ทักษะการใช้ชีวิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ทักษะการใช้ชีวิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 “ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er080/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er080 Fri, 31 Oct 2014 06:02:03 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/31/er080/ สนทนาเรื่องนักเรียนทุกวัน หลักสูตรต้องการให้นักเรียนเรียนรู้อะไร เราจะออกแบบการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้ด้วยตนเองได้อย่างไร ที่ออกแบบและทดลองทำไปแล้ว นักเรียนได้รู้สิ่งที่ต้องจริงหรือเปล่า และนักเรียนได้เพิ่มพูนความสามารถในการเรียนรู้และการใช้ชีวิตจริงหรือไม่ ถามตนเองว่าครูยังสามารถทำอะไรให้ดีกว่าเดิมได้อีก นี่คือการพูดคุยแบบ AAR”

“เรามีประสบการณ์ในการทำงานทั้งในโรงพยาบาล โรงเรียน ในเรือนจำ ในบริษัทเอกชน ว่าทำอย่างไรให้คนคนหนึ่งซึ่งถูกครอบงานด้วยงานประจำ จนโงหัวไม่ขึ้นกลายเป็น story teller ที่ดี แล้วส่วนคนอื่นก็เป็น listener ที่ดี ขอเพียงทำ 2 อย่างนี้ได้เขาก็ถูกปลดปล่อยระดับหนึ่งแล้ว ที่จริงที่ทำมันมีความหมายเช่นนี้เองจากงานที่งานประจำแสนน่าเบื่อ”

“ของเราก็คือว่าครูไทยจำนวนมากรวมทั้งบุคลากรในราชการ ไม่เห็นคุณค่าของงานที่ตนเองทำ เพราะฉะนั้นการที่เขาได้มีโอกาสเป็น story teller ที่ดีและเป็น listener ที่ดีและผ่านกระบวนการ reflection ที่เหมาะสม สิ่งที่เกิดทันทีคือเขาจะเห็นคุณค่าของงานที่ทำ เห็นคุณค่าของตนเองก่อนที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ยกตัวอย่าง โรงพยาบาล เขาค้นพบคำตอบเองว่า การดูแลคนไข้ที่ดีไม่ได้แปลว่าทำให้คนไข้หายป่วย เพราะความจริงแล้วโรคตั้งหลายชนิดคุณไม่มีวันจะหายป่วยหรอกชาตินี้ แต่การดูแลผู้ป่วยที่ดีคือการทำให้ผู้ป่วยมีความสุขกับโรคที่มีอยู่ ซึ่งวิธีเปลี่ยน มันเปลี่ยนจากการที่เขาได้เป็น story teller ที่ดีกับ listener ที่ดี มันไม่ได้เกิดจากการมานั่งบอก นั่งสอน นั่ง training มันทำไม่ได้”

เพราะฉะนั้นครูก็เหมือนกัน ครูต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ ครูตื่นเช้ามามีหน้าที่อะไรมันต้องถูกเปลี่ยนกระบวนทัศน์แล้ว ซึ่งมันเปลี่ยนด้วยการนั่งบอกก็ไม่ได้ มันต้องการกระบวนการ AAR ที่ดี ทำ PBL มาก่อน ทำดี-ไม่ดี อย่ากลัว ทำไปเถอะเดี๋ยวเรามา AAR กันมาฝึกเป็น story teller และ listener กันฝึก reflection กัน เขาก็จะกลับไปปรับปรุงตัวเอง โดยที่เราไม่ต้องบอก

ไทยพับลิก้า : หลักสูตรต้องปรับด้วยไหม

ผมก็ตอบเร็วๆ ว่าไม่จำเป็น การเปลี่ยนหลักสูตรโดยไม่เปลี่ยนกระบวนทัศน์ ค่าเท่าเดิม หลักสูตรมันคืออะไรที่ผมเข้าใจว่ามันคือ knowledge มันอยู่ในหมวด knowledge จะดีเลิศยังไง ก็แล้วไง เพราะ IT & learning skill ที่สำคัญก็คือว่า เด็กเสพแล้วไม่เชื่อ เด็กตั้งคำถาม ต่อให้ตอบได้ ก็ไม่มีความจำเป็นว่าคำตอบนั้น “ถูก” อาจจะตั้งคำถามซ้ำ learning curve ก็จะไป

ไทยพับลิก้า : กระบวนทัศน์สำคัญที่มองว่าต้องเปลี่ยน/ปลดปล่อย ครู เด็ก มันอยู่ตรงไหน

กระบวนทัศน์สำคัญที่ 1 ครูและนักเรียนเรียนรู้ด้วยกัน เพราะกระบวนทัศน์ที่มีอยู่ทุกวันนี้คือครูรู้มากกว่านักเรียน ดังนั้นนำไปสู่การที่ต้องมีหลักสูตรมีคู่มือครู เพราะว่าหลักสูตรและคู่มือครูมันอยู่กระบวนทัศน์ประเภทที่ว่าครูต้องรู้มากกว่านักเรียน แต่กระบวนทัศน์ใหม่ที่เราจะทำงานงานนี้ ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียน ที่จริงแล้วครูนักเรียนเรียนรู้ไปด้วยกัน

ครูมีหน้าที่อื่น แต่ไม่ได้มีหน้าที่ให้ knowledge ครูมีหน้าที่เป็นผู้นำกระบวนการ (facilitator) ให้ skill ของเด็กเดินหน้า หน้าที่ครูเปลี่ยนจากการโค้ช ครูไม่จำเป็นต้องรู้มากกว่านักเรียน

กระบวนทัศน์ที่ 2 การศึกษาไม่มอบ knowledge การศึกษามุ่งพัฒนา skill

กระบวนทัศน์ที่ 3 กระบวนการหาคำตอบ สำคัญกว่าคำตอบ โลกนี้มันไม่มีอะไรเป็นคำตอบเดียวอีกแล้ว 200 ปีก่อนมันอาจเคยมี โลกนี้มีคำตอบเดียว แต่โลกนี้ที่มีไอทีเข้ามาไม่มีอะไรเป็นคำตอบเดียวอีกแล้ว แต่ว่ากระบวนการหาคำตอบต่างหากที่สำคัญกว่า เด็กไทยจะต้องถูกฝึกให้มีทักษะในการหาคำตอบ หาเสร็จก็ยังไม่เชื่ออีกต่างหาก ตั้งคำถามและหาใหม่ นี่คือ spiral เป็นการหมุนวนของการเรียนรู้ กระบวนทัศน์นี้ใหญ่มาก ที่สำคัญครูไทย การศึกษาไทย ติดอยู่ตรงมันต้องมีคำตอบ แม้กระทั่งครูที่ใช้ PBL จำนวนมาก ก็ยังคิดว่า PBL นั้นมีคำตอบ แต่เราก็พยายามทำให้เห็นว่า PBL ใดๆ มันก็ไม่มีคำตอบอยู่ดี เช่น แก้ปัญหารถติดหน้าโรงเรียนตัวเอง ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง แก้ปัญหาร้านเกมรอบโรงเรียน ก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง วิธีรักษาความสะอาดของชายหาดก็ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง

หลักๆ ก็ 3 อันนี้ ใหญ่สุด ครูและนักเรียนเท่ากัน เพราะเท่ากันมันถึงจะเรียนรู้ด้วยกัน คำว่าเท่ากัน equality กระบวนทัศน์ที่ 1 เป็นความเท่ากันในเชิงอะไร คือยังไงสังคมไทยนักเรียนก็ต้องเคารพครู แต่มันเท่ากันในเชิงความเป็นมนุษย์ นี่คือกระบวนทัศน์ที่ระหว่างเราทำงานเราก็เรียนรู้ด้วยกันกับภาคีที่เราทำ เมื่อครูกับนักเรียนเท่ากัน ในแง่ความเป็นมนุษย์เขาจึงสามารถถูกปลดปล่อยพร้อมๆ กัน

กระบวนทัศน์ที่ 2 น่าจะเข้าใจง่าย คือไม่มอบ knowledge

กระบวนทัศน์ที่ 3 ยังยากอยู่ คนไทยชอบคิดว่าอะไรมันมีคำตอบเสมอ แต่ความจริงมันไม่มี แต่อยู่ที่กระบวนการหาคำตอบ มีวลีที่ผมใช้กับพวกครูเสมอว่าเราต้องพาลูกๆ เราเรียนรู้ปีศาจ มันห้ามไม่ได้แล้ว 100 ปีก่อนอาจจะห้ามไม่ให้ปีศาจโผล่ได้ แต่ตอนนี้มันห้ามไม่ได้

ไทยพับลิก้า : คนพูดถึงปฏิรูปการศึกษา คุณหมอนิยามตรงนี้ว่าอะไรดี

พูดสั้นๆ ของเราก็คือเด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา แต่อย่างว่า พูดประโยคนี้ไปก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ความหมายของประโยคนี้มันถูกไง เด็กไทยควรเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุก เรียนรู้ไม่ได้แปลว่ารู้เยอะ แปลว่าเรียนรู้ คำสั้นก็คือ เด็กไทยต้องเรียนรู้ด้วยตนเองทุกที่ทุกเวลา

ให้ผมพูดว่าปฏิรูปการศึกษาไทยความหมายคืออะไรก็ไม่ได้ แต่มีประโยคหนึ่งที่ผมชอบใช้ เราต้องถอนรากถอนโคนการศึกษาที่เป็นอยู่ คือการปฏิรูปมิใช่การเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่น เปลี่ยนหลักสูตร เปลี่ยนคู่มือครู แต่ต้องใช้คำนี้ ถอนรากถอนโคน เปลี่ยนอะไรทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เกิด new paradigm กระบวนทัศน์ใหม่

]]>
“ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 3 https://thaissf.org/er079/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er079 Thu, 30 Oct 2014 01:46:24 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/30/er079/ research on project อย่าทำโครงการเปล่าๆ ทำวิจัยคู่ไป พิสูจน์ให้คนภายนอกเห็น พิสูจน์ให้คนอื่นเห็น ว่าเด็กที่อยู่กับไอที “ดี” เพราะคนกลัวเรื่องนี้กลัวเล่นเกม กลัวนั่นนี่ ซึ่งคือมันก็จริง เราไปตามร้านอาหารจะพบภาพพ่อแม่ก้มหน้าเขี่ย และเด็กมีแท็บเล็ตก็ก้มหน้าเขี่ย เราพบเด็กนิ่งๆ เพราะแท็บเล็ต เต็มไปหมด มันก็ไม่ดีหรอก ฝรั่งก็เป็น เมืองนอกก็เป็น มันก็ไม่ดี

ผมว่าเรามีสิทธิ์แซงโลกได้ เพราะคนก็โดนไอทีโจมตีเหมือนกันหมด เด็กทุกบ้านทั่วโลก แต่เราจะทำให้เห็นว่าเครื่องมือนี้ใช้กระตุ้นสมองได้ ผมใช้คำนี้ ถามว่ากระตุ้นทำไม เพื่อให้มีทักษะการเรียนรู้และทักษะการใช้ชีวิตที่ดี วันนี้ก็ชัดแล้วว่าทักษะการเรียนรู้แปลว่าอะไร สร้างได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช่สักแต่พาเด็กไปทำกิจกรรมแล้วบอกเด็ก learning แล้ว หรือไม่ใช่ว่าเข้าวัดแล้วทักษะการใช้ชีวิตดี ไม่ได้แปลว่าทำอะไรดีๆ แล้ว life skill ดี ดังนั้น “life” แปลว่าอะไรก็ต้องทำให้ชัด

ไทยพับลิก้า : ผลที่ได้จากโครงการ

ทางมูลนิธิได้พิมพ์เขียวในการสร้างโรงเรียนต้นแบบที่ค่อนข้างครบถ้วน ถ้าโรงเรียน X ของประเทศไทยอยากเป็นโรงเรียน 21st century skill ก็กรุณาทำตามพิมพ์เขียวต่อไปนี้ เริ่มตั้งแต่โครงสร้างโรงเรียน กระบวนการเรียนการสอน วิธีประเมินผล… นี่คือ output

ส่วน outcome ที่สำคัญก็คือบุคลากรของโรงเรียนที่ร่วมโครงการ รวมทั้งผู้บริหาร จากที่สังเกตเปลี่ยนไปมาก แต่ถามว่าพิสูจน์ได้อย่างไร by story ซึ่งตรงนี้ ผมก็ยอมรับว่าเป็นจุดอ่อน เพราะ by story พิสูจน์ให้คนภายนอกฟังยาก แต่เราก็ยังไม่พร้อมที่จะพิสูจน์ด้วยวิธีอื่น แต่เราพบว่าโลกทัศน์ของครูและผู้บริหารเปลี่ยน ว่าการศึกษาที่แท้คือแบบนี้ไม่ใช่แบบนั้น อันนี้คือ output outcome สำคัญมากของโรงเรียนต้นแบบ

ด้าน outcome นักเรียน ชัดเจนมาก เด็กเลวทุกคนในโรงเรียนเหล่านี้กลายเป็นเด็กดีหมด เพราะเขาถูกปลดปล่อย เขาไม่ต้องนั่งท่องหนังสือ เพราะ PBL ที่ดี ทำให้เด็กทุกคนชื่นใจโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ทำให้ self & self esteem มันกลับมา เราก็ได้องค์ความรู้ที่ได้ self esteem มากขึ้นด้วยว่ามันแปลว่าอะไร self & self esteem ของเด็กแย่ๆ ทั้งพฤติกรรมหนีเรียน ยาเสพติด และแย่ทั้งผลการเรียน ติด 0 ตลอด พวกนี้ดีขึ้นหมด ส่วนพวกเด็กเก่ง จากโครงการที่ทำ มุมเก่งเราอาจจะไม่เห็นเชิงนี้ แต่เราเห็นเชิงทักษะการใช้ชีวิตดีขึ้น การที่ไม่ได้มุ่งแต่ท่องหนังสือ ปรับเวลาได้ มีเพื่อน ทำงานเป็นทีม

ทักษะการใช้ชีวิตเหล่านี้มันสามารถบูรณาการลงไปในการเรียนรู้ประจำวันได้ ใน daily life learning by IT นี้ได้ มันเป็นอย่างที่เราชอบบ่นกัน ว่าเด็กไทยแยกวิชากับชีวิตออกจากกัน แต่ด้วยไอทีที่ดีเราจะรวมวิชากับชีวิตรวมให้ดูและไม่ใช่แค่ชีวิตเดียว แต่ได้ civil society ด้วย การเคารพซึ่งกันและการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การยอมรับความแตกต่างทางความคิด ชาติพันธุ์ ฐานะ ศาสนา มันถูกบูรณาการในการเรียนรู้ ใน daily life ของการเรียนการสอน

“โรงเรียนต้นแบบไม่ได้มีเฉพาะโรงเรียน แต่มีผู้ปกครอง ศึกษานิเทศก์ เข้ามาด้วย มีคำพูดของหลายคนบอก ถ้าลูกเขาเรียนแบบนี้ลูกเขาเรียนจบ หรือคำพูดของคุณครูคนหนึ่งที่ใกล้เกษียณ บอกว่าเขาเพิ่งรู้ว่าเป็นครูแท้ๆ ปีนี้เอง แรงมากเลย เราเปลี่ยนโลกทัศน์โรงเรียนนำร่องนี้ใหม่หมด สำเร็จ และก็ต้องใช้คำนั้น เราก็อยากเปลี่ยนอีก 9,000 โรงเรียนที่เหลือ นี่ก็เป็นความตั้งใจ ซึ่งเราก็เน้นที่โรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการเป็นหลัก ซึ่งคุมเด็กไทยเป็นส่วนใหญ่ แต่เรามีโรงเรียนทางเลือกมาเป็นภาคีด้วย”

นี่ก็เป็น output outcome ที่สำคัญของโรงเรียนต้นแบบ

ส่วนการประเมินคุณภาพ ซึ่งการประเมินโรงเรียนมีข้อหนึ่งที่ผมก็ยอมรับว่าได้แต่ฝัน แต่ยังนึกภาพไม่ออก เพราะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านไอที คือประเด็นปัญหาก็ชัดเจน การประเมินเป็นภาระ ครูต้องเสียเวลานั่งเขียนเอกสารเพื่อรอผู้ประเมินมาตรวจ แต่คราวนี้ผมเชื่อว่าทฤษฎีของไอที คนเราเวลาทำงานหลักฐานควรปรากฏ ผมคิดว่าควรเป็นเช่นนั้น ผมอยู่กระทรวงสาธารณสุขผมก็มีปัญหา ทำงานเหนื่อยจะตาย ตอนเย็นจะต้องเขียนผลงานเพื่อรอคนมาตรวจ ผมก็สงสัยว่าไอทีมันมีไว้ทำไม แต่ความจริงผมก็จะเดาว่า ถ้าระบบไอทีมันดีจริง พอผมทำงานเสร็จ หลักฐานก็ปรากฏ ไม่ว่าจะเป็นหลักฐานเชิงปริมาณหรือคุณภาพก็ปรากฏ เราไม่ควรมานั่งสร้างหลักฐานซ้ำซ้อน เพื่อรอผู้ตรวจ ผมเลยคิดว่าถ้าเรามีผู้เชี่ยวชาญไอที ตัวจริงมาช่วยวางระบบพวกนี้ตั้งแต่แรกๆ คือผมว่ามันต้องวางไปพร้อมกันตอนเริ่มปฏิรูปการศึกษาเพื่อทำให้เห็นว่า ครูก็ทำหน้าที่ อย่าทิ้งเด็ก ขอให้ทำเถอะหลักฐานมันจะปรากฏ ปรากฏขึ้นในระบบไอทีเอง

ดังนั้นผมคิดว่าถ้าเราปลดปล่อยครูกับนักเรียนสำเร็จเขาก็เรียนรู้แล้วล่ะ แต่แน่นอนเราต้องยอมรับ มันมีการแข่งขันในโลกสมัยใหม่ ถ้าเราปล่อยให้เรียนรู้ตามธรรมชาติ อาจจะไม่ทันกิน มันต้องมี intervention ที่ทำให้ learning curve มันไปเร็วกว่าปกติ

ไทยพับลิก้า : วัฒนธรรมโรงเรียน มันน่ากลัวมาก

ใช่ ผมอยู่บ้านนอกมา 30 ปี น่ากลัวมาก

ไทยพับลิก้า : เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่ มันเหมือนกับวัฒนธรรมองค์กร ต่อให้เราพยายาม เดี๋ยวมันก็โดนเตะกลับมาจุดเดิมก็ต้องไปลากกันมาใหม่

ผมเข้าใจ ผมเป็นข้าราชการ ผมก็จะรู้อยู่ว่าน่ากลัวมาก ระบบที่เป็นอยู่ เขาสกัดคุณได้ทุกวิถีทางอย่างแนบเนียน และเขาก็หลอกตัวเองด้วยว่าทำสิ่งที่ดีอยู่แล้ว ผมเข้าใจ แต่ต้องเข้าใจเรื่องพวกนี้ว่า “เด็กเป็นเดิมพัน” มันจะไม่มีปัญหา ถ้าไม่มีเครื่องมือไอทีพวกนี้มนุษย์ไม่มีวันหยุด ไม่ยอมหยุดและจะไม่มีวันหยุดแน่ๆ เราทำนายโลก 50 ปีข้างหน้า ผมว่ายากมากนะ

ขณะนี้มูลนิธิฯ ชัดว่า ทักษะในศตวรรษที่ 21 แปลว่าอะไร และหน้าตามันเป็นอย่างไร แล้วทักษะ 3 ข้อของทักษะศตวรรษที่ 21 ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเรียนรู้ (learning skill) ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) หน้าตาเป็นอย่างไร แปลว่าอะไร มี step by step อย่างไรในการสร้าง ซึ่งเรารู้ว่าตัวแปรใหม่ก็คือเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่เพิกเฉยตัวแปรใหม่

]]>
“ไทยพับลิกาสัมภาษณ์มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์เรื่องการศึกษาไทย” http://thaipublica.org/2014/10/prasert-thaissf-education-reform/ ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er078/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er078 Tue, 28 Oct 2014 05:57:05 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/28/er078/ โครงการโรงเรียนต้นแบบ ก็คือเราเอาโรงเรียนในกระทรวงศึกษาธิการ 5 โรง ในชนบท ที่เขาทำ PBL อยู่แล้วไม่มากก็น้อย โดยมีผู้อำนวยการสนับสนุน เอาเขามาทำเวิร์กชอปด้วยกันหลายครั้ง เพื่อทำให้เขาจัดเจนว่า PBL มันแปลว่าอะไร แล้วคุณสมบัติของ PBL หรือองค์ประกอบของสิ่งที่เรียกว่า PBL มีอะไรบ้าง คือเราก็ตกตะกอนมาได้ 12 ข้อ แบบไหนถึงจะเรียกว่า PBL เช่น เข้าห้องสมุดค้นคว้าไม่ใช่ PBL ทัศนศึกษาแต่มานั่งเรียนรายงานส่งครูไม่ใช่ PBL ไปบำเพ็ญประโยชน์และมาเขียนรายงานส่งครูก็ไม่ใช่ PBL ทำกิจกรรมตามคู่มือครูสมัยใหม่ ก็ไม่ใช่ PBL เป็นต้น

เราจะมีคุณสมบัติของ PBL 12 ข้อ อันนี้เป็นการสร้างร่วมกันกับโรงเรียนต้นแบบ 5 โรง และเราก็ทำ workshop ด้วยการ AAR โดยการสร้าง PLC พูดง่ายๆ เราทำให้คำว่าทักษะในศตวรรษที่ 21 คือทักษะการเรียนรู้ (learning skill) กับ ทักษะการใช้ชีวิต (life skill) ชัด

learning แปลว่าอะไร ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน จำเป็นต้องผ่านแต่ละขั้นตอนอย่างไร คือทำให้คุณครูประเทศไทย โรงเรียนต้นแบบ เชื่อเสียทีว่าการเรียนรู้สร้างได้ เด็กที่จะมี creativity กับ innovation เป็นของสร้างได้ ไม่ใช่ไปรอให้มีเด็กโอลิมปิก นานๆ เกิดคนหนึ่ง ไม่ใช่ คุณสร้างได้ เป็นขั้นเป็นตอน ของมันสร้างได้ ไม่ต้องไปรอ ไอสไตน์ มาเกิด

และทักษะการใช้ชีวิตแปลว่าอะไร มันไม่ได้แปลว่าคำดีๆ หรูๆ ก็เป็น life skill ไปหมด ทักษะการใช้ชีวิตแปลว่ามนุษย์ใช้ชีวิตอย่างไร เจออุปสรรคแล้วทำอย่างไร อันนี้ก็จะมีคีย์เวิร์ดออกมา โรงเรียนต้นแบบก็จะชัดเจนในเรื่องนี้

จุดอ่อนที่เรายอมรับสารภาพก็คือทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT skill) เพราะครูแต่ละคน ผู้อำนวยการแต่ละคนที่ทำงานกับเราก็ blank เรื่องนี้กันหมด ไม่รู้จะทำยังไงกับแท็บเล็ตหรือเฟซบุ๊ก

ที่ผมเจอแย่ที่สุดคือนักเรียนเปิดสวิชต์แท็บเล็ตพร้อมกัน ห้ามใครเปิดก่อน แล้วดูทีละหน้า อ่านทีละหน้าพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นสถานการณ์น่ากลัวมาก

อีกโครงการหนึ่งคือโครงการพัฒนาและประเมินคุณภาพโรงเรียน อันนี้ก็เป็นความท้าทาย คือเราต้องใช้คำว่าโรงเรียนเกือบทั้งหมดก็มีทุกข์กับการประเมินคุณภาพของ สมศ. (สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) มูลนิธิฯ ไปชวน 10 กว่าโรงเรียนทั้งรัฐและเอกชนและโรงเรียนทางเลือกที่มีชื่อเสียง เป็นต้นแบบ 10 กว่าโรงเรียน มาช่วยกันสร้างวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนที่เป็นจริง ไม่ต้อง make และไม่สร้างทุกข์แล้วก็ based on 21st century skill พูดง่ายๆ ว่าประเมิน skill ไม่ประเมิน knowledge ไม่ประเมินโน่น-นั่น-นี่ มากมายจนครูต้อง make ข้อมูล แต่ประเมินตามที่เป็นจริงๆ นี่ก็เป็นภาพใหญ่ๆ ของ 2 โครงการที่มูลนิธิทำอยู่

เราได้องค์ความรู้จาก 2 โครงการนี้เยอะมาก และก็ค่อยๆ ทยอยพิมพ์หนังสือที่ละเล่มออก และพยายามเผยแพร่อยู่ ก็ยอมรับว่าจุดอ่อนของโรงเรียนที่เราชวนมาทำงานแต่ละโรงก็คือไอที เพราะผู้บริหารโรงเรียน เด็ก ยังไม่เข้าใจเครื่องมือนี้เลย นอกจากใช้เล่นเฟซบุ๊กกับส่งไลน์เขาไม่เข้าใจอย่างอื่นกันเลย นี่คือทักษะการเรียนรู้มันอยู่ในนี้ แต่เด็กไทยใช้สมาร์ทโฟนเป็นแค่นี้ ไม่สามารถใช้เป็น learning tool ได้

ไทยพับลิก้า : การให้ไอทีเด็ก เหมือนอำนาจไปอยู่ในมือเด็กจริงๆ เพราะครูไม่ค่อยรู้เรื่อง และคนที่เป็นคนดูแลจัดการ คือเด็ก

ควรเป็นเช่นนั้น ซึ่งตอนนี้เราต้องเปิดใจ ว่าสมองเขากำลังพัฒนา แน่นอนถ้าเอาเครื่องมือนี้ไปให้เด็กทุกคน คนจะกลัวไว้ก่อน และก็กล่าวโทษว่า เด็กเล่นเกม ผมก็เป็นคนหนึ่งที่กล่าวโทษว่าเล่นเกม แต่ขณะเดียวกันผมปฏิเสธไม่ได้ว่า เครื่องมือจะเข้าถึงมือมนุษย์สมัยใหม่เร็วมาก เราต้องรับมือกับมัน ไม่ได้ก็ต้องได้ และเราก็ต้องเปิดใจ การอ่านแปลว่าอะไร การเขียนแปลว่าอะไร คณิตศาสตร์แปลว่าอะไร

เมื่อโลกมีเครื่องมือนี้ สมาร์ทโฟน/แท็บเล็ต วางอยู่บนฝ่ามือเด็ก จะกลายเป็นนาฬิกาข้อมือหรือกลายเป็นแว่นตาวันไหนก็ยังไม่รู้ แต่ตอนนี้มันอยู่บนฝ่ามือแน่ๆ ล่ะ พวกนี้เป็นสิ่งที่จะต้องเผชิญหน้ากัน ถ้าเรามัวแต่ conservative ว่าอ่านก็คืออ่านหนังสือ เขียนก็คือคัดลายมือ คณิตศาสตร์ก็คือแค่แก้สมการ …ไปแน่

ประเด็นคือ ปัญหาของเด็กไทยก็คือว่าค้นหา (search) ไม่เป็น อันนี้ไม่ได้พูด IT นะ พูดเรื่องห้องสมุดห้องหนึ่ง ต่อให้วางห้องสมุดข้างหน้าให้ห้องหนึ่ง คุณก็ค้นหาไม่เป็น คุณค้นหาสิ่งที่อยากได้ไม่เป็น และแย่กว่านั้นก็คือว่า คุณไม่อยากจะค้นหา บางทีมีความสงสัยในหัว แต่ก็ไม่ได้รู้สึกอยากจะค้นหา ไม่มี inspiration motivation ที่จะเดินเข้าห้องสมุดและค้นหา ต่อให้วางห้องสมุดตรงหน้าก็ยังไม่ทำ

คราวนี้ประเด็นก็คือว่า ห้องสมุดอยู่ในนี้สมาร์ทโฟน แต่เรายังไม่ได้แก้ปัญหา 2 ข้อ แรก 1) ค้นหาไม่เป็นต่อให้มีสมาร์ทโฟนอยู่ในมือ มี wifi ความเร็วสูงก็ยังค้นหาไม่เป็น 2) เมื่อคุณสงสัย คุณก็ยังไม่อยากจะค้นหา แตะนิดเดียวคุณก็ได้สิ่งที่อยากรู้แล้ว รู้แล้วเชื่อไม่เชื่อ ก็เป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและทักษะการเรียนรู้ แต่คุณไม่อยากจะทำ

“สมมุติฐานของมูลนิธิฯ ที่เราตั้งไว้และเราก็กำลังพิสูจน์ก็เหมือนเดิมครับว่า เด็กไทยไม่มีสมองส่วนที่อยากจะค้นหา คือ inspiration กับ motivation มันเสียหายหมดแล้วมันอยากอยู่เฉยๆ ถูกป้อนจนอยากอยู่เฉยๆ ไม่อยากจะลุกขึ้นค้นหา เพื่อตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นของตัวเองสักเท่าไหร่ ทีนี้ถ้ามัวแต่มานั่งอ่านหนังสือ เพื่อให้สมองส่วนนี้กลับมาเป็นวิธีที่ถูกต้องแน่ๆ แต่ตั้งข้อสงสัยว่ามันจะไม่ทันกิน มีไอทีที่ดีอาจจะดึงสมองส่วนนี้กลับมาได้เร็วกว่า ทำให้เด็กรู้สึกอยากรู้ และมันทนไม่ได้แล้ว แทนที่จะกดไลน์คุยกับเพื่อน อันนี้เริ่มเข้าสู่โหมดการค้นหาแน่นอน โผล่มา 20 ข้อมูล รู้ว่า 2 ข้อมูลเชื่อได้อีก 18 ข้อมูลเชื่อไม่ได้ อย่างนี้ เป็นต้น”

“แต่ประเด็นคือไม่ได้เอาแค่เด็กไทยกลับมา ผมกำลังพูดเรื่องเอาสมองเด็กไทยทุกคนกลับมา แน่นอนการนั่งอ่านหนังสือวันละ 50 หน้า 5 ปี สมองส่วนนี้ก็กลับมา แต่ผมเดาว่าไม่ทัน ผมก็อยู่ในโครงการรักการอ่าน ผมก็รู้ว่ามันก็ใช่ อ่านหนังสือสมองก็จะกลับมา แต่มันไม่ทันกิน มันช้าไปแล้ว 8 บรรทัดจะเพิ่มเป็น 18 ก็ไม่ทัน มันช้าเกินไป”

เราต้องการเครื่องมือกระตุ้นสมองตัวใหม่ เครื่องมือนั้นยังไงก็อยู่บนฝ่ามือ แต่เราต้องไม่กลัวมัน ตอนนี้เรายังกล้าๆ กลัวๆ จะให้แท็บเล็ตก็กลัว จะไม่ให้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ เขาก็ให้ทั้งนั้น หรือต่อให้ไม่ให้ มันก็มี มีอยู่บนฝ่ามืออยู่ดี

ถ้าเราจริงใจกับงานนี้ ไปได้แน่ๆ และก็น่าจะทันเวลา เวลาทำงานผมจะคิดแบบนี้ ถ้าเราจะไล่ตามประเทศอื่น เราต้องวิ่งเข้าซอยไปดักข้างหน้า เราอย่าไปทำงานวิจัยซ้ำสิ่งที่คนอื่นทำ เราวิ่งเข้าซอยไปดัก 4 แยกหน้า

]]>
6 การศึกษาในศตวรรษที่21เสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร https://thaissf.org/er006/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er006 Thu, 01 May 2014 11:22:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/01/er006/ โรงเรียนที่ดี ครูที่ดี โดยเฉพาะสำหรับชั้นเด็กเล็ก การออกแบบกิจกรรมหรือบทเรียนให้เด็กเล็กได้ทำงานเป็นทีมในทุกๆวันจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก อาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดสำหรับการปฏิวัติการศึกษา การทำงานเป็นทีมมิใช่การแบ่งกลุ่มทำรายงานส่งครูหรือการแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษา

การทำงานเป็นทีมหมายถึงการแบ่งกลุ่มเรียนรู้ด้วยการกระทำ คำสำคัญคือการกระทำหรือการทำงานคือ action กลุ่มที่ดีจะถูกออกแบบให้เด็กทุกคนซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มได้เรียนรู้ผ่านการกระทำหรือการทำงานคือ learning by action หรือ Active Learning(AL)

บ้างเรียกว่าการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-based Learning หรือการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-based Learning มักเรียกย่อๆกันว่า PBL

จะเรียกว่าอย่างไรก็ตาม สาระคือเด็กต้องได้เรียนรู้จากการทำงาน หากเด็กมิได้เรียนรู้ได้แต่ความรู้ เช่น แบ่งกลุ่มไปทำรายงานมาส่งครู เช่นนี้ไม่มีประโยชน์ หรือแบ่งกลุ่มไปทัศนศึกษาแล้วเขียนรายงานมาส่งครู เช่นนี้ได้ประโยชน์น้อย คำสำคัญที่อย่าหลงลืมคือการเรียนรู้ผ่านการทำงาน

ในการแบ่งกลุ่มทำงานใดๆ เด็กทุกคนต้องได้ลงไม้ลงมือกระทำหรือทำงาน ไม่เปิดโอกาสให้เด็กบางคนอยู่เฉยๆ ถ้าทำได้และควรทำอย่างยิ่งคือให้มีเด็กทุกประเภทเป็นสมาชิกของกลุ่มคือ เด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนไม่เก่ง เด็กฉลาด เด็กที่ดูคล้ายจะช้า(ซึ่งมิได้แปลว่าโง่) เด็กที่ดูคล้ายจะซน(ซึ่งมิได้แปลว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น) เด็กแอลดี เด็กพิการ เด็กชาติพันธุ์และศาสนาต่างๆ ฯลฯ

เรามีเด็กหลากหลายประเภทเช่นนี้ในกลุ่มก็จริง แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราได้เด็กหลากหลายนิสัยเข้ามาอยู่ในกลุ่มโดยไม่รู้ตัวด้วย เด็กขยัน เด็กขี้เกียจ เด็กมีวินัย เด็กไม่มีวินัย เด็กรวย เด็กจน ลูกเจ้าสัว ลูกกรรมกร เด็กเร็ว เด็กช้า เด็กขี้ประจบ เด็กฉอเลาะ เด็กมารยาสาไถย เด็กหญิงผู้ใจบุญ เด็กชายผู้ใจร้าย เด็กอู้งาน เด็กเอาหน้า เด็กละโมบ เด็กเผื่อแผ่ เด็กเกเร ฯลฯ พูดง่ายๆว่ากลุ่มของเด็กคือตัวแทนของสังคมที่พวกเขาจะมีชีวิตอยู่ในวันหน้า

การเรียนรู้ที่ดีจึงเกิดขึ้นพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ดี

กลุ่มที่ดีนอกจากให้เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำแล้ว ยังต้องมีกระบวนการพูดคุยเพื่อประเมินการเรียนรู้หลังการทำงานดังที่เรียกว่า After Action Review หรือ AAR ซึ่งเป็นทักษะที่ครูสมัยใหม่ต้องทำเป็น เมื่อแบ่งกลุ่มเด็กไปเรียนรู้โครงการอะไรบางอย่างด้วยการลงมือทำงานแล้ว เด็กจะต้องกลับมาพูดคุยกันเพื่อประเมินการเรียนรู้โดยมีครูนำกระบวนการ ครูทำหน้าที่เป็นทั้งครูฝึก(coach)และผู้นำกระบวนการ(facilitator) ครูมิใช่ผู้สอนหรือผู้มอบความรู้อีกต่อไป ความรู้อยู่ข้างนอกนั้นให้นักเรียนไปหาเอาเองเมื่อจำเป็นแต่วันนี้นักเรียนควรได้ฝึกทักษะการเรียนรู้ก่อน

การเรียนรู้เป็นทีมเสริมพัฒนาการเด็กอย่างไร

การเรียนรู้เป็นทีมด้วยกันระหว่างเด็กหลากหลายประเภทที่มีนิสัยต่างๆกันจำเป็นต้องอาศัยทักษะการทำงานเป็นทีมคือcollaborationดังกล่าวแล้ว การทำงานเป็นทีมสอดคล้องกับพัฒนาการบุคลิกภาพของ Erik H.Erikson ขั้นตอนที่ 5 ที่เรียกว่า Industry คือเด็กพัฒนาบุคลิกภาพด้วยการปฏิสังสรรค์กับคนอื่นในสังคม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นอย่างร้อนแรงและเป็นครั้งแรกของมนุษย์ทุกคนเมื่อก้าวออกจากบ้านเข้าสู่ระบบการศึกษา

ในขั้นตอนการทำงานเป็นทีมนี้ เด็กทุกคนต้องฝึกทักษะ 3 ประการโดยธรรมชาติ นั่นคือ การแข่งขัน การประนีประนอม และการร่วมมือกันทำงาน คือ compete,compromise และ co-ordinate ตามลำดับ เราอาจจะเข้าใจง่ายขึ้นหากพูดว่าเด็กเล็กต้องฝึกทักษะการทะเลาะเบาะแว้ง คืนดี และเล่นด้วยกันต่อ เด็กโตต้องฝึกทักษะการแสดงความคิดเห็นที่ขัดแย้ง การลงรอยกัน และร่วมมือกันทำงานต่อไป

ทักษะการทำงานเป็นทีมที่ดีเกิดจากการออกแบบโครงงานที่ดี การออกแบบโครงงานที่ดีจะต้องช่วยให้เด็กทุกคนในกลุ่มได้ลงมือทำและทำสำเร็จมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่บุคคล แต่ทุกคนได้ทำและทำสำเร็จ แล้วจึงมาพูดคุยกันหลังกลุ่มเพื่อประเมินการเรียนรู้ว่าใครได้เรียนรู้อะไรและอย่างไร

เวลาเด็กหนึ่งคนทำอะไรได้ พัฒนาการบุคลิกภาพของอิริคสันเรียกว่า autonomy เกิดความภาคภูมิใจว่าเราทำได้ เวลาเด็กหนึ่งคนริเริ่มสิ่งใหม่ๆเรียกว่า initiation เกิดความภาคภูมิใจว่าเรามีความสามารถ ทั้งสองประการนี้เกิดในทีมโดยธรรมชาติและนำไปสู่การสร้างตัวตนของเด็กคือself

เด็กที่มีตัวตนจะรู้จักรักตนเอง ไม่ใช้พฤติกรรมเสี่ยง เด็กที่ไม่มีตัวตนให้รักจึงไม่ตั้งใจเรียน ไร้วินัย เข้าหาอบายมุข ควบคุมพฤติกรรมทางเพศไม่ได้ และใช้ชีวิตล่องลอยไม่มีอนาคต

จากความสามารถ autonomy และ initiation และการทำงานเป็นทีมคือ industry ดังกล่าวแล้ว นักเรียนคนหนึ่งจึงจะพัฒนาตนเองไปเป็นวัยรุ่นที่มีวุฒิภาวะพร้อมๆกับทักษะการเรียนรู้ที่ดี

ทั้งหมดนี้คือกลไก(mechanism)การศึกษาในศตวรรษที่21

]]>
ทักษะในศตวรรษที่ 21 https://thaissf.org/er001/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er001 Wed, 23 Apr 2014 02:36:19 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/04/23/er001/ 1.ทักษะการเรียนรู้(learning skill) หมายความว่าเด็กใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้จากทุกสถานที่และเวลา

2.ทักษะการใช้ชีวิต(life skill) หมายความว่าเด็กรู้จักใช้ชีวิตที่มีจุดมุ่งหมาย ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง

3.ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ(IT skill) หมายความว่าเด็กรู้จักเสพและใช้ข้อมูลข่าวสารอย่างรู้เท่าทัน

ทักษะทั้งสามประการรวมเรียกว่าทักษะแห่งศตวรรษที่21(21st century skill)

ทักษะการเรียนรู้ประกอบด้วย การคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และการสร้างนวัตกรรม

ทักษะชีวิตประกอบด้วย รู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น

ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบด้วย รู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

การศึกษาไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เปลี่ยนจากการมุ่งมอบความรู้เป็นการพัฒนาทักษะทั้งสามประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะการเรียนรู้

การเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้และกระบวนการหาคำตอบสำคัญกว่าคำตอบ

อันที่จริงทุกคนควรรู้เหตุผลดีอยู่แล้ว ปริมาณความรู้ในโลกมีมากมายมหาศาลเกินกำลังที่ระบบการศึกษาใดๆจะชี้ได้ว่าอะไรควรรู้อะไรไม่ควรรู้ และมีมากเกินกำลังที่เด็กจะรู้ไปเสียทั้งหมด ในทางตรงข้ามความรู้มากมายมีให้สืบค้นมากมายในอินเทอร์เน็ตและแหล่งเรียนรู้รอบตัว ดังนั้นประเด็นที่สำคัญกว่าคือเด็กไทยควรใฝ่รู้และรู้วิธีที่จะเรียนรู้และหาคำตอบด้วยตนเอง ทั้งนี้ยังไม่นับว่าในโลกที่ซับซ้อนไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวสำหรับแต่ละคำถามหรือปัญหาอยู่ก่อนแล้ว

ส่วนเรื่องจะให้เรียนรู้อะไร คำตอบอยู่ที่ชุมชน

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน และภาคธุรกิจซึ่งเป็น demand side ได้รับผลผลิตไปจากการศึกษาควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง มีผู้สมหวังจำนวนน้อยมีผู้ผิดหวังมากกว่ามาก ในอนาคตเด็กเรียนเก่งเพียงแค่มีความรู้มากแต่ไม่มีทักษะจะเอาตัวไม่รอด

ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

เด็กไทยควรกล้าตั้งข้อสงสัย ตั้งคำถาม ใฝ่เรียนรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er029/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er029 Thu, 07 Aug 2014 07:39:05 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/07/er029/ เรื่องการเรียนรวมกันระหว่างเด็กทั่วไปกับเด็กพิเศษ ในขณะที่รัฐโดยกระทรวงศึกษาธิการและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายตรวจระดับสติปัญญาเด็กนักเรียนให้มากที่สุดโดยให้เหตุผลว่าเพื่อจัดการศึกษาให้เหมาะสมแก่เด็กเป็นรายบุคคล แต่นโยบายเช่นนี้นำมาซึ่งการคัดแยกเด็กและเลือกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เด็กที่ถูกคัดแยก ตีตรา ระบุว่าสติปัญญาบกพร่องหรือปัญญาอ่อนถูกตัดโอกาสที่จะได้พัฒนาทักษะความสามารถที่เขามีไปเสียตั้งแต่ต้นทาง

อันที่จริงแล้วเด็กนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ต่างศาสนาและชาติพันธุ์ ระดับสติปัญญาจะแตกต่างกัน รวมทั้งอาจจะมีความบกพร่องเฉพาะด้าน เช่น แอลดี หรือ สมาธิสั้น ทั้งนี้รวมถึงเด็กก้าวร้าว เด็กเกเร เด็กติดยา เด็กหญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ควรมีระบบการศึกษาที่พร้อมจะช้อนรับทุกคนให้เรียนร่วมกัน

คำถามคือ เด็กแตกต่างกันมากมายเพียงนี้ให้เรียนอะไร

คำตอบคือ ให้เรียนรู้ทักษะ ไม่ให้เรียนความรู้

หากให้เรียนความรู้และสอบวัดความรู้ดังที่เป็น เด็กแต่ละกลุ่มเหล่านี้ย่อมทำได้ไม่เท่ากันและถูกตัดสินอย่างไร้ความเป็นธรรม เพราะแท้จริงแล้วเด็กทุกคนในโลกมีพัฒนาการด้านต่างๆเร็วช้าต่างกัน เด็กช้าหรือทำไม่ได้วันนี้มิได้แปลว่าจะทำไม่ได้ตลอดไป และถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้ก็มิได้เดือดร้อนใครหากเขาทำอย่างอื่นได้ดีกว่า

ตัวอย่างง่ายๆที่ผู้คนไม่ใคร่ครวญให้ดี เช่น เด็กบางคนเขียนก่อนที่จะอ่านได้ เด็กบางคนคูณก่อนที่จะลบได้ เด็กเรียนเก่งจบแพทยศาสตร์บัณฑิตย่อมจับปลาไหลในท้องนาไม่ได้ เป็นต้น

ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยควรวัดทักษะหรือความสามารถที่เด็กมีแล้วมุ่งเน้นพัฒนาทักษะหรือความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคลตามบริบทของท้องถิ่น มากกว่าที่จะวัดความรู้โดยตรง

ทักษะสำคัญมี 3 ด้าน คือทักษะการเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีไอที

เด็กทุกคนในประเทศไทยควรได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในทุกสถานที่และเวลา (ไม่ใช่รู้มากคือผู้ชนะดังที่เป็นอยู่)

เด็กทุกคนในประเทศไทยควรได้พัฒนาทักษะการใช้ชีวิต โดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีจุดมุ่งหมาย มีความใฝ่ฝัน มีความสามารถที่จะค้นหาทางเลือกของชีวิต ทำงานเป็น ประเมินตนเองได้ และค้นหาทางเลือกใหม่เรื่อยไปไม่สิ้นสุด (ไม่ใช่รู้มากแต่เอาตัวไม่รอด เรียนไม่เก่งแล้วติดยา หรือเรียนเก่งแต่ฆ่าตัวตาย ดังที่เป็นอยู่)

เด็กทุกคนในประเทศไทยควรได้พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีไอที โดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียน เป็นบุคคลที่รู้จักแยกแยะและเสพข้อมูลข่าวสาร รู้จักวิเคราะห์และวิพากษ์ รวมทั้งสามารถใช้เครื่องมือไอทีเพื่อประโยชน์ของชีวิต (ไม่ใช่เชื่อข้อมูลทุกอย่างอย่างฉาบฉวยและใช้เครื่องไอทีสมัยใหม่เพียงเพื่อเล่นเกม)

จะเห็นว่าเป้าหมายของการศึกษามิใช่เนื้อหาความรู้ที่ตายตัวและแออัดยัดเยียดอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของทักษะหรือความสามารถ 3 ด้านซึ่งเด็กทุกคนไม่ว่าจะจะยากดีมีจน ต่างศาสนาและชาติพันธุ์ ระดับสติปัญญาจะแตกต่างกัน รวมทั้งอาจจะมีความบกพร่องเฉพาะด้าน เช่น แอลดี หรือ สมาธิสั้น ทั้งนี้รวมถึงเด็กก้าวร้าว เด็กเกเร เด็กติดยา เด็กหญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ สามารถพัฒนาไปพร้อมกันด้วยการออกแบบระบบการเรียนการสอนให้นักเรียนทำงานเป็นทีมในทุกๆสาขาวิชา โดยมีโจทย์ปัญหาที่เหมาะสมต่อชีวิต ชุมชน และสังคมรอบตัวเด็กเอง

เช่นนี้การเรียนรู้ การใช้ชีวิต การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจึงกลืนเป็นเนื้อเดียวกันโดยเด็กๆที่มีความแตกต่างกันสามารถเรียนร่วมกัน การสอบที่แข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นการประเมินระดับการพัฒนาของเด็กเป็นรายบุคคล ดังที่เรียกว่าเด็กแต่ละคนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

คุณครูและโรงเรียนยังเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาเสมอ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทและวิธีทำงาน คุณครูควรเลิกสอนหรือสอนแต่น้อยแล้วเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่ออกแบบโจทย์ปัญหาและกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะ 3 ประการ โรงเรียนเปลี่ยนตนเองเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีเสรีภาพทางปัญญา แน่นอนว่างานจะมากขึ้น หนักขึ้น แต่ก็จะมีคุณค่าและมีคุณประโยชน์มากขึ้นด้วย

]]>