ทักษะชีวิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:52:07 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ทักษะชีวิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 วิธีพัฒนาคนด้วยการสอบปรนัย ต่างจากพัฒนาคนด้วย refletion (ต่อ) https://thaissf.org/er094/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er094 Fri, 12 Dec 2014 12:07:37 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/12/er094/ ทักษะชีวิตสักเท่าไร นักเรียนยังไม่พัฒนาทักษะ IT skills เลย ฯลฯ อันที่จริงคือคุยกันเรื่อง ๑๒ องค์ประกอบ PBL นั่นเอง ไม่เห็นท่านไหนพูดเรื่องทฤษฎี หลักการ หรือตำราเลยสักคน

๒. ขณะที่ครูท่านหนึ่งพูด ท่านอื่นในวงจะฟังอย่างตั้งใจ (deep listening) จับเนื้อเรื่องและใจความได้ เข้าใจเนื้อหา เข้าใจเจตนาผู้เล่า และบางครั้งถึงขนาดเปลี่ยนมุมมองวิธีคิดของตนเองต่อเรื่องนั้นๆ

๓. แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเอง (sharing) โดยไม่วิจารณ์หรือแนะนำเพื่อน อย่างเช่น “…ผมอยากแลกเปลี่ยน ห้องเรียนของผมทำแบบนี้…” โดยไม่มีการบอกว่า “…อาจารย์ควรทำแบบนี้ ให้เหมือนโรงเรียนของผม…” หรือบอกว่า “…ทำอย่างนี้ดีกว่า…” ด้วยกระบวนเช่นนี้ ทำให้เกิดแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างเท่าเทียมกัน

๔. สะท้อนการเรียนรู้ (reflection) : เมื่อครูได้เล่าเรื่อง แล้วปิดท้ายด้วยการ “สะท้อน” ว่าตนเองเรียนรู้อะไรจากเรื่องเล่าที่เพิ่งเล่าไป หรือ PBLที่ได้ทำไป ได้เห็นคุณค่าความงามจากงานที่ครูทำ คือ เห็นนักเรียนเปลี่ยนแปลงทุกวัน

จริงอยู่ ที่คนเราสามารถเรียนรู้ได้โดยไม่ต้องทำ reflection และ self-reflection แต่การฝึกบ่อยๆ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าทำจะทำให้การเรียนรู้นั้นคมชัด ลึกซึ้ง และรวดเร็วกว่ามาก ใหม่ๆ ผู้เขียนเองก็สับสนและเข้าใจผิด มีความซ้ำซ้อนระหว่างการเล่าว่าตนเอง (ฟังเพื่อนเล่า) “เรียนรู้อะไร” กับการ “สรุปความ” แต่ประเด็นที่สำคัญมาก คือ ครูได้ทบทวนว่าตนเองได้เรียนรู้อะไร เช่นเดียวกันกับการที่นักเรียนทำ AAR ภายหลังการทำ PBL แล้วได้สะท้อนว่า ตนเองเรียนรู้อะไรจากการทำ PBL ที่ก้าวหน้าไปกว่านี้ คือ การเขียน journal เขียนบทความ

การคิดทบทวนแล้วพูด ทำให้สมองได้จัดลำดับการเรียนรู้เป็นแบบหนึ่ง

การคิดทบทวนแล้วเขียน ก็ทำให้สมองได้จัดลำดับการเรียนรู้เป็นแบบหนึ่งเช่นเดียวกัน

ขอเพียงแต่เชียร์ให้ครูเล่าเรื่องเป็น ความสามารถคุณครูจะสูงขึ้นทันที

นอกจากนี้ โรงเรียนทั้ง ๕ แห่ง แสดงให้เห็นว่า PLC ไม่ได้เป็นพื้นที่สำหรับวิชาชีพครูเท่านั้น แต่ยังเป็นวงของ

๑. ผู้ปฏิบัติงานหรือวงของครูผู้ปฏิบัติ ผู้อำนวยการ ฯลฯ ทั้งในโรงเรียนของตนเอง และระหว่างโรงเรียนเครือข่ายที่ร่วมเรียนรู้ไปด้วยกัน

๒. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้มีส่วนรับผิดชอบโครงสร้างสถานศึกษาในระบบ หรือกระทั่งตัวนักเรียนเอง

PLC จึงเสมือนเป็นพื้นที่การเรียนรู้ของคุณครู ทำให้คุณครูรู้สึกไม่โดดเดี่ยว มีเพื่อนร่วมเดินทางไปด้วยกัน โรงเรียนบางแห่งยังใช้เป็นเครื่องมือเพื่อประโยชน์การอื่น เช่น ระบบส่งต่อนักเรียน ดูผลลัพธ์ความก้าวหน้า

“…วง PLC เป็นของใหม่ที่ใครๆ ก็ตื่นเต้น มาทำวงดีกว่า ไม่ต้องให้ใครทำ ทำกันเองนี่แหละ เขาก็อธิบายให้ฟัง เอาเข้าทีมวิชาการ มี ผอ.นั่งหัวโต๊ะ มีรองฯ สมศรี ครูอ้อย ฝ่ายบุคลากร น้องแอนประมาณ ๖-๗ คน คือฝ่ายบริหาร ฝ่ายบุคลากร ฝ่ายวิชาการ หัวหน้าโครงการคือครูแอนและครูอ้อย ผอ. ฝ่ายบุคลากรบอกว่าเราจะทำยังไงในการส่งต่อ ถ้าเราส่งแค่เป็นเล่มไป ถ้าคุณครูเขาเปิดอ่านมันก็ดี แต่ถ้าเขายังไม่มีเวลาเปิดดูจะทำอย่างไรให้เขารับรู้ไปเลย แอนบอกว่าคิดออกแล้ว เป็น concept กิจกรรมล้อมวงพูดคุยส่งต่ออะไรสักอย่าง เขาตั้งชื่อให้กิจกรรมแล้วลงในปฏิทินโรงเรียน จริงๆ แล้วช่วงนี้มันปิดภาคเรียน แต่ ผอ. บอกเลยว่าเราเปิดก่อน เราจะเปิดทำงานวันที่ ๕ แล้วก็ทำปฏิทินออกมาว่ามีกิจกรรมล้อมวงคุย วงก็จะเป็นหลายวง เราออกแบบว่าช่วงเช้าจะเป็นการรับ ช่วงบ่ายเป็นการส่ง ช่วงเช้าครูอ้อยก็ต้องรับจาก ป.๑ ใช่ไหม เราต้องเจอกับครู ป.๑ นั่งวงแบบนี้ ไม่ได้นั่งพื้นแต่นั่งโต๊ะ ใช้ห้องสารสนเทศ ห้องนั้นก็เป็นวง ป.๑-๒ เขาก็เอาข้อมูลนักเรียนรายบุคคลมา ตอนนั้นก็มีคำสั่งแล้วว่าครูอ้อยเป็นครูประจำชั้น ป. ๒/๒ มีรายชื่อเด็กส่งมาให้เรา แล้วเอาครูประจำชั้นเดิมเขามานั่งกับเราเลย ครูอ้อยได้ลูกศิษย์ชื่อนี้มานะ ให้เขาคัดกรองให้เรา โดยใช้แบบด้านการเรียนรู้ พฤติกรรม เศรษฐกิจ ความเสี่ยง สุขภาพอะไรหมดเลย เวลาครึ่งวันก็ตั้งกติกาว่าเอาที่เด่นเลยนะ ถ้าเกิดว่าเรื่องการเรียนปกติเราก็อาจจะไม่ลงประเด็นลึก แต่ถ้าเป็นพฤติกรรมที่มันจะเป็นปัญหาต้องแก้ ความเสี่ยง เศรษฐกิจของครอบครัวที่จะต้องดูแล ต้องให้ชัดในวงเลย ครูอ้อยชอบบรรยากาศในวงที่ดูไม่เป็นทางการ เป็นเหมือนมานั่งคุยเล่า บางทีก็มีพฤติกรรมเด็กที่แปลกๆ นะ ยิ่งเล่ายิ่งสนุกและมันยิ่งได้ บันทึกในแบบคัดกรองก็บันทึกไป บันทึกส่วนตัว short note ก็ดอกจันเอาไว้ แต่ละคนก็จะได้ตรงนี้ เหมือนกับว่าเราได้ตั้งรับได้ออกแบบสำหรับปีการศึกษาใหม่ตรงนั้น พอภาคบ่ายครูอ้อยก็ไปเป็นเหมือนครู ป.๑ คือต้องไปส่งให้ครู ป.๓ นอกจากเล่าพฤติกรรม บางทีก็อาจจะแถมวิธีการถ้าคุณครูเขาอยากรู้ คำว่ามันบางทีเราไปใช้เขียนไม่ได้ แต่เราพูดได้ไง ทำยังไงให้มันอ่านออก เราก็ว่าไป แต่บางอย่างเราก็อธิบายยากในการเขียน แต่มันง่ายในการพูด ทำไปแล้วเป็นครั้งแรกของโรงเรียน…”

ขนิษฐา อาษาชำนาญ ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (8) เราเรียนรู้…เพื่อเอาไปใช้ชีวิต (ต่อ) https://thaissf.org/er088/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er088 Wed, 03 Dec 2014 12:19:17 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/03/er088/ การเปลี่ยนแปลงของเขา แทนที่เราจะตามใจเขา เขาตามใจเพื่อนอย่างเดียว ไม่เป็นไรค่ะๆ กับกลายเป็นว่าฟังฉันบ้าง ฉันฟังเธอบ้าง ตัวเองมองว่ามันเหมือนการจำลองสังคม ที่ต้องมีความหลากหลายของคน อยากเห็นมันเดินไปอย่างนั้น ไม่ใช่ตัวใครตัวมัน สิ่งที่เห็นจากการสอน AL นะคะ คือการยอมรับซึ่งกันและกัน และเรื่องกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์นะคะ ปกติอยากให้เด็กวาดรูปแล้วนำเสนอออกมา คืออยากรู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ข้างใน มีพื้นมาแค่ไหน ไม่ได้ดูว่าสวยไม่สวย …”

แสงรวี พิณสุวรรณ ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

“…เดี๋ยวเราจะเรียนคณิตศาสตร์นะคะ นักเรียนเปิดหน้านี้ แล้วเรามาดูกันค่ะว่า วิธีบวก มันจะบวกยังไง ตัวอย่างบนกระดานขึ้นแล้ว ทีนี้ดูตัวอย่างเป็นแนว แล้วเด็กก็ไม่ได้คิดอะไรเลยค่ะ เขาก็ทำตามนั้น แต่พอเราเปิดโอกาสให้เขาคิด เขาเริ่มคิดเป็น วางแผนเป็น นี่คือเด็กเปลี่ยนไป พอถึงชั่วโมงที่เราจะวางแผนการเรียนการสอน เหมือนเด็กรู้ว่าฉันต้องคิด ฉันอยากเรียนอะไร เพื่อที่จะไปแลกเปลี่ยนกับเพื่อนได้ แล้วอันที่สองก็คือ เด็กไม่กล้าพูด ไม่กล้าเลย พอครูถามก็เหนียมอาย ตอนนี้กล้าขึ้น กล้าที่จะนำเสนอ กล้าที่จะพูด กล้าที่จะซักถาม นี่คือสิ่งที่เด็กเปลี่ยนไป มีอยู่คนหนึ่งเป็นเด็กผู้ชาย ตอนอยู่ ป.๑ ป.๒ ป.๓ จะไม่ค่อยมาโรงเรียน ติดแม่ แล้วก็ป่วยไม่สบาย ช่วงที่เรียนแบบนี้ เด็กอยู่ ป.๕ เขามาโรงเรียนแทบทุกวัน เขาเหมือนขี้โรค ขี้อายมาก ไม่ทำอะไรเลย แต่พอร่วมกิจกรรมกับเพื่อน มีกิจกรรมหนึ่งที่เด็กแสดงละคร เขาเสนอตัวเป็นต้นไม้ คือไม่ต้องพูด แต่เขาก็ร่วมแสดงกับเพื่อน ไม่ใช่ว่าพอถึงวันเขาหายไป ก็เหมือนกับว่าเขาก็มีความสุขกับเพื่อน เขาก็ภูมิใจที่เขาได้นำเสนอ ถามว่า อ้าว นนท์แสดงไหมลูก แสดงครับ เป็นอะไรละ เป็นต้นไม้ คือเขาก็ยังคิดว่าเขามีความสามารถพอที่จะทำตรงนั้น ครูเองก็ภูมิใจนะคะ แล้วเด็กหลายๆคนก็กล้าพูดมากขึ้นค่ะ…”

เกดแก้ว สุรชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

๕. กระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ เป้าหมายแท้จริง คือ นักเรียนได้เรียนรู้ระหว่างทางที่หาคำตอบ ไม่ได้อยู่ตรงคำตอบที่เด็กๆ ทำกันมานั้นถูกหรือผิด ใช่หรือไม่ใช่ แก้ปัญหาได้หรือเปล่าก็ไม่รู้ ภายใต้ข้อเท็จจริงที่ว่า สังคมที่ซับซ้อนไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียวในการแก้ปัญหาหรือการไปสู่จุดหมาย

“…คราวนี้มาถึงกระบวนการลงมือทำ เด็กก็เตรียมส่วนผสมมาให้เรียบร้อย กลุ่มไหนจะทำอะไร แต่บางกลุ่มที่เปลี่ยนก็มี เราจะไม่ว่า เพราะถือว่าเขาหาไม่ได้ เราก็ลงมือปฏิบัติทำตามสูตร ตวงน้ำเท่าไหร่ ใส่ผงวุ้นเท่าไหร่ บางกลุ่มก็หนึ่งช้อนโต๊ะ บางกลุ่มก็หนึ่งช้อนครึ่ง วิธีทำแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางกลุ่มก็ละลายน้ำก่อน บางกลุ่มก็ต้มน้ำก่อน แล้วค่อยใส่ผงวุ้น ค่อยใส่น้ำตาล แต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน เราก็เลยถามว่าทำไมทำแบบนี้ เขาก็ให้เหตุผลว่ากลัววุ้นไม่สุก แล้วกลุ่มนี้ละทำไมถึงได้ละลายวุ้นพร้อมกับน้ำ เขาบอกว่าเขาอ่านมา เขาถามคนนี้มา

ในระหว่างที่ทำต่างกลุ่ม มีเด็กคนหนึ่งนั่งอยู่ เราก็ถามว่าหนูทำไมไม่ทำละลูก เขาบอกว่าเพื่อนบอกให้เขานั่งอยู่เฉยๆ ก่อนครับ ยังไม่ต้องทำอะไร เพราะคนนี้สมาธิสั้น เพื่อนเขาก็เลยบอกว่าให้นั่งรอ ยังไม่ถึงตาผมให้นั่งก่อนเดี๋ยวค่อยทำ ในระหว่างที่ทำเราก็ถามว่าสนุกไหม ทำอะไร เขาก็บอกว่าทำวุ้นกะทิ ถามต่อทำไมถึงทำวุ้นกะทิ เขาบอกว่าผมชอบทาน เราถามต่อว่า ไม่มีกะทิใช้อย่างอื่นได้ไหม เขาก็บอกว่าได้ ไม่ใส่กะทิก็ได้ใส่แมงลักก็ได้ นอกจากใส่ในวุ้นได้ ยังสามารถเอามาใส่ในน้ำเต้าหู้ได้อีก แล้วใบมันทำอะไรได้หล่ะ เขาบอกว่าแม่ผมเอาไปใส่แกงเลียง เราก็เลยรู้ว่าเขามีความรู้ว่าใบแมงลักใช้ทำอาหารได้ แล้วถามอีกว่า ถ้าไม่มีอะไรที่เราที่เอามา เราสามารถจะใช้อะไรทดแทนได้อีก แอบเปิ้ลก็ใส่ ส้มก็ใส่ เขาบอกว่ากินแอปเปิ้ลแล้วสวย เราก็ถามแล้วส้มล่ะ เขาก็บอกว่าส้มมีวิตามิน พอทำเสร็จก็เอามาใส่ถ้วยทั้งถ้วยเล็กถ้วยใหญ่ เราก็ถามว่าทำไมใช้ถ้วยนี้เขาก็บอกว่ามันสวยเป็นรูปดอกไม้ แล้วอีกกลุ่มทำไมใส่ถ้วยใหญ่ละ เขาบอกว่ามันซื้อได้แบบนี้ ก็เลยเอาแบบนี้มาใส่ พอทำเสร็จแล้วก็ทิ้งไว้สักพักหนึ่ง เราก็ถามว่าทำไมถึงไม่แข็งละ เขาก็ตอบว่าสงสัยใส่น้ำมากไป แล้วหนูจะทำยังไงละ เดี๋ยวหนูจะลองเอาไปใส่ตู้เย็นก่อน พออีกกลุ่มหนึ่งแข็งไปหน่อยค่ะครู มันแห้งๆ แสดงว่าใส่วุ้นเยอะ เขาบอกว่าทำอะไรไม่ได้แล้วมันแข็งตัวแล้ว งั้นคราวหน้าหนูก็จะลดผงวุ้นลง พอเสร็จแล้วแต่ละกลุ่มก็นำมาเสนอหมดเลย ก็ถามว่าคุณครูกินได้ไหม คุณครูก็บอกว่ากินได้หมดทุกกลุ่ม แต่ถ้ามันหวานไปละ ครูไม่อยากอยากกินหวานมันอ้วนจะทำยังไงละ เขาก็บอกว่าเอาไปแช่เย็น ก็ถามต่อว่าทำอะไรได้อีก ใช้น้ำตาลที่ไม่ทำให้อ้วนได้ ใส่น้ำตาลให้น้อยลงไปหน่อย อะไรแบบนี้…”

บุญเรือน ปิยะมณีพร ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

๖. ไม่ละทิ้งวิชาพื้นฐาน ๓ วิชา (3R) คือ การอ่าน (Read) การเขียน (Write) และคณิตศาสตร์(Arithematics) เพราะไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อให้สามารถอ่านออกเขียนได้ แต่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองส่วนหน้า ถ้ารีบทำตั้งแต่ประถมหรืออนุบาล สมองส่วนหน้าที่โตเร็วขึ้นจะเป็นตัวกำหนดทักษะชีวิตในอนาคต ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กำหนดการเถียงกันอย่างมีเหตุผล(พิชญา ตันธนวิกรัย,๒๕๕๗)

“…ในเนื้อหาที่สอน เราจะบูรณาการเนื้อหาเรื่องของการตวง คุณครูหาอุปกรณ์มาให้ มีแก้ว มีกล่องนม มีขวดโพลาลิตร มีขวดโค้กตั้งวางไว้ข้างหน้า โดยให้เด็กทำสมาธิ และให้สังเกตว่าสิ่งที่ตนเองเห็น ให้มอง ให้ดู แล้วก็กระตุ้นด้วยคำถาม ว่าเห็นอะไร แล้วรู้สึกอย่างไร ให้เวลาเขาคิด ใครคิดได้แล้วให้ยกมือ แล้วลองเล่า แต่ละคนเริ่มยกมือแล้วเล่าว่า เห็นแก้วน้ำ ซึ่งเราสามารถใส่น้ำแล้วไปให้เพื่อนกินได้ เขาก็เริ่มเล่า ครูก็จะขอบคุณเขา และพยายามกระตุ้นให้เขาคิดให้หลากหลาย ไม่ลอกเลียนเพื่อน พอเขาคิดได้ก็ให้เปิดประเด็นก่อน แต่ละคนเขาก็จะคิดแต่มีบางคนที่ยังคิดไม่ได้ ครูบอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวหนูคิดได้ค่อยบอกครู แต่ส่วนใหญ่ก็จะจับประเด็นที่เขาดู เช่น หนูเห็นขวดน้ำเป็นทรงกระบอก คือ เริ่มจับประเด็นได้บอกเป็นลักษณะ เป็นรูปร่าง เป็นประโยชนที่ใช้ ซึ่งครูก็ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องบอกแนวไหน ต่อมาให้เด็กไปสังเกตใกล้ๆ ดูว่าที่เขาเห็นอะไรเพิ่มเติม อย่างกล่องนมเขาเห็นตัวหนังสือ ครูให้ใบงานกับกระดาษเปล่า ให้เขาวาดที่เขาสังเกตเห็น บางคนวาดแก้วน้ำ บางคนวาดได้ทั้งหมด และจะบอกด้วยว่าในสิ่งที่สังเกตเขาเห็นอะไร เช่น ในแก้วน้ำไม่มีน้ำเลย เขาเห็นตัวเลข ๒๕๐ แล้วมีตัวภาษาอังกฤษ เด็กจะเขียนลงไป ซึ่งกิจกรรมนี้มีเวลา ๑ ชั่วโมง คือกว่าที่เขาจะลงสีและนำมาเล่าก็จะหมดชั่วโมง เสร็จแล้ววันหลังเราก็จะมาคุยกันว่า ที่เขาทำเขาได้อะไรบ้าง ถ้าเป็นขวดจะมีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ว่า แก้ว ขวด กระป๋อง ทำอย่างไรถึงจะเชื่อมโยงกันได้ เด็กก็บอกว่า แก้วน้ำจะเล็กกว่าขวด แล้วถ้าเอาน้ำเทใส่ขวดจะต้องใช้หลายแก้ว จะช่วยกันคิดช่วยกันโยงเข้าไป ซึ่งครูก็เปิดประเด็นว่า ตัวเลขที่นักเรียนเห็นเคยนำมาเปรียบเทียบไหม มันจะมีมาม่า มีกล่องนม และจะมีตัวเลข และหมายถึงอะไร นักเรียนตอบว่ามันเยอะคะ ตัวเลขเยอะกระป๋องที่มีขนาดใหญ่ มันก็เกี่ยวเนื่องกันว่าตัวเลขเยอะก็มีอะไรข้างในเยอะ แสดงว่าอะไรที่มันเปิดอ้าอยู่ก็สามารถเอาอะไรใส่ไปได้ เขาทำอะไร บางคนเขาคิดได้ว่า เอาไว้ตัก เอาไว้ใส่อย่างใช้ช้อน ช้อนใช้ตักใส่ แล้วมีอะไรที่เกี่ยวข้อง มีนักเรียนคนหนึ่งบอกว่า ตวงค่ะ ต่างคนต่างมีความคิด คือมีที่ให้ใส่ ก็เชื่อมโยงว่าต้องมีการตวง ครูจึงจับประเด็นเรื่องการตวง และปริมาตรเข้ามาเกี่ยวข้อง และเด็กก็จะเริ่มเรียนรู้ว่าที่เป็นกล่องมีปริมาตร ก็อ่านปริมาตรได้ เด็ก ป.๓ อ่านได้ แล้วเด็กก็จะมาวาดรูป เช่น นม ๑ กล่อง มีปริมาตร ๒๕๐ มาม่ามีปริมาตรเท่าไหร่ อะไรแบบนี้คะ ซึ่งบางอันจะมีคำว่า ปริมาตร บางอันมีคำว่า ปริมาณ ครูถามว่าระหว่างปริมาตรกับปริมาณต่างกันอย่างไร เด็กตอบว่า บางอันก็เป็นก้อน บางอันเป็นน้ำ ครูจะไม่สรุปให้เด็ก ให้เด็กคิดเอง ว่าเป็นอย่างไร ต่อมาเริ่มการตวงโดยการตักน้ำมาใส่แก้ว ตั้งประเด็นว่าถ้าอยากรู้ว่าน้ำในแก้ว มีปริมาณเท่าไหร่ จะทำอย่างไร โดยมีกระบอกตวงให้เด็กก็เทน้ำใส่กระบอกตวง แล้วอ่านค่าได้ ๒๐๐ ซึ่งในกระบอกตวงจะมีหน่วยภาษาอังกฤษเป็น cc และจะมีกระบอกตวงที่มีหน่วยเป็นภาษาไทยด้วย เด็กก็จะเริ่มเทียบกันกับภาษาไทย ก็จะเริ่มเรียนรู้ พอเริ่มรู้ว่าจะเรียนเรื่องการตวง และพยายามโยงเข้ามากับชีวิตประจำวันของเรา

เกดแก้ว สุระชาติ ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

“…เด็กก็จะตามของเขากันเองว่า ในบทสัมภาษณ์ที่ไปถามมา คำถามถามร้านค้า กับคำถามที่ถามลูกค้าใครยังไม่ส่ง ถามว่าลูกรู้ได้ยังไงว่าใครยังไม่ส่ง ‘อ๋อหนูจะเช็คเลยค่ะว่าเลขที่นี่ส่งอันนี้แล้วๆ เพราะว่าถ้าหนูไม่ได้ข้อมูลมาทั้งหมดหนูวิเคราะห์ไม่ได้’ พอถามไปถามมา ข้อมูลพื้นฐานนี่ได้ แต่พอตอนที่มาพัฒนาเป็นบทร้อยกรองนี่นะคะ ที่เขาบอกว่าเขาจะพัฒนาเป็นบทร้อยกรอง ทำหนังสือเล่มเล็ก มีภาพประกอบนะคะ เขาก็มาคิดกันว่า การพัฒนาตรงนี้นะต้องมีพื้นฐานตรงโน้น ขณะเดียวกันต้องมาแต่งเป็นบทร้อยกรอง คนที่ได้ในเรื่องของบทร้อยกรองที่สามารถจะเข้าใจว่าสัมผัสอย่างไร และตรงกับเนื้อหาของเธอที่เธอสัมภาษณ์มาไหม ในส่วนนี้ก็จะช่วยดูเรื่องบทร้อยกรองให้เพื่อนๆ …”

ไพเราะ เกิดผล ร.ร.อนุบาลสตูล จ.สตูล

 

]]>
ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (2) ทางรอด หรือ ทางเลือก https://thaissf.org/er082/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er082 Sat, 29 Nov 2014 11:25:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/11/29/er082/ องค์กรสนับสนุนการศึกษา นักวิชาการการศึกษาทั้งในและต่างประเทศ ภาคธุรกิจเอกชน ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ปกครอง ชุมชน ฯลฯ ว่าจะเป็นทางออกในการขับเคลื่อนการศึกษาออกไปจากวิธีการเรียนรู้แบบเดิม ไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคม มุ่งพัฒนาทักษะ (skills) ให้แก่นักเรียน ๓ ทักษะ

๑. ทักษะการเรียนรู้ (learning skills) ประกอบด้วย ๔ ทักษะ

๑.๑ critical/criticize thinking: หลายท่านแปลว่า การคิดเชิงวิพากษ์ หรือแปลว่าคิดแบบมีวิจารณญาณ โดยส่วนตัวผู้เขียนแปลว่า รู้จักที่จะไม่เชื่อในทันทีในสิ่งที่ได้ยิน ได้เห็น ได้ฟัง รู้จักวิเคราะห์และเถียงในใจว่านี่อาจจะไม่ใช่ ตั้งคำถามกลับอาจมีคำตอบอื่นอีกก็เป็นได้ หรือค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม

๑.๒ communication: สื่อสารความคิดต่างของตนเองออกมาอย่างสุภาพ เพื่อให้คนอื่นรู้เรื่องเข้าใจความคิดต่างของตนอย่างมีเหตุผล โดยเฉพาะความคิดต่างจากผู้ใหญ่ ต่างจากคุณครู หรือแม้กระทั่งต่างจากตำรา ด้วยรูปแบบหลากหลาย เช่น เขียนกลอน แต่งเพลง เรียงความ นำเสนอด้วย power point เล่นละคร แสดงนิทรรศการ ฯลฯ ทักษะนี้แลดูฝืนสามัญสำนึกของคนไทย ชอบเด็กว่านอนสอนง่าย แต่สามารถสร้างได้ด้วยวัฒนธรรมที่ดีงาม

๑.๓ collaboration: ทำงานเป็นทีม ผู้เขียนนึกภาพเด็กๆ ที่คิดต่างมาอยู่รวมกัน มาทำงานร่วมกัน คงจะเถียงกันน่าดู เพื่อหาข้อยุติและลงรอยกัน จะว่าไปแล้ว นี่คือความจริงของการฝึกทักษะชีวิตและสังคมที่สำคัญที่สุด

๑.๔ innovation : ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เมื่อเกิดการปะทะ เถียงกันด้วยกระบวนความคิดที่ดี มักจะเกิดความคิดนอกกรอบออกมาเสมอ ซึ่งแปลว่านักเรียนคนหนึ่งจะมีความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมได้ ต้องผ่าน ๓ ขั้นแรกมาก่อน ไม่ใช่เหตุบังเอิญมีเด็กอัจฉริยะมาเกิด

๒. ทักษะชีวิต (life skills) คุณครูหลายท่านใช้คำกว้างๆ เหล่านี้แทนทักษะชีวิต เป็นเด็กดี มีศีลธรรม มีคุณธรรม มีวินัย จากการเก็บเกี่ยวโรงเรียนต้นแบบฯ นักเรียนที่มีทักษะชีวิตที่ดี ได้ใช้ชีวิต ๕ ขั้นตอนนี้เสมอ

๒.๑ รู้จักมองไปข้างหน้า : ชีวิตที่ดีต้องรู้จักวางแผน มองไปข้างหน้า รู้เป้าหมายชีวิต

๒.๒ ค้นหาทางเลือก : เมื่อวางแผนไปสู่เป้าหมายเสร็จแล้ว จะพบว่ามักมีทางเลือกมากกว่า ๑ ทางเสมอ ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเพื่อให้เกิดความเข้าใจได้มากขึ้น เช่น อยากสอบติดแพทย์ต้องประพฤติตนอย่างไร อ่านหนังสือเองหรือต้องไปติว เพื่อนชวนเสพยาบ้าจะลองหรือไม่ลอง เด็กๆ ที่มีทักษะชีวิตที่ดีต้องรู้จักคนหาทางเลือก

๒.๓ ตัดสินใจ: รู้จักตัดสินใจเลือกหนทางไปสู่เป้าหมาย

๒.๔ รับผิดรับชอบ (accountability) : เด็กที่มีทักษะชีวิตที่ดีจะรับผิดรับชอบต่อการกระทำของตน เมื่อตัดสินใจมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หากติดเชื้อ HIV ต้องรู้จักรับผิดรับชอบ ไม่โวยวายโอดครวญโทษเป็นความผิดของผู้อื่น คำนี้มีความหมายต่างจากคำว่า “รับผิดชอบ” ซึ่งมักมีความหมายแคบกว่า เช่น รับผิดชอบในงานของตนเอง ถ้างานไม่เสร็จก็ต้องรับผิดชอบทำงานให้เสร็จ อย่างนี้เป็นต้น

๒.๕ ยืดหยุ่น: ทั้งหมดถูกกำกับด้วยความยืดหยุ่น การเดินทางครั้งแรกเป้าหมายที่วางไว้อาจผิด เด็กที่มีทักษะชีวิตที่ดีจะวนกลับไปวางแผนใหม่ มองหาทางเลือกใหม่ แล้วตัดสินใจ เมื่อผิดรู้จักทบทวนและรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองทำ ต่อจากตัวอย่างข้างต้น เมื่อติดเชื้อ HIV ก็จะวางแผนชีวิตใหม่ จะกินยาต้านไวรัสหรือไม่กินดี หรือจะได้ยาสมุนไพรดี เป็นต้น

๓. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skills)

๓.๑ รู้จักเสพข้อมูล: ศตวรรษ ๒๑ เป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เด็กทุกคนตื่นเช้าขึ้นมาพบข้อความบน facebook บน Line เต็มไปหมด ถ้ามัวแต่อ่านทุกข้อความ คงจะไม่มีเวลาเรียนหนังสือ ไม่มีเวลาทำการบ้าน จึงต้องฝึกให้รู้จักเสพข้อมูล เพราะมีหน้าที่อย่างอื่นต้องทำ ต้องรับผิดชอบ

๓.๒ รู้จักวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร: เมื่อรู้จักเสพข้อมูลแล้ว ต้องรู้จักไม่เชื่อ รู้จักวิเคราะห์ น้ำมันพืชดีกว่าน้ำมันหมูจริงหรือ ดื่มน้ำผลไม้ยี่ห้อ ABC แล้วหน้าสวยใสสีชมพูจริงหรือ เด็กที่ถูกฝึกจะรู้จักค้นหาคำตอบ เข้า Google search หาความรู้จากแหล่งต่างๆ มาถกเถียงกัน

๓.๓ รู้จักใช้ข้อมูล ข่าวสารเทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต

คำว่า “ทักษะ” มีความหมายว่า ต้องฝึกฝน ไม่ได้ติดตัวมาแต่แรกเกิด ทักษะทั้งสามหรือทักษะแห่งศตวรรรษที่ ๒๑ สามารถพัฒนาไปพร้อมกันได้ในโรงเรียน โดยใช้การเรียนการสอนผ่านโจทย์ปัญหา (Problem Based Learning) หรือ ผ่านโครงงาน (Project Based Learning) ชื่อย่อ “ PBL” ที่เราคุ้นหู และการเรียนรู้นั้น นักเรียนต้องได้ลงมือทำ (Active Learning, AL) การทำนั้นต้องทำเป็นกลุ่มและเป็นทีม

ทุกกิจกรรมในโรงเรียนจึงคือชีวิตของนักเรียน ถึงตรงนี้ผู้เขียนเข้าใจว่า โครงการ โครงงาน หรือ PBL ที่คุณครูมอบให้เด็กทำนั่นแหล่ะ คือ ส่วนย่อชีวิตของนักเรียน เหตุที่เป็นชีวิตเพราะเด็กๆ ได้ทำงานเป็นทีม มีโอกาสปะทะสังสรรค์กับเพื่อนในทีม ที่มีทั้งเห็นแก่ตัว ฉลาด มีเมตตา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ช่างฟ้อง สุขภาพไม่แข็งแรง ฯลฯ โจทย์ปัญหาที่คุณครูมอบให้เด็กๆ ทำกัน ต้องการการวางแผน เมื่อคุณครูบอกว่าโครงการนี้มีเวลาทำ ๑ เดือนเสร็จ ทีมก็ต้องมาวางแผน ค้นหาทางเลือกที่จะทำงานให้สำเร็จเสร็จทันเวลา ทางนี้ดีกว่า ทางนี้สิ้นเปลือง ทางนี้ทำงานเสร็จด้วยและได้อ่านการ์ตูนอีกต่างหาก เด็กจะเถียงกัน แล้วตัดสินใจเลือก สุดท้ายครบ ๑ เดือน ถ้างานไม่เสร็จ ก็ต้องรับผิดชอบ รู้จักยืดหยุ่นลุกขึ้นมาทำงานดึกดื่นเที่ยงคืน อย่างนี้เป็นต้น

PBL = ส่วนย่อชีวิตของนักเรียน

ความจริงเริ่มเข้าใกล้ความหวัง ผู้เขียนได้พบคุณครู ได้พบโรงเรียนที่พยายามจัดการเรียนการสอน เพื่อเตรียมพร้อมนักเรียน ให้สามารถอยู่รอดได้อย่างเต็มศักยภาพของนักเรียนแต่ละคน คุณครูเหล่านั้นแทบจะไม่ทราบมาก่อน ตนเองกำลังฝึกพัฒนาทักษะนักเรียน โดยลดชั่วโมงสอนหนังสือ เรียนรู้มากขึ้น หันมาจัดการเรียนรู้ให้นักเรียนลงมือทำแบบ PBL และเริ่มเห็นพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป เราลองไปดูตัวอย่างกัน

“… ผมประทับใจในการเรียน คือความแปลกใหม่ของวิชาบรูณาการ มันเป็นการวิจัย ทั้งๆ ที่เด็กอนุบาลหรือประถมไม่ควรได้เรียน ควรจะไปเรียนตอนป.ตรี หรือ ป.โท การเรียนวิจัยยากแต่ เราก็สามารถทำได้ ตรงนี้ก็คือความตั้งใจของผม มีอีกอย่างที่ผมไม่ค่อยประทับใจ บางครั้งเพื่อนของพวกเราตั้งใจทำครั้งแรกไม่ได้ ครั้งที่ ๒ ก็ไม่ทำแล้ว ไม่ไหว แต่มีตัวอย่างที่ดี คือเด็กชายอานัส ถึงเขาจะร้องไห้ แต่เขาก็มีความสามารถที่พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส เขาทำสำเร็จ แต่มีอีกฝ่ายหนึ่งที่ยังกลัวว่า ผิดแล้วผิดอีก สู้ไม่ทำเลยดีกว่า แบบนั้นมันไม่ดี เราจึงอยากจะเปลี่ยนความคิดของเพื่อนในการเรียนบรูณาการว่าเปลี่ยนความคิดได้ สุดท้ายผม อยากบอกว่า ถึงแม้โจทย์ของพวกเราจะใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาของพวกเราอยู่ที่ใจของพวกเราว่าพวกเรากล้าที่จะทำมากแค่ไหนครับ…”

ดช. เวฟ ชั้น ป.๕ ร.ร.อนุบาลสตูล

“…ผมยกตัวอย่างทักษะที่เกิดขึ้น อย่างเช่นเด็กที่ทำเรื่องการประหยัดกระแสไฟฟ้า พอรู้วิธีว่าประหยัดไฟ ผู้ปกครองมาบอกเองว่า เด็กถอดปลั๊กทุกครั้งที่ปิดทีวี ปิดพัดลม มันเกิดขึ้นเพราะเขาเรียนเรื่องนี้อยู่หนึ่งปี มีผู้ปกครองคนหนึ่งบอกผมว่า ‘ผอ. ลูกหนูบังคับหนูไม่ให้เอากล่องโฟมเข้าบ้าน ถ้าคุณแม่ซื้ออาหารใส่กล่องโฟมหนูไม่ทาน แล้วห้ามนำเข้าบ้าน บ้านอื่นไม่รู้ แต่บ้านหนูนี่เรื่องโฟมชัดเจนเลย ลูกไม่ให้เข้าบ้าน’ สาเหตุที่เขาไม่ให้เข้าบ้านเพราะเขาเรียนเรื่องอายุของขยะเหล่านี้ เขารู้ว่าโฟมไม่ย่อยสลาย แล้วมันส่งผลอะไรต่างๆ เขาปฏิเสธเลย ไม่กินอาหารในกล่องโฟม หรือเด็กที่ไม่กินน้ำอัดลม เขาไปรู้ส่วนผสมของน้ำอัดลมว่าผสมอะไรบ้าง แล้วมาวิเคราะห์คุณค่าสารอาหารว่ามันมีสารอาหารอะไรที่เป็นประโยชน์ไหม เด็กที่ทำโจทย์นี้ไม่กินน้ำอัดลม หรือขนมอะไรก็เหมือนกัน พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น…”

สุทธิ สายสุนีย์ ผอ.ร.ร.อนุบาลสตูล

“… สิ่งที่เกิดกับเราคือเบาแรง ปกติเด็กที่ทำงานเสร็จก่อน เขาจะเล่น เพราะต้องรอเพื่อนที่ยังทำงานไม่เสร็จ ตอนหลังคนที่ไวที่สุด มาช่วยเพื่อนคนที่อ่อนกว่า ที่ช้ากว่า เกิดความสัมพันธ์ สิ่งที่เห็นคือ เด็กๆ เตือนกันเอง ฟ้องกันน้อยลง แต่ก็มีเหมือนกัน เราก็จะคุยกับนักเรียนว่าเรื่องไหนที่ควรฟ้อง ถีบ เตะ ต่อย เพื่อน อันนี้เป็นการทำร้ายร่างกาย ไม่ใช่การเล่นกัน ตรงนี้ฟ้องได้ เขาดูแลกันเอง ตรงนี้มันช่วยได้เยอะจริงๆ เราฟังเขามากขึ้น เขาก็โต้ตอบกับเรามากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่เห็นชัดๆ นะคะ…”

แสงระวี ร.ร.วัดสวนส้ม จ.สมุทรปราการ

“…เราไม่ได้คาดคิดแต่มันเกิดก็คือตัวจิตวิญญาณ ครูมาเล่าเรื่องบางเรื่องของเด็ก บางคนเล่าด้วยร้องไห้ไปด้วย คือมันอิน มีเด็กคนหนึ่งที่อ่านหนังสือไม่ออกเลย แล้วครูพาเขาอ่าน อ่านไปอ่านมาเด็กสามารถที่จะไปอ่านให้อีกห้องหนึ่งฟังได้ ซึ่งครูจะรู้สึกอิ่ม ดีใจ ภูมิใจในตัวเอง อันนี้มันเหมือนกับว่าเราไม่ได้คาดหวังจะปลุกจิตวิญญาณความเป็นครูได้ด้ขนาดนี้…”

สังคม อินทร์ขาว ร.ร.บ้านนาขนวน จ.ศรีสะเกษ

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ตอนที่ 3 https://thaissf.org/er024/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er024 Fri, 18 Jul 2014 11:07:04 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/18/er024/ การแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ active learning บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือ collaboration ดังที่กล่าวมา ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete, compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจาการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่าautonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่าinitiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 https://thaissf.org/er022/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er022 Mon, 14 Jul 2014 12:09:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/14/er022/ 1. ทักษะการเรียนรู้ (learning skill) หมายความว่า เด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2. ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) หมายความว่า เด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) หมายความว่า เด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21 (21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิต ประกอบด้วย การรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

ทักษะการเรียนรู้

เด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นอย่างหลากหลายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว นอกจากนี้ในโลกที่ซับซ้อนย่อมไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหา

ที่สำคัญกว่าความรู้หรือรู้มาก จึงควรเปลี่ยนเป็นความใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้ รู้ว่าตนเองอยากรู้อะไรและจะไปหาความรู้ได้จากที่ไหน เมื่อได้มาแล้วรู้จักไม่เชื่อในทันทีและตั้งคำถาม จากนั้นจึงค้นหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นเป้าหมายใหม่ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21

กระบวนทัศน์ใหม่คือวิธีหาคำตอบสำคัญกว่าตัวคำตอบเอง เด็กไทยควรเก่งในเรื่องกระบวนการหาคำตอบมากกว่าที่จะหลงเชื่อหรือติดกับกับคำตอบตายตัวใดๆของโจทย์ปัญหาใดๆ

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้(knowledge)เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้ การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไรนั้นคำตอบอยู่ที่ชุมชน

เด็กไทยควรรู้จักตั้งข้อสงสัยต่อความรู้ที่ได้รับ ไม่เชื่อในทันทีแม้จะเป็นสิ่งที่ครูหรือผู้ใหญ่พูด เมื่อสงสัย ไม่เชื่อ ขั้นตอนต่อไปอย่างน้อยก็ควรเถียงในใจว่า “อาจจะไม่จริง” หลังจากนั้นอาจ จะทำได้ 2-3 ทาง ทางหนึ่งคือพูดออกไปตรงๆว่าอาจจะไม่ใช่ ทางที่สองคือตั้งคำถามออกไป ทางที่สามคือไม่พูดไม่ถามแต่ออกไปค้นคว้าคำตอบอื่นๆที่เป็นไปได้

การพูดออกไปและการตั้งคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเด็กไทยอย่างไม่มีข้อสงสัยและเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นต้นเหตุที่จะฉุดรั้งและดึงคุณภาพของเด็กไทยดิ่งเหวลงไปเรื่อยๆเพราะไม่กล้าคิดอะไรเลย การไม่คิดย่อมทำให้ไม่มีทางจะมีจินตนาการตั้งแต่แรก

การตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามเป็นเรื่องต้องฝึก จะไม่เกิดขึ้นเอง แต่ฝึกได้โดย

1. เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนวิธีตั้งคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาไม่ยอกย้อน ตั้ง

คำถามให้ฟังรู้เรื่องว่าจะถามอะไร ด้วยถ้อยคำที่สุภาพและอ่อนน้อม

2. เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนให้รู้วิธีค้นหาความรู้ด้วยตนเองไม่ว่าจะจากแหล่งเรียนรู้ใด

เพื่อให้ข้อสงสัยและคำถามของตนเองมีน้ำหนัก มิใช่สักแต่เถียงข้างๆคูๆโดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ

3. ผู้ใหญ่เองต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการจุดชนวนทักษะการเรียนรู้ นั่นคือมีท่าทีที่รับฟัง

ครูที่ดีควรมีท่าทีรับฟังเด็กพูดหรือถามด้วยใจเปิดกว้างเสมอ ไม่ตัดสินผิดถูกและไม่ให้ความสำคัญกับคำพูด คำตอบหรือข้อสงสัยของเด็กว่าผิดหรือถูก ต่อเมื่อเด็กสัมผัสได้ว่าครูรับฟังจึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดี เมื่อมีสัมพันธภาพที่ดีครูจึงจะมีโอกาสและหาจังหวะช่วยให้เด็กรู้ว่าเขาควรไปหาคำตอบข้อสงสัยนั้นได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจะทำเช่นนี้ได้เมื่อต้องก้าวข้ามตนเองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องและไม่จำเป็นเลยที่ต้องเก่งกว่านักเรียนและยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องตอบคำถามของเด็กได้ทุกคำถาม

]]>