จินตนาการ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:54 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png จินตนาการ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ปฏิรูปการศึกษา ภาคลงมือทำจริง (5) พัฒนาโรงเรียนต้นแบบในศตวรรษที่ 21 ด้วยเรื่องเล่า (ต่อ) https://thaissf.org/er085/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er085 Mon, 01 Dec 2014 13:48:10 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/12/01/er085/ วางแผนรายละเอียดที่จะสอนเด็ก เริ่มจากสร้างแรงบันดาลใจ ชั่วโมงแรกของ PBL ของไตรมาสที่ ๓ เราให้นักเรียนดูหนังสั้นเรื่องเสือโทน ประสบการณ์ปีที่แล้วรู้เลยว่า เด็กดูหนังเรื่องนี้แล้ววิเคราะห์ไม่ได้ เพราะฉะนั้นพอเราให้เด็กดูหนัง จะบอกเขาให้รู้เลยว่าหลังจากการดูหนังเขาจะต้องเขียนว่าเขาเห็นอะไร พอเด็กดูหนังจบ เราก็จะแจกกระดาษให้หนึ่งแผ่น แล้วให้พับครึ่ง ให้เขียนว่าหนูเห็นอะไรบ้าง เด็กจะถามว่าหนูจะต้องเขียนช่องไหน หรือเขียนแนวตั้งหรือแนวนอนล่ะคะ ก็จะตอบไปว่าหนูอยากเขียนแบบไหนก็เขียนไปเลย อยากทำอะไรทำไปเลย

เป็นไปตามคาดคือเด็กจะเขียนสิ่งที่เขาเห็น เขียนเป็นข้อๆ แต่ที่เราต้องการคือ อยากให้เด็กร้อยเรื่องราว ว่าเห็นอะไรจากหนัง เป็นเพราะอะไร จึงยอมเสียเวลาให้เด็กดูใหม่อีกหนึ่งรอบ แต่ก่อนจะดู ก็กระตุ้นเขา เช่น ผู้หญิงคนนั้นที่เดินมา เขาเป็นอย่างไร ลักษณะอย่างไร เด็กตอบว่าเขาตาบอดค่ะ เราจึงถามกลับไปว่าทำไมเขาเขาถึงตาบอด ทำไมบ้านนี้เขาถึงได้ทะเลาะกัน ทำไมแม่เขาถึงได้เอาลูกไปอยู่ที่อื่น มันเป็นเพราะอะไร เราพยายามชี้ทีละจุด

หลังจากดูครั้งที่ ๒ เด็กก็เขียนได้ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ให้เขียนอีกช่องหนึ่งที่ว่างอยู่ แล้วให้เขามาเปรียบเทียบกัน มาสรุปด้วยกันว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ จ.กาญจนบุรี จากนั้นก็ถามว่าหลังจากดูเรื่องนี้ เราจะเรียนเรื่องอะไรกันดี เด็กก็รู้อยู่แล้วว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม ถามต่อว่าเด็กๆ คิดว่าบ้านเรามีปัญหาแบบนี้ไหม เขาก็จะเขียนมา เราก็บอกว่า ไม่อยากเห็น อยากให้ทำเป็นการ์ตูนวาดเรื่องราวมีปัญหาอะไร และให้มานำเสนอเพื่อน เราก็เห็นว่าเด็กสะท้อนให้เห็นปัญหาอะไรบ้าง บางคนก็ปัญหาซ้ำกัน เขาตั้งชื่อและให้โหวตกันว่า ของใครน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เราจะเรียน คุณครูเห็นว่ายังไม่ดีก็จะแนะนำเขาว่าควรเพิ่มคำนี้ไปไหม ก็ได้ชื่อเรื่องว่า สิ่งแวดล้อมดี ชีวีปลอดภัย ใส่ใจสุขภาพ

พอไตรมาสที่ ๔ พัฒนาการเด็กดีขึ้น เราก็ให้เขาตั้งชื่อเขาเอง และในสัปดาห์ที่ ๒ เราให้เขียนในสิ่งที่รู้แล้วและสิ่งที่อยากรู้ เด็กก็ถาม เขียนช่องไหน ทำเป็นตาราง หรือ mind map จะทำรูปแบบไหนดีคะครู คือเมื่อก่อนเราจะบังคับแนวคิดเด็กไว้ว่า ทำรูปแบบไหน ครั้งนี้จึงให้เขาทำตามแนวคิดของตัวเอง พอเสร็จเขาก็ได้รายละเอียดทั้งสิ่งที่รู้ และสิ่งที่เขาอยากรู้ หลังจากนั้นจะให้นั่งเป็นวงกลม นำสิ่งที่แต่ละคนเขียนมาดูกัน หากมีอันไหนซ้ำกันก็นำมาเขียนลงในกระดาษแผ่นใหญ่ และนำเสนอ จากนั้นเราก็ช่วยเติมเต็มหรือแนะนำในสิ่งที่เด็กต้องรู้เพิ่มเติม

ต่อด้วยเด็กช่วยกันทำปฏิทินการเรียนรู้ใน ๑๐ สัปดาห์ แล้วช่วยเติมเต็มเพื่อให้ตรงจุดประสงค์ และในสัปดาห์ที่ ๓ เราจะเรียนรู้เรื่องอวัยวะร่างกาย เราไม่ได้สอนเขาว่าอวัยวะคืออะไร ปอดคืออะไร ส่วนไหนคืออะไร แต่ให้เด็กวิเคราะห์รูปภาพ ช่วงนั้นละครเรื่องทองเนื้อเก้ากำลังออกอากาศ เลยให้ดูภาพลำยอง เนื้อตัวที่เละแบบนั้น เขาเป็นโรคอะไร เพราะอะไร คือช่วยกระตุ้นความอยากรู้ของเด็ก แล้วก็โยงให้ดูว่าเคยเห็นใครเป็นแบบนี้ไหม และให้เด็กลองไปถามครูท่านอื่นในโรงเรียน ว่าเป็นโรคประจำตัวอะไรกันบ้าง

ส่วนเราก็คอยสังเกตการณ์ เมื่อเด็กสอบถามมาเรียบร้อย ก็กลับมานำเสนอในห้อง เขาบอกว่าคุณครูคนนี้เป็นโรคประจำตัวนี้ อาการเป็นแบบนี้ ระยะเวลาที่เป็นและวิธีการรักษาเป็นอย่างไร จากนั้นก็ให้เขามาจับกลุ่มกันว่าคุณครูอายุเท่านี้เป็นโรคอะไร โดยจัดกลุ่มตามอายุ เสร็จแล้วเราจะให้เด็กกลับไปถามคนที่บ้านว่ามีโรคประจำตัวอะไร ลักษณะคล้ายๆกันแบบนี้ โดยแนะนำในสิ่งที่ควรถามเพิ่มเติมเพราะ จะทำให้เรารู้ชัดเจนขึ้น เสร็จแล้วก็กลับมานำเสนอ

ในเรื่องต่อไปก็จะสอนเรื่องชีวิตและครอบครัว ให้ดูละครทองเนื้อเก้า ฉากที่ครอบครัวทะเลาะกัน หลังจากนั้นก็ถามเด็กว่าที่บ้านมีปัญหาแบบนี้ไหม และให้จับคู่แชร์ปัญหากันแล้วให้เด็กมาเล่าเรื่องของคู่ตนเองให้ครูฟัง เราก็บอกตอนเพื่อนเล่าเราก็สามารถเสริมเพื่อนได้นะ ตอนแรกเข้าใจว่าเด็กจะไม่กล้าเล่า แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ เด็กบางคนอยู่ดีๆ ก็ร้องไห้ เด็กบางคนก็บอกว่าเกลียดแม่ เราก็ถามกลับไปว่าทำไม เพราะอะไร ซึ่งก่อนที่เขาจะเล่า เราต้องเท้าความมาก่อนว่า เขาเป็นลูกใคร คนที่เท่าไหร่ ประมาณนี้ นักเรียนชั้น ป.๖ มีอยู่ ๑๒ คน มีแค่ ๒ คนที่ได้อยู่กับพ่อแม่ เราคิดว่า ๒ คนนี้คงไม่มีปัญหาอะไร จริงๆ แล้วไม่ใช่ ทำให้เรารู้ปัญหาของเด็กมากขึ้นในเรื่องของชีวิตและครอบครัว

อีกชั่วโมงหนึ่งก็ให้หัวข้อกับเด็ก ลองคิดลองจินตนาการ ‘ครอบครัวในฝันฉันปั้นได้’ อยากให้ครอบครัวมีความสุขเป็นแบบไหน แล้วให้เด็กเขียนว่า เขาอยากให้เป็นอย่างไร วาดรูปออกมา แล้วมานำเสนอ ในเรื่องถัดไปจะเป็นเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ ให้นักเรียนคิดว่าในชีวิตประจำวันของเรา ถามว่าเราใช้อะไรสิ้นเปลืองมากที่สุด บางคนก็บอกว่า ไฟฟ้าบ้าง ข้าวบ้าง สบู่บ้าง แต่ละคนก็จะพูดกันออกมา ซึ่งความคิดเด็กก็ยังกว้าง เลยให้เด็กไปคุยกับคนในชุมชน และเชิญคนในชุมชนของเด็กมาที่โรงเรียน และให้เด็กแต่ละคนบอกถึงปัญหาที่เขาเจอ เด็กคนหนึ่งบอกว่าเขาใช้ยาสระผมเปลืองมาก ก็มีคนในชุมชนคนหนึ่งแนะนำว่าเราก็ไม่ต้องสระผมจากยาสระผมที่เราซื้อมาทุกวันสิ อาทิตย์หนึ่งอาจจะสระผมด้วยมะกรูดสัก ๒ วัน พยายามให้เด็กมองเห็นปัญหาและเชื่อมโยงถึงวิธีการแก้ปัญหา เลยเสนอว่าอยากทำอะไรเพื่อแก้ปัญหา เด็กก็ลงความเห็นว่าจะทำยากันยุง เราก็เลยถามว่าจะทำอย่างไร และจะแก้ปัญหาได้จริงไหม อันดับแรกเราก็เชื่อมโยงไปเกี่ยวกับเรื่องสมุนไพร และถามเด็กเกี่ยวกับที่มาของสมุนไพร ซึ่งเด็กก็ไปค้นคว้ามา จากอินเตอร์เนต จากครูท่านอื่น และจากการไปถามผู้ปกครอง เด็กก็มีความกล้าขึ้น เราก็โยนโจทย์ให้เขาก่อนที่เขาจะเข้าไปในสวนสมุนไพร

เราก็คอยสังเกตการณ์ บางที่เขาก็ไปถามผู้รู้ท่านอื่นบ้าง เขาทำของเขาเองไปโดยอัตโนมัติ หลังจากนั้นก็มารายงานผลว่าสมุนไพรอะไรบ้างที่ใช้ทำยากันยุงได้ เขาบอกว่ามีเยอะมากมาย เราก็เลยให้แบ่งกลุ่มให้เท่ากัน ๓ กลุ่ม โดยให้เลือกสมุนไพรมาไม่ซ้ำกัน กลุ่มหนึ่งใช้ตะไคร้ อีกกลุ่มหนึ่งใช้ใบเร้วหรือใบสาวหลง และกลุ่มสุดท้ายเลือกเปลือกส้ม

พอได้สมุนไพรแล้วเขาก็เอาไปคั่วให้แห้งแล้วตำ ซึ่งหากเอาไปตากแดดจะใช้เวลานาน เราก็ไปสังเกตการณ์ ซึ่งการทำเด็กก็จะไปศึกษาจากอินเตอร์เนต มีวิธีทำอะไรบ้าง หลังจากเขาตำจนแหลก เขานำมาปั้นลักษณะคล้ายธูป หรือกำยาน ที่เด็กไปหาข้อมูลมา ต้องใช้แป้งมันด้วยก็จะเอามาต้ม ก็เจอปัญหาต่างๆ เช่นปั้นเป็นธูปไม่ได้ หรือกรีดแล้วมันแตก ก็ให้เด็กคิดว่าเป็นเพราะอะไร เด็กเสนอความคิด เช่น ตำไม่ละเอียดบ้าง ใส่แป้งมันเยอะบ้าง และก็มีเด็กอยู่คนหนึ่ง บอกว่าต้องแป้งมันเอาไปต้ม เขาบอกว่าเขาเคยทดลองวิทยาศาสตร์ ก็เลยบอกให้เด็กๆ ทำใหม่ กลุ่มเด็กที่ใช้ใบเร้วหรือใบสาวหลง สมุนไพรตัวนี้หมดแล้ว เด็กก็เลยพากันเปลี่ยนเป็นใบเตยแทน เรารู้อยู่แล้วว่าใช้ไม่ได้ แต่ก็อยากให้เขาลองทำดู พอทำเสร็จแล้วก็ไม่สวยมากแต่ก็พอปั้นได้และนำไปตากแดด พอได้ที่เด็กก็เอาไปจุดที่บ้าน แล้วเด็กก็กลับมาบอกว่าจุดไม่ติด ไม่เห็นกันยุงเลย

พอถึงสัปดาห์ที่ ๑๐ ถึงเวลาสรุปองค์ความรู้ จึงได้จัดเป็นนิทรรศการให้นักเรียนเอาธูปที่ทำมานำเสนอและนำเสนอเกี่ยวกับสิ่งที่นักเรียนได้ทดลองทำกันมา ก่อนหน้านิทรรศการมีช่วงหนึ่งมีเหตุการณ์ลักพาเด็ก หรือพาเด็กไปข่มขืน เลยลองโยนคำถามให้เด็กว่า จะทำอย่างไรให้ชุมชนเรามีความปลอดภัย และให้แบ่งเป็น ๒ กลุ่ม ออกแบบโมเดลขึ้นมา ว่าหนูอยากให้ความปลอดภัยในชุมชนเป็นอย่างไร โดยให้เด็กอธิบายให้ฟังว่ามีอะไรบ้าง เกี่ยวกับความปลอดภัยในชุมชน ที่นักเรียนอยากให้ตามจินตนาการของตัวเอง และช่วยแนะนำในเรื่องส่วนของความเป็นจริงให้นักเรียนให้เด็กได้แก้ไข จากไตรมาสที่ผ่านมาจะบอกว่าคุณครูได้จดทุกชั่วโมงที่สอน ก็เด็กตอบอะไรก็จะจด แล้ววิเคราะห์ว่าเด็กได้ทักษะอะไรบ้าง เพื่อจะได้วางแผนหรือปรับในการสอนในครั้งต่อไป…”

]]>
สุขภาวะทางจิตวิญญาณ (10) https://thaissf.org/sh042/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh042 Wed, 13 Aug 2014 13:59:34 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/sh042/ จากผู้อื่น

…แต่พอเราได้ไปอยู่ตรงนั้นจริงๆ แล้วได้พูดคุยกับเขา ความรู้สึกแรกในทีมบอกว่าตอนแรกไม่อยากมีใครพูดกับเจ๊หรอก เพราะเจ๊มีแต่คนเขาล่ำลือ มีแต่คนพูดว่าร้ายจะตาย มันคิดว่ามันเก่งอยู่คนเดียว พอเราฟังตรงนั้น เราถึงได้รู้เลยว่าอ๋อไอ้ความรู้สึกที่เราไม่แคร์ใคร พอเราได้นั่งรับฟังคนแล้ว เราเริ่มแคร์เขา เราก็ได้กลับมานั่งทบทวนตัวเราเอง แล้วเราก็บอกว่าจริงๆ เราไม่ใช่คนอย่างนั้นหรอก ก็คือได้คุยกันจริงๆ แล้วไอ้ที่เคยคิดว่าจะไม่แคร์ใครนั้นมันไม่ใช่แล้วล่ะ เราคงต้องแคร์คนรอบข้างบ้าง… …ที่ไม่เคยรู้ก็เริ่มรู้โดยที่จากการผ่านคนบอกกล่าว แล้วก็การที่ตัวเรามองตนเองได้ก็เลยทำให้ตนเองนั้นมีมุมมองการทำงาน มุมมองของชีวิต หรือมุมองที่จะทำงานร่วมกับคนอื่น มันก็เริ่มซอฟต์ลง เคยฟันใครตรงๆ ถือดาบไปชั๊ว ชะใคร ก็เริ่มเปลี่ยน จะเห็นว่าจากตนเองที่เจอเหตุการณ์อะไร จะต้องเอาโน่นเดี๋ยวนี้ เอานี่เดี๋ยวนี้ อย่างนี้ๆ ฉันตัดสินใจให้อย่างโน้น อย่างนี้ก็ไม่ เปลี่ยนแล้ว เริ่มกลับมาทบทวนทุกอย่าง มองอะไรที่แบบ ฟัง มองถอยกลับมา ห้อยแขวนไว้ก่อนนะ เดี๋ยวก่อนเดี๋ยวค่อยก้าวกลับไปอีกที เหมือนเป็น step ลีลาศน่ะ ถอยหน้าถอยหลัง ถอยหน้าถอยหลังไปเรื่อยๆ ก็เลยมีความรู้สึกว่าอะไรที่เรามีการปรับเปลี่ยนตรงนี้ ถามว่าดีขึ้นไหม ดีขึ้นเยอะในการทำงานของตัวเรานะคะ รู้เท่าทันกับทุกสิ่งทุกอย่างที่มากระทบ รู้มากขึ้น…

(ลปรร.ภาคกลาง)

การไตร่ตรองย้อนหลังนั้นมีองค์ประกอบทั้งความคิดและความรู้สึกอยู่พร้อม เนื่องจากเป็นการคิดถึงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วและลักษณะของประสบการณ์คือการที่บุคคลเข้าส่วนร่วมโดยตรง ทำให้มิติของความรู้สึกเด่นชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพิจารณาเห็นว่าเรามักไตร่ตรองย้อนหลังเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีผลกระทบต่อความรู้สึก และในขณะเดียวกัน เห็นได้ชัดว่าการไตร่ตรองเป็นกิจกรรมของความคิด การไตร่ตรองย้อนหลังจึงเป็นการปรากฏร่วมของความคิดและความรู้สึก

การรับฟังเสียงสะท้อนจากผู้อื่นก็มีมิติของความรู้สึกเด่นชัดเช่นกัน เนื่องจากบุคคลให้ความสำคัญกับทัศนะของผู้อื่นที่มีต่อตนเอง หากทัศนะของผู้อื่นกระทบต่อสิ่งที่ยึดถือ (เช่น “ฉันเป็นคนดี”) ก็จะทำให้บุคคลเผชิญกับสิ่งที่แปลกแยกไปจากโลกของตน ถ้ามีกิจกรรมการคิดที่เหมาะสมหรือมีผู้ชี้นำ ก็จะช่วยให้เกิดการทำงานที่สอดประสานกันระหว่างความคิดและความรู้สึกทำให้เกิดตระหนักในความมีความหมายบางอย่างได้ อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญก็คือการไตร่ตรองหรือทบทวนเกี่ยวกับตนเองนั้น มีนัยะของการประเมินตนเองตามมาตรฐานที่สำคัญบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นเรื่องส่วนตัว เช่น “ฉันเป็นคนดี” หรือเป็นเรื่องของความถูกต้องเหมาะสมอื่นๆ

การไตร่ตรองตัวตนยังกระทำได้โดยใช้จินตนาการในสถานการณ์

…เล็กจะใช้วิธีการสะท้อน คือ จะไม่สอน แต่จะเล่าถึงสถานการณ์ แล้วให้เค้าได้ใช้วิธีการทบทวนตัวเองว่า ถ้าเป็นเรา เรารู้สึกอย่างไร ความรู้สึกของเราถ้าหากเป็นอย่างนั้น เป็นเช่นนี้เนี่ยจะรู้สึกอย่างไร ซึ่งตรงนี้มีความรู้สึกว่าเทคนิคนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ แล้วเป็นสิ่งที่ตัวเองเนี่ยจะใช้แทบจะทุกวันนี้เลยว่า จะใช้เทคนิคของการให้ทุกคนได้ทบทวนความรู้สึกของตนเองทุกครั้ง และก็ถ้าเป็นในครั้งหน้า ฉันจะเป็นอย่างนี้ ฉันจะพยายามไม่ทำเพื่อจะให้เกิดปัญหาในครั้งต่อๆ ไปแล้ว…

(ลปรร.ภาคกลาง)

การจินตนาการในสถานการณนี้ช่วยให้เห็นจุดร่วมและเชื่อมโยงสู่อีกวิธีการหนึ่งที่ได้ผลดีในการประสานความคิดและความรู้สึกเพื่อสร้างความมีความหมาย นั่นคือ การฟังเรื่องเล่าและการเล่าเรื่อง

]]>
ดนตรีกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย https://thaissf.org/cd015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd015 Sun, 15 Jun 2014 10:57:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/15/cd015/

1. เป็นเด็กที่มีความคล่องตัวในการคิด (fluency) หมายถึง มีความสามารถในการคิดที่คล่องตัวเรียนรู้เรื่องต่าง ๆ ได้รวดเร็ว ฉับไว และเมื่อมีปัญหาคิดหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว

2. เป็นเด็กที่มีความคิดยืดหยุ่น (flexibility) หมายถึง มีความสามารถในการปรับรูปแบบในการคิดที่ไม่ตายตัว สามารถคิดได้หลายประเภท หลายทางและ หลายแง่หลายมุม

3. เป็นเด็กที่มีความคิดริเริ่ม (originality) หมายถึง มีความคิดที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำกับความคิดของคนอื่น

4. เป็นเด็กที่มีความคิดตกแต่งละเอียดลออ (elaboration) หมายถึง สามารถคิดในรายละเอียดหรือคิดได้อย่างละเอียดลออชัดเจน

ความคิดสร้างสรรค์มีความสำคัญต่อเด็กอย่างไร ?

จากข้อมูลของสมาคมเศรษฐศาสตร์การศึกษาของประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนในยุคปัจจุบันและสิ่งที่ผู้สอนจำเป็นต้องให้กับผู้เรียนมี 4 ข้อ คือ

1) การแก้ปัญหา

2) ความคิดสร้างสรรค์

3) นวัตกรรม

4) การอยู่ร่วมกัน

เมื่อเห็นว่าความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งที่สำคัญแล้ว จึงต้องย้อนกลับมาดูที่การศึกษาในปัจจุบันว่าเหตุใดในโรงเรียนจึงมักจะใช้วิธีการสอนแบบเลียนแบบมากกว่าที่จะใช้วิธีสอนแบบใช้ความคิดสร้างสรรค์ นั่นอาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งระบบการศึกษาของเรามุ่งเน้นความรู้ในตำราเรียนเป็นหลักและมักวัดความรู้จากการเข้าใจหรือความสามารถในการจำเนื้อหาในแต่ละวิชาได้เท่านั้น จึงทำให้เข้าใจกันว่าการใช้ความคิดสร้างสรรค์มิใช่สิ่งจำเป็นในการเรียนตามระบบแต่อย่างใด แต่ในความเป็นจริงแล้วนักคิดหรือนักประดิษฐ์ที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในสากลหลายท่าน ต่างพัฒนางานของตนผ่านการใช้ความคิดสร้างสรรค์แทบทั้งสิ้น เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ หรือ ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล ที่มีความคิดที่ไม่เหมือนคนอื่น จึงสามารถคิดประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ได้

ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ก่อให้เกิดผลงานเป็นรูปธรรมที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดได้ ด้วยเหตุนี้การฝึกให้เด็กเป็นคนมีความคิดสร้างสรรค์ จึงเป็นเป้าหมายที่จะทำให้บุคลากรที่จะเป็นอนาคตของประเทศนั้นได้คิดเป็น ทำเป็นและสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามให้เกิดขึ้นในสังคมได้ต่อไปอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง

เข้าใจพัฒนาการแต่ละช่วงวัย ใส่ใจเรื่องดนตรี

คุณรู้หรือไม่ว่า ตามปกติทารกสามารถรับรู้เรื่องการได้ยินเสียงตั้งแต่มีอายุอยู่ในครรภ์มารดาประมาณ 4 ถึง 5 เดือน โดยมีจังหวะหัวใจของคุณแม่เป็นจังหวะดนตรี

เมื่อแรกเกิดจนถึง 2 ขวบ มีการรับรู้ดนตรีโดยการใช้สายตาและสามารถหันศีรษะตามแหล่งที่มาของเสียง ทั้งตอบสนองต่อเสียงร้อง แสดงออกต่อเสียงดนตรีที่ชอบหรือไม่ชอบ โยกตัว ผงกศีรษะ ตบมือตามเสียงดนตรี แม้ยังไม่รู้เรื่องของจังหวะ สามารถร้องเป็นเสียงดนตรีได้ และชอบแกว่งตัวหรือโยกตัวขณะถูกอุ้ม

ช่วงอายุ 1 ถึง 2 ขวบ สามารถเรียนรู้เพลงสั้น ๆ ง่าย ๆ มีการตอบสนองต่อเพลงที่ชอบอย่างกระตือรือร้น ชอบให้ร้องเพลงให้ฟังบ่อย ๆ และชอบการเล่นนิ้วมือกับคำคล้องจอง

ช่วงอายุ 3 ถึง 4 ขวบ รู้จังหวะที่หลากหลายและเข้าใจองค์ประกอบของตนตรีมากขึ้น ชอบร้องเพลงและแสดงท่าทางตามเพลง สามารถแต่งเพลงได้

อายุ 5 ถึง 6 ขวบ วัยนี้เด็ก ๆ จะชอบแสดงออกท่าทางและเคลื่อนไหว มีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีกับเพื่อน ๆ ให้ความสนใจต่อเสียงใหม่ ๆ และอยากลองเล่นเครื่องดนตรีแปลก ๆ ใหม่ ๆ สนใจกับเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะจังหวะ และชอบทำเสียงมากกว่าการฟังเสียงเครื่องดนตรี

]]> 15 ปัญหาของทักษะการสื่อสารความเห็นต่าง https://thaissf.org/er015/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er015 Sun, 08 Jun 2014 09:32:18 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/08/er015/

โทรทัศน์ออกข่าวว่าน้ำท่วมเพราะเหตุนั้นๆ หมอกควันที่ปกคลุมภาคเหนือตอนบนเพราะเหตุนั้นๆ นักเรียนที่ยกพวกตีกันจนผู้อื่นถึงตายควรนำไปเข้าค่ายทหารอบรมบ่มนิสัยแล้วจะมีนิสัยดี สุริยจักรวาลมีดาวพระเคราะห์เก้าดวง นางนพมาศเป็นผู้ริเริ่มประเพณีลอยกระทง ฯลฯ ปัญหาของเด็กไทยคือเชื่อทุกอย่างที่เรียน ไม่มีข้อสงสัยหรือความคิดเชิงวิพากษ์เลยซึ่งจะนำไปสู่สภาพไม่มีนวัตกรรมในตอนท้าย

เพราะความคิดเชิงวิพากษ์เป็นต้นทาง นวัตกรรมเป็นปลายทาง นวัตกรรมไม่สามารถเกิดขึ้นลอย ๆ ได้ด้วยความบังเอิญ

เมื่อสงสัย ไม่เชื่อ ขั้นตอนต่อไปอย่างน้อยก็ควรเถียงในใจว่า “อาจจะไม่จริง” หลังจากนั้นอาจจะทำได้ 2-3 ทาง ทางหนึ่งคือพูดออกไปตรง ๆ ว่าอาจจะไม่ใช่ ดาวพระเคราะห์ในระบบสุริยจักรวาลน่าจะมีมากกว่าเก้าดวง ทางที่สองคือตั้งคำถามออกไป เช่น ที่ว่ามีเก้าดวงนั้นกำหนดจากระยะทางจากดวงอาทิตย์ หรือกำหนดจากรูปร่างของวงโคจร หรือกำหนดจากขนาดของดาวหรือเทหวัตถุ เป็นต้น ทางที่สามคือไม่พูดไม่ถามแต่ออกไปค้นคว้าคำตอบอื่น ๆ ที่เป็นไปได้

เด็กไทยไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้และมีแนวโน้มที่จะไม่มีต่อไปเพราะการสอบที่บังคับให้เด็กไทยต้องเชื่อครูหรือตำราแต่เพียงฝ่ายเดียว

การพูดออกไปและการตั้งคำถามเป็นเรื่องเสียมารยาทสำหรับเด็กไทยอย่างไม่มีข้อสงสัยและเป็นปัญหาระดับชาติ เป็นต้นเหตุที่จะฉุดรั้งและดึงคุณภาพของเด็กไทยดิ่งเหวลงไปเรื่อย ๆ เพราะไม่กล้าคิดอะไรเลย อย่าแปลกใจหากจะพบว่าคุณภาพของภาพยนตร์ นวนิยาย การ์ตูน หรืองานศิลปะแขนงต่างๆเราจะเป็นรองชาติอื่น ๆ เพราะเด็กไทยไม่มีจินตนาการ การไม่คิดย่อมทำให้ไม่มีทางจะมีจินตนาการตั้งแต่แรก

เราเรียกร้องให้เด็กไทยมีจินตนาการและนวัตกรรม แต่เรากลับสกัดกั้นต้นทางของเรื่องทั้งหมดไปในตัว การตั้งข้อสงสัยและการตั้งคำถามเป็นเรื่องต้องฝึก จะไม่เกิดขึ้นเอง

เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนวิธีตั้งคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาไม่ยอกย้อน ตั้งคำถามให้ฟังรู้เรื่องว่าจะถามอะไร ด้วยถ้อยคำที่สุภาพและอ่อนน้อม นี่คือข้อที่หนึ่ง

เด็กไทยทุกคนควรถูกสอนให้รู้วิธีค้นหาความรู้ด้วยตนเองไม่ว่าจะจากแหล่งเรียนรู้ใดตั้งแต่หนังสือ โทรทัศน์ แผ่นสารคดี อินเทอร์เน็ต ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ การสัมมนาวิชาการ ฯลฯ เพื่อให้ข้อสงสัยและคำถามของตนเองมีน้ำหนัก มิใช่สักแต่เถียงข้าง ๆ คู ๆ โดยไม่มีหลักฐานอะไรรองรับ นี่คือข้อที่สอง

อย่างไรก็ตาม แม้เด็กไทยจะมีมารยาทดีเพียงใดหรือมีหลักฐานอ้างอิงคำพูดของตนมากเพียงใด เชื่อได้ว่าก็จะถูกกล่าวหาว่าไร้สัมมาคารวะอยู่ดีเพราะวัฒนธรรมไทยเป็นเช่นนั้นเอง

ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่เด็ก แม้จะเป็นความจริงว่าเด็กไทยบางส่วนหรืออาจจะส่วนใหญ่ทั้งไร้มารยาททั้งมีแต่คำพูดที่เลื่อนลอยหาสาระอันใดมิได้ แต่ปัญหาอยู่ที่ผู้ใหญ่เองที่ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นในการจุดชนวนทักษะการเรียนรู้

นั่นคือมีท่าทีที่รับฟัง

ครูที่ดีควรมีท่าทีรับฟังเด็กพูดหรือถามด้วยใจเปิดกว้างเสมอ ไม่ตัดสินผิดถูกและไม่ให้ความสำคัญกับคำพูด คำตอบหรือข้อสงสัยของเด็กว่าผิดหรือถูก ต่อเมื่อเด็กสัมผัสได้ว่าครูรับฟังจึงจะเกิดสัมพันธภาพที่ดี เมื่อมีสัมพันธภาพที่ดีครูจึงจะมีโอกาสและหาจังหวะช่วยให้เด็กรู้ว่าเขาควรไปหาคำตอบข้อสงสัยนั้นได้ที่ไหนและอย่างไร ครูจะทำเช่นนี้ได้เมื่อต้องก้าวข้ามตนเองว่าตนเองไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่องและไม่จำเป็นเลยที่ต้องเก่งกว่านักเรียนและยิ่งไม่จำเป็นเลยที่ต้องตอบคำถามของเด็กได้ทุกคำถาม

ครูที่ชาญฉลาดควรแสดงออกว่าข้อสงสัยหรือคำถามของเด็กนั้นน่าสนใจมาก ชมเชยที่เขาคิดข้อสงสัยและตั้งคำถามออกมาได้ ชื่นชมที่เขากล้าแสดงออกด้วยการตั้งข้อสงสัยต่อคำพูดของครูและกล้าถาม จากนั้นครูจึงทำหน้าที่เป็นโค้ชให้เขาค้นหาหนทางเรียนรู้ด้วยตนเองต่อไปว่าที่แท้แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่สุริยจักรวาลจะมีดาวเคราะห์มากกว่าเก้าดวง น้ำท่วมกรุงเทพฯ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขื่อน หมอกควันไม่เกี่ยวอะไรกับการเผาป่า ฯลฯ

ครูที่ดีควรชวนนักเรียนมาช่วยกันหาคำตอบ ครูที่ดีควรรู้ว่ากระบวนการหาคำตอบมีความสำคัญมากกว่าคำตอบ เพราะที่แท้แล้วในโลกที่ซับซ้อนนี้ไม่มีคำตอบหนึ่งเดียวต่อปัญหาใด ๆ อยู่ก่อนแล้ว

กระบวนการหาคำตอบที่ดีย่อมเกิดจากการทำงานเป็นทีมที่ทีมมีความเห็นแตกต่างกันในตอนต้นแล้วร่วมมือกันค้นหาคำตอบหลากหลายที่ไม่มีจุดจบง่าย ๆ การปะทะสังสันทน์ทางความคิดของสมาชิกทีมด้วยความช่วยเหลือและให้กำลังใจของครูจะทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้และเกิดนวัตกรรมในตอนท้าย

ย้ำอีกครั้งว่าความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมมิใช่ของลอยลงมาจากฟ้าและมิใช่ของที่จะเกิดขึ้นได้จากวัฒนธรรมว่านอนสอนง่ายเชื่อ ๆ ตาม ๆ กันไป หากต้องเกิดจากการคิดเห็นต่างในเรื่องเดียวกัน ปะทะกัน แล้วหาทางออกร่วมกัน

การปะทะกันไม่จำเป็นต้องเสียมารยาท การสอนมารยาทกระทำได้เสมอเมื่อครูและเด็กมีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน แต่ประเด็นมิได้อยู่ที่มีหรือไม่มีมารยาท ประเด็นอยู่ที่ผู้ใหญ่ไทยมักไม่รับฟังเด็กพูดนั่นเท่ากับปิดตายการเรียนรู้และพัฒนาการ

]]>