นวัตกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png นวัตกรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (11) https://thaissf.org/sh103/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh103 Sat, 08 Nov 2014 14:27:39 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/08/sh103/ จะตอบรับตัวชี้วัดนี้ ก็เรียกมาคุยก็เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็เกิดกระบวนการทำงานเชิงคุณภาพขึ้น พอเรื่องคนเรื่องงานเสร็จแล้วก็เรื่องพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ ก็จะแตกต่างจากที่อื่น…”

บุษกร อุ่ยเต็กเค่ง สสจ.ระนอง

“…ขอนแก่นทำ 3 ตัว ร่วมกัน PCA ,CBL ด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งหมดก็คือใช้เครื่องมือตัวเดียวก็คือ ลปรร. ไม่ว่าจะเป็น PCA, CBL, KM เราจะใช้ตัวเดียวกัน เวลาลงไปทีมประเมินผลก็ไปชื่นชมสิ่งเหล่านี้เหมือนกันว่า CUP ไหนสามารถทำอย่างนี้ได้…”

บัวบุญ อุดมทรัพย์ สสจ.ขอนแก่น

“… จังหวัดสร้างพื้นที่หรือเวทีในการแลกเปลี่ยน หลังจากอบรมกับมูลนิธิฯ กลับมาจัดเวทีเกี่ยวกับเรื่องมหกรรมสุขภาพ 2 เรื่อง คือเรื่องวิชาการให้นำเสนอผลงานวิจัย กับเรื่องนวัตกรรมที่ให้มาแลกเปลี่ยนกัน เป็นเวทีที่น่าประทับใจ คนที่เล่ารู้สึกมีคุณค่า เขามีความสุขมาก และเราสนับสนุนเรื่องของวิชาการให้ ซึ่งเรื่อง CBL กำลังจะเกิดการประเมิน แต่ละพื้นที่ต้องส่ง 1 เรื่อง เพื่อประกวดระดับเขต ก็ทำการบูรณาการมาจัดเป็นวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้มาเล่าเรื่องแทนการนำเสนอ แต่มีลักษณะกระบวนการที่ให้ประเมินและออกเสียงเลือกในตอนสุดท้าย ให้ทำการประเมินกันเองจาก 9 แห่งเพื่อคัดเลือกไป ครั้งนั้นเป็นการใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อเสริมให้เกิดการเรียนรู้ระหว่างพื้นที่ด้วย ผลออกมาทุกคนเล่าแบบมีความสุข ตัวแทนเป็นผู้อำนวยการจากโรงพยาบาลสามง่ามที่เป็นเป้าหมายของงาน CBL เข้าร่วมตั้งแต่เช้าถึงเย็น และได้รับคำชี้แนะในการทำกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่อไป เสนอให้ทำเป็นประเด็นๆขึ้นมาจากที่เขาเห็นความสำคัญ และเห็นว่าหากจะต่อยอด จังหวัดต้องมีเวทีเรื่องการจัดการความรู้โดยเน้นเรื่องกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาใช้…”

พิทักษ์ เอมสวัสดิ์ สสจ.พิจิตร

3.นำไปใช้เป็นเทคนิคในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งในการเสริมคุณภาพของงานเดิม

เพื่อเสริมคุณภาพงานประจำที่ทำอยู่ให้ดีขึ้น และมีผู้คนจากหลายฝ่ายมาร่วมกันทำงาน เช่น นำกระบวนการ ลปรร. ไปใช้ในการประชุมประจำเดือนแทนรูปแบบประชุมเดิมๆ ทำให้ผู้เข้าร่วมประชุมสนใจมากขึ้น นำไปเป็นเครื่องมือในการประเมินและนิเทศก์งาน

“… เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นนักวิชาการและเป็นผู้ช่วยสาธารณสุขอำเภอ รับผิดชอบดูแลกลุ่มพยาบาล รพ.สต. เมื่อได้รับเครื่องมือ ลปรร. ก็มีการไปปรับใช้ในการประชุมประจำเดือน แทนการประชุมแบบเดิมๆ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง จากเมื่อก่อนมาเข้าร่วมประชุมกันตามปกติ ไม่ค่อยได้รับความสนใจ พอเปลี่ยนมาเป็นการ ลปรร. เขาต้องมีการเตรียมตัว มีการวางแผนในประเด็นที่จะมาแลกเปลี่ยน น้องๆเกิดความกระตือรือร้น ไม่ขาดการประชุม ให้ความร่วมมือดีขึ้น ในการประชุมกลุ่มพยาบาลทุกเดือน…”

เสาวดี สังข์ทอง สสอ.ท้ายเหมือง จ.พังงา

“… และเรามาคัดเลือก เรื่องที่เป็น best practice ในกลุ่ม ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องดีเรื่องเด่น แต่ละคนมาร่วมเวทีเสร็จเล่าเสร็จ เราก็มาสรุปทีหลังว่าที่เราจัดเวทีนี้วัตถุประสงค์ คือสิ่งที่คุณอยากได้ คุณเล่าออกมาแบบไหนคุณก็เอาไปเขียน paper แบบนั้น อันนั้นก็คือเอาจากประเด็นปัญหาของพื้นที่ เราไปประเมินส่วนขาด ว่าเขายังขาดอะไร เขาอยากรู้เรื่องอะไร ก็มากำหนดเป็นประเด็นหัวปลา…”

จินตนา นาคงาม รพ.โพธาราม จ.ราชบุรี

“…ของเราจะมีการนิเทศก์ทั้ง 2 ส่วน ทั้งสุนทรียสนทนา เพราะเดี๋ยวนี้การนิเทศก์งานก็จะเน้น ในเรื่องของการจับผิด แต่ ranking จะไม่ถามว่าได้เท่าไหร่ แต่จะไปเก็บข้อมูลในหมู่บ้านเลย อย่างเช่นว่า รพ.สต. นี้ให้วัคซีนเท่าไหร่เขาก็จะไปสุ่มถามเด็ก เราก็เอาเป็นเปอร์เซ็นต์เลย จะไม่ไปดูจากรายงาน รพ.สต. เราจะใช้ทั้ง 2 ส่วน ส่วนตัวชี้วัดรายบุคคลของหนองบัวระเหว ของโรงพยาบาลเราจะมีพยาบาลเพิ่มเติมงานวิชาการ แต่เรื่องเล่าทุกคนจะมี CQI ถ้าคุณจะให้คะแนน คุณให้ 5 คะแนน CQI คุณก็ต้องมีเรื่องเล่า เจ้าหน้าที่ทุกคนน้อง aid ก็จะต้องมี CQI แนบไป…”

ลักขณาภรณ์ เสนชัย รพ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

“… ก็เลยรู้สึกว่าวิธีการเล่าเรื่องเราก็ได้วิธีการทำงานที่ดีในพื้นที่เราอีกเยอะ ในส่วนตัวที่ได้ หลังจากนั้นก็เอาไปลองทำเอง เราประทับใจว่าเราทำได้ ก็ลองไปทำเอง น้องๆ ที่ทำก็รู้สึกดี เราทำเรื่องเจาะเลือดเบาหวาน น้องๆ ที่ทำก็ได้ประโยชน์ว่าเอาไปใช้ได้ดีนะพี่ จากเมื่อก่อนเราเจาะเลือดเราต้องตีคนไข้ นวด เราได้เทคนิคใหม่ ทุกคนก็แชร์กัน เราก็เอาไปในพื้นที่ 3-4 ที่ ร่วมกับทีมผู้บริหาร จากผู้บริหารไม่เคยไปพื้นที่ก็ได้ไปพื้นที่กับเรา เกิดเครือข่ายการทำงานกับ รพ.สต. ในพื้นที่ หมอที่ไม่ค่อยมีส่วนร่วมก็เริ่มเข้ามา ชวนก็ง่ายขึ้น เข้าใจคนไข้ เข้าใจเจ้าหน้าที่ รพ.สต. มากขึ้น…”

สถิต สายแก้ว รพ.ราษีไศล จ. ศรีสะเกษ

“… ผมคิดว่ามาเห็นของศีรสะเกษ นราธิวาสที่เขาทำ โดยไม่ใช้งบประมาณ เราน่าจะกลับไปทำได้ คิดว่าเราจะประยุกต์เอาของเขามาใช้ เพราะเรามีการประชุมประจำเดือนอยู่แล้วที่ สสอ. ช่วงเช้าสละเวลานิดหนึ่งชวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่จะมาเรียนรู้มาคุยกันก่อน และช่วงบ่ายก็เอาเรื่องจากเวทีนี้ไปสรุปอีกทีหนึ่ง ถ้ามันเป็นประโยชน์แก่การทำงาน ก็ตกลงกันตั้งแต่เดือนมกราคม วงแรกที่จัดด้วยความคิดว่า การดูแลผู้ป่วยที่ผมเคยพูดว่าเยี่ยมบ้าน 100% ได้ผลงาน 100 แต่ทำไมคนไข้จิตเวชบางรายยังอาการไม่ดีขึ้น บังเอิญผมเป็นคนในพื้นที่ด้วย เขาดูแลกันอย่างไร และเยี่ยมกันอย่างไร คิดว่าน่าจะเอาประเด็นนี้มาคุย ถ้า case แบบนี้ ไม่ดีขึ้นและ case อื่นจะดีขึ้นได้อย่างไร ก็เลยเอาการดูแลผู้ป่วยจิตเวชเป็นตัวตั้ง ก็เลยเชิญพยาบาลเป็นหลัก คิดว่าพยาบาลเป็นหลักในการดูแลผู้ป่วย ใน รพ.สต.ก็เชิญมาอีก 1 คน เป็นนักวิชาการ หรือใครที่ว่าง เช้าต้องมีคนดูแลผู้ป่วยอยู่ใน รพ.สต. อย่างน้อย 2 คนที่มา ก็เชิญมาเล่า ตอนแรกก็ไม่ได้กำหนดอะไร คุณดูแลผู้ป่วยจิตเวช อย่างไรให้มีคุณภาพ กำหนดหัวปลาไปอย่างนั้น พอคำว่าคุณภาพทุกคนก็พูดไม่ค่อยออก ไม่รู้จะพูดอย่างไร ถ้างั้นตัดคำว่าคุณภาพออก เขาก็เล่ามาเท่าที่เขาทำ ก่อนจะออกไปเยี่ยมคุณทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง ก็มีการศึกษาข้อมูลผู้ป่วยก่อน เตรียมแบบฟอร์ม เตรียมศึกษาผู้ป่วย บางคนเล่ามาก็ไม่ได้ทำอะไรนะ พอได้มาเรียนรู้ด้วยกันก็ได้แนวทางร่วมกัน …”

วิชิต ยศสงคราม สสอ.หนองแสง จ.อุดรธานี

]]>
การขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (2) https://thaissf.org/sh094/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh094 Tue, 28 Oct 2014 14:09:35 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/28/sh094/  1) ดำเนินงานเชิงรุก มุ่งเข้าหาประชาชนและชุมชนเพื่อสร้างเสริมสุขภาพและจัดการกับปัจจัยเสี่ยงที่เป็นต้นเหตุ 2) บริการอย่างต่อเนื่อง สามารถปรึกษาแพทย์ในโรงพยาบาลแม่ข่าย หรือการส่งต่อผู้ป่วยได้ตลอดเวลา ไม่รับผู้ป่วยนอนค้างคืน มีระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อออกไปรับผู้ป่วยและให้การปฐมพยาบาลก่อนส่งต่อ 3) เชื่อมโยงและร่วมกับบริการสุขภาพระดับอื่นในการดูแลผู้ป่วย และมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของประชาชน ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ตัวแปรความสำเร็จในการยกระดับข้างต้น คือ การพัฒนาขีดความสามารถบุคลากรเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน รพ.สต. ในการดูแลสุขภาพประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีหลายวิธีการ ในปี 2553 โครงการเสริมศักยภาพบุคลากรเพื่อการสนับสนุนงาน รพ.สต. โดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ พัฒนาศักยภาพบุคลากรโดยใช้กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (ลปรร.) เกิดทีมงาน 2 กลุ่ม ที่จะไปพัฒนาศักยภาพบุคลากร รพ.สต. ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารและการจัดการวิธีการปฏิบัติงานที่สนับสนุนการดำเนินงาน รพ.สต.

กลุ่มที่ 1. คือ วิทยากรระดับจังหวัด (ครู ก.) ทุกจังหวัดทั่วประเทศ มีความสามารถเป็นผู้ฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการลปรร.และชี้ประเด็นเรียนรู้ (KM coacher) ประกอบด้วยผู้รับผิดชอบงานบริการปฐมภูมิระดับจังหวัด ระดับ CUP และ รพ.สต.

กลุ่มที่ 2. คือ วิทยากรระดับ CUP (ครู ข.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ระดับ CUP และ รพ.สต. ผู้ผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการโดยวิทยากรระดับจังหวัด มีความสามารถเป็นนักบริหารจัดการความรู้ (knowledge management project manager) ผู้นำกระบวนการลปรร. (knowledge management facilitator) นักบันทึก (note taker) ผู้ถอดบทเรียนประสบการณ์ กลุ่มนี้เป็นผู้วางแผนและจัดกระบวนการ ลปรร.วิธีทำงานที่สนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงานในระดับ รพ.สต.

ผลจากการดำเนินโครงการเสริมศักยภาพบุคลากรเพื่อการสนับสนุนงาน รพ.สต. ด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พบว่า เป็นการเปิดพื้นที่และโอกาสให้เจ้าหน้าที่ รพ.สต. ที่มีประสบการณ์ตรงในการทำงานเชิงรุก ด้วยรูปแบบและเนื้อหาแตกต่างกันจากหลายพื้นที่ ได้มาแลกเปลี่ยน “วิธีปฏิบัติงานให้สำเร็จ” แก่กันและกัน มีกระบวนการสะท้อน (reflection) และการเสริมพลัง(empowerment) สำทับด้วยกระบวนการจดบันทึก tacit knowledge เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแปลงเป็น explicit knowledge และนวัตกรรม innovation เจ้าหน้าที่ รพ.สต.ที่ผ่านกระบวนการ ลปรร. ได้พัฒนาตนเองเป็นบุคลากรที่ใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้วิธีทำงานหลากหลายได้ทุกวัน

กลุ่มจังหวัดที่สามารถขับเคลื่อนให้เกิดกระบวนการ ลปรร. ได้อย่างต่อเนื่องและมีคุณภาพ ต่างผสมผสานการกระตุ้นทั้งในแนวดิ่งเชิงโครงสร้างสายงาน และการประสานเชื่อมโยงเชิงแนวราบด้วยวิธีการหลากหลายอย่างกลมกลืน มสส.และเครือข่ายจึงดำเนินโครงการเครือข่ายวิทยากรแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสนับสนุนงาน รพ.สต. ระหว่างปี 2554-2555 โดยถอดบทเรียน/ประสบการณ์พื้นที่ที่มีเรื่องราวความสำเร็จวิธีการขับเคลื่อนกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไว้ในหนังสือเล่มนี้ เพื่อประโยชน์เป็นแนวทางปฏิบัติในการขับเคลื่อนต่อไป

วิธีจัดวงลปรร.เพื่อพัฒนา รพ.สต.

ภายหลังแกนนำระดับจังหวัดและ CUP บริหารและจัดการจนเกิดกระบวนการ ลปรร.ในจังหวัด ซึ่งหลากหลายตามสถานการณ์ลักษณะแต่ละพื้นที่และหน้างานของตน คือ

ก. เจ้าภาพจัดวงลปรร.

1. วง ลปรร. ระดับ รพ.สต. : มีเจ้าหน้าที่ รพ.สต. เป็นเจ้าภาพจัดวง ผู้เข้าร่วมกระบวนการ ลปรร.7 กลุ่ม ภายใต้เป้าหมายเดียวกันที่จะพัฒนางาน รพ.สต. ให้บริการสาธารณสุขครอบคุลมด้านส่งเสริมสุขภาพ ควบคุมป้องกันโรค รักษาพยาบาล ฟื้นฟูสภาพ รวมถึงจัดการปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน คือ

กลุ่มที่ 1: ระหว่างเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และ อสม. นิยมใช้กระบวนการ ลปรร.แทนรูปแบบการประชุมเดิม ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนความสำเร็จของการทำงาน ความภูมิใจจากงานที่ทำ

กลุ่มที่ 2: ระหว่างเจ้าหน้าที่ รพ.สต. ใน CUP เดียวกัน เพื่อขยายความสำเร็จจากพื้นที่หนึ่งไปยังพื้นที่อื่น เช่น ใน CUP มี รพ.สต. บางแห่งยังทำงานไม่ได้ตามเป้าหมายหรือตามเกณฑ์ที่กำหนด บางแห่งทำประเด็นทำสำเร็จทำได้ดี จึงจัดวงลปรร.แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

กลุ่มที่ 3: ระหว่างกลุ่มวิชาชีพเดียวกัน เป็นการรวมกลุ่มวิชาชีพเดียวกันเพื่อพัฒนางานที่ทำอยู่ให้ดีขึ้น

โดยเลือกประเด็นที่สนใจร่วมกัน เช่น วิธีคัดกรองมะเร็งปากมดลูก วิธีควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยเบาหวาน ฯลฯ

กลุ่มที่ 4: ระหว่างอสม.ที่ทำงานในชุมชน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนประสิทธิภาพการดำเนินงาน รพ.สต. ทั้งทางด้านป้องกัน ส่งเสริม แต่ละคนมีเทคนิควิธีการประสบผลสำเร็จต่างกัน เมื่อได้มาแลกเปลี่ยนวิธีการซึ่งกันและกัน จึงเป็นการขยายรูปแบบวิธีการทำงาน เห็นคุณค่างานที่ทำ เห็นคุณค่าตัวเอง เป็นแรงผลักดันให้ อสม.ทำงานเพื่อชุมชนต่อไป

กลุ่มที่ 5: ผู้ป่วยและญาติ กระบวนการ ลปรร. ระหว่างผู้ป่วยและญาติพบบ่อยในการจัดวง ลปรร.ระดับ รพ.สต. เพราะทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยโดยตรงในการให้ความรู้ดูแลตัวเองจากโรคต่างๆ เช่น โรคเรื้อรัง เบาหวานและความดัน ซึ่งรักษาไม่หายแต่สามารถดูแลตนเองให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ เจ้าหน้าที่ รพ.สต. จึงจัดวง ลปรร.ระหว่างผู้ป่วยและญาติ ผู้ป่วยเล่าวิธีการดูแลตนเอง ครอบครัวเล่าวิธีการดูแลสมาชิกในครอบครัว พบว่าได้ผลมากกว่าการสอนตามปกติของเจ้าหน้าที่ เพราะผู้ป่วยเข้าใจผู้ป่วยด้วยกันเอง

กลุ่มที่ 6: ระหว่างชุมชน การดูแลสุขภาวะประชาชนมีความหมายกว้างกว่าการดูแลด้านร่างกายและจิตใจ ผู้เข้าร่วมกระบวนการ ลปรร.จึงไม่จำกัดเฉพาะผู้คนในแวดวงสาธารณสุข แต่มีชุมชน ชาวบ้าน อย่างเช่นเรื่องอาหารปลอดภัย มีร้านค้าที่มีวิธีการจัดการร้านใส่ใจผู้บริโภค เป็นผู้เข้าร่วมวง ลปรร.

กลุ่มที่ 7: ระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รพ.สต. บางแห่งใช้กระบวนการ ลปรร.เพื่อทำความเข้าใจหาแนวทางในการทำงานร่วมกันกับ อปท. โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ดีๆที่ผ่านมาซึ่งกันและกัน ทำให้เกิดความรู้สึกในการเป็นเจ้าของ ไม่ใช่การสั่งการจาก รพ.สต.

]]>
16 อย่าเรียนหนังสือคนเดียว https://thaissf.org/er016/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er016 Wed, 11 Jun 2014 14:20:45 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/11/er016/

สร้อยลูกปัดหลากสี ภาพเขียนสีบนฝาผนัง และเครื่องไม้เครื่องมือที่ทำด้วยกระดูกหรือหิน

การอุบัติใหม่ของนวัตกรรมเหล่านี้ดูคล้ายจะบอกเป็นนัยว่า ได้เกิดการผ่าเหล่าในพันธุกรรมของมนุษย์แล้ว และการโผล่พรวดของหลักฐานทางโบราณคดีเหล่านี้คล้ายจะบอกว่า มนุษย์พันธุ์โฮโมเซเปียนส์นี้ฉลาดขึ้นทันทีทันใด เสมือนหนึ่งการกำเนิดของเอกภพที่เรียกว่าบิ๊กแบง (Big Bang) ทั้งที่มนุษย์พันธุ์นี้ (ก็คือพวกเราทุกวันนี้) ได้เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ ๒ แสนปีก่อน

การขุดค้นทางโบราณคดีด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ช่วยให้ค้นพบหลักฐานชิ้นใหม่ๆ ว่า มีอะไรที่เรียกว่านวัตกรรมก่อนเวลา ๒ แสนปีสุดท้ายนี้ ลิน แวดเลย์ จากมหาวิทยาลัยวิทวอเตอร์สแรนด์ได้เริ่มงานขุดค้นในถ้ำซิบูดู อาฟริกาใต้ตั้งแต่ทศวรรษที่ ๑๙๙๐ และตีพิมพ์การค้นพบ “ที่นอน” ที่ทำด้วยใบไม้ในนิตยสาร Science เมื่อเดือนธันวาคม ๒๐๑๑ ที่นอนนี้มีอายุ ๗๗,๐๐๐ ปี ทำขึ้นจากใบของต้น Cryptocarya woodii ซึ่งมีคุณสมบัติไล่ยุงและแมลง นอกจากนี้ ยังพบกับดักจับกวาง คันธนูและลูกศร รวมทั้งน้ำยาสำหรับใช้ในครัวเรือนที่อยู่อาศัยอีกบางอย่าง

การขุดค้นที่ทำกันอย่างกว้างขวางในอาฟริกาอีกสองจุด ค้นพบหลักฐานคล้ายๆ กันนี้ที่มีอายุ ๑ แสนปี และ ๑๖๔,๐๐๐ ปี สิ่งที่เราเคยเรียนกันมาว่า อารยธรรมมนุษย์เริ่มต้นเมื่อ ๓ หมื่นปีก่อนเริ่มไม่เป็นความจริงเสียแล้ว ที่อิตาลี ทีมขุดค้นจากมหาวิทยาลัยฟลอเรนซ์ขุดพบกาวที่ใช้ประกบหินเข้ากับไม้เพื่อทำอาวุธอายุ ๒ แสนปีของมนุษย์พันธุ์นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthals) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในยุโรปตั้งแต่ ๓ แสนปีก่อน เก่ากว่านี้อีกคือหอกอายุ ๕ แสนปีของมนุษย์พันธุ์ไฮเดลเบอร์เจนซิส (Homo heidelbergensis) ในอาฟริกาใต้ และเครื่องมือที่ทำด้วยหินอายุ ๒ ล้าน ๖ แสนปีของมนุษย์พันธุ์ออสตราโลพิเทคัส การี (Australopithecus garhi) ที่เอธิโอเปีย

ใครเป็นคนคิดค้นเครื่องมือเหล่านี้คนแรก

แล้วเพราะอะไร ลิงชิมแปนซีซึ่งแยกสายวิวัฒนาการจากมนุษย์ปัจจุบันเมื่อ ๖ ล้านปีก่อน จึงยังคงใช้กิ่งไม้จิ้มรังมดเอามดขึ้นมากินเหมือนเดิมโดยไม่มีเครื่องมืออะไรใหม่ๆ เลย

จากงานวิจัยทางสมองยุคใหม่พบว่า ขนาดของโพรงในกะโหลกศีรษะ (ซึ่งเป็นที่อยู่ของเนื้อสมอง)ของลิงชิมแปนซีเท่ากับ ๔๕๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรเท่ากับมนุษย์ตระกูลออสตราโลพิเทคินตัวเลขนี้เพิ่มเป็นสองเท่าคือ ๙๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรในมนุษย์พันธุ์โฮโมอีเรคตัส (Homo erectus) เมื่อ ๑ ล้าน ๖ แสนปีก่อน แล้วเพิ่มเป็น ๑,๓๓๐ ลูกบาศก์เซนติเมตรในมนุษย์พันธุ์โฮโมเซเปียนส์ คือพวกเราตั้งแต่ ๑ แสนปีก่อน

แต่ก็อย่าลืมว่าเมื่อ ๑ แสนปีก่อน เราไม่มีสมาร์ทโฟนใช้ เราตีกลองส่งสัญญาณกัน เกิดอะไรขึ้นในหนึ่งแสนปีที่ผ่านมา

สมองของมนุษย์มีเซลล์ประสาทจำนวน ๑ ล้านล้านเซลล์ มีเส้นประสาทยาวประมาณ ๑๖๕,๐๐๐ กิโลเมตร มีจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (synapses) รวมทั้งสิ้น ๑๕๐ ล้านล้านตำแหน่ง หากดูเฉพาะสมองส่วนหน้าของส่วนหน้าที่เรียกว่า prefrontal cortex ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้วางแผน เชื่อมโยงข้อมูล แล้วตัดสินใจลงมือกระทำ สมองส่วนนี้ของมนุษย์ปัจจุบันมีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดที่เพิ่มขึ้นมานี้เป็นที่อยู่ของข่ายใยประสาท (neuronal networks) จำนวนมหาศาลที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างทั่วถึง

วิทยาศาสตร์พบว่า จำนวนของเซลล์สมองยังมิใช่คำตอบของความฉลาด คำตอบอยู่ที่ข่ายใยประสาทที่เชื่อมต่อและเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง และกว้างขวางในโพรงสมองขนาดใหญ่นั้นมากกว่า

การเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงในสมอง เกิดขึ้นได้ด้วยการเชื่อมโยงอย่างทั่วถึงในชีวิต

เลวิส ดีน นักพฤติกรรมศาสตร์มนุษย์และวานรจากลอนดอนตีพิมพ์งานวิจัยในนิตยสาร Science ทีมวิจัยออกแบบกล่องปริศนาที่ต้องใช้การแก้ ๓ ขั้นตอน ให้กลุ่มทดลอง ๓ กลุ่มทำแข่งกัน กลุ่มหนึ่งคือลิงชิมแปนซีที่เท็กซัส กลุ่มสองคือลิงคาปูชีนที่ฝรั่งเศส และกลุ่มสามคือเด็กในศูนย์เด็กเล็กที่อังกฤษ

ชิมแปนซีและคาปูชีน ๕๕ ตัว มีลิงที่แก้ปริศนาสำเร็จเพียงตัวเดียวโดยใช้เวลา ๓๐ ชั่วโมง เด็กเล็ก ๑๕ จาก ๓๕ คนสามารถแก้ปริศนาสำเร็จในเวลา ๒ ชั่วโมงครึ่ง จากการสังเกตพบว่า เด็กเล็กคุยกัน เถียงกัน ช่วยเหลือกัน และให้กำลังใจกัน ขณะที่ลิงไม่มีพฤติกรรมเหล่านี้เลย

เพราะอะไรมนุษย์ในยุโรปเมื่อ ๔ หมื่นปีก่อน จึงพัฒนาเครื่องไม้เครื่องมือในการล่าและดำรงชีวิตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับมนุษย์ในอาฟริกาเมื่อ ๙ หมื่นปีก่อน คำอธิบายคือ เพราะพื้นที่ที่เล็กกว่าทำให้มนุษย์มีโอกาสพบกันและรวมทีมกันออกล่ามากกว่า การกระทบไหล่กันอยู่เนืองนิตย์คือเหตุผลที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์วิวัฒน์และมีนวัตกรรมหลุดออกมาจากกล่องในที่สุด (out of the box)

เด็กไม่ได้พัฒนาหรือฉลาดขึ้นด้วยการเรียนหนังสือคนเดียว เด็กฉลาดและพัฒนาสมองของตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรมได้ด้วยการเรียนรู้เป็นกลุ่ม

พูดง่ายๆ ว่าด้วยการกระแทกไหล่กับเด็กคนอื่นๆ

]]>