ประสบผลสำเร็จในการพัฒนาคุณธรรมด้วย ซึ่งบทบาทของแต่ละสถาบันมีดังนี้

1) สถาบันครอบครัว ยึดคำสอนของขงจื้อที่ว่า “ทั่วทั้งจักรวาลมีเพียงครอบครัวเดียว ทุกสรรพสิ่งมีความเกี่ยวข้องกัน” ทำให้ครอบครัวของคนเกาหลีมีระเบียบแบบแผนและมีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกอย่างแน่นแฟ้น

2) สถาบันการศึกษา ได้ให้ความสำคัญของการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับการพัฒนาความรู้ความสามารถเพื่อให้สามารถออกไปประกอบอาชีพและเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ประเทศได้จัดหลักสูตรใหม่โดยให้มีการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมอย่างเป็นระบบและชัดเจนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงระดับอุดมศึกษา มีการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรทางการ และให้ผู้เรียนเรียนรู้หลักสูตรแฝงจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เป็นจริง

3) บทบาทของรัฐ ได้ใช้กุศโลบายที่ใช้กระบวนการทางสังคมพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยมุ่งมั่นพัฒนาสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็งเพราะเป็นรากฐานของสังคม ปฏิรูปการศึกษาโดยจัดหลักสูตรใหม่ที่ยังคงเน้นคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับความรู้ ความสามารถ รวมทั้งดำเนินโครงการแซมาอึลวุนดงของรัฐบาล กระตุ้นให้ชาวบ้านเชื่อมั่นในอนาคตว่า สามารถกินดีอยู่ดีถ้าขยันและร่วมมือกันดี โครงการนี้เป็นโครงการขับเคลื่อนขบวนการทางสังคมที่รวมพลังขนาดใหญ่ ที่ได้รับความร่วมมืออย่างดีในระดับชาติ ทั้งผู้นำทางการเมือง กลุ่มชนชั้นนำในเมือง ในหมู่บ้าน ข้าราชการท้องถิ่น โดยใช้กระบวนการฝึกอบรมกระตุ้นให้ชาวบ้านร่วมพัฒนาหมู่บ้าน ด้วยการปลูกฝังคุณธรรมการทำงานด้านความขยันหมั่นเพียร การช่วยตนเอง ความร่วมมือกัน

โดยเริ่มต้นด้วยการค้นหาผู้นำที่มีความสามารถชักชวนชาวบ้านให้ร่วมโครงการก่อน จากนั้นจึงขยายผล และประสบความสำเร็จ อันเกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมทั้งการออกกฎหมายควบคุมความประพฤติ นอกจากนั้น ในการปฏิรูปการศึกษายังได้คำนึงถึงการให้ความรู้แก่พ่อแม่ด้วยการอบรมระยะสั้น ทั้งด้านการปลูกฝังคุณลักษณะที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและตระหนักถึงบทบาทความเป็นพ่อแม่  และ 4) การมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม และองค์กรต่างๆ ผู้ใหญ่ในชุมชนมีบทบาทในสังคม คนเกาหลีเชื่อว่าผู้ใหญ่จะต้องทำตัวเป็นต้นแบบพฤติกรรมที่ดีงามเพื่อให้เยาวชนได้เลียนแบบ ผู้ใหญ่จะว่ากล่าวตักเตือนเด็ก หากเห็นว่ากระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แม้จะไม่ใช่ลูกหลานตนเองโดยตรง หรือการรวมตัวประท้วงหน่วยงานเมื่อเห็นว่ามีการดำเนินงานไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อการอภิปราย ระดมความคิด และแสวงหาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนระบบการศึกษา หรือการรณรงค์เคลื่อนไหวทางสังคมให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาต่อไป

 

รายการอ้างอิง

ขวัญสรวง อติโพธิ.  (2557).  คิดอย่างมีชาติ. สืบค้นเมื่อ 31 ธันวาคม 2559, จาก https://goo.gl/oy6Uks
เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ และรุ่งเรือง สุขาภิรมย์.  (2550).  รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยคุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประเทศต่างๆ. กรุงเทพฯ: ศูนย์คุณธรรม.
ประเวศ วะสี.  (2554).  เทศาภิวัฒน์: การปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้งเป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง.  กรุงเทพฯ: สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.).
ประเวศ วะสี.  (2559).  การศึกษาเปลี่ยนประเทศไทย ประเทศไทยเปลี่ยนการศึกษา.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ.  (มปป.). การปฏิรูปการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 เพื่อความเป็นผู้นำในยุคสารสนเทศและโลกาภิวัฒน์.  กรุงเทพฯ: สกศ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.  (2559).  (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574. กรุงเทพฯ: สกศ.
สุภกร บัวสาย.  (2556).  จดหมายถึงเพื่อนสมาชิก ฉบับที่ 126 ฟินแลนด์: มหัศจรรย์การศึกษา. สืบค้นเมื่อ 31 ธันวาคม 2559, จาก https://goo.gl/LJFBtj
สุรัฐ ศิลปอนันต์. (2558).  ฟินแลนด์ปฏิรูปการศึกษาจนเป็นเลิศที่สุดในโลก.  ใน เหลียวหลังแลหน้า ปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน. เอกสารประกอบการเสวนาการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 29 มกราคม 2558 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์.
อภิษฎา ทองสอาด.  (2559). พัฒนาการและการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์.  เอกสารทบวนการพัฒนาการและการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ ในโครงการยกระดับสุขภาวะโรงเรียนเพื่อเป็นฐานการศึกษาจังหวัด  มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.

 

]]>
การสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนระบบการศึกษา https://thaissf.org/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b7/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%259a%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b7 Wed, 11 Jan 2017 17:39:06 +0000 http://175.41.155.75/?p=2456 บทความโดย

พิทักษ์  โสตถยาคม

นักวิชาการศึกษา กลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษา

สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

 

 

มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ กำหนดการประชุมระดมสมองเพื่อเชื่อมภาคีปฏิรูปการศึกษาทุกระดับ (Think Tank) วาระพิเศษ “การสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนระบบการศึกษา” ในวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 เวลา 9.00-12.00น. ณ ห้องประชุม 1 มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ มีโจทย์เกี่ยวกับสื่อสร้างการเรียนรู้ของสังคม 3 ประการ ได้แก่ (1) จะทำอย่างไรให้สื่อและช่องทางการสื่อสารที่สามารถสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องว่าด้วยเรื่องเป้าหมายและระบบการศึกษาที่ถูกต้อง (2) จะชวนและระดมพลังคนทำงานสื่อและคนสร้างสรรค์สื่อต่างๆ มาช่วยกันสร้าง content ที่จะช่วยสร้างสังคมเรียนรู้ได้อย่างไร และ (3) จะระดมสื่อเพื่อส่งเสริมศักยภาพในการทำสื่อได้อย่างไร

การสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนระบบการศึกษา มี 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “การสื่อสาร” และส่วนที่สองคือ “ระบบการศึกษา” การสื่อสารในที่นี้เป็นส่วนหนึ่งหรือส่วนเดียวกันกับการรณรงค์เคลื่อนไหวทางสังคม ซึ่งเป็น 1 ใน 3 องค์ประกอบของยุทธศาสตร์สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เป็นการรณรงค์ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง โดยมีความรู้นำ และอำนาจรัฐหนุน ซึ่งใช้ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมือง การสาธารณสุขที่ผ่านมาได้อย่างเห็นผล หากนำมาใช้ในการปฏิรูประบบการศึกษาได้สำเร็จ ก็จะเป็นการเปลี่ยนประเทศไทยให้ก้าวพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ ได้ไม่ยาก

หนึ่งในการรณรงค์เคลื่อนไหวทางสังคม คือ การทำความเข้าใจว่าระบบการศึกษาไม่ใช่แค่โรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการ แต่คือสังคมทั้งหมดในพื้นที่ (ประเวศ วะสี. 2554) กระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษาคือ ความงอกงามอย่างหลากหลายไม่มีที่สิ้นสุด การเรียนรู้ที่พัฒนามนุษย์ให้เต็มตามศักยภาพของความเป็นมนุษย์ การศึกษาคือชีวิต ชีวิตคือการศึกษา การศึกษาคือการพัฒนาคุณภาพคนตั้งแต่ครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน ด้วยวิธีการเรียนรู้อันหลากหลาย โดยใช้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ ไม่เฉพาะห้องเรียน การศึกษาเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ทุกภาคส่วนของสังคมร่วมเปลี่ยนการศึกษาด้วยมรรควิธี หรือมรรควิธีแห่งการศึกษาเปลี่ยนประเทศไทย (ประเวศ วะสี. 2559)

จะเห็นได้ว่า การรณรงค์สร้างกระบวนทัศน์ใหม่ของการศึกษาไทยเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องของทุกภาคส่วน และสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงให้มากพอที่จะร่วมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

สสค.ได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ของเพียร์สัน (Pearson) เกี่ยวกับบทเรียนจากประเทศที่มีระบบการศึกษาดีเด่น เช่น ฟินแลนด์ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ 5 ประการ ได้แก่ 1) ไม่มียาวิเศษในการปฏิรูปการศึกษา ต้องมีการปฏิรูปจริงจังต่อเนื่องหลายปี อย่างมีเป้าหมายเชิงระบบที่ชัดเจน 2) ครูเก่งคือปัจจัยสำคัญ พัฒนาครูให้มีขีดความสามารถในการจัดการเรียนรู้ได้คุณภาพสูง รักษาครูดีให้อยู่ในระบบ ส่งเสริมครูทำงานเป็นมืออาชีพและด้วยจิตสำนึกของครู 3) วัฒนธรรมการศึกษาที่ดี ค่านิยมในสังคมและวัฒนธรรมที่เอื้อต่อคุณภาพการศึกษาถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ประชาชนให้ความสำคัญกับการศึกษา พ่อแม่คาดหวังสูงต่อคุณภาพการศึกษา 4) ส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง โรงเรียนทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ปกครอง ในการให้ข้อมูลผลการเรียน และสานสร้างความเข้าใจเพื่อให้นักเรียนได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง 5) จัดการศึกษาเพื่อทักษะที่จำเป็นในปัจจุบันและโลกอนาคต (สุภกร บัวสาย. 2556)

หากเราเรียนรู้บทเรียนของประเทศที่ประสบผลสำเร็จข้างต้นมาพิจารณาวางแนวทางการรณรงค์เคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อสร้างกระบวนทัศน์ใหม่การศึกษาไทย อาจช่วยให้ได้ข้อคิดที่จะกำหนดแนวทางการประยุกต์ใช้ขับเคลื่อนระบบการศึกษาไทย สู่จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษาที่ระบุไว้ใน (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574 ก็เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความเป็นพลเมือง (เป็นคนดี มีวินัย เป็นพลเมืองที่ดี และมีคุณภาพของสังคม ประเทศ และของโลก) มีทักษะความรู้ความสามารถและสมรรถนะในการปฏิบัติงาน และดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีความสุข

 

 

 

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (18) https://thaissf.org/sh110/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh110 Tue, 18 Nov 2014 13:31:48 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/18/sh110/ ลักษณะและปัญหา อย่างเช่น การได้มาซึ่งประเด็น ลปรร. วิธีการคัดเลือกคนในพื้นที่เข้าวง ลปรร. วิธีการนำ ลปรร.ไปเป็นเครื่องมือในการทำงานประจำ ดำเนินโครงการตามนโยบายจากส่วนกลาง

ประเด็นเสนอเพื่อพิจารณาดำเนินการ

1. ภาพรวมระดับจังหวัด คือ

• สื่อสารเป้าหมายรายทางและเป้าหมายสุดท้าย วิธีการไปถึงเป้าหมาย บทบาทความรับผิดขอบของผู้เกี่ยวข้องทั้งทีมทำงานและผู้เข้าวง ลปรร. ผ่านช่องทางการสื่อสารที่มีอยู่เป็นระยะ

• จัดหาวิธีการรวบรวมและทีมติดตามผลลัพธ์การจัดวง ลปรร. ที่เหมาะกับจังหวัดของตน โดยเป็นรูปแบบการเรียนรู้ซึ่งกันและกันมากกว่าเป็นการประเมิน ทั้งวิธีตั้งรับและเชิงรุก อย่างเช่น การลงพื้นจะทำให้เห็นถึงปัญหาอุปสรรคจริง คอยเป็นพี้เลี้ยงที่ “ชี้” ประเด็นการเรียนรู้ “ช่วย” เติมเต็มเทคนิค ลปรร. และ “เชียร์” ให้กำลังใจเมื่อยามท้อแท้ ไม่ละเลยที่จะนำผลลัพธ์จากการรวบรวมมาเป็นข้อมูลในการวางแผนปรับปรุง พัฒนาในครั้งต่อๆไป

• รวบรวมรายงานถอดบทเรียน/ประสบการณ์ ความสำเร็จวิธีทำงานใหม่ๆ วิธีทำงานยากๆ เป็นคลังความรู้จากพื้นที่ต่างๆ มาสื่อสารขยายผลให้เกิดการเรียนรู้และปฏิบัติในวงกว้าง

• จัดทำผลลัพธ์ภาพรวมของกระบวนการเรียนรู้ซึ่งเกิดขึ้นรายทาง โดย mapping ความสำเร็จพื้นที่ ให้ความสำคัญของผลลัพธ์ในเชิงคุณภาพมากกว่าการบันทึกตัวเลขรายงานตัวชี้วัด เช่น การเรียนรู้ของบุคลากรนำสิ่งที่เรียนรู้จากวง ลปรร.ไปปรับปรุงวิธีทำงาน การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในองค์กร ประชาชนมีคุณภาพชีวิต สุขภาวะที่ดีขึ้นอย่างไร

2. การจัดวง ลปรร.

• ตั้งต้นที่การมีเป้าหมายชัดเจน สิ่งที่อยากเห็นหรือความคาดหวังของการจัดวง ลปรร. มีตั้งแต่ถอดบทเรียนวิธีทำงาน mapping ความสำเร็จพื้นที่ ติดตามประเมินนำวิธีการทำงานนั้นๆไปใช้ในพื้นที่ หรือเพียงให้ผู้เข้าร่วมรู้จักกระบวนการ ลปรร. ฯลฯ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องไปที่การตั้งประเด็น ลปรร. หรือหัวปลา วิธีการรวบรวม ค้นหา เลือกผู้เข้าร่วม และการออกแบบกระบวนการ ลปรร.

• ตั้งประเด็น ลปรร. มีประเด็นย่อยในการพูดคุย ไม่กว้างหรือใหญ่เกินไปจนไปไม่ถึงเป้าหมาย เพราะจะทำให้การเล่าเรื่องไม่สามารถลงรายละเอียดวิธีทำงานลงลึกได้ คือ เห็นแต่ว่าทำงานอะไร แต่ไม่เห็นว่าทำงานอย่างไร

• มีกระบวนการค้นหา รวบรวม คัดเลือก และวิธีทำให้แน่ใจว่า ผู้เข้าวง ลปรร. เป็นผู้มีประสบการณ์จริงตามประเด็น ลปรร.

• ทีมงานที่ประกอบด้วย KM PM, กระบวนกร ผู้บันทึก และผู้ถอดบทเรียน คุยสื่อสาร

– จูนเป้าหมาย ทำความเข้าใจความหมายของแต่ละประเด็นย่อยหรือหัวปลาย่อย

– บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นระยะตั้งแต่เริ่มต้น (Before Action Review)

– ทำการประเมินโดยใช้หลักการจัดการความรู้ (After Action Review) และนำผลการประเมินนี้ไปปรับปรุงออกแบบกระบวนการ ลปรร. ในครั้งต่อๆไป โดยมีการพูดคุยปรับกระบวนการได้ระหว่าง ลปรร. (During Action Review) หากเห็นว่าการทำวง ลปรร.เริ่มเบ้ออกนอกทางไม่เป็นตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

• สื่อสารทำความเข้าใจเป้าหมาย บทบาทของผู้เข้าร่วมวง ลปรร. ตั้งแต่ขั้นตอนการเชิญและเข้าร่วมวง โดยเฉพาะหากมาจากพื้นที่ต่างกัน

• หลายพื้นที่เป็นห่วงและมีปัญหาเรื่องถอดบทเรียน แต่เมื่อพิจารณาลงในรายละเอียดพบว่า เป็นผลพวงจากต้นน้ำ คือ เริ่มตั้งแต่เป้าหมายการจัดวง ลปรร.ไม่ชัดเจน หัวปลาใหญ่เกินไปสำหรับการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไม่มีหัวปลาย่อย ทีมงานเข้าใจความหมายหัวปลาต่างกัน กระบวนการ mapping ไม่ดีพอทำให้ผู้เข้าร่วมไม่มีประสบการณ์ตามหัวปลาจึงเล่าเรื่องไม่ได้ ขาดการเตรียมตัวคนเล่าเรื่องทำให้เล่าไม่ตรงประเด็น เหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อนักบันทึกเพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการถอดบทเรียน

]]>
ข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม https://thaissf.org/cd087-2/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087-2 Fri, 12 Dec 2014 00:48:27 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/12/cd087-2/ สูติแพทย์จะให้ความเห็นได้มากกว่า ด้วยเหตุผลหลายอย่างคือ มีความรู้ในด้านนี้ มีประสบการณ์เพราะเจอคนไข้ในเรื่องนี้มาก และสูติแพทย์เองก็อาจจะมีความกังวลอยู่ลึกๆ ว่า กลัวจะมีคนมาออกกฎหมายบังคับการกระทำของสูติแพทย์

ถ้าเราจะแบ่งสิ่งที่เราคุยกันเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับรายละเอียดของประเด็นต่างๆ ก็จะเห็นว่า รายละเอียดของประเด็นต่างๆ นี้สรุปยากมาก แต่ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่งว่าอาจจะมีกฎหมายในบางเรื่องก็ดี ในบางเรื่องก็ไม่น่ามีกฎหมาย บางเรื่องก็น่าจะเป็นสิ่งที่เรียกว่ากติกาที่ทำโดยองค์กรที่ไม่ใช่กฎหมาย รูปธรรมก็คือองค์กรวิชาชีพ แต่ก็มีคนพูดกันมากกว่าองค์กรวิชาชีพแปลว่าอะไร ข้อเสนอที่อาจจะสำคัญก็คือว่าองค์กรวิชาชีพ แต่ก็ต้องมีสร้างกันเป็นส่วนร่วม นี่เป็นข้อสรุปทั่วไปในเชิงเนื้อหา

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ว่าด้วยตัวกลไก ซึ่งก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจพอสมควรทีเดียว

ประเด็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก มีการพูดเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาแต่เราก็ไม่ได้พูดกันมาก คือว่าถ้าเราจะต้องมาออกกติกาของสังคมในเรื่องอย่างนี้ อะไรคือเหตุผลที่เราต้องออกกติกาสังคม ซึ่งเมื่อตกลงเพื่อจะให้มีกติกาอะไรบางอย่าง เราอาจมีเหตุผลไม่เหมือนกัน เป้าหมายที่ไม่เหมือนกัน ซี่งบางทีเราควรจะต้องตกลงเรื่องเป้าหมายและเหตุผลกันก่อนดีกว่า เวลาที่เรามีกติกาเราจะได้ใช้ได้ถูก ไม่เช่นนั้นแล้วอาจจะใช้ผิดได้ เพราะเป้าหมายคนละแบบ

สำหรับเรื่องเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์ ส่วนใหญ่เราจะพูดถึงเหตุผลของการพยายามที่จะให้เกิดกติกาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนในสังคม เช่นใครควรจะมีสิทธิเป็นพ่อเป็นพ่อเป็นแม่เป็นลูกกัน จะนับกันอย่างไร จะแบ่งสมบัติกันอย่างไร เข้าใจว่าจะนับถือกันอย่างไรด้วย ประเด็นนี้ไม่แน่ใจว่าจริงๆแล้วเรื่องสิทธิที่ภายใต้ประเด็นที่เราคุยกันนี้ อย่างในกรณีอุ้มบุญเป็นตัวอย่างกับที่ทางสภาที่พยายามร่างกฎหมายอยู่ในขณะนี้เป็นการมองสิทธิเพื่อความสุขของสังคมหรือเพื่อแก้ปัญหาของปัจเจก คือการที่เรานับพ่อแม่กัน แล้วบอกว่าคนนี้เป็นพ่อแม่ตามกฎหมายหรือเป็นพ่อแม่บุญธรรมเรื่องอุ้มบุญที่เราคุยกันแล้วเราต้องไปแก้กฎหมายเพื่อให้มีพ่อแม่ตามกฎหมาย เป็นพ่อแม่ทางพันธุกรรม เราใช้หลักความสัมพันธ์ที่เป็นความสุข หรือว่าความสุขในครอบครัวเกิดจากวิธีการอย่างอื่น ไม่ได้เกิดจากฐานะทางกฎหมายว่าใครเป็นพ่อแม่ใครตามกฎหมายหรือตามบุญธรรม กรณีเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าบางทีที่เราออกกฎหมายมาเราอาจจะแก้อะไรได้บางอย่าง แต่เราอาจจะแก้บางอย่างไม่ได้

ตัวอย่างที่ยกมาในวันนี้ มี 2 ส่วน คือเรื่องตัวอ่อน กับเรื่องการเลือกพันธุกรรม ซึ่งตรงนี้นอกเหนือจากความพยายามที่จะพูดถึงกติกาอะไรบางอย่างเพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในสังคมแล้ว ยังมีการตั้งคำถามกรายๆว่าเราควรจะมีกติกาหรือไม่ เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีนี้จะก้าวไปพร้อมๆ กับสมดุลย์กับความสัมพันธ์ในสังคมเพราะถ้าเราไม่พูดถึงกติกาอะไรบางอย่างไว้ บางทีเวลาสังคมตามเทคโนโลยีไม่ทัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเสมอคือสังคมปฏิเสธเทคโนโลยี ปฏิเสธความก้าวหน้าทางวิทยาการ เพราะว่าเราตามไม่ทัน เราจึงคิดว่าจัดการไม่ได้ เราในที่ว่านี้คือสังคม สังคมจัดการมันไม่ได้เทคโนโลยีนั้นก็จะมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เราจึงควรตั้งกติกาไว้ก่อนจะดีหรือไม่ ถ้าเป้าหมายเป็นเช่นนี้เราจะต้องมีการใช้จินตนาการพอสมควรทีเดียว หลายอย่างเวลาที่ใครบอกว่าน่าจะเป็นเช่นนี้ อาจจะเป็นเช่นนี้ได้เราจะต้องมาคิดว่าเราจะมาจัดการกับมันอย่างไร คือถ้าเรามีเป้าหมายในการออกกติกาเพื่อที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม การพยายามที่จะจินตนาการไปถึงความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมก็อาจจะเป็นตัวสำคัญที่จำเป็นต้องใช้ในกระบวนการการคิดการพูดคุย ก็มีที่คุยกันว่าบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราฝันไปหรือเปล่าบางเรื่องเทคโนโลยีมันยังไปไม่ถึง บางท่านก็อาจจะเถียงอยู่กรายๆ ว่าบางเรื่องก็น่าคิดไว้ก่อนถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นจริงวันนี้แต่มันก็เป็นไปได้ก็ต้องคิดไว้ก่อนว่า เราจะมีกติกาหรือไม่มีกติกาเมื่อเวลานั้นมาถึงนั้น บางทีเราอาจจะต้องคิดกติกาไว้ก่อนเพราะว่าเราไม่อยากให้เทคโนโลยีถูกใช้ไปในทางพาณิชย์อย่างนี้ เป็นต้น การใช้ไปในทางพาณิชย์คือการใช้ไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือมีความคิดว่าจะต้องมีการแยก ART สำหรับบุคคลสำหรับปัจเจก หรือสำหรับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์

สำหรับผมแล้วประเด็นเรื่องเป้าหมายผมคิดว่าเรายังพูดกันไม่ชัดเจนพอว่า เรามาออกกติกาเพื่ออะไร จากที่ฟังมาวันนี้แต่ก็มีคนพูดถึงกันอยู่ นอกเหนือจากนั้นก็มีการพูดถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ นอกเหนือจากเรื่องศีลธรรมอันดีของสังคม ก็จะมีการเสนอประเด็นเรื่องว่าออกกติกาเพื่อที่จะป้องกันการเอาไปถูกใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ ที่เหลือก็เป็นหลักการทั่วไปที่พูดเมื่อไรก็คงถูกเมื่อนั้น คือว่ากติกาที่จะออกนี้ หลายคนเห็นตรงกันว่าจะต้องยืดหยุ่น ซึ่งทำให้เกิดข้อตามมาว่าออกเป็นกฎหมายแบบเข้าสภาต้องไม่ค่อยได้เรื่อง แต่ก็แยกยากมากว่าอะไรที่ควรเป็นกฎหมายสภาอะไรควรจะเป็นอย่างอื่น เหตุผลที่ว่าควรจะยืดหยุ่นก็เพราะว่าเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็ว ค่านิยมของสังคมก็เปลี่ยนไปด้วย เราไม่รู้หรอกว่าครอบครัวที่อาจมีค่านิยมที่ไม่มีลูก และถ้าถึงวันนั้นแล้ว ART ก็อาจจะหมดความหมาย กติกาควบคุม ART อาจไม่จำเป็น คนที่ไม่มีลูกอาจจะเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด และคุณหมอสูติฯที่มีเทคโนโลยีก็อาจจะตกงานไปโดยปริยายก็ได้ แต่สิ่งที่พูดนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นไปได้ง่ายๆ

เรื่องที่สามที่ชัดเจนมาก และมีการคุยกันมากก็คือ แพทยสภาอาจจะเป็นกลไกสำคัญที่จะต้องทำหน้าที่นี้ แต่แพทยสภาคงต้องทำงานแบบสร้างการมีส่วนร่วม สำหรับผมที่เป็นกรรมการแพทยสภาเก่า และเป็นหมอที่ติดตามการคัดเลือกแพทยสภาในช่วงหลังๆนี้ ผมคิดว่าโจทย์นี้เป็นโจทย์ที่ยากที่สุด เพราะทุกวันนี้ในแพทยสภาเวลาเลือกกรรมการแพทย์สภามักจะพูดถึงปัญหาของวิชาชีพเสียส่วนมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องจริง เพราะวิชาชีพถูกรุมเร้าด้วยปัญหาที่สังคมไม่เข้าใจวิชาชีพอยู่มาก และวิชาชีพก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมแก่สังคมอยู่มากเช่นกัน เพราะฉะนั้นถ้าจะให้แพทยสภาเป็นผู้ทำกติกากลางที่เอาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมนี้กลไกของแพทย์สภาจะต้องดีมาก แต่ดูเหมือนข้อสรุปนี้ชัดเจนทั้งเช้าและบ่ายก็จะมีการพูดพาดพิงถึงประเด็นนี้อยู่เป็นระยะๆ ก็คงจะต้องฝากไปที่แพทยสภา

ประเด็นต่อมาคือประเด็นรายละเอียดบางประเด็น ประเด็นหนึ่งก็คือประเด็นว่าด้วยตัวอ่อนกับความเป็นทรัพย์สินที่มีชีวิต ผมไม่ทราบว่าแปลว่าอะไร แต่เข้าใจเอาเองว่าเราต้องการการไปตีความหรือคิดถึงฐานะของตัวอ่อนในบริบทใหม่ ตอนที่ผมได้คุยกับหรือตอนที่ได้ยินนักกฎหมายพูดถึงเรื่อง ตัวอ่อน กับ แนวคิดเรื่องทรัพย์สินมีชีวิตนี้ ผมรู้สึกว่าแปลกดี เพราะเรามีแค่ 2 อย่างคือ ความเป็นคน กับ ความเป็นทรัพย์สิน และตัวอ่อนก็เป็นอะไรตรงกลาง เราจึงต้องอิงคน หรือ อิงทรัพย์สิน เพราะกฎหมายไม่มีวิธีจัดการกับชีวิต แต่นี้ไม่นับข้อเท็จจริงว่าตัวอ่อนคือชีวิตหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องเข้าไปช่วยกันคิด แต่อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการเสนอว่า ตัวอ่อนนี้เป็น potential life นี้เป็นข้อเสนอวิธีมองที่น่าสนใจมาก แต่คงต้องการการเอาไปตีความอีกมากว่าแปลว่าอะไร ทำลายได้หรือไม่ ซื้อขายได้หรือไม่ เรียกร้องมูลค่าได้หรือไม่ เป็นประเด็นทางวิชาการที่ท้าทายและเป็นเรื่องที่สังคมอาจจะต้องเข้าไปคุยกันต่อ

อีกประเด็นหนึ่งก็เป็นอีกประเด็นที่หลายคนพูดขึ้นมาในที่ประชุม และเป็นประเด็นที่จะต้องคุยกันต่ออีกมากคือการเข้าถึงเทคโนโลยี ทั้ง 2 ประเด็น คือ (1) ถึงมีปัญญาจะซื้อบริการก็ไม่ควรจะขายบริการให้กับคนบางประเภท ซึ่งมีการพูดกันอยู่มากในที่ประชุม และ (2) เทคโนโลยีเช่นนี้ควรจะเปิดเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ ซึ่งประเด็นนี้อาจารย์แสวงบอกไว้ว่าในการวิจัยของอาจารย์พบชัดเจนว่าเรื่องนี้ ไม่ควรที่จะเป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ไม่มีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมาพูดคุยกันในที่ประชุม แต่เข้าใจว่าประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งอาจจะเป็นประเด็นสำคัญในอนาคตต่อไปก็ได้

ในที่สุดข้อสรุปที่สำคัญที่สุดก็คือ การช่วยไปทำให้สังคมได้มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ให้มากกว่านี้ เรื่องนี้ก็มีการอ้างถึง มสช. มากผมจึงขออนุญาตเล่าให้ฟังว่ามูลนิธิฯ โดยโครงการชีวจริยธรรมนี้คงจะมีความสามารถที่จะสร้างให้เกิดการพูดคุยเรื่องนี้ต่อเนื่องได้อีกแค่ระดับหนึ่งเท่านั้น เราจะดีใจมาก ถ้าแพทยสภาจะเข้ามาดูแลนับจากวันนี้ต่อไป หมายถึงว่าถ้าแพทยสภาสามารถที่จะจัดเวทีเปิดวงให้คนมาคุยกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าเราจะนำเรื่องนี้เสนอแพทยสภา จากที่ประชุมวันนี้ผมเข้าใจว่ากลไกอื่นๆ อย่างรัฐสภาเองก็คงจะพยายามทำเพราะก็มีคนที่ร่างกฎหมายนี้อยู่ และพยายามที่จะเปิดเวทีนี้อยู่ตามสมควร การเสนอไปถึงขั้นว่าสิ่งที่ควรทำอย่างหนึ่งซึ่งไม่ใช่การมาจัดคุยกันเฉยๆ ก็คือการจัดทำ ศัพทานุกรม ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ควรจะทำเพราะก็มีหลายท่านที่ท้วงติงการใช้ถ้อยคำ ซึ่งสำคัญมากคือต้องหาวิธีบอกให้คนเข้าใจหรือมีภาพที่เหมาะสมกับความเป็นจริง อย่างเช่น คำว่า “ตัวอ่อน”

จากการประชุมนี้จะเห็นได้ว่ามีรายละเอียดข้อเสนอแนะมากมายว่าอะไรตรงไหนควรออกเป็นกฎกติกาแบบไหนอย่างไรต่อไป และขอไม่สรุปในส่วนนั้น

จึงขอสรุปไว้เช่นนี้ ขอบคุณทุกท่านที่มาร่วมกัน และหวังว่าจะมีกลไกอื่นๆ ในสังคมมาช่วยกันดูแลเรื่องนี้ต่อไป และทำให้การคิดการวางกติกาเรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์มากขึ้นในระยะยาว

]]>
ทักษะศตวรรษที่ 21 ช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาวะได้อย่างไร? https://thaissf.org/er097/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er097 Fri, 26 Dec 2014 05:41:16 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/26/er097/ การศึกษาศตวรรษที่21 ที่ยึดหลักการพัฒนาทักษะอนาคต 3 ประการคือ Learning skills,Life skills,IT skills และมุ่งเน้นให้มีความรู้พื้นฐานในวิชาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 4 วิชาคือ Health,Economics,Environment,Civil Society เป็นการศึกษาที่ทำให้เด็กไทยมีสุขภาวะที่ดี ทั้ง กาย ใจ สังคม และปัญญา ด้วยเหตุผล 3 ข้อ

1.ทักษะอนาคต 3 ประการสอดคล้องกับพัฒนาการทางจิตวิทยาตามวัย ยกตัวอย่างความสอดคล้องระหว่าง learning skills ส่วนที่ว่าด้วย collaboration กับจิตวิทยาพัฒนาการตามทฤษฎี psychosocial development ของ Erikson ที่ว่าเด็กอายุ 6-10 ปี มีความสนใจที่จะแข่งขัน ประนีประนอม และร่วมมือกันทำงานอยู่แล้ว ดังนั้นการศึกษาที่สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการหรือส่งเสริมจิตวิทยาพัฒนาการจึงช่วยให้เด็กไทยมีสุขภาวะที่ดีตามธรรมชาติ

2.วิธีจัดการเรียนการสอนแบบPBLโดยให้นักเรียนทำงานเป็นทีม การแบ่งกลุ่มทำงานเป็นทีมเท่ากับประกันว่านักเรียนทุกคนจะได้แบ่งหน้าที่และทำหน้าที่ของตนเองสำเร็จอย่างแน่นอน ความรู้สึกที่ว่าตนเองทำงานสำเร็จในทุกๆโครงงานจะเสริมสร้าง self-esteem และเสริมสร้างความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า(value)เป็นส่วนหนึ่งของทีม นั่นเท่ากับทำให้นักเรียนมีสุขภาวะทางใจ สังคม และปัญญาพร้อมกันทั้ง 3 มิติ

3.ความรู้พื้นฐานในวิชาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต 4 วิชา คือ Health,Economics,Environment,Civil Society ร่วมกับ IT skill ที่ดีช่วยให้เด็กไทยมีความสามารถที่จะค้นคว้าและเรียนรู้วิธีที่จะดูแลสุขภาพตนเองด้วยตนเองอย่างรู้เท่าทัน เรียนรู้วิธีออมเงินอย่างชาญฉลาดและวิธีใช้จ่ายเงินที่เหมาะสม เรียนรู้ที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลาเพราะปัญหาใดๆ เช่น โลกร้อน หรือ ปัญหาประชากรล้นเกิน และเรียนรู้ความเป็นพลเมือง เคารพความแตกต่างและสามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างเป็นมิตร วิชาความรู้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตจริงๆทั้ง 4 วิชาหากสามารถบูรณาการเข้าไปในกระบวนการเรียนการสอนด้วย PBL ย่อมทำให้เด็กไทยมีสุขภาวะดีหรือเรียนรู้ที่จะมีสุขภาวะดีได้ด้วยตนเองตลอดเวลา 12 ปีของการศึกษาขั้นพื้นฐาน

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (17) https://thaissf.org/sh109/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh109 Mon, 17 Nov 2014 14:01:58 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/17/sh109/ น้ำหนักต่ำเป็นไปไม่ได้ที่แม่จะให้ลูกกินข้าวพอ ในชุมชนต้องมาช่วยกันแก้ไข เวลาเราเกิดปัญหาเจ้าหน้าที่ สอ.ทำไม่ได้หรอก ไปเอาอบต. ผู้ใหญ่บ้าน อสม. มาด้วย ไม่ต้องกำหนดบทอะไรที่มันซับซ้อนมาก

ลปรร.สามารถนำไปใช้พัฒนาสู่ชุมชน โดยมีการนำสิ่งที่ไปเรียนรู้จากที่อื่นมาบอกว่าเขาทำกันอย่างไร โดยนำมาพูดคุยให้ได้วิธีการจากที่ต่างๆด้วยความร่วมแรงร่วมใจ มีเครือข่ายขององค์กรท้องถิ่นมาร่วม เช่น เรื่องการดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ที่มีทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยน เกิดความร่วมมือช่วยกันดูแลแก้ปัญหา ทั้ง อสม. ผู้ใหญ่บ้าน ชุมชน อบต. จนปัจจุบันคนในครอบครัวทุกคนมาช่วยกันดูแล และยังได้รับความร่วมมือจากอบต. รับผิดชอบในการพาไปโรงพยาบาล ดำเนินการออกบัตรผู้พิการให้นอกจากบัตรผู้สูงอายุ และบัตรผู้มีรายได้น้อยจาก อบต…”

ลักขณาภรณ์ เสนชัย รพ. หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

“… กรณีที่ไปดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่ถูกตัดเท้าด้วยการ ลปรร. ไปนั่งคุย เชิญญาติ และแพทย์ที่ไปดูแล และอสม.มาร่วม นำญาติคนไข้ที่ดูแลได้ดีมาร่วมแลกเปลี่ยน จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ได้วิธีบริหารจัดการการดูแลร่วมกันระหว่างครอบครัว ญาติ อสม.มาช่วยดูแลสิ่งแวดล้อมทำความสะอาดบ้าน อบต.มีรถมารับส่งพาไปล้างแผลที่โรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลก็ลงมาเยี่ยมมากขึ้น ลปรร.เข้าไปดึงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมามีส่วนร่วมให้เกิดสุขภาวะที่ดีขึ้นในชุมชน…”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

 

4. ประชาชนได้รับประโยชน์

“…เมื่อนำลปรร. มาใช้ทำให้เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่ายและเจ้าหน้าที่เป็นเนื้อเดียวกัน คนไข้ได้ประโยชน์จากที่เราไปคุยกันแล้วสามารถช่วยคนไข้ได้มากขึ้น จากเทคนิคการดูแลแบบใหม่ในการเจาะเลือดด้วยการนวดก่อนทำการเจาะแทนการตีเพื่อกระตุ้นแบบเดิม…”

สถิต สายแก้ว รพ. ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

 

“… คนไข้ได้รับการดูแลและคุณภาพชีวิตดีขึ้น จากที่เจ้าหน้าที่มองปัญหานอกจากเรื่องการเจ็บป่วยกว้างออกไป ไม่ใช่มองแค่เรื่องโรค เรื่องการกินยาหรือได้รับยา การออกกำลังกาย ทำให้เจ้าหน้าที่มองกว้างขึ้น นอกจากเยี่ยมบ้านได้ผลงาน ก็เยี่ยมบ้านได้คุณภาพชีวิตของคนไข้ด้วย…”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

“…จากที่ได้กระบวนการไป มีการไปทำและเกิดประโยชน์กับประชาชนจริง ด้วยการเอาไปใช้ในเรื่องดูแลผู้พิการ นำความรู้ที่ได้ไปใช้แลกเปลี่ยนในพื้นที่ โดยเริ่มจากการประชุม อสม. จนนำผู้มีประสบการณ์ 2-3 คนจาก 3 หมู่บ้านที่ทำสำเร็จไม่มีไข้เลือดออก มาเล่าให้อีก 5 คนจากหมู่บ้านที่มีคนเป็นไข้เลือดออกไม่เว้นแต่ละวัน จนได้วิธีที่จะไปปฏิบัติต่อในหมู่บ้านตนเอง…”

จุฑามาส มาฆะลักษณ์ สสจ.สมุทรสงคราม

 

วิธีการติดตามผลลัพธ์

1. สอบถามจากเพื่อนร่วมงาน ผู้รับบริการ

2. ติดตามสังเกตพฤติกรรมการให้บริการ

3. ติดตามจากเรื่องเล่าสิ่งที่เรียนรู้จากวง ลปรร. ไปปรับใช้ในงานของตนเอง

4. ติดตามผลการดำเนินงาน

“… จริงๆก็จะบอกว่า ถ้าเกิดเราอิงที่ตัวชี้วัดมากเกินไป และเราไปสร้างความทุกข์ ความเครียดและเราทำงานแบบไม่มีความสุข แต่ตอนนี้เราเน้นการทำงานที่มีความสุขทั้งผู้ให้และผู้รับ แล้วปรากฏว่าผลของการทำงานจากที่เราไม่ได้เอาตัวชี้วัดไปบีบ ใช่เรามีตัวชี้วัด เราสนใจกระทรวงให้มาเราสนใจ ผู้ตรวจมาเราสนใจ และเราสามารถตอบได้ เราไม่ได้เอามา ranking เอามาพิจารณาความดีความชอบ แต่ว่าพอเราไปแบบนี้งานก็เกิด คุณภาพก็มี ไม่ใช่คุณภาพไม่มีงานเละไม่อย่างนั้น แต่กลับกลายเป็นว่าน้องทำงานมีใจมากขึ้น และมีความสุข เราไม่ได้จับผิด เราไปแบบให้กำลังใจ ไปแบบผู้หล่อเลี้ยง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

“… เราประเมินจากตรงไหนว่าดีขึ้น เราบอกว่าเราจะไม่ตีคนไข้ ต้องนวดคนไข้ และจะมีเส้นขึ้นมาเอง เขาจะมีเทคนิคของแต่ละคน ก็มาแชร์เทคนิคกัน ตอนเช้ามาเจาะ จากเสียงที่เคยตีตุ๊บตั๊บก็หายไป พรุ่งนี้เช้าเจาะเงียบเพราะนวด และที่เคยเจาะหลายๆ ครั้งไม่ได้ จะเปลี่ยนคน คนนี้เจาะไป 2-3 ครั้งต้องเปลี่ยนคนและขอโทษคนไข้ คำพูดคำจาก็เปลี่ยนไป พี่ ER เขามาทดลองใช้ก็บอกว่าปีนั้นน้องๆ ก็ชอบ…”

สถิต สายแก้ว รพ. ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ

]]>
ยั่งยืนอยู่ได้ ถ้า… https://thaissf.org/er096/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er096 Mon, 15 Dec 2014 04:59:46 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/15/er096/ ประสานผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ดูจะเป็นบทบาทหน้าที่ที่ทำกันเป็นปกติ แต่เห็นความพิเศษของการประสานที่อำนวย สนับสนุนให้เกิด PBL และ PLC

๑.๑ เชื่อมต่อระดับนโยบาย:

สร้างความเข้าใจกับผู้บริหารเขตพื้นที่ ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ถึงแนวคิดทักษะแห่งศตวรรษที่ ๒๑ การจัดการเรียนรู้แบบนักเรียนลงมือ พร้อมทั้งเสนอแนวทางพัฒนาโรงเรียน แนวทางพัฒนานักเรียน โดยนำพาเข้าไปเรียนรู้ ทำความเข้าใจ เห็นผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่ที่เกิดขึ้นกับนักเรียน ณ สถานที่ปฏิบัติการจริง ทำให้ผู้เขียนนึกเลยไปถึงสุภาษิตไทยที่ว่า “สิบปากว่า ไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ”

“…พารอง ผอ.เขต พาผู้บริหารบางส่วนไปดูงานที่โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าใช่เลยต้องแบบนี้ หลังจากนั้นผมก็มาขายความคิด หน้าที่ผมเป็นเซลล์แมนขายความคิด…”

“…ชวนไปดูที่โรงเรียนเลย แล้วท่านบอกว่าต้องมาดูนักเรียนสรุปความรู้ตอนปิด Quarter ด้วย คุยกันกับ ผอ.สังคมกำหนดเป็นวันที่ ๒๗ มีนาคม ให้ทำหนังสือราชการมา เพราะ ผอ.เขตพูดแล้วว่าอยากพาคณะมาดูตอนปิด Quarter มาดูผลงานของเด็กว่าเป็นยังไง ก็ตอนนั้นล่ะครับที่ประจักษ์ชัด ตอนนี้ท่านก็ภาคภูมิใจเห็นเด็กทำงาน เด็กโต้ตอบ เด็กมีส่วนร่วมในการทำมากขึ้น ถ้าส่งแต่รูปถ่ายก็ไม่ค่อยเห็นอะไร…”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

“…ช่วงปีใหม่ที่ทางโรงเรียนจัดวง PLC ได้มีโอกาสเชิญท่าน ผอ.กองเข้าไปร่วมในวง บรรยากาศที่ท่านเห็นมันแตกต่างจากการประชุมอื่น ท่านไม่เคยเข้าร่วมประชุมแบบนี้ เห็นแล้วท่านรู้สึกว่า เป็นรูปแบบใหม่ไม่เหมือนการประชุมนั่งโต๊ะ มีความคิดว่าดี อยากเชิญผู้บริหารระดับนายกฯเข้ามาร่วมฟังบ้าง เพราะว่าในวง ครูเล่าเรื่องการทำงานกับเด็กนักเรียนให้ฟัง การทำงานของโรงเรียนที่ผ่านมา ทุกคนได้เล่าตรงนี้ค่ะ มันเป็นการเริ่มต้นที่ดี ผอ.เห็นด้วยกับวิธีการตรงนี้…”

นฤภร ภูแสนศรี เทศบาลท่าพระ จ.ขอนแก่น

“…หลังจากกลับไป ผมมีความคิดว่าเราต้องคุยกับผู้บังคับบัญชาเสียก่อนในฐานะเราเป็นศึกษานิเทศก์ ว่าเรามาทำอะไร ผมกลับไปสรุปและนำเสนอให้ทราบว่า เรามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ครั้งนี้ กระบวนการเป็นอย่างไร มันไม่ใช่การระดมความคิด ระดมสมอง ไม่ใช่การทำ KM นั่งคุยนั่งเล่าแล้วจบกันไป แต่เป็นการมาพูดประสบการณ์ดีๆ ของทุกคน ของคุณทำอะไร ก็มา Share กัน เรื่องปัญหาเราไม่พูดแล้ว ปัญหามันก็อยู่ในวังวน แต่จะพูดว่าทำอะไรแล้วดี ทำอะไรแล้วเกิดกับเด็กกับครูอะไรอย่างไร และเสนอแนวทางพัฒนา คือ ผมเสนอว่าผมจะจัดทำโครงการโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ ๒๑ และโรงเรียนเครือข่าย แนวทางในการพัฒนาไว้ในบันทึกเสนอฉบับนั้นให้ท่านลงนามก่อน ส่วนการเขียนโครงการก็จะนำเสนออีกครั้งหนึ่ง หลังจากนั้นท่านก็ลงนามเรียบร้อย…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

๑.๒ ประสานและเชื่อมให้เกิดเครือข่ายโรงเรียนในศตวรรษที่ ๒๑ :

ส่วนนี้สำคัญ เพราะเป็นการขยายเพิ่มจำนวนโรงเรียนในเขตรับผิดชอบให้มีการจัดการเรียนรู้ PBL โรงเรียนได้เรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมๆ กันอย่างเป็นเครือข่าย อีกทั้งยังชวนผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามาร่วมเรียนรู้ด้วย โดยใช้เครื่องมือหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ PLC

“… มีโรงเรียนอื่น โรงเรียนวัดห้วงหินเสนอตัวอยากมาร่วมเป็นเครือข่าย ผมก็เลยคุยกันแล้วก็ร่วมเป็นเครือข่ายเลย จัดทำโครงการของเขตหนึ่งโครงการ การพัฒนาโรงเรียนต้นแบบและโรงเรียนเครือข่าย ส่วนในกิจกรรมของโครงการฯ จะใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ PLC เชื่อมระหว่างโรงเรียนกับเขต

โครงงานของเด็กก็จะมองตลอดแนว ประเด็นที่เราแลกเปลี่ยนเรียนรู้ มีผู้ปกครองด้วย เราจะไปบอกทำ PBL อย่างไร AL อย่างไร เขาไม่รู้หรอก เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะตั้งให้เขาแลกเปลี่ยน คือ เขาดูแลลูกเขาอย่างไร สอนลูกเขาอย่างไร เพื่อให้ได้เชื่อมโยงกับประเด็นของครู…”

“…ในฐานะที่เป็นตัวประสาน ปีที่ผ่านมา มีมูลนิธิรักษ์ไทยประสานมาทางผม จะมีโครงการเข้ามาทำกับโรงเรียนในเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม ให้เราหาโรงเรียน ๔-๕ แห่ง บังเอิญมีโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในเขตบ้านค่ายที่เขาทำอยู่แล้ว เขาให้การสนับสนุนโดยผ่านมูลนิธิรักษ์ไทย ในการคัดเลือกโรงเรียน วิธีการคือมูลนิธิจะสำรวจข้อมูลก่อน ตรงนี้จะโยงเข้าชุมชน โรงเรียนจะต้องมีชุมชนเข้ามาด้วย มีกรรมการเข้ามาด้วย เพื่อดูว่ามูลนิธิเข้ามามีวัตถุประสงค์อะไร ทางชุมชนยอมรับได้มั้ยในลักษณะอย่างนี้ แต่วัตถุประสงค์คือไม่ได้เกี่ยวกับโรงงาน ไม่ได้เกี่ยวกับอะไรหรอก เพียงแต่ต้องการให้กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนลงสู่ชุมชนให้ได้ นักเรียนรู้ปัญหาในชุมชน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาในชุมชนของตนเอง ผมคิดว่า เราควรส่งเสริมตรงนี้ด้วย เพราะอย่างน้อยโรงเรียนก็มีผู้สนับสนุน มีผู้จัดกิจกรรมนี้ให้ ทางมูลนิธิรักษ์ไทยเป็นผู้จัดกิจกรรม ทางนิคมอุตสาหกรรมเหมราชเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ ก็รับเข้ามาก็เสนอท่าน ผอ.ไป สุดท้ายก็คัดเลือกโรงเรียนมา ๔-๕ โรง มีโรงเรียนท่าเสาด้วยครับ ผมก็เสนอไปว่าโรงเรียนนี้มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยนักเรียนเป็นผู้ปฏิบัตินักเรียนเป็นผู้ทำ เขาก็เลยมาดูเขาเห็นด้วย เขาก็เลยรับโรงเรียนนี้…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

“… ที่เขต ๔ มีครูบรรจุใหม่ ผมก็จะเชิญโรงเรียนบ้านนาขนวนไปสาธิตการสอนให้ดู แล้วไปเล่าให้คุณครูฟังว่าที่นั่นมีอะไร และให้โอกาสโรงเรียนบ้านนาขนวนได้ไปเล่าสิ่งดีๆ ให้โรงเรียนอื่นฟัง…”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

๑.๓ ประสานหาแหล่งเรียนรู้สนับสนุนความเข็มแข็งเชิงวิชาการ

“…หาแหล่งเรียนรู้อื่น แม้เราจะทำงานกับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา แต่เราก็เตรียมหาแหล่งเรียนรู้อื่นๆ อีกที่จำเป็น ที่สำคัญ ที่เหมาะสม เพื่อเติมเต็มต่อยอด ก็มีทำกับม.มหาสารคาม และก็มูลนิธิสดศรีฯ เราก็พยายามหาเพิ่มเติมอยู่ครับ ส่วน MOU ที่ทำก็มีกับเขตพื้นที่กับโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา กับโรงเรียนนาขนวน กับอบต. เพื่อที่จะได้เป็นหลัก แต่มันก็แค่กระดาษแผ่นเดียวเหมือนกฎหมายบ้านเมืองตอนนี้ ถ้าไม่ได้ทำอะไรมันก็แค่กระดาษแผ่นหนึ่ง ทำอย่างไรให้กระดาษแผ่นนี้ที่เซ็นไปแล้วมีความรับผิดชอบกันด้วยครับ ..”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

“…เราก็เชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้ามาเพื่อมาเติมเต็ม อันนี้เพื่อเข้ามาช่วยในส่วนนี้ด้วย อาจารย์ก็เข้ามา ๒ ครั้งแล้ว แล้วผมจะมีกิจกรรมที่สอง เรื่องวิจัยอีกตัวหนึ่งที่อยากจะทำ ช่วงระหว่างที่เราทำเราก็เชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เขาทำเรื่องนี้อยู่ ที่เคยเป็นวิทยากรพวกผมอยู่ ผมก็เชิญมาด้วย มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วย อันนี้ที่ทำไปครับประมาณนี้ ก็มาที่เครือข่าย เพื่อมาเติมเต็ม พอได้อาจารย์มาพูดมาคุยมาร่วมแลกเปลี่ยน คุณครูก็บอกเข้าใจเพิ่มมากขึ้นนะครับ…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

๒. นิเทศเพื่อพัฒนา

สะท้อนให้เห็นถึงการนิเทศ ที่มีเป้าหมายอยู่ที่พัฒนาโรงเรียน มิใช่การประเมินได้ตกต่ำกว่ามาตรฐาน แต่เป็นการกระตุ้นให้คุณครูเป็นนักเรียนรู้ ขณะเดียวกันตนเองก็ “ร่วมเรียนรู้” ทำงานแบบ Active Learning ไปด้วยเช่นเดียวกัน

๒.๑ เริ่มที่ฟัง ไม่ตัดสินชี้ถูกชี้ผิด :

รับฟังเรื่องเล่าของคุณครู ไม่ใช้ตำแหน่งในฐานะที่ตนเองเป็นผู้นิเทศ แล้วตัดสินว่าการกระทำนั้นถูกหรือผิด เพราะเข้าใจดีว่า คำตอบอยู่ ณ หน้างานที่คุณครูปฏิบัติ

“…โดยปกติของศึกษานิเทศก์ของตัวผมเอง จะมีปฏิทินนิเทศก์อยู่ ทุกครั้งที่ผมไป ผมก็จะฟังครูก่อน นี่เป็นวิธีการของผม ให้ครูเล่าก่อน เมื่อใดไปโรงเรียนแล้วมีหัวหน้าสาระ มีใครหลายๆ คนมาแต่ก็จะให้คุณครูเล่าให้ฟังก่อน กำหนดประเด็นก่อนว่าวันนี้เราจะไปนิเทศก์เรื่องอะไร ครูเล่าให้ฟังก่อน ก็เป็นผู้ฟังเหมือนกัน แต่หลังจากนั้นเราค่อยมาคุยกันว่าแต่ละคนมีปัญหาอะไร แล้วก็ค่อยๆ ว่าไป อันนี้วิธีแรกที่ผมไป …”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

“… อย่าไปชี้ ไม่รู้แล้วอย่าชี้ คือมันมีปัญหาว่า ศึกษานิเทศก์ไปแล้วไป ชี้นู่นชี้นี่ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่รู้ แต่ไปเที่ยวชี้นู่นชี้นี่ซึ่งโรงเรียนหมดกำลังใจ ผมก็บอกเลยอย่าไปเที่ยวชี้ ผมนี่คลุกคลีกับโรงเรียนนาขนวนกับโรงเรียนลำปลายมาศมานานผมไม่เคยชี้เลยว่าผิดถูกอะไร ผมมีแต่ส่งเสริมให้เขาทำต่อไป เพราะว่าผมเชื่อว่าคำตอบอยู่ที่หน้างาน ถ้าคุณครูมีความรู้มีความสามารถ ปัญหาคือ ครูไม่กล้าทดลองนำนวัตกรรมใหม่ๆ ไปใช้ เราต้องให้ความมั่นใจให้ครู…”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

๒.๒ เป็นส่วนหนึ่งของวง PLC

“…ทุกครั้งที่ลงไป อย่างครั้งที่จะมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ท่าน ผอ.ปรีชา ท่านก็ว่าของท่านไป ผมก็คุยขอเวลานิดหนึ่ง เพื่อสร้างความตระหนักให้กับคุณครู แม้ว่าเราจะเริ่มทำไปแล้ว แต่บางทีคุณครูอาจจะท้อรอยู่บ้าง เหลืออีกกี่เปอร์เซ็นต์ยังไม่ ๑๐๐% ผมจะใช้ตรงส่วนนี้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ผมก็จะมีวิธีการว่า ทำไมคุณครูต้องทำ PBL ทำไมเราต้องใช้คำถามในการเรียนการสอน ในการถามจะถามอย่างไร ผมก็ใช้วิธีการนี้ในการกระตุ้นครูอีกแรงหนึ่ง อันนี้คือสิ่งที่เข้าไปร่วมโดยตรงในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

โรงเรียนที่มีครูหลายคนเช่นโรงเรียนขยายโอกาสที่ดูแลอยู่ บางครั้งที่เราไปแล้วเราเชิญครูวิชาการมา เชิญหัวหน้ากลุ่มสาระมา พร้อมทั้ง ผอ.ด้วย ผมจะใช้วิธีให้เค้าเล่าให้ฟังก่อน เช่น เราจะลงไปดูเรื่องของ PBL เรื่องการบูรณาการ ซึ่งเราประชุมไปแล้วอบรมไปแล้วครูทำมั้ย เชิญครูที่ไปรับการอบรมมา เพราะคิดว่าเค้าคงทำแล้ว เรายังไม่คุยอะไร วันนี้เราจะนิเทศเรื่องนี้ ก็ให้คุณครูแต่ละท่านลองเล่ารวมทั้ง ผอ.ด้วยว่า ทำอย่างไร จัดการอย่างไร ก็ฟังก่อน ยกตัวอย่างง่ายๆ คือไปโรงเรียนหนึ่ง เค้าบอกว่าครูที่โรงเรียนสอนเวียนหมดเลย แต่ทำไปอย่างนั้นแหละ มีงานมาให้ดูเสร็จ มีบูรณาการวิชานั้น วิชานี้ ทำเป็น PBL อย่างนั้น อย่างนี้ครับ แต่ถามเวลาทำก็ทำมา เพื่อให้คนดูเห็นว่าทำตามนโยบาย ผมก็ฟังก่อน ทุกคนพูดเหมือนกันหมด แต่ไม่ได้เอาไปสอนหรอก เพราะว่าสอนเวียน ก็สอนใครสอนมัน ก็ง่าย แล้วจะไปบูรณาการทำไมครู พอผมก็ฟังไปก่อน คือในวงจะเป็นอย่างนี้ แล้วหลังจากนั้น ผอ.ว่าไง ครูว่าไง จากนั้นผมก็รวบรวมประเด็นมาคุยกันว่า การทำแล้วไม่ใช้ มันมีประโยชน์อะไร คุณครูเสียเวลา แล้วถ้าคุณครูทำอย่างนี้ ถ้าทำเพื่อนโยบาย มันมีวิธีการอื่นอีกมั้ย …”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

๒.๓ นิเทศตามสภาพจริง ณ ฐานปฏิบัติ เช่น ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ขณะทำ PBL

“…อีกวิธีหนึ่งคือลงห้องเรียนเลย บางทีเรามีความรู้สึกว่า เราควรจะไปคุยกับคุณครู คุยกับนักเรียนบ้าง ในการลงห้องเรียน ผมจะมีหนังสือไปเล่มหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้ผมทำมาก่อนที่จะทำอันนี้อีก ในเรื่องการอ่าน เรามีหนังสือไปสักเล่ม ๒ เล่ม ถือไปเพื่อเด็กที่เขาเบื่อหนังสือที่เขาอ่านทุกวันๆ แรกๆ ไปให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ครูฟังสัก ๕ บรรทัด หนังสือแบบเรียนที่เขาเรียนทุกวัน เขาก็เปิด คือเขาก็ไม่ชอบตรงไหนเพราะอ่านจนชินแล้ว ถ้ามีหนังสือเราไปชอบเลย ที่อ่านไม่ออกก็อยากจะอ่านนะครับ เพราะเขาเห็นหนังสือ แต่พอไปคราวนี้พอผมลงห้องเรียนจะลองคุยกับนักเรียนก่อน ตั้งคำถามกับนักเรียนก่อน หรือให้นักเรียนอ่านหนังสือ แล้วตั้งคำถามดู อย่างครั้งที่แล้วไปห้วงหิน ลองไปลงห้องเรียนดู ก็ไปคุยกับเด็กแล้ว ให้อ่านการ์ตูนเรื่องดักแด้ นักเรียนเขาก็อยากอ่าน รู้สึกว่านักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนเครือข่ายเขามีความกล้าแสดงออกอยู่แล้ว คือไม่ต้องเรียกคนไหนหรอก เขาอยากจะมาอ่าน อ่านไม่ออกก็อยากจะมา เสียงดังมาก ‘ผมครับๆ’ คุณครูบอกจะมีคนหนึ่งที่ย้ายมาใหม่ อ่านไม่ออก อ่านไม่ค่อยได้ แต่อยากจะมาอ่าน แต่สะกดได้ ถ้าให้เวลาเขา เขาสามารถที่จะสะกดแล้วอ่านเป็นคำๆ แล้วเป็นประโยคได้ ผมเลยมองว่าพอเด็กอ่านแล้ว ก็เอาเนื้อหาจากในนี้มาตั้งเป็นคำถามสัก ๒ ประเด็น ดักแด้เป็นอย่างไรลูก เด็กยกมือบอกดักแด้เกิดจากตรงนั้นตรงนี้ หนูลองดูสิ ไหนลองวาดรูปวงจรว่าเมื่อกี้มันเป็นอย่างไร เด็กก็มาช่วยกันวาดๆ ช่วยกันนะครับ บางคนวาดได้แค่เป็นหนอนขึ้นมากี่วันๆ แค่นี้ครับ แต่สุดท้ายแล้วเด็กอาจไม่ครบวงจรหรอก ก็ทิ้งไว้เราก็ไม่บอก บอกแค่ว่าเดี๋ยวงวดหน้าครูมาหนูต้องไปศึกษาเรื่องดักแด้มานะครับ แล้วเดี๋ยวคุณครูจะให้วาดต่ออีก คือเราก็สอนครูด้วยแหละว่าไม่ใช่ให้ครูไปบอกซะหมด..”

“… เวลาเราไปจะมีการนิเทศ ก็คือนิเทศตามสภาพจริงนั่นแหละ ถ้าเราจะไปดูกิจกรรมของการจัดการเรียนการสอนแบบ AL ก็จะไปดูที่ตัวนักเรียน เราเข้าไปก็จะเห็นเด็กทำกิจกรรมอยู่ เราก็ประเมินจากสภาพจริงที่เห็น เวลาเด็กเข้าฐานเรียนรู้ บางทีก็ไม่ได้มีครูอยู่ตรงนั้น เพราะอาจจะมีหลายฐาน เด็กเขาก็จะมานั่งทำกิจกรรมกันเอง เราก็จะเข้าไปคุยกับเด็กเอง เห็นพฤติกรรมเด็กว่ามีการแบ่งหน้าที่บทบาทกัน แล้วก็นั่งทำกิจกรรมอยู่ในแต่ละฐาน เราดูแล้วเด็กเขาก็มีความสุขในการเรียนรู้ตรงนั้น ตรงนี้เวลาไปนิเทศ จะสอบถามเด็กว่าหนูเรียนอะไรกันอยู่ เป็นยังไง วางแผนกันยังไง เราก็จะได้ข้อมูลส่วนหนึ่ง เด็กแต่ละคนก็อยากจะคุยกับเราว่าเขาทำอะไร โดยที่ไม่มีคุณครูอยู่ตรงนั้น อันนี้เราประเมินจากการนิเทศก์แหล่งเรียนรู้ส่วนหนึ่ง…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

๒.๔ ดูการเปลี่ยนแปลงของคุณครู :

ติดตามความก้าวหน้าโดยดูการเปลี่ยนแปลงของคุณครู และการเปลี่ยนแปลงนั้นสอดคล้องกับวิถีชีวิตความเป็นครูมืออาชีพ คือ ครูเปลี่ยนเรื่องคุย แล้วก็มาคุยเรื่อง AL คุยเรื่องนักเรียนเรื่องการสอนมากขึ้น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียน และครูมีความสุขจากงานที่ทำ

“…ตัวผมเองในส่วนครู จะดูที่การเปลี่ยนแปลง ก็สังเกตสัมภาษณ์คุณครู สอบถามพูดคุยกับคุณครูว่าเป็นยังไง ดูรอยยิ้ม พอพูดถึงเรื่อง PLC หรือ AL หรือเรื่องแผนการสอนนี่ครูยิ้ม อยากจะเล่าให้เราฟัง ดูจากตัวแผนการสอนของเขามีพัฒนาการดีขึ้น การจัดห้องสภาพแวดล้อมในห้องมันเอื้อต่อการเรียนรู้มากขึ้น ดูผลงานของเด็กก็จะรู้ว่าคุณครูทำอย่างไรจัดกระบวนการอย่างไรมันถึงออกมาอย่างนี้ ก็ดูการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ได้ชัดเจนครับ ง่ายที่สุดก็คือคุยกันนี่แหละครับ ใช้ภาษาคนคุยกัน ไปคุยกันตอนนิเทศ หรือเจอกันในตลาด พอคุยเขาก็มีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนพอพูดเรื่องแผนการสอนนี่หน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาทันที มันเป็นยาดำสำหรับคุณครู เดี๋ยวนี้พอพูดเรื่องนี้ คุณครูเปลี่ยนเรื่องคุยกันนะ เรามาคุยเรื่องนี้กันมากขึ้น แล้วเขามีความสุข เขามีสิ่งที่อยากจะเล่าให้ฟัง…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

๒.๕ ดูพัฒนาการ ความสุข ของนักเรียน

อีกวิธีหนึ่งคือลงห้องเรียนเลย บางทีเรามีความรู้สึกว่า เราควรจะไปคุยกับคุณครู คุยกับนักเรียนบ้าง ในการลงห้องเรียน ผมจะมีหนังสือไปเล่มหนึ่ง ซึ่งวิธีนี้ผมทำมาก่อนที่จะทำอันนี้อีก ในเรื่องการอ่าน เรามีหนังสือไปสักเล่ม ๒ เล่ม ถือไปเพื่อเด็กที่เขาเบื่อหนังสือที่เขาอ่านทุกวันๆ แรกๆ ไปให้นักเรียนอ่านหนังสือให้ครูฟังสัก ๕ บรรทัด หนังสือแบบเรียนที่เขาเรียนทุกวัน เขาก็เปิด คือเขาก็ไม่ชอบตรงไหนเพราะอ่านจนชินแล้ว ถ้ามีหนังสือเราไปชอบเลย ที่อ่านไม่ออกก็อยากจะอ่านนะครับ เพราะเขาเห็นหนังสือ แต่พอไปคราวนี้พอผมลงห้องเรียนจะลองคุยกับนักเรียนก่อน ตั้งคำถามกับนักเรียนก่อน หรือให้นักเรียนอ่านหนังสือ แล้วตั้งคำถามดู

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

“…หลังจากที่ได้เริ่ม ทำกระบวนการนี้แล้ว เหมือนเด็กมีสัมมาคารวะมากขึ้น เวลาเห็นก็สวัสดีครับ แล้วเด็กหลายคน ส่วนใหญ่เวลาเราเดินไปในรั้วสมมุติ เมื่อก่อนต่างคนต่างอยู่แต่เดี๋ยวนี้เช้าๆคุณครูครับสวัสดีครับอะไรอย่างนี้ค่ะจะเป็นแบบกล้าทักทายเราเราก็มองว่าเหมือนเด็กเค้ากล้าที่จะเข้าหาเรา…”

นฤภร ภูแสนศรี เทศบาลท่าพระ จ.ขอนแก่น

“…อย่างง่ายที่สุดก็คือการดูว่านักเรียนมีความสุขในการเรียนหรือการจัดกิจกรรมมากน้อยเพียงใด ก็ใช้การสังเกตเด็ก ดูรอยยิ้มของเด็ก เขามีความสุขในการเรียนไหม บางทีสังเกตแล้วเห็นเด็กเขาพูดว่าวันนี้ค่ำไวจังเลย แต่เมื่อใดก็แล้วแต่ที่เด็กพูดว่า พรุ่งนี้ไม่ต้องมาโรงเรียนแล้วเด็กเฮ แสดงว่าเราจัดการศึกษายังไม่ดี แล้วก็สัมภาษณ์คุยกับเขาเลย คุยอย่างไม่เป็นทางการ อาจจะดูจากสถิติการมาเรียนว่าเขาไม่ขาดเรียน เขามาเรียนแล้วมีความสุข เขาส่งการบ้านส่งงานดี ดูจากชิ้นงานแล้วผลงานเขามีคุณภาพมากขึ้นดีขึ้น อันนี้ก็เป็นตัวชี้วัดที่เห็นได้ชัดเจนในเรื่องของนักเรียน…”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

๒.๖ ดูการมีส่วนร่วมของชุมชน

“…ส่วนผู้ปกครองหรือว่าชุมชน เมื่อก่อนเวลามีกิจกรรมหรือว่ามีงานอะไร ทางผู้ปกครองหรือว่าชุมชนเค้าก็จะไม่ค่อยเข้ามามีส่วนร่วมกับทางโรงเรียน มีอะไรก็เหมือนสั่งครู แล้วครูไปประสานกับผู้ปกครองเอานู่นเอานี่ ตัวผู้ปกครองเองไม่ได้เข้าถึงโรงเรียน แต่ปัจจุบันอย่างเวลามีกิจกรรมมีอะไรที่ขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง เค้าจะเข้ามาแล้วก็เหมือนกับเค้าสามารถเข้าถึงตัวครู ตัว ผอ.สามารถแสดงความคิดเห็นหรือว่าชี้แนะอะไรพวกนี้ค่ะ คือสามารถเข้าถึงได้มากกว่าเดิม จากตรงนี้เราก็เห็นข้อแตกต่าง…”

นฤภร ภูแสนศรี เทศบาลท่าพระ จ.ขอนแก่น

๒.๗ สร้างความเชื่อมั่น เสริมเติมให้กำลังใจ

“…ต้องสร้างความมั่นใจให้กับคุณครูก่อนในฐานะศึกษานิเทศก์ แล้วเราก็รู้จักกันมาอาศัยความคุ้นเคยตรงนี้แหละครับ มาเป็นการพูดคุยก่อนว่า มันดีอย่างไร มันไม่ดีอย่างไร พูดให้ครูอยากทำก่อน เพราะคุณครูเวลามาเขาจะเล่าว่างานเยอะอย่างนั้น อย่างนี้ แต่ทีนี้ ถ้าเราไม่อาศัยว่าความคุ้นเคยที่รู้จักกันมานาน แล้วมาพูดคุยมันก็จะง่ายขึ้น แทนที่จะเอาหลักการมาคุยกัน เราก็จะมาคุยว่าลองดูก่อนไหม สอนอย่างเดิมๆ ผลสัมฤทธิ์ไม่เห็นขึ้นเลยที่ทำ ลองเปลี่ยนวิธีใหม่ไหม..ถ้าไม่ดีก็หาวิธีอื่นต่อไปเพราะทำมาตั้ง ๒-๓ ปี ผลสัมฤทธิ์ก็ไม่เห็นไปไหนเลยยังเท่าเดิม เราอ้างอย่างนี้ก่อน ก็อาศัยความคุ้นเคยเป็นตัวเสริมแรงคุณครูทั้ง ๒ โรงนี้ อันนี้ส่วนที่ผมทำ แล้วก็สร้างความมั่นใจให้เขาแล้วตัวเราต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพาเขาไปด้วย…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

“..ก็จะหาโอกาสไป สิ่งที่ทำต่อไปก็คือหาเวทีให้คุณครู ได้มีโอกาสสาธิตขึ้นสอนในเวทีใหญ่ๆ ที่ผ่านมา มีแต่อยากให้วิทยากรเก่งนะ ครูนั่งอ้าปากนั่งฟังข้างล่าง แล้วคุณครูอนุบาลบ้านสะดำก็ขอผมว่าอยากขึ้นเวทีหน่อย อยากสาธิตที่จะแสดง เมื่อก่อนหนักใจมากเวลาพูดเรื่องการสอน เราก็กลัวคุณครูบอกว่าแน่จริงก็สอนให้ดูสิ เราก็กลัว แต่พอทำกับโรงเรียนต่างๆ โรงเรียนก็ขึ้นนำเสนอได้แล้ว ตอนนี้ผมมีหลายโรงเรียนครับที่กล้าที่จะขึ้นสาธิตการสอนนะครับ…

การได้รับเกียรติได้รับเชิญให้ไปจัดนิทรรศการ เป็นวิทยากร เช่นที่เขต ๔ ผมมีครูบรรจุใหม่ ก็จะเชิญโรงเรียน..ไปสาธิตการสอนให้ดู แล้วไปเล่าให้คุณครูฟังว่าที่นั่นมีอะไร อย่างนี้ก็เป็นตัวชี้วัดที่ผมภาคภูมิใจว่านี่เป็นความสำเร็จ คนอื่นๆ ในเขตก็เข้าใจ และก็ให้โอกาสโรงเรียน..ได้ไปเล่าสิ่งดีๆ ให้โรงเรียนอื่นฟัง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นความสำเร็จ”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

๒.๘ อยู่ตรงไหนก็นิเทศได้ ใช้โอกาสที่ได้พบปะกับคุณครูตามสถานที่ต่างๆ จากการใช้ชีวิตประจำวัน

“…ง่ายที่สุดก็คือคุยกันนี่แหละครับ ใช้ภาษาคนคุยกัน ไปคุยกันตอนนิเทศหรือเจอกันในตลาด บางทีนั่งใน Taxi เมื่อเช้าก็ยังคุยกัน พอคุยเขาก็มีเรื่องอยากจะเล่าเยอะ…”

มานิต สิทธิศร สนง.เขตพื้นที่การศึกษาศรีสะเกษ เขต ๔

๓. สนับสนุน กระตุ้นให้เกิด PLC

“…คืออย่างนี้ครับ ที่เขตพื้นที่มีข้อจำกัด ครั้งแรกไม่ได้คิดถึงบรรยากาศ มาครั้งนี้ผมก็เลยคิดแล้วคุยกับผอ.ปรีชาว่า บรรยากาศอย่างนี้มันใช่ เหมือนเราไปทำที่โรงเรียน บางทีมันก็อยู่ในห้องเรียน มันไม่ค่อยมีเวลาให้เรานั่งพูดนั่งคุย มันเสียงอะไรต่ออะไรดังไปหมด ทีนี้ตอนที่ผมทำที่เขตผมก็จะอย่างนี้ จัดที่เขต ๑๐๐ บาทนะ ถ้าจัดโรงแรม ๓๒๐ บาท แต่เราไม่ได้คิดถึงตรงนั้น เราคิดว่าเราก็จัดที่เขตได้ครั้งแรกนะครับ ที่เขตก็มีห้องนู้นห้องนี้ แต่ลืมคิดไปว่าบรรยากาศมันเป็นตัวหนึ่ง ที่จะทำให้การแลกเปลี่ยนเรียนรู้มันสัมฤทธิ์ผลที่ดี ตอนนี้ก็ยังคิดว่าจะไปจัดอย่างไรขอของเขตไว้อย่างนี้…”

ปัญญา สุขศิริ สนง.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต ๑

ผู้ปกครอง

๑. รับรู้และเข้าใจเป้าหมายการเรียนรู้แบบนักเรียนลงมือทำ

“…ปีนั้นที่โรงเรียนจัดการเรียนรู้วิชาบูรณาการเป็นปีแรก เลยเดินเข้าไปถามคุณครูว่า บูรณาการคืออะไรคะ คุณครูเค้าก็อธิบายให้ฟังว่า มันเป็นเอาวิชาหลายๆ วิชามาทำงาน ทำโครงการซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้อะไรต่างๆ ครูปีนั้นก็เครียดเพราะเริ่มเอาเข้าไปครั้งแรก ครูก็ไม่รู้จะทำยังไง ทุกคนกุมขมับ ทุกคนหน้ายุ่ง อธิบายยังไม่คล่อง…”

“…ก็บอกลูกว่าลูกไม่ต้องเรียนเก่งแต่ขอให้ลูกอยู่ได้ในสังคม มีชีวิตอยู่ได้และมีความสุขกับสิ่งที่ทำ กับสิ่งที่เรียนเพราะอะไรก็แล้วแต่ที่ทำให้เรามีความสุข เราก็จะ Happy กับมัน…”

สุนิสา บุญสุข ผู้ปกครองนักเรียน ร.ร.อนุบาลสตูล

“…ผมเซ็ตเครือข่ายผู้ปกครอง เครือข่ายผู้ปกครองผมมีเป็นร้อย ในแต่ละห้องมี ๕ ในสายระดับชั้นมี ๓๐ แล้วทั้งหมด ๖ สายชั้น ทั้งหมด ๑๘๐ เพราะฉะนั้นตรงนี้เขาต้องรู้ว่า สุดท้ายโจทย์ลูกแต่ละห้องนั้นมันเรื่องอะไรบ้าง แล้วผมเปิดพื้นที่หนึ่งก็คือผมจัดตั้งงบประมาณให้กับสายชั้นโดยให้เครือข่ายผู้ปกครองคิด Project ขึ้นมารองรับ ท่านจะไปสนับสนุนการเรียนของลูกในการเรียนรู้ก็ได้ จะพัฒนาสวนย่อมก็ได้จะทำอะไรก็แล้วแต่คุณ ตรงนี้มองว่าเปิดโอกาสเปิดพื้นที่ให้เขามีส่วนร่วม ในการสื่อสารแล้วทีนี้โดยหลักการคือต้นทาง พอระหว่างทางอย่างที่เรียนแล้วขั้นที่ ๕ หนึ่งภาคเรียนเด็กนักเรียนได้โจทย์อะไร เขาก็ต้องมารับรู้ให้เด็ก พรีเซ็นต์ว่าโจทย์คืออะไรอันนั้นคือกลางทางระหว่างทาง พอปลายทางเขาก็ต้องมาอีกครั้งหนึ่ง มาชื่นชมผลงานลูกหลานของเขา แล้วก็มีเวทีที่เด็กนำเสนอนี่คือการสื่อสารเป็นวงปกติ…”

สุทธิ สายสุนีย์ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

“…สามีบอกว่าลูกไม่ต้องเรียนเก่ง ไม่ต้องได้ที่หนึ่ง ไม่ต้องโดดเด่นก็ได้ แต่ต้องใช้ชีวิตให้เป็น รู้จักแบ่งปัน รู้จักเอื้อเฟื้อ รู้จักช่วยคนอื่น แค่นี้ ป่าป๊าก็ว่าลูกก็มีความสุข คนเรียนเก่งไม่จำเป็นจะต้องได้ทำงานดี ได้เป็นเจ้าคนนายคน ประสบความล้มเหลวมีไหม มี แต่คนที่ใช้ชีวิตเป็นเนี่ย มันหายาก แล้วต้องมีความสุขกับมัน ก็พยายามบอกลูกอย่างนี้ค่ะ…”

บังอร พ่อค้าช้าง ผู้ปกครองนักเรียน ร.ร.บ้านท่าเสา

๒. สนับสนุนและส่งเสริมการเรียนรู้แบบ AL

๒.๑ สนับสนุนให้ลูกได้ทำกิจกรรมตามที่ลูกต้องการ ตามที่ลูกชอบ ซึ่งสอดคล้องไปในแนวทางกับการเรียนรู้จาการปฏิบัติ ขณะเดียวกันได้ต่อยอดการเรียนรู้ของลูกจากที่โรงเรียนเพิ่มเติม

“…เมื่อกลับบ้านเขาก็จะมีกิจกรรมของเขาเหมือนกัน คือปลูกผักขาย รู้ทำงาน ทำโปรเจค

บอกจะเก็บเงินไว้ให้แม่ซื้อรถ และมีฝากไว้ที่โรงเรียนด้วย เป็นสิ่งที่เขาภูมิใจมาก เมื่อปลูกผักได้และได้เงิน เขาไม่อายที่ต้องไปขายของ เมื่อคราวก่อนมีงานปิดทองฝังลูกนิมิต เขาก็อยากทำตุ๊กตาปูนปั้น จะได้ได้เงินเยอะ แม่ก็ไปหาว่าที่ไหนมี ต้องพาเขามาซื้อถึงบางพลี เพื่อให้เขาไปออกร้านตุ๊กตาปูนปั้น เพื่อลูกจะได้ทำ จะได้แสดงออก ได้ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ…”

“…คุณแม่ช่วยลูกที่บ้านในเรื่องของการอ่าน เพราะว่าจะต่อยอดกับคุณครู เขาอ่านให้ครูฟัง เขาต้องกลับมาอ่านให้คุณแม่ฟัง แล้วก็มีลายเซ็นของแม่ไป อ่านทุกวันเขาก็สนุกสนานกับการอ่าน เขาอ่านไม่ได้อ่านด้วยน้ำเสียงปกติ เขาอ่านเป็นตัวละคร…”

“…ตอนนั้นเอารายงานไปเรียบเรียงที่บ้าน ก็ถามเขาว่าต้องทำอย่างไร เขาก็บอกว่าแม่ไม่ต้องยุ่ง มันต้องPresent ได้เพราะเป็นสิ่งที่เขาทำไงคะ บอกไม้โอ๊คว่าพูดให้แม่ฟังหน่อยไม่ได้เหรอ ว่าไม้โอ๊คจะนำเสนออย่างไร…”

บังอร พ่อค้าช้าง ผู้ปกครองนักเรียน ร.ร.บ้านท่าเสา

๒.๒ พูดคุยกับคุณครู ใส่ใจกับคำแนะนำของคุณครู สังเกตพฤติกรรมลูก เลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด

“…คุณครูให้ความสนใจดูลูกเรา ดูถึงปัญหาของลูกว่าไม่ค่อยสนใจ ยุกยิกนะ ถึงเวลาเราจะต้องพาลูกไปหาหมอ ถึงได้รู้ว่าน้องเป็นโรคสมาธิสั้น…”

“…หลังจากลูกกลับจากโรงเรียน เราไม่ได้ให้เขามาอ่านเลย ปล่อยให้เขาทำสิ่งที่ชอบ เขาชอบดูสารคดี แต่จะมีข้อตกลงกันว่า ไม้โอ๊ค ดูสารคดีก่อน สักครึ่งชั่วโมง เสร็จแล้วไม้โอ๊คมาเล่า มาอ่านหนังสือ ให้คุณแม่ฟังหน่อยได้ไหม อะไรประมาณนี้ คือเราต้องให้ความรัก และเวลาที่เขาอ่าน เราต้องสนใจเขาจริง ๆ ต้องให้ความรัก ต้องพูดเชิงบวก ต้องให้คำชมเชย…”

“…เริ่มจากให้เขาหยิบหนังสือมา โดยไม่ต้องกำหนดว่าเป็นหนังสืออะไร เราบอกไม้โอ๊คว่า อยากอ่านอะไร ก็ไปเอามาเลย พอเขาเอามา ก็ถามว่าอยากอ่านหน้าไหน แม่ก็จะให้เขาอ่าน แค่ไหนก็ได้ที่เขาอยากอ่าน”

บังอร พ่อค้าช้าง ผู้ปกครองนักเรียน ร.ร.บ้านท่าเสา

๓. เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียนรู้ AL

๓.๑ ให้ความเห็นต่อโจทย์การเรียนรู้

“…ตามความคิดของเราและเพื่อนร่วมทีมคือถ้าเอาเปลือกหอยมันจะเกิดผลอะไรขึ้นมาบ้าง ต้องไปเก็บเปลือกหอยไหม มันอยู่ของมันดีๆ ก็มาแลกเปลี่ยนกับคุณครูที่ทำการเรียนการสอน ก็บอกว่าไม่นะ เอาหอยเศรษฐกิจ หอยที่เขาเลี้ยงเยอะๆ เช่นหอยแครง แล้วนักเรียนจะได้อะไร แค่เอาเปลือกหอยแครงมาทำโมบาย แปะๆ แล้วก็จบเหรอ ครูก็ไปกระตุ้นเด็ก ถ้าไม่เรียนเปลือกหอย เราก็เรียนชีวิตของมันก็ได้ แล้วชีวิตหอยอะไรล่ะ กระตุ้นจนออกไปถึงหอยขม เขาก็มานำเสนอในวงแลกเปลี่ยน ถ้าเป็นหอยขมประเด็นศึกษาคืออะไร ที่อยู่ของมัน ชีวิตมันเกิดมาอย่างไร มีเรื่องอะไรที่น่าสนใจ ที่อยู่มันจะเกี่ยวกับธรรมชาติระบบนิเวศไหม ประเด็นน่าสนใจเนอะ ก็ไปกระตุ้นนักเรียนต่อจนได้โครงงาน จะศึกษาเรื่องนี้แหละ แล้วก็ไปเชิญผู้ปกครองของแต่ละห้องเข้ามาร่วมฟังเด็กนำเสนอโครงงานด้วย ซึ่งห้องนี้ผู้ปกครองได้มีส่วนเติมเต็ม ผู้ปกครองบอกว่าเป็นเรื่องดีได้ศึกษาระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม คุณครูต้องทำอย่างนี้ ต้องให้เห็นความแตกต่าง ว่าถ้าระบบนิเวศไม่ดีหอยมันจะอยู่อย่างไร จึงเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนหาแหล่งเรียนรู้ที่มีความต่างกัน ซึ่งเป็นผลจากการ comment ตั้งข้อสังเกตของผู้ปกครอง ซึ่งจัดในเวทีของนักเรียน…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

๓.๒ เป็นนักเรียนรู้เช่นเดียวกันกับลูกๆ

“…พัฒนาโจทย์วิจัยต้องไปเชื่อมต่อกับชุมชนให้ได้ และผู้รับผิดชอบโจทย์วิจัยต้องมีผู้ปกครองอยู่ด้วย มีผู้บริหาร มีผู้ปกครอง มีกรรมการการศึกษา เพื่อต้องการเป็นเงื่อนไขให้การสร้างการเรียนรู้นี้ร่วมด้วยช่วยกัน…”

สุทธิ สายสุนีย์ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

๓.๓ รับเชิญเป็นวิทยากรในการเรียนรู้ AL

“..แล้วคุณครูเค้าก็จะบอกวิธีการว่า โรงเรียนคุณครูเค้าทำแบบไหน ทำยังไง เราจะเข้าไปช่วยคุณครูยังไง คุณครูเค้าจะเหมือนเราถนัดทางด้านอาหาร เค้าก็จะโทรมาบอกว่าคุณแม่ว่างไหมคะ ช่วงนี้ให้คุณแม่ รบกวนคุณแม่เข้ามาเป็นวิทยากรช่วยหน่อยว่า ทำพานดอกไม้สด แกะสลัก อะไรอย่างนี้ค่ะ ทำน้ำฝรั่ง เวลาเราไปสอนเราก็จะมีวิธีการของเราว่า เด็กป.นี้ต้องทำยังไงบ้าง เด็กแต่ละคนเนี่ย หนึ่งถ้ามีหน้าแปลกๆเข้าไปฟัง มอง แต่ว่าถ้าเป็นคุณครูหน้าเดิมๆมา เบื่อไม่อยากเห็น”

สุนิสา บุญสุข ผู้ปกครองนักเรียน ร.ร.อนุบาลสตูล

๔. เข้าร่วมในวง PLC ระหว่างผู้ปกครองและครู

“… ตอนแรกที่วางแผนก็คือว่าเราจะทำวง PLC ของครูทุกชั้น แหม่มก็เลยนำเสนอว่าถ้าวงใหญ่เกินไปมันจะดีไหม ก็เลยเสนอว่าถ้าให้มันแคบลง เอาเป็นตัวแทนผู้ปกครองแต่ละชั้นดีไหม ให้มาเล่าถึงสิ่งที่พ่อแม่ประทับใจเกี่ยวกับลูก หรือว่าความสำเร็จ อันนี้ยังไม่ได้ตั้งหัวปลา ยังไม่ชัดเจน ถ้าจะทำมันจะไม่ทัน เพราะว่ามันวงใหญ่ และก็จะไม่มีคนเก็บประเด็นด้วย ก็เลยคิดว่าจะเอาผู้ปกครอง ป.๖ ก่อน เพราะว่าเขาจะจบแล้ว วันที่ ๒๘ นี้ปิด Quarter เราให้ผู้ปกครองมาทำวง PLC เพื่อที่จะดูว่าผู้ปกครองมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของลูกอย่างไร จากที่เราจัดกิจกรรมแบบนี้ การออกแบบการเรียนรู้แบบ PBL พฤติกรรมของบุตรหลานของเขาเป็นอย่างไร เปลี่ยนแปลงอย่างไร…”

สริตา ร.ร.บ้านนาขนวน

๕. ร่วมประเมินการเปลี่ยนแปลงในตัวเด็ก

“…เราจัดกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการวิจัย เราเปิดพื้นที่เต็มที่เลย ให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในโรงเรียน ทุกกิจกรรมในโรงเรียน แม้กระทั่งการวัดประเมินผลผู้ปกครองก็ต้องมาดู จัดการเรียนการสอนท่านมาดู มาเป็นวิทยากร มาเป็นส่วนหนึ่งของเรา ราเปิดใจเต็มที่ที่จะรับฟัง ที่จะร่วมด้วยช่วยกัน…”

ไพเราะ เกิดผล

———————————————————————————

๑ หัวปลา=ประเด็นในการพูดคุย หรือประเด็นในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้

]]>
อุ้มบุญ (57) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 12 https://thaissf.org/cd087/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd087 Thu, 04 Dec 2014 05:46:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/cd087/ ต้องการมีลูกคนเดียวแล้วพอ หรือการมีลูกคนหนึ่งแล้วต้องการอีกคนหนึ่งแล้วพอ คือมีข้อกำหนดที่ออกมาชัดเจน

ในแง่ของการคัดเลือกพันธุกรรมค่อนข้างจะลำบากในการตัดสินใจ ในทางปฏิบัติจริง ก็มีการเลือกอย่างกลายๆ อยู่แล้วว่า เพราะในแง่ผู้ปฎิบัติเราก็อยากให้คนไข้ที่มาทำกับเราท้องให้มากที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไข้

ส่วนตัวอ่อนที่เหลือจะทำอย่างไร ขอยกตัวอย่างคล้ายๆกับไข่ของหญิงที่ตกลงมาทุกวันทุกวันมันก็ถือเป็นสิ่งมีชีวิต เมื่อตกอยู่ในท้องเรา เราก็ทำให้มันตายไป หรือว่าเชื้ออสุจิที่มีการช่วยตัวเองให้มันออกมาเป็นการฆ่าเขาหรือเปล่า มันก็ออกมาเป็นล้านๆตัว เราไม่ได้ฆ่าชีวิตคนเป็นล้านๆ คนเสมอๆ หรือเปล่า

การเลือกพันธุกรรมตามความต้องการ ทำไมหมอศัลยกรรมตกแต่งทำให้หญิงสวยขึ้นได้ ทำไมผู้หญิงคนนั้นจะคัดเลือกลูกของเขาให้สวยหล่อไม่ได้ เราก็คิดไปได้มันก็จะมีข้อถกเถียงตลอดเวลาในลักษณะของทางนั้น

ในภาพรวมอยากจะได้ภาพที่ว่าเทคโนโลยีนี้ต้องมีองค์กรมาควบคุม ซึ่งอาจจะเป็นแพทยสภา ราชวิทยาลัย สูตินารีแพทย์ หรือองค์กรอะไรก็ได้ที่รวบรวมเข้ามา ร่างเป็นตุ๊กตาออกมาเป็นแนวปฏิบัติเลยว่า เราควรจะทำอย่างไร ไม่ควรจะทำอะไร เสร็จแล้วก็เอาตุ๊กตามาเสนอในประชาคม อาจจะเป็นแบบพวกเราอย่างนี้ก็ได้ครับ หลายๆ ความเห็นแล้วดูว่าประชาคมยอมรับไหม ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติ แต่ผมอยากให้กฎหมายออกมารับรองสิ่งที่เราทำขึ้น อย่างเช่นการตั้งครรภ์แทนอย่างนี้

ความเห็นที่ 9

ถ้าเราทำตัวนี้ได้ก็จะเป็นการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจว่า ตัวอ่อนคืออะไร ถ้าเราพูดว่า “ตัวอ่อน” แล้วทำความเข้าใจได้ว่าตัวอ่อนคืออะไร เมื่อเราพูดว่าเราจะไปเป็นจะต้องทำลายตัวอ่อนเราก็จะมีความเข้าใจมากขึ้นว่า การทำลายตัวอ่อนมันคือการทำลายอะไร เพราะไม่ใช่ให้คนคิดว่าตัวอ่อนนี้จะเป็นทารก นั่นคนจะเป็นกังวลมากว่ามันจะบาปหรือไม่ ความเข้าใจเช่นนี้มีความหมายมากในการที่จะทำให้คนเข้าใจตัวเทคโนโลยี และทางเลือกที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเขา

ความเห็นที่ 10

ในด้านของนักพันธุ์ศาสตร์ ถือว่าไม่มีคนใดที่จะสมบูรณ์แบบ (completely perfect) ทางพันธุกรรม จะขอกล่าวตรง ๆ ว่าผู้พูดเองก็เป็นโรคทางพันธุ์ศาสตร์ คือ G6PD เป็นโรคเม็ดเลือดแดงแตกง่าย และเป็นพาหะของโรคทธาลัสซีเมียด้วย แต่ก็สามารถมายืนพูดอยู่ตรงนี้ได้ และสามารถดำรงความเป็นแพทย์อยู่ตรงนี้ได้แม้จะมีพันธุกรรมที่ผิดปกติก็ตาม และยังมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์หลายคนที่เป็นโรคพันธุกรรมเพราะฉะนั้นใครจะป็นคนตัดสินว่าโรคทางพันธุกรรมโรคใดมีความร้ายแรง ขนาดไหน

อีกตัวอย่างที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ คือ โรค Down’s syndrome ผมเองได้มีโอกาสได้ดูแลเด็กกลุ่มอาการดาวน์ค่อนข้างมาก ก็พบว่าเด็กดาวน์บางคนที่เราคิดว่าเขาปัญญาอ่อน แต่ความสามารถด้านอื่นของเขาผมคิดว่าเขามีความสามารถเหนือกว่าผมด้วยซ้ำ เช่น เด็กดาวน์คนหนึ่งที่เขาสามารถเต้น และสามารถแสดงออกทางดนตรีซึ่งเหนือกว่าผมแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นด้านศิลปะ ก็เหนือกว่าผมและเหนือกว่าคนทั่วๆไป

อีกอย่างหนึ่งก็คือการจะคัดเลือกทางพันธุ์กรรมใดๆ หรือการทดสอบทางพันธุกรรม (genetic testing) แพทย์ทางพันธุศาสตร์จะถือว่าต้องมีการให้คำปรึกษา (counseling) ก่อน เรียกว่า pre-test counseling ก่อนที่จะทดสอบทุกอย่าง ต้องให้ความรู้ไม่ว่าจะเป็นญาติผู้ป่วย ผู้ป่วย หรือคู่สามีภรรยา ว่าโรค ทางพันธุกรรมนั้นมีอาการอย่างไรและมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด โรคทางพันธุกรรมบางอย่างอาจจะมีความรุนแรงมาก แต่ก็มีบางโรคที่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เราคิด ขอยกตัวอย่าง เด็กกลุ่มอาการ Down’s syndrome ที่เรารู้จักกันดี เด็กดาวน์จะมีตั้งแต่ IQ ที่ปัญญาอ่อนมาก ๆ จนกระทั่งถึงที่สามารถเรียนรู้ร่วมได้ คือสามารถเข้าโรงเรียนได้เรียนร่วมกับปกติได้ ซึ่งมีความช่วยเหลือจากสังคมและสังคมได้ให้การยอมรับมากขึ้น มีการให้การศึกษาแก่พวกเขา เขาสามารถเรียนร่วมกับเด็กอื่นได้ หลายท่านอาจจะรู้จัก “น้องลูกน้ำ” ซึ่งตอนนี้จบปริญญาตรีแล้ว ดังนั้นจะเห็นได้ว่าค่อนข้างหลากหลายไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นอย่างที่เราคิด ดังนั้นเราต้องให้ข้อมูลกับคู่สามีภรรยา ต้องให้คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงซึ่งก็คือตัวอ่อนเป็นคนตัดสินใจ ซึ่งอันนั้นมันทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ เพราะฉะนั้นก็ต้องให้คู่สามีภรรยาเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งต้องเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องและละเอียดมากที่สุด

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (16) https://thaissf.org/sh108/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh108 Sun, 16 Nov 2014 15:25:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/16/sh108/ มีการเกิด COP หลายๆ COP COP เบาหวาน COP เรื่องผู้พิการ COP เรื่องคุณธรรม หลายพื้นที่เราจัดตั้งวงเราทำโดยอาศัยยุทธศาสตร์จังหวัด… ”

พิทักษ์ เอ็นสวัสดิ์ สสจ.พิจิตร

“…. ก็คุยกันไปกันมา ตอนแรกบอกว่าอยู่ได้สองโมงครึ่ง แต่วันนั้นอยู่ถึงสี่โมงครึ่ง ทุกคนพูดหมด พอหลังจากพูดหมด เราก็ถอดบทเรียน ทุกคนก็บอกว่าถ้าวันนี้เราเอาของทุกคนมาก็จะเป็นระบบ complete ที่สุด คนที่ทำดีที่สุดจะมีระบบ screening การดูแล แต่ยังไม่ใช่เชิงลึก มันยังไม่ได้เป็นเครือข่าย เราพาไปเยี่ยมของแต่ละหมู่บ้าน แต่อีกของคนหนึ่งทำเชิงลึกในเรื่อง difficult case แต่เรื่องการคัดกรองยังไม่ถึง 80% เพราะยังไม่ตอบสนองตัวชี้วัด อย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการ อีกคนหนึ่งบอกว่า หนูมีปัญหาแบบนี้ สิ่งที่พี่เขามีปัญหาทางหน่วยเราเอาไปแก้ไข บรรยากาศวันนั้นเป็นอะไรที่สนุกสนาน อยากให้ไปทำแบบนี้กับ รพ.สต. เขาบ้าง ในเรื่องของการบริหารจัดการที่จะสนับสนุนผู้สูงอายุในระบบต่อเนื่อง เงินโอทีอะไรประมาณนี้ เขาก็เห็นความสำคัญ จนเราพูดจบถอดบทเรียนเสร็จแล้ว เราก็เลยบอกว่าถ้าสมมุติเรากลับไปทำให้ทำแบบนี้ จริงๆ วัตถุประสงค์ที่เราทำก็คือ หนึ่งเราอยากทราบว่าปัจจุบันผู้สูงอายุถูกดูแลไปถึงไหน ตัวชี้วัดเป็นอย่างไร และอีกอย่างหนึ่งก็คือ กระบวนการที่จะไปทำ ลปรร. จากกลุ่มที่ตัวเองคิดว่าหลากหลาย เราก็คิดว่าจะต้องมีปัญหาแน่นอน การยอมรับว่าตัวเองจะต้องมานั่งฟังเรื่องดีๆ พูดหรือเปล่า หลังจากสรุปเสร็จแล้วเราก็ได้แนวทางว่าประชากรกลุ่มผู้สูงอายุ มาจากทั้งทะเบียนบ้านคือยึดของ อบต.ในเรื่องของการ screen เป้าหมายของอำเภอของเรา ใช้แบบ screen ของสถาบันเวชศาสตร์ครอบครัว คือ ADL เขาก็คัดกรองอยู่แล้ว เพราะแบ่งประเภทผู้สูงอายุ สมองเสื่อม ซึมเศร้า เสี่ยงต่อการหกล้ม โภชนาการ เราตั้งเป้าหมายตอนนั้น 60% พอเรามาฟังเขาพูด เขาบอกว่าคงไม่ได้หรอก เพราะว่าผู้สูงอายุเขามันเยอะ การคัดกรองสมองเสื่อมต้องใช้พยาบาล ถ้างั้นเราจะเอาอย่างไรให้ได้เชิงคุณภาพจริงๆ เรื่องคัดกรอง 2 แบบ คือสมองเสื่อม กับสุขภาพจิต ให้ผู้สูงอายุ 80% ทุกคน ของประเภท 2 ประเภท 3 ขอกลุ่มนี้ 100% สำหรับกลุ่มสมองเสื่อมกับสุขภาพจิต เขาก็โอเค ไม่ใช่ 60% ของทุกคนนะ แต่ 100% ของ 80 ขึ้นไป เขาบอกว่าทำได้ มันเป็นเป้าหมายที่เขาตั้งเองเขาคิดว่าเขาทำได้ และเขาก็บอกว่าขอให้อำเภอไปทำแนวทางการดูแล ประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 3 ที่เป็นของอำเภอหนองบัวระเหว…”

ลักขณาภรณ์ เสนชัย รพ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

ผลลัพธ์กระบวนการ ลปรร.

เป้าหมายการจัดกระบวนการ ลปรร. คือ ผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงดีๆที่เกิดขึ้นต่อการพัฒนางาน รพ.สต. หลายแห่งติดตามผลลัพธ์ด้วยวิธีง่ายๆไม่สลับซับซ้อน มีประโยชน์ต่อการวางแผนพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ

ผลลัพธ์หรือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจัดกระบวนการ ลปรร. หลักๆ คือ

1. ความรู้/เนื้อความรู้ โดยนำบันทึกข้อมูลเรื่องเล่าวิธีทำงานที่สำเร็จจากวง ลปรร. มาจัดทำเรียบเรียงเป็นเอกสารผลงานวิชาการ ถอดบทเรียนเป็น good practice และหรือ best practice ที่มีกระบวนการวิธีปฏิบัติ ที่ทุกคนสามารถเทียบเคียงเอาไปใช้ได้

“… ตอนที่ตั้งวง ก็จะมีประเด็นที่เขาเขียนเรื่องเล่ามา 5-6 ประเด็น เสร็จแล้วเราก็เอาประเด็นนั้นมาเปิดเป็น best practice ของจังหวัด เช่น ผู้ป่วยเรื้อรังของจังหวัด ในบทจากเรื่องเล่าที่เจ้าหน้าที่ไปทำเรื่องนี้ ถ้าเรื่องเบาหวาน ความดัน จะต้องดูแลอย่างไร จะต้องทำอย่างไร จะเกิดเป็น best ของคนระนองขึ้นมา เป็นลักษณะเล่าการทำงานว่า ถ้าจะต้องดูแลผู้ป่วย case อย่างนี้ต้องทำอย่างไร รวมเป็นเรื่องเล่า เป็น best practice 5 ประเด็น เป็นหนังสือมี 2 เล่ม…”

บุษกร อุ่ยเต็กเค่ง สสจ.ระนอง

“… มีของขอนแก่นนะคะว่า แต่อาจจะยังไม่กระจายไปมาก เรื่องนี้ความรู้ที่ได้สกัดออกมาเกิดจาก CBL เกิดจากโครงการ CBL ใช้บริบทเป็นฐานการเรียนรู้แต่ละครั้ง สรุปสุดท้ายเขาจะได้มาเป็น CPG ของ รพ.สต. CPG ซึ่งโดยปกติไม่ว่าเรื่องอะไรก็จะออกมาจากกรมและไปจังหวัด ไปอำเภอ อำเภอไปที่พื้นที่ ซึ่ง CPG ตัวนั้นไม่เหมาะที่จะใช้กับพื้นที่ เพราะว่าเรื่องเดียวกันก็จริง แต่ CPG ที่มาจากส่วนกลางจะเป็นแนวทางหลักๆ ไม่ใช่วิธีปฏิบัติในพื้นที่ อย่าง CUP หนองสองห้อง โครงการ CBL ที่เขาทำมันทำให้เขาได้ตัวเหล่านี้ออกมา ได้ 2-3 เรื่องไม่มาก และจะนำสู่การไปใช้ เขาจะทำในลักษณะปฏิทินตั้งโต๊ะ ทำให้เจ้าหน้าที่ของรพ.สต. เอาไปใช้ได้ เช่น เรื่องของเบาหวาน ที่จะมีแนวทางของส่วนกลางเป็นทฤษฎีภาพรวมเลย พอมาถึงพื้นที่ของเขา เบาหวาน ต้องใช้แบบนี้นะ หรือเรื่องคนไข้ MI ก็แล้วแต่ ในพื้นที่ของเขามี ตอนนี้กำลังออกมาเป็นแผ่นๆ ยังไม่มีเป็นปฏิทินให้เปิด แต่ว่าก็งวดเต็มที่แล้ว…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

2. การเรียนรู้ของผู้เข้าร่วมกระบวนการ ลปรร.

2.1 เปลี่ยนแปลงวิธีทำงานและหรือรูปแบบการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ หน่วยงาน/องค์กร ตัวอย่างเช่น นำกระบวนการ ลปรร. เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำเดือน เจ้าหน้าที่ตื่นตัว สนใจ และเข้าร่วมเพิ่มขึ้นและสม่ำเสมอ

2.2 เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางส่งเสริมพัฒนางาน

2.3 วิธีคิด มุมมองเปลี่ยนไป คือ เข้าใจปัญหาเหตุการณ์ วิธีทำงานเพื่อนร่วมกัน ผู้ป่วย ที่เกิดขึ้นกับสิ่งรอบตัว

2.4 เห็นคุณค่างาน เห็นคุณค่าตนเอง

“… เกิดการประชุมประจำเดือนเพื่อพัฒนางานในรูปแบบใหม่ด้วยการประยุกต์ใช้กระบวนการ ลปรร. และการจัด ลปรร. แบบสัญจรในแต่ละ รพ.สต. ติดต่อกันเป็นประจำในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเพิ่มทักษะในงาน…”

เสาวดี สังข์ทอง สสอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

“… ก็เลยรู้สึกว่าวิธีการเล่าเรื่องเราก็ได้วิธีการทำงานที่ดีในพื้นที่เราอีกเยอะ ในส่วนตัวที่ได้ หลังจากนั้นก็เอาไปลองทำเอง เราประทับใจว่าเราทำได้ ก็ลองไปทำเอง น้องๆ ที่ทำก็รู้สึกดี เราทำเรื่องเจาะเลือดเบาหวาน น้องๆ ที่ทำก็ได้ประโยชน์ว่าเอาไปใช้ได้ดีนะพี่ จากเมื่อก่อนเราเจาะเลือดเราต้องตีคนไข้ นวด เราได้เทคนิคใหม่ ทุกคนก็แชร์กัน เราก็เอาไปในพื้นที่ 3-4 ที่ ร่วมกับทีมผู้บริหาร จากผู้บริหารไม่เคยไปพื้นที่ก็ได้ไปพื้นที่กับเรา เกิดเครือข่ายการทำงานกับ รพ.สต. ในพื้นที่ หมอที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมก็เริ่มเข้ามา ชวนก็ง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้ เข้าใจเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มากขึ้น…”

สถิต สายแก้ว รพ.ราษีไศล จ. ศรีสะเกษ

“ … ตั้งประเด็นว่า ทำไมเขาถึงติดยาเสพติด ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ ให้เขาเล่า แรกๆ เขาก็ไม่เล่า หลังจากพี่ติ๊บได้คุยกัน ก็สนิทสนมพยายามใกล้ชิด ให้ความเห็นอกเห็นใจเขา เขาก็กล้าเล่าให้ฟัง ว่าเป็นอย่างไร คือเขาติดยาเพราะตามเพื่อน บางครั้งก็อยากลอง บางครั้งก็ขาดความอบอุ่นในครอบครัว หลายๆ อย่าง เขากล้าเล่าให้เราฟัง จนเกิดความสนิทกันขึ้น จนกระทั่งอบรมเสร็จ เข้าค่าย10 วัน เสร็จแล้ว เขาก็โทรศัพท์ มาหาเรา บอกว่าเขาอบอุ่นขึ้น ทำให้เขามีค่าขึ้น เพราะไม่มีใครรังเกียจเขา เขาจะไม่หันไปติดยาอีก… ”

ศจี ชูศรี สสอ. เมือง จ. ระนอง

“… สิ่งที่เราได้ในการทำวงเล็ก 26 คน คือ วิธีคิด เขาปรับเปลี่ยนไปเลย หลังจากการประเมินตรงนั้น เขาบอกว่าต่อไปนี้การทำงานของเขา เขาจะไม่ทำแค่ว่ามาประชุม แต่จะเอาวิธีนี้ไปถ่ายทอดใน สสอ.เขาว่า ต่อไปนี้ไม่ใช่ว่าสสอ.เรียกมาประชุม ก็แค่มาประชุมและรับฟังการชี้แจงและก็กลับไป แต่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนในพื้นที่ของเขา และก็สิ่งที่เราได้ก็คือ เราได้ระบบงานที่เกิดขึ้น เราได้สิ่งที่เราจะต้องลงไปติดตามประเมินผลกลุ่มเหล่านี้ ที่ไม่ต้อง KPI อย่างที่พี่หน่อยบอก เราไปโดยไม่ต้องมี KPI เขารับเราแน่นอน อันนี้เป็นภาพแรก แต่จริงๆ อีกหลายภาพ…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

“… เรื่องความสัมพันธ์ของเจ้าหน้าที่ พอเกิดการตั้งวง ความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับพื้นที่ รพ.สต. ดีขึ้น ระหว่าง รพ.สต. ด้วยกัน พอได้มาพูดคุยกัน เห็นแนวทางการทำงาน ได้แลกเปลี่ยนตรงนี้ด้วยและอีกอย่างหนึ่งเหมือนเข้าอกเข้าใจ เห็นอกเห็นใจกัน เกิดการทำงานเป็นทีมขึ้น เกิดการทำงานที่เป็นเครือข่าย เช่น ตรงนี้มีปัญหาก็จะช่วยเหลือกัน เกิดการช่วยเหลือกันระหว่างการทำงาน ถ้าไม่มีวงตรงนี้ก็ต่างคนต่างทำงาน อันนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง…”

นุชนภางค์ ภูวสันติ สสจ.สระบุรี

]]>
อุ้มบุญ (56) การประชุมรับฟังข้อคิดเห็นเรื่องกฎหมายกับการปฏิสนธิเทียมและการคัดเลือกทางพันธุกรรม ตอนที่ 11 https://thaissf.org/cd086/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd086 Thu, 04 Dec 2014 02:16:49 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/04/cd086/ นอกเหนือจากคุณสมบัติทางจิตใจและร่างกายที่พร้อมที่จะตั้งครรภ์ได้แล้ว น่าจะเป็นเรื่องของผู้ที่เป็นเจ้าของไข่กับสเปิร์ม และผู้ที่จะรับตั้งครรภ์ ว่าเขามีความสัมพันธ์กับอย่างไร เขามีความพอใจกันและกันหรือไม่

ประเด็นต่อไป เป็นกรณี หญิงรักหญิง ชายรักชาย ที่อยากจะมีลูก เห็นว่าขณะนี้สังคมไทยไม่พร้อมเนื่องจากยังมีความเข้าใจผิดติดค้างในสังคมเยอะ ว่าการที่เป็นคนรักเพศเดียวกันนั้นเป็นโรค เพราะฉะนั้นโอกาสที่เด็กมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้จะได้รับการเลือกปฏิบัติ จึงยังไม่ควรต้องเสี่ยงให้เด็กต้องมาเจอกับการเลือกปฏิบัติ

อย่างไรก็ดีเสนอให้เราจะขับเคลื่อนต่อไปอย่างไรในภาพรวม คิดว่าเราไม่ควรจะคุยในเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรมีมิติทางสังคม วัฒนธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องและยังไม่ไปพร้อม ถามว่าแล้วเราจะเคลื่อนต่อไปอย่างไร ก็คงต้องเอาสมอง เอาเวลา เอาเงินทุน สารพัดไปลงให้กับกิจกรรมด้านสังคมและวัฒนธรรม ให้มากกว่าเรื่องการทำงานด้านเทคโนโลยี

ประเด็นสุดท้าย คือในการที่จะพิจารณาการใช้ ART นี้ต่อไป ควรแยกพิจารณาในสองเรื่องใหญ่คือ ART เพื่อประโยชน์ของบุคคล กับ ART เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์

ความเห็นที่ 7

เกี่ยวกับเรื่องอุ้มบุญ ในประเทศอังกฤษ หลังจากคลอดแล้ว จะมีสูติบัตรใบใหม่ให้สำหรับพ่อแม่ทางพันธุกรรมให้ โดยไม่ต้องรับบุตรบุญธรรม

เกี่ยวกับการเลือกเพศบุตร เพิ่มเติมข้อมูล สืบเนื่องมาจากการจัดประชุมสถาบันที่ให้บริการ ART 30 แห่งทั่วประเทศ ได้พิจารณาเรื่องควรจะให้บริการเลือกเพศบุตรโดยสาเหตุทางสังคมหรือไม่ พอจะสรุปความได้ดังนี้

1. ถ้าการปล่อยให้เลือกเพศบุตรจะก่อให้เกิด sex discrimination หมายถึงผู้ชาย-ผู้หญิงไม่เท่าเทียมกันหรือไม่ มีความเห็นแย้งว่า ถ้ามีลูกชาย 1 คน ต้องการลูกสาว เราก็เลือกลูกสาวให้เขา คงไม่ใช่ sex discrimination แต่ว่าเขาต้องการ balance family เพราะยุคปัจจุบันคงไม่มีใครอยากมีลูก 7 คนไม่ได้เพศตามที่ต้องการ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีเทคโนโลยีในมือที่จะเลือกเพศบุตรได้ แล้วทำไมเราถึงไม่ยอมให้เขาใช้เทคโนโลยีอันนั้น

2. ในประเด็นถ้าเลือกเพศแล้วทำให้สัดส่วนเพศ (sex ratio) ของประชากรเปลี่ยนไป ประเด็นนี้ก็ไม่จริง เพราะมีผลวิจัยโดยการคำนวณสถิติแล้วว่า ถ้าปล่อยให้มีการเลือกเพศเสรีด้วยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ สัดส่วนเพศก็จะไม่เปลี่ยน เพราะคนที่เข้าถึงเทคโนโลยีมีจำนวนน้อย และคนที่มาเลือกโดยเฉลี่ยก็จะมีเลือกชายกลุ่มหนึ่ง หญิงกลุ่มหนึ่ง ก็จะสมดุลไปในที่สุด

ถัดไปคือการทำลายตัวอ่อน ประเด็นคือถ้าเราเลือกเพศบุตรได้แล้ว ตัวอ่อนที่เหลืออยู่จะทำอย่างไร ไปทิ้งไว้ไหน ถ้าเป็นคนที่ดำเนินการในเรื่องนี้อยู่จะตอบทันทีว่า การทำลายตัวอ่อนนี้เกิดขึ้นเกือบทุกวันอยู่แล้วในห้องปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน ไม่สามารถแช่แข็งตัวอ่อนได้ตลอดไป ก็ต้องทำลายกันอยู่ดี เพราะว่าไม่มีใครสามารถเก็บตัวอ่อนไว้ได้ หรือในกระบวนการอย่างนี้ มันมีเกิดแก่เจ็บตาย

การทำลายตัวอ่อนเป็นเรื่องธรรมดาปกติใน ART อยู่แล้ว ถ้ายอมให้มีการแช่แข็งตัวอ่อนก็แน่นอนว่าต้องมีการทำลายตัวอ่อน แม้กระทั่งเป็นตัวอ่อนที่ปกติ ไม่ใช่ตัวอ่อนผิดปกติ เพราะฉะนั้นก็มีบางประเทศที่ห้ามแช่แข็งตัวอ่อนเลย คือไม่ยอมให้มีการฆ่าตัวอ่อน ถ้าพูดอย่างนั้นคือต่อไปต้องมีการออกกฎว่าห้ามแช่แข็งตัวอ่อน คือจะไม่มีฆ่าตัวอ่อนเลย แต่ว่าจะทำให้การทำงานยากขึ้น คนไข้เวลาทำกระตุ้นไข่ทำเด็กหลอดแก้ว เสียค่าใช้จ่ายมาก ถ้ามีตัวอ่อนเกินแล้วเราแช่แข็งได้ ก็จะทำให้โอกาสท้องเขาสูงขึ้น เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ถ้าเราไม่ยอมอย่างนั้นก็จะมีผลเสียมหาศาลเช่น

ประเด็นต่อไปเรื่องห้ามวิธีเลือกเพศบุตรโดยการทำเด็กหลอดแก้ว ทำไมจึงไม่ห้ามวิธีอื่นล่ะ ทำไมจึงไม่ห้ามแยกสเปิร์ม คือถ้าห้ามควรห้ามทุกวิธี ซึ่งทำได้ยาก นอกจากนี้เราไปห้ามวิธีที่ได้ผล เรารู้อยู่ว่าวิธีเดียวในปัจจุบันที่ได้ผลในการคัดเลือกเพศบุตร ถ้าเราไปห้ามวิธีที่ได้ผล แล้วยอมให้เขาทำวิธีไม่ได้ผล ก็จะทำให้เสียเศรษฐกิจ แล้วก็ถ้าเขาไม่ทำในเมืองไทย เขาก็ไปทำที่อื่น และสุดท้ายเหมือนกันการทำแท้งเราปฏิเสธว่า เราไม่มีการเลือกเพศบุตรและออกกฎหมายห้ามเลือกเพศบุตร คิดว่าเราห้ามกฎหมายแล้วคนเขาจะทำตาม สุดท้ายก็ยังคงมีการเลือกเพศบุตรอย่างนี้อยู่ แต่ถ้าเราเปิด น่าจะมีประโยชน์ เพราะเราสามารถควบคุมได้ ทำให้การบริการมีคุณภาพมากขึ้น

]]>