ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 “ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er080/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er080 Fri, 31 Oct 2014 06:02:03 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/31/er080/ สนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้ว นักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องจริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบ AAR”

“เรามีประสบการณ์ในการทำงานทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน ในเรือนจำ ในบริษัทเอกชน ว่าทำอย่างไรให้คนคนหนึ่งซึ่งถูกครอบงานด้วยงานประจำ จนโงหัวไม่ขึ้นกลายเป็น story teller ที่ดี แล้วส่วนคนอื่นก็เป็น listener ที่ดี ขอเพียงทำ 2 อย่างนี้ได้เขาก็ถูกปลดปล่อยระดับหนึ่งแล้ว ที่จริงที่ทำมันมีความหมายเช่นนี้เองจากงานที่งานประจำแสนน่าเบื่อ”

“ของเราก็คือว่าครูไทยจำนวนมากรวมทั้งบุคลากรในราชการ ไม่เห็นคุณค่าของงานที่ตนเองทำ เพราะฉะนั้นการที่เขาได้มีโอกาสเป็น story teller ที่ดีและเป็น listener ที่ดีและผ่านกระบวนการ reflection ที่เหมาะสม สิ่งที่เกิดทันทีคือเขาจะเห็นคุณค่าของงานที่ทำ เห็นคุณค่าของตนเองก่อนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ยกตัวอย่าง โรงพยาบาล เขาค้นพบคำตอบเองว่า การดูแลคนไข้ที่ดีไม่ได้แปลว่าทำให้คนไข้หายป่วย เพราะความจริงแล้วโรคตั้งหลายชนิดคุณไม่มีวันจะหายป่วยหรอกชาตินี้ แต่การดูแลผู้ป่วยที่ดีคือการทำให้ผู้ป่วยมีความสุขกับโรคที่มีอยู่ ซึ่งวิธีเปลี่ยน มันเปลี่ยนจากการที่เขาได้เป็น story teller ที่ดีกับ listener ที่ดี มันไม่ได้เกิดจากการมานั่งบอก นั่งสอน นั่ง training มันทำไม่ได้”

เพราะฉะนั้นครูก็เหมือนกัน ครูต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ครูตื่นเช้ามามีหน้าที่อะไรมันต้องถูกเปลี่ยนกระบวนทัศน์แล้ว ซึ่งมันเปลี่ยนด้วยการนั่งบอกก็ไม่ได้ มันต้องการกระบวนการ AAR ที่ดี ทำ PBL มาก่อน ทำดี-ไม่ดี อย่ากลัว ทำไปเถอะเดี๋ยวเรามา AAR กันมาฝึกเป็น story teller และ listener กันฝึก reflection กัน เขาก็จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง โดยที่เราไม่ต้องบอก

ไทยพับลิก้า : หลักสูตรต้องปรับด้วยไหม

ผมก็ตอบเร็วๆ ว่าไม่จำเป็น การเปลี่ยนหลักสูตรโดยไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ ค่าเท่าเดิม หลักสูตรมันคืออะไรที่ผมเข้าใจว่ามันคือ knowledge มันอยู่ในหมวด knowledge จะดีเลิศยังไง ก็แล้วไง เพราะ IT & learning skill ที่สำคัญก็คือว่า เด็กเสพแล้วไม่เชื่อ เด็กตั้งคำถาม ต่อให้ตอบได้ ก็ไม่มีความจำเป็นว่าคำตอบนั้น “ถูก” อาจจะตั้งคำถามซ้ำ learning curve ก็จะไป

ไทยพับลิก้า : กระบวนทัศน์สำคัญที่มองว่าต้องเปลี่ยน/ปลดปล่อย ครู เด็ก มันอยู่ตรงไหน

กระบวนทัศน์สำคัญที่ 1 ครูและนักเรียนเรียนรู้ด้วยกัน เพราะกระบวนทัศน์ที่มีอยู่ทุกวันนี้คือครูรู้มากกว่านักเรียน ดังนั้นนำไปสู่การที่ต้องมีหลักสูตรมีคู่มือครู เพราะว่าหลักสูตรและคู่มือครูมันอยู่กระบวนทัศน์ประเภทที่ว่าครูต้องรู้มากกว่านักเรียน แต่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เราจะทำงานงานนี้ ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียน ที่จริงแล้วครูนักเรียนเรียนรู้ไปด้วยกัน

ครูมีหน้าที่อื่น แต่ไม่ได้มีหน้าที่ให้ knowledge ครูมีหน้าที่เป็นผู้นำกระบวนการ (facilitator) ให้ skill ของเด็กเดินหน้า หน้าที่ครูเปลี่ยนจากการโค้ช ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียน

กระบวนทัศน์ที่ 2 การศึกษาไม่มอบ knowledge การศึกษามุ่งพัฒนา skill

กระบวนทัศน์ที่ 3 กระบวนการหาคำตอบ สำคัญกว่าคำตอบ โลกนี้มันไม่มีอะไรเป็นคำตอบเดียวอีกแล้ว 200 ปีก่อนมันอาจเคยมี โลกนี้มีคำตอบเดียว แต่โลกนี้ที่มีไอทีเข้ามาไม่มีอะไรเป็นคำตอบเดียวอีกแล้ว แต่ว่ากระบวนการหาคำตอบต่างหากที่สำคัญกว่า เด็กไทยจะต้องถูกฝึกให้มีทักษะในการหาคำตอบ หาเสร็จก็ยังไม่เชื่ออีกต่างหาก ตั้งคำถามและหาใหม่ นี่คือ spiral เป็นการหมุนวนของการเรียนรู้ กระบวนทัศน์นี้ใหญ่มาก ที่สำคัญครูไทย การศึกษาไทย ติดอยู่ตรงมันต้องมีคำตอบ แม้กระทั่งครูที่ใช้ PBL จำนวนมาก ก็ยังคิดว่า PBL นั้นมีคำตอบ แต่เราก็พยายามทำให้เห็นว่า PBL ใดๆ มันก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี เช่น แก้ปัญหารถติดหน้าโรงเรียนตัวเอง ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง แก้ปัญหาร้านเกมรอบโรงเรียน ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง วิธีรักษาความสะอาดของชายหาดก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง

หลักๆ ก็ 3 อันนี้ ใหญ่สุด ครูและนักเรียนเท่ากัน เพราะเท่ากันมันถึงจะเรียนรู้ด้วยกัน คำว่าเท่ากัน equality กระบวนทัศน์ที่ 1 เป็นความเท่ากันในเชิงอะไร คือยังไงสังคมไทยนักเรียนก็ต้องเคารพครู แต่มันเท่ากันในเชิงความเป็นมนุษย์ นี่คือกระบวนทัศน์ที่ระหว่างเราทำงานเราก็เรียนรู้ด้วยกันกับภาคีที่เราทำ เมื่อครูกับนักเรียนเท่ากัน ในแง่ความเป็นมนุษย์เขาจึงสามารถถูกปลดปล่อยพร้อมๆ กัน

กระบวนทัศน์ที่ 2 น่าจะเข้าใจง่าย คือไม่มอบ knowledge

กระบวนทัศน์ที่ 3 ยังยากอยู่ คนไทยชอบคิดว่าอะไรมันมีคำตอบเสมอ แต่ความจริงมันไม่มี แต่อยู่ที่กระบวนการหาคำตอบ มีวลีที่ผมใช้กับพวกครูเสมอว่าเราต้องพาลูกๆ เราเรียนรู้ปีศาจ มันห้ามไม่ได้แล้ว 100 ปีก่อนอาจจะห้ามไม่ให้ปีศาจโผล่ได้ แต่ตอนนี้มันห้ามไม่ได้

ไทยพับลิก้า : คนพูดถึงปฏิรูปการศึกษา คุณหมอนิยามตรงนี้ว่าอะไรดี

พูดสั้นๆ ของเราก็คือเด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา แต่อย่างว่า พูดประโยคนี้ไปก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ความหมายของประโยคนี้มันถูกไง เด็กไทยควรเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุก เรียนรู้ไม่ได้แปลว่ารู้เยอะ แปลว่าเรียนรู้ คำสั้นก็คือ เด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา

ให้ผมพูดว่าปฏิรูปการศึกษาไทยความหมายคืออะไรก็ไม่ได้ แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบใช้ เราต้องถอนรากถอนโคนการศึกษาที่เป็นอยู่ คือการปฏิรูปมิใช่การเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น เปลี่ยนหลักสูตร เปลี่ยนคู่มือครู แต่ต้องใช้คำนี้ ถอนรากถอนโคน เปลี่ยนอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิด new paradigm กระบวนทัศน์ใหม่

]]>
“ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 3 https://thaissf.org/er079/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er079 Thu, 30 Oct 2014 01:46:24 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/30/er079/ research on project อย่าทำโครงการเปล่าๆ ทำวิจัยคู่ไป พิสูจน์ให้คนภายนอกเห็น พิสูจน์ให้คนอื่นเห็น ว่าเด็กที่อยู่กับไอที “ดี” เพราะคนกลัวเรื่องนี้กลัวเล่นเกม กลัวนั่นนี่ ซึ่งคือมันก็จริง เราไปตามร้านอาหารจะพบภาพพ่อแม่ก้มหน้าเขี่ย และเด็กมีแท็บเล็ตก็ก้มหน้าเขี่ย เราพบเด็กนิ่งๆ เพราะแท็บเล็ต เต็มไปหมด มันก็ไม่ดีหรอก ฝรั่งก็เป็น เมืองนอกก็เป็น มันก็ไม่ดี

ผมว่าเรามีสิทธิ์แซงโลกได้ เพราะคนก็โดนไอทีโจมตีเหมือนกันหมด เด็กทุกบ้านทั่วโลก แต่เราจะทำให้เห็นว่าเครื่องมือนี้ใช้กระตุ้นสมองได้ ผมใช้คำนี้ ถามว่ากระตุ้นทำไม เพื่อให้มีทักษะการเรียนรู้และทักษะการใช้ชีวิตที่ดี วันนี้ก็ชัดแล้วว่าทักษะการเรียนรู้แปลว่าอะไร สร้างได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่สักแต่พาเด็กไปทำกิจกรรมแล้วบอกเด็ก learning แล้ว หรือไม่ใช่ว่าเข้าวัดแล้วทักษะการใช้ชีวิตดี ไม่ได้แปลว่าทำอะไรดีๆ แล้ว life skill ดี ดังนั้น “life” แปลว่าอะไรก็ต้องทำให้ชัด

ไทยพับลิก้า : ผลที่ได้จากโครงการ

ทางมูลนิธิได้พิมพ์เขียวในการสร้างโรงเรียนต้นแบบที่ค่อนข้างครบถ้วน ถ้าโรงเรียน X ของประเทศไทยอยากเป็นโรงเรียน 21st century skill ก็กรุณาทำตามพิมพ์เขียวต่อไปนี้ เริ่มตั้งแต่โครงสร้างโรงเรียน กระบวนการเรียนการสอน วิธีประเมินผล… นี่คือ output

ส่วน outcome ที่สำคัญก็คือบุคลากรของโรงเรียนที่ร่วมโครงการ รวมทั้งผู้บริหาร จากที่สังเกตเปลี่ยนไปมาก แต่ถามว่าพิสูจน์ได้อย่างไร by story ซึ่งตรงนี้ ผมก็ยอมรับว่าเป็นจุดอ่อน เพราะ by story พิสูจน์ให้คนภายนอกฟังยาก แต่เราก็ยังไม่พร้อมที่จะพิสูจน์ด้วยวิธีอื่น แต่เราพบว่าโลกทัศน์ของครูและผู้บริหารเปลี่ยน ว่าการศึกษาที่แท้คือแบบนี้ไม่ใช่แบบนั้น อันนี้คือ output outcome สำคัญมากของโรงเรียนต้นแบบ

ด้าน outcome นักเรียน ชัดเจนมาก เด็กเลวทุกคนในโรงเรียนเหล่านี้กลายเป็นเด็กดีหมด เพราะเขาถูกปลดปล่อย เขาไม่ต้องนั่งท่องหนังสือ เพราะ PBL ที่ดี ทำให้เด็กทุกคนชื่นใจโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้ self & self esteem มันกลับมา เราก็ได้องค์ความรู้ที่ได้ self esteem มากขึ้นด้วยว่ามันแปลว่าอะไร self & self esteem ของเด็กแย่ๆ ทั้งพฤติกรรมหนีเรียน ยาเสพติด และแย่ทั้งผลการเรียน ติด 0 ตลอด พวกนี้ดีขึ้นหมด ส่วนพวกเด็กเก่ง จากโครงการที่ทำ มุมเก่งเราอาจจะไม่เห็นเชิงนี้ แต่เราเห็นเชิงทักษะการใช้ชีวิตดีขึ้น การที่ไม่ได้มุ่งแต่ท่องหนังสือ ปรับเวลาได้ มีเพื่อน ทำงานเป็นทีม

ทักษะการใช้ชีวิตเหล่านี้มันสามารถบูรณาการลงไปในการเรียนรู้ประจำวันได้ ใน daily life learning by IT นี้ได้ มันเป็นอย่างที่เราชอบบ่นกัน ว่าเด็กไทยแยกวิชากับชีวิตออกจากกัน แต่ด้วยไอทีที่ดีเราจะรวมวิชากับชีวิตรวมให้ดูและไม่ใช่แค่ชีวิตเดียว แต่ได้ civil society ด้วย การเคารพซึ่งกันและการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การยอมรับความแตกต่างทางความคิด ชาติพันธุ์ ฐานะ ศาสนา มันถูกบูรณาการในการเรียนรู้ ใน daily life ของการเรียนการสอน

“โรงเรียนต้นแบบไม่ได้มีเฉพาะโรงเรียน แต่มีผู้ปกครอง ศึกษานิเทศก์ เข้ามาด้วย มีคำพูดของหลายคนบอก ถ้าลูกเขาเรียนแบบนี้ลูกเขาเรียนจบ หรือคำพูดของคุณครูคนหนึ่งที่ใกล้เกษียณ บอกว่าเขาเพิ่งรู้ว่าเป็นครูแท้ๆ ปีนี้เอง แรงมากเลย เราเปลี่ยนโลกทัศน์โรงเรียนนำร่องนี้ใหม่หมด สำเร็จ และก็ต้องใช้คำนั้น เราก็อยากเปลี่ยนอีก 9,000 โรงเรียนที่เหลือ นี่ก็เป็นความตั้งใจ ซึ่งเราก็เน้นที่โรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก ซึ่งคุมเด็กไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่เรามีโรงเรียนทางเลือกมาเป็นภาคีด้วย”

นี่ก็เป็น output outcome ที่สำคัญของโรงเรียนต้นแบบ

ส่วนการประเมินคุณภาพ ซึ่งการประเมินโรงเรียนมีข้อหนึ่งที่ผมก็ยอมรับว่าได้แต่ฝัน แต่ยังนึกภาพไม่ออก เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที คือประเด็นปัญหาก็ชัดเจน การประเมินเป็นภาระ ครูต้องเสียเวลานั่งเขียนเอกสารเพื่อรอผู้ประเมินมาตรวจ แต่คราวนี้ผมเชื่อว่าทฤษฎีของไอที คนเราเวลาทำงานหลักฐานควรปรากฏ ผมคิดว่าควรเป็นเช่นนั้น ผมอยู่กระทรวงสาธารณสุขผมก็มีปัญหา ทำงานเหนื่อยจะตาย ตอนเย็นจะต้องเขียนผลงานเพื่อรอคนมาตรวจ ผมก็สงสัยว่าไอทีมันมีไว้ทำไม แต่ความจริงผมก็จะเดาว่า ถ้าระบบไอทีมันดีจริง พอผมทำงานเสร็จ หลักฐานก็ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงปริมาณหรือคุณภาพก็ปรากฏ เราไม่ควรมานั่งสร้างหลักฐานซ้ำซ้อน เพื่อรอผู้ตรวจ ผมเลยคิดว่าถ้าเรามีผู้เชี่ยวชาญไอที ตัวจริงมาช่วยวางระบบพวกนี้ตั้งแต่แรกๆ คือผมว่ามันต้องวางไปพร้อมกันตอนเริ่มปฏิรูปการศึกษาเพื่อทำให้เห็นว่า ครูก็ทำหน้าที่ อย่าทิ้งเด็ก ขอให้ทำเถอะหลักฐานมันจะปรากฏ ปรากฏขึ้นในระบบไอทีเอง

ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเราปลดปล่อยครูกับนักเรียนสำเร็จเขาก็เรียนรู้แล้วล่ะ แต่แน่นอนเราต้องยอมรับ มันมีการแข่งขันในโลกสมัยใหม่ ถ้าเราปล่อยให้เรียนรู้ตามธรรมชาติ อาจจะไม่ทันกิน มันต้องมี intervention ที่ทำให้ learning curve มันไปเร็วกว่าปกติ

ไทยพับลิก้า : วัฒนธรรมโรงเรียน มันน่ากลัวมาก

ใช่ ผมอยู่บ้านนอกมา 30 ปี น่ากลัวมาก

ไทยพับลิก้า : เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ มันเหมือนกับวัฒนธรรมองค์กร ต่อให้เราพยายาม เดี๋ยวมันก็โดนเตะกลับมาจุดเดิมก็ต้องไปลากกันมาใหม่

ผมเข้าใจ ผมเป็นข้าราชการ ผมก็จะรู้อยู่ว่าน่ากลัวมาก ระบบที่เป็นอยู่ เขาสกัดคุณได้ทุกวิถีทางอย่างแนบเนียน และเขาก็หลอกตัวเองด้วยว่าทำสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ผมเข้าใจ แต่ต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ว่า “เด็กเป็นเดิมพัน” มันจะไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีเครื่องมือไอทีพวกนี้มนุษย์ไม่มีวันหยุด ไม่ยอมหยุดและจะไม่มีวันหยุดแน่ๆ เราทำนายโลก 50 ปีข้างหน้า ผมว่ายากมากนะ

ขณะนี้มูลนิธิฯ ชัดว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 แปลว่าอะไร และหน้าตามันเป็นอย่างไร แล้วทักษะ 3 ข้อของทักษะศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเรียนรู้ (learning skill) ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) หน้าตาเป็นอย่างไร แปลว่าอะไร มี step by step อย่างไรในการสร้าง ซึ่งเรารู้ว่าตัวแปรใหม่ก็คือเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เพิกเฉยตัวแปรใหม่

]]>
ทักษะในศตวรรษที่ 21 https://thaissf.org/er001/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er001 Wed, 23 Apr 2014 02:36:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/23/er001/ 1.ทักษะการเรียนรู้(learning skill) หมายความว่าเด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2.ทักษะการใช้ชีวิต(life skill) หมายความว่าเด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3.ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ(IT skill) หมายความว่าเด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21(21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิตประกอบด้วย รู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้

การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ

อันที่จริงทุกคนควรรู้เหตุผลดีอยู่แล้ว ปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นมากมายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว ดังนั้นประเด็นที่สำคัญกว่าคือเด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้ยังไม่นับว่าในโลกที่ซับซ้อนไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหาอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไร คำตอบอยู่ที่ชุมชน

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคธุรกิจซึ่งเป็น demand side ได้รับผลผลิตไปจากการศึกษาควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้สมหวังจำนวนน้อยมีผู้ผิดหวังมากกว่ามาก ในอนาคตเด็กเรียนเก่งเพียงแค่มีความรู้มากแต่ไม่มีทักษะจะเอาตัวไม่รอด

ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

เด็กไทยควรกล้าตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถาม ใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 https://thaissf.org/er022/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er022 Mon, 14 Jul 2014 12:09:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/14/er022/ 1. ทักษะการเรียนรู้ (learning skill) หมายความว่า เด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2. ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) หมายความว่า เด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) หมายความว่า เด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21 (21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิต ประกอบด้วย การรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

ทักษะการเรียนรู้

เด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้เพราะปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นอย่างหลากหลายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว นอกจากนี้ในโลกที่ซับซ้อนย่อมไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหา

ที่สำคัญกว่าความรู้หรือรู้มาก จึงควรเปลี่ยนเป็นความใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้ รู้ว่าตนเองอยากรู้อะไรและจะไปหาความรู้ได้จากที่ไหน เมื่อได้มาแล้วรู้จักไม่เชื่อในทันทีและตั้งคำถาม จากนั้นจึงค้นหาความรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง นี่จึงเป็นเป้าหมายใหม่ของการศึกษาในศตวรรษที่ 21

กระบวนทัศน์ใหม่คือวิธีหาคำตอบสำคัญกว่าตัวคำตอบเอง เด็กไทยควรเก่งในเรื่องกระบวนการหาคำตอบมากกว่าที่จะหลงเชื่อหรือติดกับกับคำตอบตายตัวใดๆของโจทย์ปัญหาใดๆ

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้(knowledge)เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้ การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไรนั้นคำตอบอยู่ที่ชุมชน

เด็กไทยควรรู้จักตั้งข้อสงสัยต่อความรู้ที่ได้รับ ไม่เชื่อในทันทีแม้จะเป็นสิ่งที่ครูหรือผู้ใหญ่พูด เมื่อสงสัย ไม่เชื่อ ขั้นตอนต่อไปอย่างน้อยก็ควรเถียงในใจว่า “อาจจะไม่จริง” หลังจากนั้นอาจ จะทำได้ 2-3 ทาง ทางหนึ่งคือพูดออกไปตรงๆว่าอาจจะไม่ใช่ ทางที่สองคือตั้งคำถามออกไป ทางที่สามคือไม่พูดไม่ถามแต่ออกไปค้นคว้าคำตอบอื่นๆที่เป็นไปได้

การพูดออกไปและการตั้งคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเด็กไทยอย่างไม่มีข้อสงสัยและเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นต้นเหตุที่จะฉุดรั้งและดึงคุณภาพของเด็กไทยดิ่งเหวลงไปเรื่อยๆเพราะไม่กล้าคิดอะไรเลย การไม่คิดย่อมทำให้ไม่มีทางจะมีจินตนาการตั้งแต่แรก

การตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามเป็นเรื่องต้องฝึก จะไม่เกิดขึ้นเอง แต่ฝึกได้โดย

1. เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนวิธีตั้งคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาไม่ยอกย้อน ตั้ง

คำถามให้ฟังรู้เรื่องว่าจะถามอะไร ด้วยถ้อยคำที่สุภาพและอ่อนน้อม

2. เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนให้รู้วิธีค้นหาความรู้ด้วยตนเองไม่ว่าจะจากแหล่งเรียนรู้ใด

เพื่อให้ข้อสงสัยและคำถามของตนเองมีน้ำหนัก มิใช่สักแต่เถียงข้างๆคูๆโดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ

3. ผู้ใหญ่เองต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการจุดชนวนทักษะการเรียนรู้ นั่นคือมีท่าทีที่รับฟัง

ครูที่ดีควรมีท่าทีรับฟังเด็กพูดหรือถามด้วยใจเปิดกว้างเสมอ ไม่ตัดสินผิดถูกและไม่ให้ความสำคัญกับคำพูด คำตอบหรือข้อสงสัยของเด็กว่าผิดหรือถูก ต่อเมื่อเด็กสัมผัสได้ว่าครูรับฟังจึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดี เมื่อมีสัมพันธภาพที่ดีครูจึงจะมีโอกาสและหาจังหวะช่วยให้เด็กรู้ว่าเขาควรไปหาคำตอบข้อสงสัยนั้นได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจะทำเช่นนี้ได้เมื่อต้องก้าวข้ามตนเองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องและไม่จำเป็นเลยที่ต้องเก่งกว่านักเรียนและยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องตอบคำถามของเด็กได้ทุกคำถาม

]]>