ดนตรี – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ดนตรี – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 7 https://thaissf.org/cd021/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd021 Sat, 12 Jul 2014 16:01:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/12/cd021/ 3-6 ปีแรก ถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดของการสร้างความคิดสร้างสรรค์และในทำนองเดียวกันก็นับว่าเป็นช่วงอันตรายที่สุดเช่นกันหากไปสกัดกั้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเพราะนั่นอาจเหมายถึงการไปปิดโอกาสในการพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กเลยก็เป็นได้ ดังนั้น บุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ ผู้เลี้ยงดูเด็ก ครู บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบริการสาธารณสุข ผู้ส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ผู้บริหาร ผู้กำหนดนโยบายของภาครัฐและบุคคลใดก็ตาม ควรให้ความสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มความสามารถ โดยให้เด็กได้แก้ปัญหาด้วยตนเอง ได้แสดงออกในความเป็นตัวเองและได้ใช้จินตนาการอย่างเต็มที่ โดยสามารถใช้กิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวเป็นตัวผลักดันให้เด็กได้ฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์ เพราะเป็นกิจกรรมที่เด็กชอบเพราะสนุกและปฏิบัติง่าย เป็นกิจกรรมที่สะดวกต่อการสอนของคุณครูเพราะไม่ต้องใช้อุปกรณ์ (เช่น การร้องเพลง การเต้น) และยังเป็นกิจกรรมที่มีผลต่อการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้มากที่สุดเพราะเด็กสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างอิสระโดยไม่จำกัดและไม่ถูกหรือผิด

ตามปกติแล้วระบบการทำงานทางด้านของประสาทจะทำงานได้ไม่ดีหากเด็กผ่านช่วงอายุ 11 ปีไปแล้ว แต่ระบบประสาทนี้จะยังถูกกระตุ้นได้ต่อไปหากใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือ เพราะดนตรีมีจังหวะที่สูงต่ำ สามารถช่วยกระตุ้นให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ยังทำงานได้ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโดยตรง ดังนั้นจึงต้องให้เด็กได้รับประสบการณ์ทางดนตรีแบบองค์รวม คือต้องให้เด็กได้ฟัง ได้ร้องเพลง ได้เล่นดนตรี ได้สร้างสรรค์บทเพลง ได้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ สามารถแสดงออกตามแบบและตามจินตนาการของตัวเอง เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องนั่นเอง

ปัจจุบันมีสื่อและอุปกรณ์มากมายที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและการเคลื่อนไหวที่สามารถนำมาใช้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ เช่น นิทานดนตรี ทั้งนิทานและดนตรีเป็นสิ่งที่เด็กชอบและก่อเกิดประโยชน์ต่อพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กในทุกด้าน ทั้งภาษา การเคลื่อนไหว การร้องเพลงและการใช้ความคิดสร้างสรรค์ เราสามารถนำนิทานพื้นบ้านหรือนิทานที่ได้รับการคัดเลือกของมูลนิธิเด็กมาใส่จังหวะดนตรีง่าย ๆ จากธรรมชาติประกอบเนื้อหาการเล่านิทาน เช่น การเคาะนิ้วมือ ตัวกบ ไม้ระนาดเล็ก ทำออกมาเป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับเด็กและมีคู่มือกิจกรรมสำหรับคุณพ่อคุณแม่หรือคุณครูประกอบ เพื่อให้เด็กและผู้ใหญ่ได้มีส่วนร่วมในการอ่าน การเล่น การฟัง การร้องและการเต้นด้วยกันช่วยให้เกิดการบูรณาการการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี

กิจกรรมดนตรีสำหรับเด็กจะแสดงออกได้หลายรูปแบบ ทั้งการฟัง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี การอ่านสัญลักษณ์หรือโน้ตดนตรีและการสร้างสรรค์ทางด้านดนตรี สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการทำกิจกรรมกับเด็กคือ ไม่ใช่สอนให้เด็กเล่นดนตรีเก่งหรือเล่นดนตรีได้ เพราะเช่นนี้สามารถไปหาเรียนเสริมได้ตามโรงเรียนดนตรีทั่วไปอยู่แล้ว แต่ควรต้องสอนให้เด็กเกิดความสุขเวลาที่ได้หยิบจับเครื่องดนตรี เวลาได้เต้นรำ เวลาได้ร้องเพลง และสอนให้เด็กรู้จักสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ด้วยความพึงพอใจของตัวเด็กเอง

การทำกิจกรรมดนตรีให้ได้ผลดีและเกิดประโยชน์แก่เด็ก ต้องทำให้เด็กมีความสุขที่ได้ทำกิจกรรมนั้น โดยมุ่งเน้นให้เด็กได้ทำในสิ่งที่ชอบและเป็นตัวของตัวเอง เพื่อเขาจะได้เกิดความภาคภูมิใจในผลสำเร็จที่เกิดจากการคิดสร้างสรรค์ผลงานของเขา ซึ่งทำให้เด็กได้มีจิตสำนึกในศักดิ์ศรีและเห็นคุณค่าความเป็นคนของตนเอง และมุ่งเน้นให้เด็กได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมดนตรีกับผู้อื่นทั้ง พ่อ แม่ ครูหรือเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน เพื่อให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมที่ชอบร่วมกับคนที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกันก็สามารถสร้างสรรค์เรื่องที่ดีงามให้กับทั้งตนเองและผู้อื่นได้อย่างมากมายต่อไปแน่นอน

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 6 https://thaissf.org/cd020/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd020 Mon, 07 Jul 2014 15:34:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/07/cd020/ มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน หากคุณพ่อคุณแม่ร้องเพลงหรือพูดกับลูกในท้อง ลูกก็สามารถรับรู้ได้ และเมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ เด็กสามารถรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งยังตอบสนองต่อเสียงร้องและเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบโดยการโยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี หรือแม้แต่ร้องไห้ เด็กในวัยนี้แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะก็สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง ดังนั้นหากได้กระตุ้นการพัฒนาการฟังของเด็กอย่างค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ก็จะทำให้เกิดทักษะการเรียนรู้ที่ดีตามมาได้

เมื่อดนตรีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กเช่นนี้แล้ว คุณพ่อคุณแม่ควรใช้ดนตรีเป็นสื่อในการสอนเปรียบเหมือนเป็นหนังสือเล่มแรก (Bookstart) สำหรับชีวิตของเด็กที่จะช่วยเปิดประสบการณ์การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ ให้แก่เด็กต่อไป วิธีการอย่างง่ายที่คุณพ่อคุณแม่ทำได้คือ เวลาอยู่ด้วยกันกับลูกให้อุ้มลูกนั่งตักและโอบกอดลูกไว้ แล้วเปิดเพลงให้ลูกฟัง โดยหาบทเพลงเด็กที่ดี ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ฟัง เช่น เพลงกล่อมเด็ก บทเพลงสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรม หรือใช้การเคาะจังหวะแทนการเปิดเพลง นอกจากนี้ในการดำเนินชีวิตประจำวันควรสอดแทรกกิจกรรมดนตรีมาบูรณาการกับการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ เช่น เวลาเข้าครัวทำกับข้าวควรให้ลูกได้มีส่วนร่วมในการจัดเตรียมอาหารด้วย โดยคุณพ่อคุณแม่สามารถสอนให้ลูกเรียนรู้เรื่องการสังเกต การนับจำนวนและช่วยกันแต่งเพลงเกี่ยวกับอาหาร เช่น เพลงไข่เจียว ก็ถือเป็นการสร้างสรรค์กิจกรรมดนตรีที่น่าสนใจ ทั้งยังกระตุ้นให้พ่อแม่ลูกได้สร้างสายสัมพันธ์ระหว่างกัน และหากเป็นไปได้ควรมีการรวมกลุ่มคุณพ่อคุณแม่หรือผู้ปกครองที่จะช่วยเหลือกัน เช่น ช่วยกันจัดกิจกรรมทางดนตรีอย่างต่อเนื่องที่เน้นการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ให้เด็ก ๆ เข้าร่วม โดยอาจจะหาเวลาช่วงบ่ายวันหยุดเสาร์อาทิตย์ให้หลายครอบครัวมารวมตัวกันจัดเป็นคอนเสิร์ตเล็ก ๆ ให้เด็ก ๆ ได้ร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรีอย่างเป็นอิสระหรือตามแต่ใจเด็กปรารถนา ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะทำให้เกิดความใกล้ชิดระหว่างพ่อแม่ลูกและคนในสังคมแล้ว ยังเป็นการช่วยส่งเสริมให้เด็กได้พัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่อีกด้วย

กลุ่มครูและผู้ดูแลเด็ก

คุณครู ถือเป็นบุคคลสำคัญและมีอิทธิพลในการช่วยให้เด็กเกิดความรักทางดนตรี มีพัฒนาการและมีประสบการณ์ทางดนตรีที่ดี นอกจากนี้ คุณครูยังเป็นผู้มีหน้าที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีอย่างมีประสิทธิภาพ

การเรียนการสอนเพื่อให้เด็กประสบผลสำเร็จทางด้านดนตรีนั้น คุณครูจะต้องนำวิธีการต่าง ๆ มาใช้ ดังนี้

1) ครูควรเสริมแรงให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจเมื่อเด็กประสบความสำเร็จทางด้านดนตรี เช่น กล่าวชมเชยอย่างจริงใจ

2) ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกทางด้านอารมณ์ผ่านทางเสียงดนตรีและเพลงโดยไม่ปิดกั้น เช่น ให้เด็กแสดงท่าทางต่าง ๆ ตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ประกอบเพลงได้อย่างเต็มที่ และไม่ควรแสดงอาการไม่พอใจหรือขบขันหากเด็กคิดท่าทางสร้างสรรค์แบบแปลก ๆ แต่สามารถแนะนำหรือตักเตือนได้หากเห็นว่าเด็กแสดงท่าทางไม่สุภาพหรือหยาบคาย เช่น ยกเท้าขึ้นมาวางบนหัวเพื่อน

3) ครูต้องจัดให้มีกิจกรรมทางดนตรีที่หลากหลายสำหรับเด็กและสนับสนุนให้เด็กได้ใช้ความสามารถทางดนตรีอย่างเต็มที่ เช่น จัดกิจกรรมให้เด็กช่วยกันแต่งเพลงประจำห้องโดยให้เด็ก ๆ ทุกคนได้มีส่วนร่วม ซึ่งทางด้านจิตวิทยานั้นหากเด็กได้คิดเอง ลองผิดลองถูกบ้าง จะช่วยให้เด็กเป็นคนที่มีความเชื่อมั่นและกล้าคิดในสิ่งที่หลากหลายมากขึ้น

4) ครูควรใช้เทคนิคการสอนแบบต่าง ๆ เช่น นิทานดนตรี หรือนำอุปกรณ์ดนตรีและสื่อสร้างสรรค์ต่าง ๆ เช่น puppet,parachute มาใช้เพื่อเป็นตัวช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ทางด้านดนตรีและสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ได้มากขึ้น

5) ครูควรจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมต่อการส่งเสริมการใช้ความคิดของเด็ก เช่นการทำกิจกรรมดนตรีและเคลื่อนไหวร่างกายไม่ควรจำกัดให้เด็กต้องอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น ครูอาจจะพาเด็ก ๆ ออกไปกระโดดโลดเต้นที่สนามหญ้าเพื่อให้เด็กมีพื้นที่ในการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระ หรือให้ไปฟังเสียงธรรมชาติรอบตัว เช่นเสียงนกร้อง เสียงลมพัดใบไม้ไหว เสียงเครื่องบิน เพื่อให้แด็กได้นำประสบการณ์ที่พบมาสร้างสรรค์ผลงานต่าง ๆ ต่อไปได้

6) การสอนดนตรีเพื่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ต้องไม่ใช่สอนให้เด็กเลียนแบบเพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่ได้ใช้จินตนาการหรือคิดสร้างสรรค์สิ่งใดเลย แต่ควรสอนให้เด็กได้คิดเอง รู้สึกเอง อยากทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง ดังนั้นจึงไม่ใช่เพียงแค่ให้เด็กเต้นตามเนื้อเพลงหรือตามครูเพียงอย่างเดียว แต่ควรแนะนำหรือส่งเสริมให้เด็กได้เคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระและในการสอนเด็กควรออกคำสั่งให้น้อยที่สุดเพราะเด็กจะได้ไม่รู้สึกว่าถูกบังคับควบคุม

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 5 https://thaissf.org/cd019/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd019 Sat, 05 Jul 2014 14:49:14 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/05/cd019/ การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวและสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนนั่นเอง

1) การอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว

ครอบครัวเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กเป็นอย่างมาก ในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูเด็กแบบประชาธิปไตยซึ่งคุณพ่อคุณแม่ให้ความรักและให้ความเท่าเทียมกันในครอบครัว ตลอดจนเคารพสิทธิของเด็กโดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นกับเรื่องต่าง ๆ ภายในบ้าน จะทำให้เด็กเป็นคนกล้าคิดกล้าแสดงออก การนำกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวมาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนั้น คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้เด็กได้เลือกฟังเพลงหลากหลายประเภท เช่น เพลงไทยเดิม เพลงลูกทุ่ง เพลงของภาคต่าง ๆ เพลงป๊อป เพลงคลาสสิก เพลงทำนองของชาติต่าง ๆ และให้มีการทำกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีร่วมกันระหว่างคนในครอบครัว และให้อิสระแก่เด็กที่จะเต้นรำตามจินตนาการและเล่นบทบาทสมมุติตามจังหวะและตามทำนองดนตรีที่ได้ยิน ซึ่งกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวเช่นนี้ นอกจากจะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของเด็กได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยพัฒนาอารมณ์สุนทรีย์จากการที่เด็กได้ซึมซับความไพเราะของเพลงแต่ละประเภทไปพร้อม ๆ กัน นอกจากนี้ การที่คุณพ่อคุณแม่ได้ใส่ใจในการเลือกเพลงที่มีเนื้อหาสร้างสรรค์ ส่งเสริมจริยธรรม จรรโลงใจ สุภาพ ไม่หยาบคาย จะเป็นการปลูกฝังสิ่งที่ดีงามให้เกิดในความคิดและจิตใจของเด็กผ่านบทเพลงได้อีกทางหนึ่งด้วย

2) สิ่งแวดล้อมในโรงเรียน

โรงเรียนถือเป็นสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กรองลงมาจากการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว เพียงแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ระบบการศึกษาปัจจุบันยังไม่ค่อยให้ความสำคัญกับดนตรีว่าเป็นสื่อที่สามารถช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้เป็นอย่างดี ดังนั้น จึงควรมีการจัดโรงเรียนให้มีสิ่งแวดล้อมที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้กระบวนการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งควรมีลักษณะและรูปแบบดังนี้

1.โรงเรียนที่มีการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ของเด็กควรมีระบบการศึกษาที่ยึดตัวเด็กเป็นสำคัญโดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์ของเด็ก เป็นต้นว่ามีบริเวณในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว เช่น มีมุมดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลากหลายประเภทให้เด็กสามารถหยิบไปเล่นได้ มีพื้นที่ว่างให้เด็กกระโดดโลดเต้นประกอบเสียงเพลงได้

2.เป็นโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนที่ส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่างบุคคล และควรมุ่งเน้นให้เด็กได้ “เรียนอย่างมีความสุข สนุกกับการคิดค้น พัฒนาตนอย่างสร้างสรรค์”

3.ในการนำกิจกรรมดนตรีและการเคลื่อนไหวมาพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนั้นคุณครูควรเปิดโอกาสให้เด็กมีประสบการณ์ในการสร้างสรรค์ดนตรีให้มากที่สุด ทั้งการฟังเพลง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี การอ่านโน้ต และการแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลงด้วยตนเอง

บทบาทของผู้ใหญ่ใส่ใจเรื่องดนตรี

การใช้ดนตรีในการพัฒนาเด็กและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กจะเกิดผลดีอย่างเป็นรูปธรรมได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่าย ดังนี้

กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในการระบบบริการสาธารณสุข

แนวปฏิบัติสำคัญที่จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขและผู้เกี่ยวข้องในระบบบริการสาธารณสุข สามารถช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของเด็กได้ มีดังนี้

1.จัดให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนในวิชาดนตรีบำบัด วิชาดนตรีเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็ก สำหรับแพทย์และพยาบาล

2.จัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบบริการสาธารณสุขให้เห็นความสำคัญและมีความรู้ความเข้าใจด้านดนตรีสำหรับเด็กแรกเกิดถึง 6 ขวบ

3.สนับสนุนให้มีการสร้างผลงานวิจัยที่มีคุณภาพเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านดนตรี เพื่อนำไปประยุกต์ใช้สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์และสำหรับเด็กในช่วงปฐมวัยเพื่อให้มีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อย่างสมบูรณ์

4.จัดให้มีโครงการแจก CD เพลงสำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ ซึ่งจะมีประโยชน์ทั้งต่อตัวคุณแม่และลูกน้อยที่อยู่ในครรภ์ (ถ้าทำได้คู่กับ Bookstart)

5.จัดการอบรมหรือให้มีกิจกรรมสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ เรื่องการใช้ดนตรีในการเลี้ยงดูลูกเพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดี หรือกิจกรรมดนตรีบำบัดเพื่อลดความเจ็บปวดในการคลอดลูกเพื่อให้คุณแม่มีทัศนคติและความรู้สึกที่ดีต่อการมีลูก

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 4 https://thaissf.org/cd018/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd018 Tue, 01 Jul 2014 14:16:22 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/01/cd018/ การจำกัดขอบเขตความคิด การแสดงออก จะส่งผลต่อการพัฒนาระบบการเรียนรู้ของเด็กในภายภาคหน้าได้ เพราะเมื่อมีการจำกัดซึ่งกระบวนการในการคิดโดยไม่ได้มีการส่งเสริมหรือสนับสนุนให้เด็กได้คิดเป็นหรือสร้างสรรค์เป็นแต่อย่างใดนั้น ก็เหมือนว่าการเรียนรู้นั้นย่ำอยู่กับที่

ดังนั้นจึงเกิดแนวความคิดที่จะปรับเปลี่ยนแนวการพัฒนาคน โดยมุ่งเน้นให้คนคิดเป็น ทั้งสามารถสร้างสรรค์และพัฒนาความรู้ด้านต่าง ๆ ได้ด้วยตนเองอย่างไม่หยุดอยู่กับที่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องเริ่มมีการปรับเปลี่ยนคนตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต และเครื่องมือที่เห็นว่าจะสามารถพัฒนากระบวนการฝึกการใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นแก่เด็กได้ง่ายที่สุดและดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือการใช้ดนตรีเป็นสื่อนั่นเอง เพราะดนตรีนั้นเป็นที่โปรดปราน เปรียบเหมือนขนมหวานที่รับประทานได้ง่ายสำหรับเด็กทุก ๆ คน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านร่างกาย

เมื่อเด็กได้ยินเสียงดนตรีที่มีทำนองและจังหวะที่สนุกสนาน เด็กจะกระโดดโลดเต้นเคลื่อนไหวร่างกายตามเสียงดนตรีอย่างมีความสุข เป็นการออกกำลังกาย เป็นการช่วยให้เด็ก ๆ มีร่างกายแข็งแรงเพราะได้บริหารกล้ามเนื้อทุกส่วนร่างกาย

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์และจิตใจ

อารมณ์ความรู้สึกของคนมีขึ้นมีลงคล้ายท่วงทำนองของเสียงดนตรี ดนตรีที่มีจังหวะช้าจะทำให้เด็กมีอารมณ์ผ่อนคลาย สงบ มีสมาธิและช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้อ่อนโยน ในขณะที่ดนตรีที่มีจังหวะเร็ว จะทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์แจ่มใสและมีจิตใจที่เบิกบาน

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสังคม

-กิจกรรมดนตรีแบบกลุ่ม คือ การที่เด็ก ๆ ได้ทำกิจกรรมดนตรีร่วมกับผู้อื่น เช่น ร้องเพลง เต้น ระบำ รำละคร หรือการตั้งวงดนตรีเล่นกับพ่อแม่ในบ้านหรือกับเพื่อน ๆ ที่โรงเรียน ช่วยส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้รู้จักการปรับตัวเข้ากับผู้อื่นและได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี

-กิจกรรมดนตรีแบบเดี่ยว เช่น การเล่นดนตรี การร้องเพลง หรือการเต้นระบำรำฟ้อนคนเดียวต่อหน้าคนอื่น ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพและสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้แสดงความสามารถให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กเห็นคุณค่าและตระหนักถึงคุณค่าของตัวเอง

ดนตรีช่วยพัฒนาทางด้านสติปัญญา

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางคณิตศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องจำนวนและการนับหรือการที่เด็กหัดอ่านโน้ตดนตรี

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับธรรมชาติ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ

-ดนตรีช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เช่น เพลงที่มีคำศัพท์ต่าง ๆ ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ เพลงคำคล้องจอง

ข้อควรระวังในการใช้ดนตรีพัฒนาเด็กปฐมวัย

สิ่งที่สำคัญที่ต้องคำนึงเป็นอย่างมากสำหรับการใช้กิจกรรมดนตรีเพื่อพัฒนาความคิดสร้างสรรค์คือ ต้องไม่ปลูกฝังการสอนดนตรีอย่างผิดทิศทาง เพราะนั่นถือเป็นการปิดการสร้างความคิดสร้างสรรค์ในเด็กได้เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่พึงระวังคือ

1.ไม่ควรสอนดนตรีในลักษณะให้เลียนแบบ เพราะเด็กจะไม่ได้คิดสร้างสรรค์ด้วยตนเอง

ผู้ใหญ่ควรเป็นผู้สังเกตไม่ใช่ผู้ออกคำสั่งให้เด็กทำตาม ดังนั้นเพียงแค่สังเกตว่าเด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเหมาะสมกับวัยของเขาและไม่เป็นอันตรายก็เพียงพอแล้ว เช่นเมื่อเด็กเต้นประกอบเพลงแล้วเคลื่อนไหวท่าทางโดยกระโดดสูงมากเกินไปหรือหมุนตัวเร็วเกินไปก็ต้องให้คำแนะนำเพราะอาจเกิดการบาดเจ็บขึ้นได้

2.ไม่ควรสร้างค่านิยมว่าการเล่นดนตรีบางชนิดสามารถเล่นได้เฉพาะเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูงเท่านั้น เช่น เด็กที่จะเรียนหรือเล่นไวโอลีนหรือเปียโนได้ต้องมีเงินเด็กในชนบทเรียนไม่ได้เพราะไม่มีเงินค่านิยมเหล่านี้เป็นค่านิยมที่ทำร้ายทั้งจิตใจและทำร้ายทั้งการพัฒนาการเรียนรู้ทางดนตรีของเด็กอย่างมากมายทีเดียว

3.ไม่ควรมุ่งเน้นการประกวดในกิจกรรมดนตรีที่ไม่เหมาะสม เช่น ประกวดเต้นรำด้วยการใช้ท่าทางการเต้นหรือการแต่งตัวที่ไม่สุภาพ ไม่เหมาะสมกับวัยที่บริสุทธิ์ของเด็กและไม่ควรกดดันและคาดหวังในผลแพ้ชนะ เพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่มีความสุขในการทำกิจกรรมดนตรีอย่างสร้างสรรค์แต่อย่างใดเลย มีแต่จะทำให้เด็กเกิดความเครียดและบางคนอาจไม่อยากที่จะทำกิจกรรมดนตรีอีกต่อไปซึ่งจะเป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กได้

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 3 https://thaissf.org/cd017/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd017 Mon, 23 Jun 2014 13:59:05 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/23/cd017/ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน การที่เด็กได้ฟังหรือฝึกร้องเพลงที่มีลักษณะเหล่านี้จะทำให้เด็กได้ฝึกการใช้ภาษาโดยอัตโนมัติและสามารถซึมซับการใช้ภาษาได้อย่างไม่รู้สึกเบื่อหน่ายหรือถูกยัดเยียด แต่ข้อที่ควรคำนึงถึงคือควรเลือกเพลงที่มีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก อย่าเลือกเพลงที่มีความยากเกินกว่าที่เด็กจะเข้าใจได้ เพราะเด็กอาจต่อต้าน ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดการพัฒนาทางภาษาของเด็กแต่อย่างใด

2) กิจกรรมดนตรีสามารถพัฒนาความฉลาดทางด้านตรรกะและคณิตศาสตร์ของเด็กได้ โดยการสอนตบจังหวะและการอ่านโน้ตดนตรี หรือการฟังเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนวิทยาศาสตร์ เช่น เพลงรุ้งกินน้ำ เพลงน้ำขึ้นน้ำลง และเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการสอนคณิตศาสตร์ เช่น เพลงนับจำนวน เพลงรูปทรงเรขาคณิต หรือการเล่นเครื่องดนตรีประกอบการเคลื่อนไหว เช่น เคาะจังหวะ 3 ครั้ง เด็กก็จะกระโดด 3 ครั้ง เด็กจะสามารถเรียนรู้เรื่องการนับจำนวนได้

3) กิจกรรมดนตรีสามารถพัฒนาความฉลาดทางด้านมิติสัมพันธ์และจินตภาพของเด็กได้ โดยสอนเพลงที่ส่งเสริมให้เด็กได้แสดงออกทางด้านศิลปะ เช่น ให้เด็กวาดภาพระบายสีตามเสียงเพลงที่ได้ยิน เช่น ถ้าเด็กได้ยินเสียงนกร้อง เขาก็จะวาดรูปนก เด็กได้ยินเสียงรถยนต์ เขาก็จะวาดรูปรถยนต์นอกจากนี้ควรให้เด็กได้ทำกิจกรรมเพลงและดนตรีที่ฝึกให้เด็กได้จดจำท่าทางการเคลื่อนไหวในทิศทางต่าง ๆ เช่น ให้เด็กทำท่าทางกางแขนแล้วเคลื่อนตัวไปทางซ้าย ทางขวาเหมือนนกกำลังบิน

4) กิจกรรมดนตรีสามารถพัฒนาความฉลาดทางด้านการเข้าใจตนเองของเด็กได้โดยให้เด็ก ๆ ฟังเนื้อเพลงที่มีเนื้อหาในการส่งเสริมความเข้าใจตนเอง เช่น เพลงฉันเป็นคนพิเศษ และให้เด็ก ๆ แสดงถึงความรู้สึกที่มีต่อเพลงนั้น ๆ ด้วยการพูดคุยหรือแสดงท่าทางประกอบเพลง

5) กิจกรรมดนตรีสามารถพัฒนาความฉลาดทางด้านจิตวิญญาณหรือการคิดใคร่ครวญของเด็กได้ โดยให้เด็กฟังเพลงที่มีเนื้อหาง่าย ๆ แต่เปิดความคิดให้เด็กได้คิดใคร่ครวญถึงตนเองและสรรพสิ่งสรรพสัตว์รอบตัว เช่น บทเพลงเกี่ยวกับศาสนา นอกจากนี้ควรให้เด็กได้ฟังเพลงบรรเลงที่มีเสียงธรรมชาติประกอบที่ทำให้รู้สึกสงบ ผ่อนคลายและทำให้เกิดสมาธิ

ดนตรีเป็นส่วนประกอบของกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของเด็กและเป็นสิ่งที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กทั้งความฉลาดและความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้น การสนับสนุนให้ใช้ดนตรีในการพัฒนาเด็ก นอกจากจะทำให้เด็กมีความฉลาด เกิดการเรียนรู้ที่ดีและส่งเสริมพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กแล้ว ดนตรียังช่วยให้เด็กมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สำคัญ และยังทำให้เกิดกระบวนการคิดสร้างสรรค์ด้วย ดังนี้

1.ทำให้เด็กมีทักษะที่ดีทางด้านดนตรี ได้แก่ ทักษะทางด้านการฟัง การร้องเพลง การเคลื่อนไหวและจังหวะ การเล่นเครื่องดนตรี การอ่านโน้ตและสัญลักษณ์ทางดนตรี การคิดสร้างสรรค์ทางดนตรีที่แปลกใหม่และหลากหลาย

2.ทำให้เด็กมีความชื่นชมและรักในดนตรี ให้ดนตรีเป็นสื่อที่สร้างความสุข เป็นเหมือนขนมจานอร่อย เมื่อชิมแล้วเกิดความรักและความเข้าใจในความสวยงามของดนตรี

3.ทำให้เด็กเกิดความเข้าใจที่ถูกต้องในเรื่อง

-องค์ประกอบของดนตรี คือ จังหวะ ทำนอง เนื้อร้อง

-ประวัติดนตรี ประวัติของผู้แต่งเพลง ประวัติของเพลง

4.ทำให้เด็กเกิดความรู้สึกกล้า อยากทดลองในสิ่งใหม่ ๆ

-กล้าแสดงออกทางด้านดนตรี เช่น กล้าร้องรำทำเพลงหรือเล่นดนตรีเป็นวงกับผู้อื่น

-กล้าที่จะได้ทดลองประดิษฐ์เครื่องดนตรีด้วยตนเอง

-กล้าที่จะถ่ายทอดความรู้ของตนเองเพื่อประโยชน์ของผู้อื่น

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย ตอนที่ 2 https://thaissf.org/cd016/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd016 Thu, 19 Jun 2014 11:49:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/19/cd016/ กล้าแสดงออก มีความมั่นใจในตนเอง ทั้งช่วยฝึกให้ใช้ความคิดและจินตนาการอย่างเต็มที่ในช่วงวัย 2-5 ปี ถือเป็นช่วงวัยที่เด็กจะมีความเป็นตัวของตัวเองมาก ชอบทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเองและไม่ชอบการถูกบีบบังคับ และในช่วงวัย 4-7 ปี ถือเป็นวัยแห่งการมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ เป็นวัยที่ชอบการคิดค้นหาสิ่งแปลกใหม่ให้กับตนเอง ดนตรีช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ เช่น เมื่อเด็ก ๆ ฟังเพลงแล้วสามารถคิดท่าเต้นใหม่ ๆ ด้วยตนเองได้ หรือการที่เด็กได้คิดค้นวิธีเล่นเครื่องดนตรีประเภทต่าง ๆ หรือแต่งเนื้อเพลงหรือทำนองเพลงด้วยตนเอง ดังนั้น กิจกรรมดนตรีจึงสามารถตอบสนองธรรมชาติของเด็กในช่วงวัยนี้ได้อย่างดี เพราะเด็ก ๆ ทุกคนชอบดนตรี การให้เด็กได้แสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างอิสระประกอบดนตรี ไม่ว่าจะเป็นการเต้น การโยกตัว การกระโดด หรือการร้องเพลงที่เด็ก ๆ สามารถแต่งเนื้อร้องหรือทำนองขึ้นเอง จะทำให้เด็กใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะเป็นฐานสำคัญที่จะพัฒนาไปสู่กระบวนการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ ได้ต่อไป

ดนตรีแบบไหนที่เหมาะสมสำหรับเด็ก

ดนตรีที่จะนำมาใช้ในกิจกรรมต้องเป็นดนตรีที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หมายถึง ดนตรีที่ทำให้เด็กสามารถแสดงออกตามความพร้อม การรับรู้และตามความสนใจของเด็กแต่ละคนได้อย่างเต็มที่โดยไม่ถูกปิดกั้น ซึ่งเพลงหรือดนตรีที่ดีสำหรับเด็กควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. เป็นเพลงที่มีองค์ประกอบของเพลงที่ดี ลักษณะของดนตรีมีทำนองจังหวะที่ไม่เร่งรัดเกินไป ไม่กระแทก ไม่รุนแรง มีเนื้อร้องที่ดีและเหมาะสมกับเด็ก ไม่หยาบคาย

2. เป็นเพลงที่มีความสดใสและจริงใจ เนื้อเพลงมีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก เช่น เนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์ บ้าน ธรรมชาติ และสิ่งต่าง ๆ รอบตัวที่ทำให้เด็กรู้สึกสัมผัสได้ ไม่ควรเลือกเพลงที่มีเนื้อหาเกินวัยเพราะจะส่งผลต่อความคิดและจิตใจที่บริสุทธิ์ของเด็กได้ เช่นเพลง “ฉันรักผัวเขา” เป็นเพลงที่ผู้ใหญ่ฟังได้ แต่ไม่เหมาะสมกับเด็ก

3. เป็นเพลงที่ส่งเสริมจริยธรรม ที่เป็นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น เพลงที่ส่งเสริมความซื่อสัตย์ ความรัก ความสามัคคี การรู้จักให้และแบ่งปัน เพลงบางเพลงที่มีเนื้อหาโหดร้ายและทำให้จิตใจเด็กแข็งกระด้างและมีอารมณ์รุนแรงจึงไม่เหมาะสมที่จะนำมาให้แก่เด็ก เช่นการทดลองนำเพลงที่กล่าวถึงสัตว์ 2 ประเภท คือ หนูกับแมว มาเปิดให้เด็กอนุบาล 2 ฟัง โดยในเนื้อเพลงบอกเล่าเรื่องราวว่าหนูวิ่งหนีแมว ส่วนแมวตามล่าหนูไปจนทันและสามารถตะปบจับเอาหนูตัวนั้นมากิจได้ในที่สุด ขณะเปิดเพลงนี้สังเกตเห็นว่าเด็ก ๆ ที่นั่งฟังอยู่ทุกคน ขมวดคิ้วฟังเพลงนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าเด็กไม่มีความสุขที่ได้ฟังเลย

4. เป็นเพลงที่ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ คือเพลงที่ทำให้เกิดความคิดริเริ่ม เช่น เพลงแปลงกาย ให้เด็กแปลงกายเป็นสัตว์หรือสิ่งของต่าง ๆ เช่น เพลงบอกให้เด็กแปลงกายเป็นกังหันลม เด็กบางคนอาจเหวี่ยงแขนเป็นวงกลมเหมือนกังหันที่กำลังหมุน หรือเด็กบางคนอาจหมุนตัวไปรอบ ๆ ก็ได้ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยไม่มีกฎเกณฑ์บังคับว่าทำแบบนี้ใช่หรือไม่ใช่ ถูกหรือไม่ถูก ต่างกับเพลงที่ส่งเสริมด้านความจำ เช่น เพลง ก-ฮ เพลงนับเลข หรือเพลงที่ออกคำสั่งให้ทำท่าทางตามเนื้อหา จะไม่ได้ฝึกกระบวนการคิดสร้างสรรค์ของเด็กแต่อย่างใด

ดนตรีเป็นอาหารสมอง

ดนตรีเปรียบเสมือน “อาหารสมอง” ที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสมอง การเรียนรู้ การใช้จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กโดยตรง เพราะกิจกรรมดนตรีเป็นกิจกรรมที่ทำให้สมองทั้งสองซีกของเด็กเกิดการทำงานอย่างสมดุล คือช่วยพัฒนาสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานไปพร้อม ๆ กัน ขณะฟังดนตรีเด็กจะรู้สึกสบาย ผ่อนคลายและปล่อยความคิดจินตนาการไปตามบทเพลง ซึ่งส่งผลดีต่อสมองซีกขวา ส่วนตัวโน๊ตหรือจังหวะเคาะของดนตรีที่คล้ายกับการอ่านหนังสือแต่ละตัว ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองซีกซ้ายด้านภาษา คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ดังนั้น จึงต้องกล่าวว่าดนตรีมีผลต่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กอย่างแท้จริง

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย https://thaissf.org/cd015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd015 Sun, 15 Jun 2014 10:57:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/15/cd015/

1. เป็นเด็กที่มีความคล่องตัวในการคิด (fluency) หมายถึง มีความสามารถในการคิดที่คล่องตัวเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ฉับไว และเมื่อมีปัญหาคิดหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

2. เป็นเด็กที่มีความคิดยืดหยุ่น (flexibility) หมายถึง มีความสามารถในการปรับรูปแบบในการคิดที่ไม่ตายตัว สามารถคิดได้หลายประเภท หลายทางและ หลายแง่หลายมุม

3. เป็นเด็กที่มีความคิดริเริ่ม (originality) หมายถึง มีความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับความคิดของคนอื่น

4. เป็นเด็กที่มีความคิดตกแต่งละเอียดลออ (elaboration) หมายถึง สามารถคิดในรายละเอียดหรือคิดได้อย่างละเอียดลออชัดเจน

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร ?

จากข้อมูลของสมาคมเศรษฐศาสตร์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในยุคปัจจุบันและสิ่งที่ผู้สอนจำเป็นต้องให้กับผู้เรียนมี 4 ข้อ คือ

1) การแก้ปัญหา

2) ความคิดสร้างสรรค์

3) นวัตกรรม

4) การอยู่ร่วมกัน

เมื่อเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว จึงต้องย้อนกลับมาดูที่การศึกษาในปัจจุบันว่าเหตุใดในโรงเรียนจึงมักจะใช้วิธีการสอนแบบเลียนแบบมากกว่าที่จะใช้วิธีสอนแบบใช้ความคิดสร้างสรรค์ นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งระบบการศึกษาของเรามุ่งเน้นความรู้ในตำราเรียนเป็นหลักและมักวัดความรู้จากการเข้าใจหรือความสามารถในการจำเนื้อหาในแต่ละวิชาได้เท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันว่าการใช้ความคิดสร้างสรรค์มิใช่สิ่งจำเป็นในการเรียนตามระบบแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงแล้วนักคิดหรือนักประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสากลหลายท่าน ต่างพัฒนางานของตนผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์แทบทั้งสิ้น เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ที่มีความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น จึงสามารถคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้ ด้วยเหตุนี้การฝึกให้เด็กเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเป้าหมายที่จะทำให้บุคลากรที่จะเป็นอนาคตของประเทศนั้นได้คิดเป็น ทำเป็นและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมได้ต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง

เข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ใส่ใจเรื่องดนตรี

คุณรู้หรือไม่ว่า ตามปกติทารกสามารถรับรู้เรื่องการได้ยินเสียงตั้งแต่มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน โดยมีจังหวะหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะดนตรี

เมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ มีการรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งตอบสนองต่อเสียงร้อง แสดงออกต่อเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบ โยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะ สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบแกว่งตัวหรือโยกตัวขณะถูกอุ้ม

ช่วงอายุ 1 ถึง 2 ขวบ สามารถเรียนรู้เพลงสั้น ๆ ง่าย ๆ มีการตอบสนองต่อเพลงที่ชอบอย่างกระตือรือร้น ชอบให้ร้องเพลงให้ฟังบ่อย ๆ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง

ช่วงอายุ 3 ถึง 4 ขวบ รู้จังหวะที่หลากหลายและเข้าใจองค์ประกอบของตนตรีมากขึ้น ชอบร้องเพลงและแสดงท่าทางตามเพลง สามารถแต่งเพลงได้

อายุ 5 ถึง 6 ขวบ วัยนี้เด็ก ๆ จะชอบแสดงออกท่าทางและเคลื่อนไหว มีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีกับเพื่อน ๆ ให้ความสนใจต่อเสียงใหม่ ๆ และอยากลองเล่นเครื่องดนตรีแปลก ๆ ใหม่ ๆ สนใจกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะจังหวะ และชอบทำเสียงมากกว่าการฟังเสียงเครื่องดนตรี

]]>