ตัวตน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ตัวตน – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 14 ปลดปล่อยนักเรียน https://thaissf.org/er014/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er014 Thu, 05 Jun 2014 17:13:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/05/er014/

 

ข้อแรก การศึกษาของประเทศไทยไม่ทำให้นักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตรู้จักคิดและรู้วิธีอยู่ร่วมกับความคิดที่แตกต่าง อธิบายว่าในขณะที่เราเรียกร้องให้นักเรียนรู้จักคิด แต่การศึกษาเองที่ส่งสัญญาณห้ามเด็กคิดตลอดมา หนักกว่านี้คือนักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับความเห็นที่แตกต่างมากพอ

ข้อสอง สืบเนื่องจากข้อแรกที่ว่านักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับความเห็นต่างที่มากพอ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว หลักสูตรการสอนในประเทศไทยสอนให้รู้เรื่องเดียวและต้องเชื่อเสมอ เนื้อหาที่ปรากฏในหลักสูตรหรือที่ครูสอนเป็นความจริงที่ผู้เรียนไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อไปก่อนเพื่อสอบให้ได้(หรือเป็นเด็กดีมีวินัย) เมื่อเด็กๆทำตัวว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีและชั้นอุดมศึกษาอีก 4-6 ปี ไม่ว่าจะสาขาวิชาอะไรก็ตาม เราจึงได้บัณฑิตที่คิดต่างไม่ได้หรือถ้าคิดได้ก็ต้องหลบซ่อน(ยังดีที่มีโซเชียลเน็ทเวิร์คให้ซ่อนตัวอยู่บ้าง)

ข้อสาม สืบเนื่องจากข้อสอง เนื้อหาในหลักสูตรหรือที่ครูสอน คือความจริงที่ถูกสร้างและถูกสถาปนาให้เป็นความจริงหนึ่งเดียวไม่มีอื่น สามารถยกตัวอย่างเนื้อหาในหลักสูตรทุกวิชาของทุกชั้นปีตลอดระยะเวลา 12 ปีได้มากมายว่าเนื้อหาที่มีอยู่ล้าสมัยหรือมีผู้เห็นต่างอย่างไรบ้าง

หากจะยกตัวอย่างให้ทันเหตุการณ์ก็น่าจะเป็นเรื่องความมีอยู่ของอาณาจักรล้านนาในบริเวณภาคเหนือตอนบนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีปฏิสัมพันธ์กับศูนย์อำนาจที่สุโขทัย อยุธยา หรือกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมาอย่างไร มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการศึกษาไทยมากเพียงใด เป็นต้น

ความผิดพลาดของระบบการศึกษาสามข้อข้างต้นมิใช่ข้อกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย มีหลักฐานสนับสนุนจำนวนมากแต่เราก็ไม่เคยได้อภิปรายถึงหลักฐานเหล่านี้อย่างผู้เจริญแล้วเสียที

ข้อหนึ่ง กฎ ระเบียบ และข้อห้ามเรื่องการแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับของนักเรียนทุกระดับเป็นรูปธรรมของการใช้อำนาจมิให้เด็กไทยคิด การแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับมีความสำคัญต่อพัฒนาการบุคลิกภาพส่วนที่ว่าด้วยตัวตนคือ self เด็กที่สามารถกำหนดหรือควบคุมตัวตนหรือ self ได้จึงจะมีความมั่นใจหรือความภูมิใจในตนเองคือมี self-esteem ที่ดี เด็กที่มี self-esteem ที่ดีจึงพัฒนาต่อได้และพัฒนาปัญญาไปได้ด้วย ในทางตรงข้ามเด็กที่ถูกทำลายตัวตนแต่แรกก็จะหยุดพัฒนาตนเองหรือพัฒนาไปในทิศทางที่อำนาจบังคับนั้นกำหนด

ข้อสอง ข้อสอบปรนัยของการศึกษาทุกระดับรวมทั้งข้อสอบระดับชาติของชั้นมัธยมปีที่ 6 เป็นรูปธรรมของการสกัดกั้นความเห็นต่างทั้งมวลให้เหลือความจริงที่ถูกสถาปนาแล้วเพียงหนึ่งเดียว แม้จะมีผู้อ้างว่าเหล่านี้เป็นข้อสอบที่มีหลักคิดและคิดอย่างมีวิจารณญาณแต่ก็ไม่พ้นว่าต้องมีวิจารณญาณตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดให้

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ข้อสอบปรนัยระดับชาติกลายเป็นขำขันประจำปีที่คนจำนวนมากเฝ้าติดตามด้วยใจระทึกว่าจะมีใครออกข้อสอบและคำเฉลยเด็ดๆอะไรได้อีก แต่ถ้าคนจำนวนมากได้แต่ขำไปทีละปีโดยไม่ลงมือถอนรากถอนโคนระบบการศึกษาเหล่านี้ทิ้ง ข้อสอบเหล่านี้เองจะเป็นเครื่องฉุดรั้งสติปัญญาของเด็กไทยรุ่นต่อรุ่นอย่างน่าเสียใจ

ข้อสาม หลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการสถาปนาความจริงโดยใช้ผู้เขียนหลักสูตรเป็นศูนย์กลาง และศูนย์กลางนั้นอยู่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้สร้างความขัดแย้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้ทำให้คนไทยด้วยกันเองหลายกลุ่มหลายชาติพันธุ์ไม่มีที่ยืนอย่างมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นล้านนา ปัตตานี หรือบริเวณที่ราบสูงอีสาน ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุด การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองบุคคลที่นิยมการใช้อำนาจมาอยู่ด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่คอยกำจัดความคิดที่แตกต่างเสมอมา

อันที่จริง แทบทุกสาขาวิชาก็ใช้วิธีสถาปนาความรู้ให้กลายเป็นความจริงที่ตั้งข้อสงสัยมิได้ ไม่เว้นแม้แต่แพทยศาสตร์ ภายใต้การเรียนการสอนเชิงอำนาจเช่นนี้ทำให้นักศึกษาสาขาวิชานั้นๆมีทางเลือกเพียงสองทางคือสยบต่ออำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและลูกหลานในภายหน้า หรือไม่ก็เป็นผู้มีความเห็นต่างที่เก็บตัวอยู่เงียบๆ (ยังดีที่มีโซเชียลเน็ทเวิร์คให้พื้นที่กลุ่มแพทย์ที่เห็นต่างได้มีที่ยืนและแสดงออกอยู่บ้าง)

เรื่องแย่ที่สุดของที่สุดเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยคือเรื่องความเหลื่อมล้ำ นักเรียนยากจนถูกคัดกรองออกจากถนนการศึกษาตลอดเวลา มีแต่นักเรียนที่พ่อแม่มีฐานะสู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเรียนกวดวิชาไหวที่สามารถไปต่อได้เรื่อยๆ และท้ายที่สุดแล้วใครทุนหนากว่าเป็นผู้ชนะ

ควรมีการสำรวจว่านิสิตของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสามลำดับแรกมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร นิสิตแพทย์ในปัจจุบันมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร แม้กระทั่งนักเรียนของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดสามลำดับแรกมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร เราจะได้ภาพความเหลื่อมล้ำที่มีหลักฐานชัดเจน

อยากแก้ปัญหาปัจจุบัน เพื่อให้สังคมภายหน้าเราสามารถคิดต่างและอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆที่คิดต่างอย่างสันติ ควรลงมือถอนรากถอนโคนการศึกษาไทยวันนี้

มีวิธี ไม่ใช่ไม่มี ครูทุกคนเป็นคนสำคัญ ขอเพียงให้รู้วิธี

]]> 13 เพราะวิจารณ์จึงมีตัวตน https://thaissf.org/er013/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er013 Mon, 02 Jun 2014 11:33:39 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/02/er013/ “รถติด”

เวลาเราขับรถไป เราไม่ค่อยรู้สึกอะไรหรอก พอรถติดไฟแดงหงุดหงิดใจขึ้นมาเท่านั้นแหละ “ตัวตน” จึงจะเกิดขึ้น

จะเห็นว่าตัวตนเป็นปรากฏการณ์ตรงข้ามกับอิเล็คตรอน ติดขัดหรือสะดุดจึงจะปรากฏ

ตัวตนหรือ self จึงเกิดจากการที่เรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นหรือสิ่งแวดล้อม หากไม่มีปฏิสัมพันธ์ ก็จะไม่มีตัวตน ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับไฟแดงก็จะไม่มีตัวตน

นวนิยายการเมืองเรื่อง 1984 ของ จอร์จ ออร์เวลล์(George Orwell:1903-1950)เป็นนวนิยายที่สามารถใช้อธิบายเรื่องตัวตนได้ดี

นวนิยาย 1984 เขียนขึ้นเมื่อปี 1949 เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสงครามเย็น จอร์จ ออร์เวลล์เล่าเรื่องโอชันเนีย(Oceanea) คืออังกฤษในอนาคตที่ปกครองด้วยเผด็จการเบ็ดเสร็จ

เผด็จการเบ็ดเสร็จของโอชันเนียมีผู้ปกครองสูงสุดเรียกว่าพี่เบิ้ม คือบิ๊กบราเธอร์(Big Brother) พี่เบิ้มจะคอยสอดส่องประชาชนของโอชันเนียทุกคนตลอดเวลาด้วยป้ายคัทเอาท์ขนาดใหญ่ทั่วเมือง ใน อพาร์ตเมนต์ทุกแห่ง และสร้างสายสืบแฝงกายในทุกครอบครัว

พี่เบิ้มตั้ง กระทรวงความจริง หรือ Ministry of Truth แล้วเรียกย่อๆว่า มินิทรู หรือ Minitru แปลว่ากระทรวงความจริงอันน้อยนิด

กระทรวงความจริงอันน้อยนิดมีภารกิจแก้ไขประวัติศาสตร์ให้รับใช้เผด็จการเบ็ดเสร็จ และแก้ไขข่าวให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการ นอกจากนี้ยังสร้างพจนานุกรมที่บรรจุคำศัพท์เพียง 1000 คำแล้วให้ใช้คำศัพท์เท่านี้

เมื่อโลกไม่มีคำศัพท์ว่า “ขบถ” ก็จะไม่มีขบถอีกเลย

เมื่อโอชันเนียไม่มีคำศัพท์ว่า “ประชาธิปไตย” ก็จะไม่มีประชาธิปไตยอีกเลย

นอกจากพี่เบิ้มจะจัดการให้มีมินิทรูแล้ว เขายังสร้างมินิลัฟ หรือ Miniluv ย่อมาจาก Ministry of Love แปลว่ากระทรวงแห่งความรัก แต่ก็เป็นเฉกเช่นเดียวกันกับมินิทรู นั่นคือมินิลัฟแปลว่าความรักอันน้อยนิด

กระทรวงความรักอันน้อยนิดออกกฎหมายห้ามความรักและการแต่งงาน

พลันที่ความรักถูกห้าม เพศสัมพันธ์ที่รัฐไม่อนุญาตเป็นเรื่องกระทำมิได้ “ตัวตน” ของผู้คนก็สลายลง

ตามกฎที่ว่าตัวตนเกิดจากปฏิสัมพันธ์ ไม่มีปฏิสัมพันธ์ก็ไม่มีตัวตน

พี่เบิ้มจับตามองคนทุกคนจากทุกที่และตลอดเวลา ในบ้านทุกหลังมีจอภาพติดผนังไว้ให้ประชาชนติดตามข่าวสารบ้านเมือง แต่จอภาพนั้นทำงานสองทิศทางและไม่สามารถปิดได้ ขณะที่ผู้คนดูทีวี ทีวีก็เฝ้าดูคุณด้วย

คำขวัญประจำโอชันเนียคือ Big Brother is watching you พี่เบิ้มกำลังจับตาดูคุณอยู่

ประชาชนของโอชันเนียจึงอยู่ในสถานะห้ามวิจารณ์(criticize)

การวิจารณ์(criticize)เป็นเครื่องมือที่คนคนหนึ่งใช้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นหรือสิ่งอื่น เมื่อไม่มีการวิจารณ์ ตัวตนก็สลายลงเช่นกัน

ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์(criticized thinking)เป็นหนึ่งในทักษะการเรียนรู้ที่สำคัญของมนุษย์ เพราะมีวัฒนธรรมการวิจารณ์จึงจะเกิดการเรียนรู้

เด็กไทยขาดวัฒนธรรมการวิจารณ์ เด็กไทยจึงขาดการเรียนรู้ที่ดี มักเชื่อตามๆกันไป เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารที่มีข่าวสารระดมยิงเด็กไทยอย่างท่วมท้น เด็กไทยตกเป็นฝ่ายตั้งรับถึงระดับโงหัวไม่ขึ้น ถูกยิงสะบักสะบอมไปตามๆกันเพราะขาดเกราะป้องกันตัว

เกราะป้องกันตัวจากการถูกข่าวสารบริโภคคือวัฒนธรรมการวิจารณ์

วิจารณ์เป็นจึงจะเป็นฝ่ายเลือกบริโภคข่าวมิใช่ถูกข่าวบริโภค เลือกบริโภคเกมมิใช่ถูกเกมบริโภค ฯลฯ

ยิ่งวิจารณ์เก่งจึงจะมีตัวตนที่แข็งแรง ตัวตนที่แข็งแรงจึงจะมีสุขภาพจิตและพัฒนาการที่ดี

]]>