ทารก – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ทารก – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (14) ปัญหากฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อการปฏิสนธิเทียมและแนวทางแก้ไข (ต่อ) https://thaissf.org/cd044/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd044 Fri, 03 Oct 2014 06:35:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/03/cd044/ กฎหมายให้มีฐานะบุคคลเมื่อทารกคลอดและอยู่รอด ดังนั้นทารกในครรภ์มารดาจึงยังไม่มีสถานะของบุคคล แต่มีสภาพเป็นชีวิตในครรภ์มารดา ซึ่งกฎหมายคุ้มครองในระดับหนึ่ง โดยมาตรา15 วรรคสองรับรองสิทธิของทารกในครรภ์ในเงื่อนไขว่าคลอดมาและอยู่รอดได้ ดังนั้นกฎหมายไทยจึงให้ความคุ้มครองสิทธิของทารกในครรภ์มารดาด้วย เพียงแต่อาจไม่ย้อนไปถึงตัวอ่อนจากการปฏิสนธิในหลอดแก้ว แต่ต้องเริ่มเมื่อมีการฝังตัวในโพรงมดลูกแล้วเท่านั้น

ดังนั้นหากต้องการให้ความคุ้มครองตัวอ่อนที่ยังไม่ถูกปลูกฝังในครรภ์มารดาก็จำต้องปรับปรุงกฎหมายในเรื่องนี้ให้ชัดเจน

อนึ่งขณะนี้คณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับเด็กตามมาตรฐานของรัฐธรรมนูญ และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก กำลังยกร่างพระราชบัญญัติการตั้งครรภโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ขึ้น เพื่อนำเสนอสภาผู้แทนต่อไป โดยได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองตัวอ่อน การนำตัวอ่อนไปใช้ในขอบเขตที่ไม่ถูกต้อง การรับตั้งครรภ์แทน ควรมีขอบเขตเพียงใด เพราะผลที่เกิดขึ้นมีส่วนกระทบต่อสังคมโดยรวม รวมทั้งกรณีที่ต้องห้ามเด็ดขาด เช่น การสำเนามนุษย์ (cloning)

ค) แนวทางในการแก้ไขปัญหาตามกฎหมายเปรียบเทียบ

การที่กฎหมายเดิมไม่ครอบคลุมกรณีนี้ทำให้เกิดการปรับปรุงกฎหมายขึ้นในหลายประเทศเพื่อให้รองรับปัญหาที่เกิดขึ้นจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ โดยมีการตั้งคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนวทางพัฒนากฎหมาย และนำไปสู่การบัญญัติกฎหมายซึ่งมีความหลากหลาย76  แต่วัตถุประสงค์สำคัญที่ร่วมกันคือเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์ในเรื่องนี้ซึ่งอาจแตกต่างกันออกไปตั้งแต่เปิดกว้างเพื่อมิให้เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชน จนถึงการกำหนดเงื่อนไขเพื่อดูแลกำกับการใช้เทคโนโลยีนี้อย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตามประเด็นสำคัญคือการกำหนดความหมายและลักษณะของตัวอ่อนที่จะได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากมีศักยภาพที่จะเป็นมนุษย์ และการกำหนดขอบเขตของความคุ้มครองที่จะได้รับแม้จะไม่ถึงขนาดเท่าเทียมกับบุคคลดังเช่นที่รัฐหลุยเซียน่าของสหรัฐอเมริกาให้การรับรอง แต่ก็ควรมีสิทธิหรือได้รับความคุ้มครองบางประการ และไม่ถูกปฏิบัติในฐานะเป็นเพียงทรัพย์สินเท่านั้น

ง) ข้อเสนอสำหรับประเทศไทย

ควรกำหนดความหมายและสถานะของตัวอ่อนให้ชัดเจน รวมถึงสิทธิต่างๆที่พึงมี ทั้งนี้เนื่องจากในทางการแพทย์ก็ดี ในทางศาสนาและความรู้สึกของสามัญชนในสังคมก็ดีต่างค่อนข้างให้การยอมรับว่าตัวอ่อนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นเป็นมนุษย์จึงย่อมมิอาจถูกปฏิบัติเช่นสิ่งของหรือทรัพย์สินได้ และในส่วนที่เกี่ยวกับกรรมสิทธิและการจัดการในระหว่างคู่สมรสเองก็ควรใช้กฎเกณฑ์พิเศษ โดยในระหว่างการสมรสให้ยึดพื้นฐานของความยินยอมพร้อมใจกัน และในกรณีที่การสมรสสิ้นสุดลงหากมิได้ความยินยอมก็ต้องกำหนดให้ตกเป็นกรรมสิทธิของหน่วยงานผู้มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลและจัดการตัวอ่อนดังกล่าว

————————————-

75 เซลส์ต้นกำเนิด หมายถึง เซลส์ซึ่งสามารถเจริญเติบโตไปเป็นอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งของร่างกายมนุษย์ ไม่ว่าจะได้จากตัวอ่อนหรือเซลส์อื่นใด

76 ดูตัวอย่างปัญหาและทางปฏิบัติของต่างประเทศและมลรัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาใน Weldon E.HAVINS and James J.DALESSIO,”The ever-widening gap between the science of artificial reproductive technology and the laws which govern that technology”, DePaul law Review, Summer 1999, pp.834-846

]]>
อุ้มบุญ (13) ปัญหากฎหมายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อการปฏิสนธิเทียมและแนวทางแก้ไข (ต่อ) https://thaissf.org/cd043/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd043 Tue, 30 Sep 2014 10:24:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/30/cd043/ เมื่อมีการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ อันเป็นกระบวนการของธรรมชาติ แต่เมื่อเกิดกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่สกัดกั้นมิให้เกิดการตั้งครรภ์ แม้ไข่และอสุจิจะผสมกันแล้ว ดังเช่นกรณีของการคุมกำเนิดแบบใส่ห่วง ที่ทำให้การฝังตัวในโพรงมดลูก (Endometrium) ไม่เกิดขึ้น คำอธิบายทางกฎหมายในระยะหลัง66 จึงต้องอธิบายให้สอดคล้องกับความจริงทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ นั่นก็คือ ต้องถือว่า ชีวิตในครรภ์มารดาเริ่มต้นเมื่อไข่ผสมกับอสุจิและเกิดการฝังตัวของตัวอ่อนในโพรงมดลูก ซึ่งจุดนี้เองถือว่า ความมีชีวิตในครรภ์มารดาได้เริ่มต้นแล้ว การทำลายชีวิตจากจุดนี้จนถึงเวลาคลอด ถือว่า ผู้กระทำมีความผิดฐานทำให้แท้งลูก67 เพราะฉะนั้นสถานะของตัวอ่อน (Embryo) และทารก (Fetus) จึงได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย แม้จะเป็นเพียงชีวิตในครรภ์มารดา

การคุ้มครองชีวิตมนุษย์

หากชีวิตในครรภ์มารดาได้พัฒนาเรื่อยมาจนกระทั่งมีสภาพความเป็นมนุษย์ กฎหมายจะให้ความคุ้มครองมากขึ้น โดยถือว่าการทำลายชีวิตมนุษย์เป็นความผิดฐานฆ่าคนตาย มิใช่เป็นเพียงการทำแท้งเหมือนการกระทำต่อชีวิตในครรภ์มารดา

การเริ่มต้นของสภาพความเป็นมนุษย์ จะถือช่วงเวลาใดนั้น ความเห็นทางกฎหมายเห็นต่างกัน ดังนี้

(1) การคลอดพ้นจากครรภ์มารดา

ตามความเห็นนี้ถือเอาจุดแรกแห่งการหายใจของทารกที่คลอดมาเป็นเกณฑ์

โดยถือว่าทารกนั้นคลอดออกมาและมีการหายใจก็ถือว่า ได้เริ่มสภาพความเป็นมนุษย์แล้ว68 ตามแนวความคิดนี้ ถือเอาอาการเริ่มต้นของสภาพความเป็นมนุษย์โดยอาศัยเกณฑ์การเริ่มต้นสภาพบุคคลในทางแพ่งมาพิจารณา กล่าวคือ ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 วรรคแรกได้บัญญัติไว้ว่า

“สภาพบุคคลย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย”

สำหรับความหมายของคำว่า “คลอด” ได้มีคำอธิบายทางตำรา อธิบายว่าหมายถึงการคลอดเสร็จบริบูรณ์ตามวิชาแพทย์และที่ว่ามีชีวิตอยู่ เดิมเคยอธิบายว่าทารกที่คลอดมีลมหายใจแม้แต่เพียงชั่วขณะเดียว69 การอธิบายความหมายของคำว่า “คลอด” ในแนวดังกล่าวเป็นไปในแนวเดียวกับกฎหมายอังกฤษที่ถือว่าทารกต้องหลุดพ้นจากครรภ์มารดาทั้งตัว (complete extrusion)70 แม้ยังไม่ตัดสายรก แต่ความเห็นของนักกฎหมายอเมริกาถือว่าต้อง fully born หรือ wholly born71 คือ มีการไหลเวียนของโลหิตอันเป็นอิสระจากมารดา ซึ่งก็คือตัดสายรกแล้ว

(2) การเจ็บครรภ์คลอด

ตามความเห็นนี้เห็นว่า ความหมายของการ “คลอด” คือการเจ็บครรภ์คลอด

หรือกระบวนการที่ไม่ขาดตอนเป็นระยะเวลานานที่ส่งผลให้ทารกในครรภ์มารดาออกมาจากครรภ์

ที่เรียกว่า เจ็บเบ่ง (true labor pain) ส่วนการคลอดโดยการผ่าตัดก็ถือเอาการเริ่มลงมือผ่าตัดแทนการเจ็บครรภ์คลอด ตามความเห็นนี้ถือว่า การทำอันตราย “ทารกในการคลอด” เป็นการทำอันตรายต่อมนุษย์ เพราะถือว่าสภาพความเป็นมนุษย์ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ตามความเห็นที่ 2 นี้ เห็นว่าการเริ่ม “สภาพความเป็นมนุษย์” ต่างกับการเริ่ม “สภาพบุคคล” ตามกฎหมายแพ่งเพราะในกฎหมายแพ่งถือการเริ่มสภาพบุคคลเป็นการเริ่มต้นของการเป็น “ประธานแห่งสิทธิ” แต่การเริ่มสภาพความเป็นมนุษย์ที่กฎหมายอาญาจะให้ความคุ้มครองมิให้ผู้ใดทำอันตรายเป็นการเริ่ม “สภาพการที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย”72 ซึ่งควรจะคุ้มครองตั้งแต่การเจ็บครรภ์คลอด เพราะ ณ จุดนั้น ชีวิตนั้นมีสภาพความเป็นมนุษย์อยู่แล้ว การทำลายชีวิตนั้น ถือเป็นการฆ่าคนได้

ประเทศที่ถือหลักกฎหมายตามแนวความคิดที่ 2 ดังกล่าว เช่น ประเทศอินเดีย โดยถือว่า ถ้าส่วนหนึ่งส่วนใดของทารกที่มีชีวิต (living child) พ้นจากมารดา แม้ไม่หมดตัว ก็ถือเป็นบุคคลที่ถูกฆ่าได้ ในกฎหมายสวิสถือว่า ความผิดฐานฆ่าคน (meutre) อาจเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ขณะเริ่มคลอด (l’accouchement commence) ไม่ใช่ตั้งแต่เจ็บท้อง แต่ไม่ต้องถึงกับคลอดหลุดพ้นแยกออกจากครรภ์มารดา กฎหมายฝรั่งเศสถือว่าการฆ่าเด็กเกิดใหม่เป็นความผิดฐานฆ่าคน ซึ่งรวมถึงฆ่าเด็กระหว่างคลอดด้วย กฎหมายเยอรมันถือว่า เด็กถูกฆ่าได้ตั้งแต่คลอดออกมาเพียงบางส่วน ไม่จำต้องหลุดพ้นออกมาหมดทั้งตัว73

ที่กล่าวมาแล้วเป็นแนวคิดที่ต่างกันในทางวิชาการ สำหรับแนวคำพิพากษา

ศาลฎีกาที่วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวยังไม่ปรากฏ แต่ดูจากแนวคำอธิบายทางตำราที่เขียนโดย

นักวิชาการทางด้านตุลาการ มีแนวโน้มที่จะถือตามความเห็นแรก

—————————————

66 ดู คณิต ณ นคร, คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิด, พิมพ์ครั้งที่ 8, พ.ศ2545, สำนักพิมพ์วิญญูชน, น.118.

67 ประมวลกฎหมายอาญา

มาตรา 301 บัญญัติว่า “หญิงใดทำให้ตนแท้งลูก หรือยอมให้ผู้อื่นทำให้ตนแท้งลูก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

มาตรา 302 บัญญัติว่า “ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วน ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิดเจ็ดปีหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท”

มาตรา 303 บัญญัติว่า “ผู้ใดทำให้หญิงแท้งลูกโดยหญิงนั้นไม่ยินยอม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงรับอันตรายสาหัสอย่างอื่นด้วย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาท

ถ้าการกระทำนั้นเป็นเหตุให้หญิงถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นถึงสี่หมื่นบาท

68 จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญาภาค 2 และ ภาค 3, สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา, พ.ศ.2532, น.2020-2023.

69 พระยาเทพวิฑูร, คำอธิบายประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์,บรรพ 1-2, โรงพิมพ์ไทยพิทยา พ.ศ.2503, น.69

70 Kenny, no.83} p.120 อ้างถึงในจิตติ ติงศภัทิย์, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 7, น.2020

71 Miller, Handbook of Criminal Law, 1934, no82, p.252

72 คณิต ณ นคร, กฎหมายอาญาภาคความผิด, พิมพ์ครั้งที่ 5, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 1,น.34

73 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก จิตติ ติงศภัทิย์, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 7, น.2022

74 เพิ่งอ้าง

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย https://thaissf.org/cd015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd015 Sun, 15 Jun 2014 10:57:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/15/cd015/

1. เป็นเด็กที่มีความคล่องตัวในการคิด (fluency) หมายถึง มีความสามารถในการคิดที่คล่องตัวเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ฉับไว และเมื่อมีปัญหาคิดหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

2. เป็นเด็กที่มีความคิดยืดหยุ่น (flexibility) หมายถึง มีความสามารถในการปรับรูปแบบในการคิดที่ไม่ตายตัว สามารถคิดได้หลายประเภท หลายทางและ หลายแง่หลายมุม

3. เป็นเด็กที่มีความคิดริเริ่ม (originality) หมายถึง มีความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับความคิดของคนอื่น

4. เป็นเด็กที่มีความคิดตกแต่งละเอียดลออ (elaboration) หมายถึง สามารถคิดในรายละเอียดหรือคิดได้อย่างละเอียดลออชัดเจน

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร ?

จากข้อมูลของสมาคมเศรษฐศาสตร์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในยุคปัจจุบันและสิ่งที่ผู้สอนจำเป็นต้องให้กับผู้เรียนมี 4 ข้อ คือ

1) การแก้ปัญหา

2) ความคิดสร้างสรรค์

3) นวัตกรรม

4) การอยู่ร่วมกัน

เมื่อเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว จึงต้องย้อนกลับมาดูที่การศึกษาในปัจจุบันว่าเหตุใดในโรงเรียนจึงมักจะใช้วิธีการสอนแบบเลียนแบบมากกว่าที่จะใช้วิธีสอนแบบใช้ความคิดสร้างสรรค์ นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งระบบการศึกษาของเรามุ่งเน้นความรู้ในตำราเรียนเป็นหลักและมักวัดความรู้จากการเข้าใจหรือความสามารถในการจำเนื้อหาในแต่ละวิชาได้เท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันว่าการใช้ความคิดสร้างสรรค์มิใช่สิ่งจำเป็นในการเรียนตามระบบแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงแล้วนักคิดหรือนักประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสากลหลายท่าน ต่างพัฒนางานของตนผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์แทบทั้งสิ้น เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ที่มีความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น จึงสามารถคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้ ด้วยเหตุนี้การฝึกให้เด็กเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเป้าหมายที่จะทำให้บุคลากรที่จะเป็นอนาคตของประเทศนั้นได้คิดเป็น ทำเป็นและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมได้ต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง

เข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ใส่ใจเรื่องดนตรี

คุณรู้หรือไม่ว่า ตามปกติทารกสามารถรับรู้เรื่องการได้ยินเสียงตั้งแต่มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน โดยมีจังหวะหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะดนตรี

เมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ มีการรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งตอบสนองต่อเสียงร้อง แสดงออกต่อเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบ โยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะ สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบแกว่งตัวหรือโยกตัวขณะถูกอุ้ม

ช่วงอายุ 1 ถึง 2 ขวบ สามารถเรียนรู้เพลงสั้น ๆ ง่าย ๆ มีการตอบสนองต่อเพลงที่ชอบอย่างกระตือรือร้น ชอบให้ร้องเพลงให้ฟังบ่อย ๆ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง

ช่วงอายุ 3 ถึง 4 ขวบ รู้จังหวะที่หลากหลายและเข้าใจองค์ประกอบของตนตรีมากขึ้น ชอบร้องเพลงและแสดงท่าทางตามเพลง สามารถแต่งเพลงได้

อายุ 5 ถึง 6 ขวบ วัยนี้เด็ก ๆ จะชอบแสดงออกท่าทางและเคลื่อนไหว มีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีกับเพื่อน ๆ ให้ความสนใจต่อเสียงใหม่ ๆ และอยากลองเล่นเครื่องดนตรีแปลก ๆ ใหม่ ๆ สนใจกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะจังหวะ และชอบทำเสียงมากกว่าการฟังเสียงเครื่องดนตรี

]]> สารไอโอดีนกับอีคิว ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd011/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd011 Tue, 03 Jun 2014 10:53:38 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/03/cd011/ มีความผิดปกติของระบบประสาทและสมองไม่มาก ในช่วงแรกจึงยังเห็นพัฒนาการที่เป็นปกติได้ แต่เมื่อเด็กเติบโตขึ้น พัฒนาการต่าง ๆ เริ่มมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นจึงเห็นความผิดปกติได้ชัดเจน ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าว จะเป็นช่วงเวลาที่ผ่านพ้นช่วงที่สมองมีการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ไปแล้ว ทำให้การเสริมสารไอโอดีนในช่วงนี้อาจไม่ช่วยให้ระบบประสาทและสมองที่ผิดปกติไป กลับมาเป็นปกติได้

การขาดสารไอโอดีนมีผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกในด้านต่าง ๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ทารกขาดสารไอโอดีน เนื่องจากระบบประสาทด้านต่าง ๆ จะมีการเจริญพัฒนาไม่พร้อมกัน การขาดสารไอโอดีนในช่วงที่มีการพัฒนาระบบใดมาก ย่อมมีผลต่อพัฒนาการด้านนั้น มีการศึกษาพบว่า เมื่อทารกมีการขาดสารไอโอดีนตั้งแต่ในช่วงไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของการตั้งครรภ์ จะมีผลต่อพัฒนาการทางด้านการมองเห็น และการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เมื่อมีการขาดสารไอโอดีนในช่วงไตรมาสที่ 3 จะมีผลต่อการจดจำ และการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ส่วนการขาดสารไอโอดีนในช่วงครบกำหนดคลอด หรือช่วงระยะแรกหลังเกิด จะมีผลต่อพัฒนาการทางด้านภาษา การพูด รวมทั้งการจดจำและการใช้สมาธิด้วย

การขาดสารไอโอดีนในระหว่างตั้งครรภ์ แม้จะเป็นเพียงการขาดสารไอโอดีนในระดับรุนแรงน้อย ก็ส่งผลต่อพัฒนาการของทารกได้ การศึกษาเพื่อประเมินพัฒนาการของทารกแรกเกิดอายุ 3 สัปดาห์ พบว่าทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์ จะทำคะแนนจากการทดสอบพัฒนาการได้น้อยกว่าทารกที่เกิดจากหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีภาวะพร่องไทรอยด์ฮอร์โมน

]]>