จิตใจ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:23 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png จิตใจ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (10) ความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ (ต่อ) https://thaissf.org/er059/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er059 Mon, 22 Sep 2014 12:45:39 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/22/er059/ การพยายามที่จะทำให้ Lexical definition มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตามความรู้ความเข้าใจที่มีมากขึ้นในเรื่องนั้น ๆ หรือเพื่อการปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขทางสังคมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้ความหมายที่เป็นที่ยอมรับกันมีความแม่นหรือตรงกับสิ่งที่กล่าวถึงมากขึ้น เช่น การนิยามความหมายของเวลาที่เปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์

4. Theoretical definition หมายถึงการนิยามที่สร้างขึ้นโดยมีทฤษฎีเป็นฐานรองรับ เป็นการนิยามโดยอิงกับทฤษฎี ตัวอย่างเช่น ถ้าหากมีทฤษฏีว่าชีวิตเกิดจากปฏิกิริยาทางชีวเคมี ก็อาจนิยามความหมายของชีวิตได้ว่าเป็นกระบวนการทางเคมี หรือเป็นผลมาจากกระบวนการเคมี เป็นต้น

การนิยามยังมีความแตกต่างระหว่าง Intrinsic vs Extrinsic definition โดย Intrinsic definition เป็นการสร้างคำนิยามโดยใช้คุณสมบัติภายในของสิ่งนั้นเป็นตัวบ่งบอกลักษณะเฉพาะที่ให้ความหมายของสิ่งนั้น ส่วนการให้คำนิยามโดยอาศัยลักษณะภายนอกคือความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งนั้นกับสิ่งอื่นที่ดำรงอยู่ภายนอกมาเป็นคุณสมบัติที่นิยาม เรียกว่าเป็น Extrinsic definition

นอกจากนี้ คำจำกัดความยังแยกออกได้อีกสองนัยยะ คือ Denotative definition และ Connotative definition โดยความหมายของคำว่า Denotative definition หมายความว่า เป็นคำนิยามที่เมื่อกล่าวถึงแล้ว บ่งชี้ไปถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นการเฉพาะเจาะจง ส่วน Connotative definition หมายถึงคำนิยามที่บ่งถึงสิ่งกว้างๆ ที่พอจะเข้าใจร่วมกันได้ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงสิ่งเดียว และมีเงื่อนไขสำคัญหลายประการที่จะทำให้การนิยามเป็นไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนิยามในสิ่งที่เป็นนามธรรมและเป็นการนิยามความหมายของสิ่งที่ยังไม่มีข้อตกลงร่วมกันได้อย่างชัดเจน การนิยามจิตวิญญาณหรือสุขภาวะทางจิตวิญญาณที่เป็นไปได้จะเป็นเพียงการเสนอ Stipulative definition ซึ่งเป็นคำจำกัดความเบื้องต้นเพื่อให้การถกเถียงอภิปรายกันเป็นไปได้ การสร้างคำนิยามที่เป็น Lexical definition เกี่ยวกับจิตวิญญาณยังเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากด้วยเหตุผลหลายประการคือ

1. การนิยามเพื่อให้ได้ความหมายที่เป็นที่ตกลงกันได้ในสังคมวงกว้างนั้น สังคมต้องมีประสบการณ์ร่วมในระดับหนึ่ง ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากพอที่รู้จัก เข้าใจหรือเข้าถึงเรื่องจิตวิญญาณอย่างดีพอที่จะรู้ว่า จิตวิญญาณมีลักษณะอย่างไร มีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร

2. หากการรับรู้หรือการตีความเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณมีความหลากหลาย ซึ่งมักเป็นสภาพที่พบเห็นโดยเฉพาะในสังคมที่มีความหลากหลายของจารีต ความรู้ ระบบความเชื่อและศาสนธรรม การมีนิยามแบบ Lexical definition อาจเกิดขึ้นได้เมื่อระบบความคิดหนึ่งได้สถาปนาตนเองจนมีอำนาจเหนือกว่าระบบอื่น ๆ ซึ่งทำให้การนิยามตามความคิดแบบอื่นถูกกีดกันหรือหมดสถานภาพไป

3. จิตวิญญาณที่เราพยายามนิยามอยู่นั้น เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถอธิบายความสัมพันธ์เชื่อมโยงสิ่งอื่น ๆ ภายนอกตัวมันเองได้ชัดเจน เช่น เราไม่สามารถอธิบายจิตวิญญาณของมนุษย์ในแง่ที่เป็นคุณสมบัติของอวัยวะ หรือไม่ได้เป็นคุณสมบัติของช่วงชีวิต วัยแต่ละวัยได้ การที่จะสร้างนิยามจึงต้องเป็นลักษณะที่เรียกว่า Intrinsic definition ซึ่งหมายความว่าการนิยามจากลักษณะคุณสมบัติภายในของสิ่งนั้นเอง การนิยามจิตวิญญาณจึงมีลักษณะที่ยากที่จะนิยามผ่านความสัมพันธ์กับสิ่งภายนอกได้ เพราะจิตวิญญาณเป็นมิติที่เป็นด้านในของชีวิต เป็นส่วนของจิตใจที่แฝงเร้นอยู่นอกสามัญสำนึก ที่ Schutz เรียกว่า Penumbra

4. จิตวิญญาณเป็นสิ่งที่อาจจะยากที่จะนำเสนอผ่านภาษาธรรมดาของมนุษย์ได้ เพราะกระบวนการด้านในที่เกิดขึ้นกับมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่อธิบายด้วยภาษาได้ยาก เราจึงมักจะเห็นพิธีกรรมหรือศาสนาต่าง ๆ มีการสื่อสารโดยใช้รูปแบบอื่นนอกเหนือจากภาษาพูด ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรรมหรือสัญลักษณ์ที่อาจช่วยให้เราเข้าถึงมิติจิตวิญญาณได้

สำหรับความหมายของคำว่า สุขภาวะทางจิตวิญญาณ อาจแบ่งออกได้เป็น 2 คำหลักๆ คือ คำว่า สุขภาวะ และจิตวิญญาณ ซึ่งคำว่าสุขภาวะนั้น หมายถึง ภาวะที่สมบูรณ์ทั้งทางกาย ทางจิต ทางสังคม และทางปัญญา ภาวะทั้ง 4 ด้านต้องเชื่อมโยงบูรณาการกัน โดยมีปัญญาเป็นศูนย์กลาง (ประเวศ วะสี, 2551 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552)

รอฮานิ เจอะอาแซ และคณะ (2552ก) ได้ให้นิยาม สุขภาวะในทัศนะอิสลาม หมายถึง ความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย สังคม จิตใจและจิตวิญญาณ โดยเน้นมิติทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) อิสลามไม่ใช่ศาสนาแต่เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต ดังนั้นสุขภาวะในทัศนะของอิสลามก็คือการดำเนินชีวิตตามวิถีทางอันดีของมุสลิมนั่นเอง มุสลิมจะถือว่าการมีสุขภาพดี ต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีใน 3 มิติ คือ การมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างมนุษย์กับอัลลอฮ์ คือมีความศรัทธาในผู้ทรงสร้าง การมีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม คือ สามารถปรับตัวกับสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงได้ดี และการมีความสัมพันธ์ที่ดีของมนุษย์ที่มีต่อตนเอง คือ การรู้จักดูแลและรับผิดชอบต่อร่างกายของตนเอง

องค์การอนามัยโลก (2537 อ้างถึงใน ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, 2552) ได้กำหนดความหมายของคำว่าสุขภาพครอบคลุม 3 มิติสำคัญ คือ ร่างกาย จิตใจ และสังคม โดย สุขภาพ หมายถึงสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ และสังคม มิได้หมายความเพียงการปราศจากโรคและความพิการเท่านั้น ซึ่งต่อมาได้มีการเพิ่มมิติที่ 4 เรื่อง ความผาสุกทางจิตวิญญาณ (Spiritual well-being) เข้าไปในคำจำกัดความของสุขภาพ

ส่วนความหมายของคำว่าจิตวิญญาณมีผู้ศึกษาและนิยามไว้หลากหลาย เช่น ประเวศ วะสี (2552) ได้ให้ความหมายจิตวิญญาณว่าหมายถึง สิ่งที่มีคุณค่าสูงส่งในทางจิตใจ มีมิติที่เหนือกว่าวัตถุ ในทางพุทธเรียกว่าโลกุตระสุข เป็นความสุขหรือสุขภาวะที่เหนือเนื้อหนังมังสาขึ้นไป เป็นส่วนสำคัญที่สามารถกำหนดมิติทางวัตถุภายนอกได้ แต่เมื่อรวมกับคำว่าสุขภาวะแล้ว สุขภาวะทางจิตวิญญาณ คือ การกล่าวความหมายที่ครอบคลุมไปในทุกมิติเชื่อมโยงบูรณาการกัน สุขภาวะทางจิตวิญญาณเป็นประสบการณ์ที่มนุษย์ประสบกับความสุข สงบ อิสระ อย่างประณีต ลึกซึ้ง จากการทำความดี ลดความเห็นแก่ตัว เห็นใจเห็นคุณค่าของตนเองและผู้อื่น โดยมิติสุขภาวะทางจิตวิญญาณ เป็นประสบการณ์ที่เกิดความสงบ เกิดความสุขอย่างปราณีต ความกลัว ความรู้สึกต่าง ๆ หายไป เกิดขึ้นในบางช่วงบางขณะ มีความเป็นอิสระอยู่ในตัว เกิดความสุขลึกซึ้ง

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (9) ความหมายของสุขภาวะทางจิตวิญญาณ https://thaissf.org/er058/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er058 Fri, 19 Sep 2014 05:40:47 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/19/er058/ 1. ในความหมายแรกสัมพันธ์กับความหมายดั้งเดิมในภาษาลาติน คำดังกล่าวมีการใช้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลในความหมายของคุณธรรมของชีวิต (Moral sense of life) ซึ่งตรงกับคำในภาษากรีกคือ Pneuma (Life in the spirit of god) คำว่า Spirituality ในความหมายนี้ยังไม่ได้มีลักษณะที่เป็นคู่ตรงข้ามระหว่าง Body กับ Spirit แต่หมายถึงพลังด้านคุณธรรมที่กำกับชีวิตของมนุษย์

2. ความหมายที่สองมีรากฐานมาจากอิทธิพลของคริสเตียน เฮเลนนิสติค (Christain-helenistic) ซึ่งในกระแสความคิดนี้เป็นการจำแนกแยกแยะความเป็นจริงในโลกออกเป็น 2 ส่วนคือ Spirit กับ Matter ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของวิธีการมองแบบทวิลักษณ์ (Dualism) ที่ Spirit กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่ตรงข้ามกับวัตถุอย่างแท้จริง ในคริสต์ศตวรรษที่ 3 นั้น มีการจำแนกชีวิตออกเป็นสามส่วนได้แก่ Body คือร่างกายที่เป็นเนื้อหนังมังสา Soul คือจิตใจ ส่วน Spirit เป็นจิตวิญญาณที่เป็นสากล ไม่ใช่จิตที่เป็นปัจเจกในความหมายของ Soul แต่ความหมายของ Spirit ที่เป็นสากลนี้ค่อยๆ ลบเลือนในยุคต่อมา

3. ความหมายที่สามนั้น คำว่า Spirituality ถูกใช้ในแง่ที่สะท้อนถึงขอบเขตอำนาจในเชิงของศาสนจักร โดยถือว่า คำว่า Spirituality นั้นหมายถึงสิ่งที่อยู่ใต้อาณัติของศาสนจักร

4. ความหมายที่สี่เป็นความหมายที่เข้าใจกัน ในปัจจุบันมีพัฒนาการเนื่องจากความหมายของคำว่า Spiritualité ในภาษาฝรั่งเศส ซึ่งหมายถึง คุณภาพหรือสภาวะแห่งชีวิตไปพ้นจากความเป็นไปในทางโลกียสุขหรือเข้าถึงความเป็นจริงที่อยู่นอกเหนือจากชีวิตที่ฉาบฉวย มีนัยยะที่เน้นชีวิตด้านในของปัจเจกภาพอันเป็นความหมายที่เกิดขึ้นหลังการปฏิรูปคริสต์ศาสนาที่ทำให้การเข้าถึงพระเจ้ากลายเป็นเรื่องปัจเจกมากขึ้น

ในประเทศไทยมีนักวิชาการที่ได้พยายามนำเสนอนิยาม ความหมาย หรือกรอบแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณ โดยมีการทบทวนความรู้ในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาวะทางจิตวิญญาณอย่างต่อเนื่องและลึกซึ้ง เช่น โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ (2549) ได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและพบปัญหาในการนิยามและการให้ความหมายของจิตวิญญาณที่สำคัญอยู่ 5 ประการด้วยกัน คือ

1. ความพยายามที่จะหาคำนิยามจิตวิญญาณที่เป็นอยู่ มิได้ให้ความสนใจกับบริบททางประวัติศาสตร์ จึงทำโดยขาดความเข้าใจว่า ความหมายของแนวคิดหนึ่ง ๆ นั้นสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับบริบททางประวัติศาสตร์ เนื่องจากการนิยามเป็นการให้ความหมายของสิ่งหนึ่ง ๆ ซึ่งเกี่ยวโยงอย่างแยกไม่ออกจากการให้คุณค่าที่สังคมมีต่อสิ่งนั้น ๆ และเมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้คุณค่าจึงขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางสังคมและยุคสมัย เราจึงเห็นได้ว่า มิติทางจิตวิญญาณปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ ศาสนาและปรัชญาแนวคิดต่างๆ ในลักษณะที่มีการตีความแตกต่างกันไป ซึ่งสะท้อนเงื่อนไขทางสังคมและสัมพันธ์ไปกับบริบททางประวัติศาสตร์อย่างแยกไม่ออก นิยามต้องคำนึงถึงกาลเวลาและประวัติศาสตร์

2. มิติทางจิตวิญญาณ ถือได้ว่าเป็นมิติที่มีความสลับซับซ้อน ยากต่อการที่จะจำกัดความเพื่อให้เหลือความหมายที่จำกัดในแง่ใดแง่หนึ่งได้ แต่โดยทั่วไปแล้ว การนิยามในทางปรัชญาถือเป็นส่วนหนึ่งทางวิชาตรรกศาสตร์ ซึ่งแนวคิดทางตรรกศาสตร์สมัยใหม่ที่เรารู้จักนี้มีรากฐานจากปรัชญาตะวันตกตามแบบอย่างของอริสโตเติลเป็นสำคัญ โดยมีปรัชญาพื้นฐานที่ยึดถือว่า สรรพสิ่งสามารถจำแนกแยกแยะและจัดแบ่งเป็นหมวดหมู่แยกขาดจากกันอย่างชัดเจน สิ่งต่างๆ ล้วนมีสาระอันเป็นคุณสมบัติเฉพาะที่ทำให้เราจัดระเบียบให้แยกออกจากสิ่งอื่นที่เหลือได้

3. ความพยายามที่จะทำความเข้าใจกับความหมายของมิติทางจิตวิญญาณนั้นถูกจองจำอยู่ภายใต้วิธีคิดแบบทวิลักษณ์ กล่าวคือ การนิยามจะถูกฉุดรั้งด้วยขั้วความคิดที่เป็นคู่ตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นขั้วความคิดระหว่างแบบตะวันออกและตะวันตก (East vs. West) แบบศาสนาและไม่ใช่ศาสนา (Religious vs Secular) หรือวิธีคิดแบบศาสนาหนึ่งที่อยู่ตรงข้ามกับศาสนาอื่น ๆ ที่เหลือ ซึ่งในวาทกรรมแบบทวิลักษณ์นั้นส่วนใหญ่มักมุ่งสถาปนาขั้วใดขั้วหนึ่งของทวิภาวะให้อยู่เหนือหรือข่มทับขั้วที่เหลือ แม้ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะการนิยามแท้ที่จริงมิได้แยกออกจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจ แต่การติดกับดักคู่ตรงข้ามทำให้ไม่สามารถเข้าใจความซับซ้อนของมิติทางจิตวิญญาณที่ไปพ้นจากการแบ่งขั้วได้

4. ขาดความเข้าใจความสัมพันธ์ของภาษาและความเป็นจริง นั่นคือ สิ่งที่เรียกว่าจิตวิญญาณนั้นมีอยู่และดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับจิตรับรู้และภาษาของมนุษย์ โดยภาษาของเราเป็นเพียงตัวกลางที่จะสื่อไปถึงความเป็นจริงที่ดำรงอยู่ล่วงหน้า แต่เราละเลยข้อเท็จจริงที่ว่า ภาษานั้นมีความสำคัญในการสถาปนาความเป็นจริง และการพยายามหาความหมายดั้งเดิมหรือความหมายที่แท้นั้นมักหลงลืมข้อเท็จจริงที่ว่าการนิยามหรือการให้ความหมายใหม่จึงเป็นประดิษฐกรรมที่สังคมมนุษย์ใช้สร้างความเป็นจริงใหม่ ๆ เสมอมา ในขณะเดียวกัน ภาษาก็อาจเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงหรือสะท้อนความจริงและก็อาจเป็นเครื่องแสดงถึงความจริงที่ภาษาเองก็มิอาจเป็นตัวแทนได้อย่างสมบูรณ์

5. ความพยายามหาคำนิยามของจิตวิญญาณยังมีปัญหาในเรื่องความเป็นสากลของความหมาย เมื่อคำในจารีตความรู้หนึ่งถูกนำมาแลกเปลี่ยนหรือสื่อสารข้ามวัฒนธรรม คำนั้นจะถูกนำเข้ามาสู่ความหมายใหม่ในอีกภาษาหนึ่งซึ่งมีคำและความคิดอื่น ๆ ดำรงอยู่ก่อนแล้ว และส่งผลกระทบต่อระบบการให้ความหมายของคำอื่น ๆ เหล่านั้นให้ปั่นป่วนและเปลี่ยนย้ายตำแหน่งที่ทางและความสัมพันธ์เดิมของมัน ความหมายของคำหนึ่ง ๆ ย่อมสัมพัทธ์กับคำอื่น ๆ ในระบบภาษาและวัฒนธรรม นิยามจึงเป็นสิ่งที่แยกออกไม่ได้จากชุมชนด้านภาษา (Language community) การแสวงหาความหมายสากลจึงเป็นไปได้ต่อเมื่อมีภาษาหรือวัฒนธรรมหนึ่งสถาปนาตนเองอยู่เหนือภาษาหรือวัฒนธรรมอื่นๆ ที่เหลือเท่านั้น

]]>
การศึกษาและพัฒนาเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนา (8) เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (ต่อ) https://thaissf.org/er057/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er057 Thu, 18 Sep 2014 10:41:52 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/18/er057/ เป็นสิ่งที่มาจากอัลลอฮ์ ซึ่งได้ถูกเป่าลงสู่มนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความสูงส่งเหนือสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย

2. จิตใจ หรือ กัลบ์ (Heart) จิตใจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำหน้าที่ด้านการรับรู้ การใคร่ครวญ เป็นที่มาของความตั้งใจ ความสนใจ ความเฉลียวฉลาด และสติปัญญา

3. ปัญญา หรือ อากัล (Intellect) ปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของความสามารถในการใช้เหตุผล จิตวิญญาณของมนุษย์จะทำหน้าที่ใน 3 ระดับ คือ จิตใจที่ชอบทำแต่สิ่งที่ไม่ดี ทำตามความพึงพอใจและความต้องการของตนเองโดยมีแนวโน้มที่จะกระทำความชั่ว จิตใจที่ยังไม่สมบูรณ์หรือเข้มแข็งมากนัก อาจนำไปสู่ความดีหรือความชั่ว และจิตใจที่สมบูรณ์สงบนิ่งแล้ว (Ultimate peace) เป็นจิตที่ชอบทำแต่สิ่งดี ๆ

นงเยาว์ มงคลอิทธิเวช และคณะ (2552) ได้เสนอว่าองค์ประกอบของสุขภาวะทางจิตวิญญาณนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาทางจิตวิญญาณให้มีการยกระดับสูงขึ้น เมื่อตนเองสามารถพิจารณาให้เข้าถึงความหมายที่แท้จริงขององค์ประกอบทั้งหมดก็จะนำตนไปสู่ความสุข สงบ และอิสระ โดยสุขภาวะทางจิตวิญญาณ มี 5 องค์ประกอบ คือ

1. การมีเป้าหมาย/ความหมายของชีวิต

2. มีคุณค่า มีความภาคภูมิใจ พึงพอใจในชีวิต

3. มีศรัทธา มีสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ

4. มีความเข้าใจโลกและชีวิตตามความเป็นจริง

5. มีความสามารถเผชิญและแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ในภาวะวิกฤตได้เหมาะสม

นอกเหนือจากนั้น นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) ได้สังเคราะห์ความรู้ทางด้านการพัฒนาจิตปัญญา (วิญญาณ) จากเรื่องเล่าความสำเร็จของผู้ให้บริการและผู้รับบริการในระบบสุขภาพ: พัฒนาการทางจิตวิญญาณและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ผลการศึกษาได้สรุปและสังคราะห์คุณลักษณะของผู้ที่มีสุขภาวะทางจิตปัญญา ประกอบด้วย 18 คุณลักษณะ สามารถจัดได้เป็น 3 กลุ่ม ตามคุณสมบัติของสุขภาวะทางจิตปัญญา ได้แก่

กลุ่มที่ 1 กลุ่มความสุข

1. เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ หมายถึง มีจิตใจที่เมตตา สงสาร อยากช่วยเหลือ อยากทำให้คนอื่นมีความสุข อยากช่วยทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น จึงนำมาสู่การทำงานด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง

2. จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น หมายถึง มีจิตใจที่อ่อนโยนทำให้มองเห็นความทุกข์ของคนอื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง แม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่คนอื่นมองไม่เห็นหรือไม่ให้ความสำคัญ

3. เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย หมายถึง มีความเป็นมิตรกับผู้อื่น พูดคุยอย่างให้ความเป็นกันเอง สามารถเข้าถึงได้ง่าย

4. รับผิดชอบ หมายถึง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองจากจิตสำนึกอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นในหรือนอกเวลาราชการ หรือเกินหน้าที่ตนเองหากเห็นว่ามีความจำเป็นและมีผลดีต่อผู้อื่นก็จะทำอย่างเต็มความสามารถ

5. ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย หมายถึง ก้าวข้ามกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อทำสิ่งที่ดีกว่า

6. เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หมายถึง เห็นคนทุกคนมีความสำคัญ มีคุณค่ามีศักดิ์ศรี มีคุณค่าความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน แม้แต่คนที่เสียชีวิตแล้วก็ยังคงต้องให้เกียรติและเคารพในความเป็นมนุษย์ของเขา

กลุ่มที่ 2 กลุ่มความสงบ

7. จัดการ ควบคุมอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ หมายถึง สามารถรับรู้และหาวิธีจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้อย่างเหมาะสมและสามารถจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งสามารถมองทะลุปัญหาไปสู่สาเหตุที่แท้จริง มองเห็นความงามของสิ่งที่เกิดขึ้น เห็นถึงความรัก ความห่วงใยที่มีต่อกันของผู้คน

8. เข้มแข็ง อดทน หมายถึง มีจิตใจที่เข้มแข็งมั่นคง ไม่เอนเอียงหวั่นไหวไปกับอารมณ์ที่ชอบใจและไม่ชอบใจ ควบคุมอารมณ์ได้ในทุกสถานการณ์ อดทนต่อการทำงานที่ยากลำบาก อดทนต่อวิถีชีวิตที่ยุ่งยาก

9. เสียสละ หมายถึง มีความเสียสละได้ทุกสิ่งโดยไม่หวังผลตอบแทน ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง เวลา ความสุขส่วนตัวหรือแม้กระทั่งชีวิต

10. มุ่งมั่น ทุ่มเท หมายถึง มีความมุ่งมั่น ทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจ แรงสติปัญญา เพื่อพัฒนางานอย่างต่อเนื่อง แม้จะต้องฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ก็ไม่ย่อแท้ อดทนต่อการทำงานหนักและเหนื่อยล้า แต่ก็มีกำลังที่จะสู้ต่อไป

11. มองโลกในแง่ดี หมายถึง มองโลกในแง่ดีจะเห็นวิกฤติเป็นโอกาสได้เสมอ นำข้อผิดพลาดหรือเหตุการณ์ที่เลวร้ายมาเป็นบทเรียนหรือใช้เป็นแรงบันดาลใจในการทำสิ่งที่ดีกว่า

12. ยอมรับและให้อภัย หมายถึง ไม่ถือโทษกับผู้ที่สร้างความปวดร้าวใจ สร้างความทุกข์ สร้างความเสียหายให้ เมื่อพบกับความบีบคั้นทางอารมณ์ สามารถข่มใจ เอาชนะใจตัวเองได้ ไม่ลุด้วยโทสะสามารถใช้คุณธรรมที่สูงส่งในการเอาชนะอำนาจฝ่ายต่ำได้

กลุ่มที่ 3 กลุ่มความอิสระ

13. มีพลังแห่งการเรียนรู้ หมายถึง มีการทำงานทำให้เกิดการเรียนรู้และฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้งาน เรียนรู้คน เรียนรู้สิ่งแวดล้อมและความเชื่อมโยง เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนางานพัฒนาคนให้บรรลุผลสำเร็จและมีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าของคนทุกคน สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นทั้งในฐานะผู้นำหรือผู้ตามได้อย่างมีความสุข เกิดงานที่สร้างสรรค์ เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย เกิดการพัฒนางานพัฒนาคน และพัฒนาจิตให้สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป

14. กล้าหาญ หมายถึง กล้าคิด กล้าทำ กล้าตัดสินใจ กล้าที่จะยืนหยัดยึดมั่นทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับผู้อื่น กล้ารับทั้งผิดและชอบในสิ่งที่ตนเองทำ และกล้าเสี่ยง แม้ในสถานการณ์ที่มีอันตรายถึงชีวิต

15. คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ หมายถึง มีความคิดสร้างสรรค์ในการทำให้สิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้ให้เป็นไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ถึงแม้จะมีข้อจำกัดของทั้งคน สิ่งของ งบประมาณ และกฎระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ รวมถึงมีความคิดนอกกรอบ

16. อ่อนน้อมถ่อมตน หมายถึง เห็นคุณค่าที่แท้จริงของตน ขณะเดียวกันก็เห็นคุณค่าของคนอื่นทำให้พร้อมที่จะให้โดยไม่ทะนงตน และก็ยอมลดตนลง เพื่อรับความรู้คำแนะนำจากผู้อื่นด้วยกิริยาที่อ่อนน้อม

17. ประสานความแตกต่าง หมายถึง สามารถประสานความแตกต่างได้ ต้องเข้าใจบริบท ยอมรับและยืดหยุ่น แยกแยะ และการเชื่อมโยงในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้เกิดการประสานความแตกต่างได้อย่างลงตัว

18. พอเพียง หมายถึง มองเห็นว่าทุกสิ่งคือ กำไร และพร้อมที่จะแบ่งปันให้คนอื่น

Marques, Dhiman and King (2007) ได้มีข้อสันนิษฐานเกี่ยวกับจิตวิญญาณในที่ทำงานว่า เพื่อให้เกิดความสอดคล้อง (Consistency) และเกิดความเข้าใจในประเด็นร่วมกัน จึงได้กำหนดโครงร่างของข้อสันนิษฐานที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณ ดังนี้

1. ข้อสันนิษฐานแรก คือ จิตวิญญาณมีอยู่ในการทำงาน มีหลักฐานมากมายยืนยันว่า ผู้แต่งหนังสือ หัวหน้า และกลุ่มแรงงานในหลากหลายระดับ มีการยอมรับและวิพากษ์วิจารณ์กันเกี่ยวกับกระแสนี้ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ให้เห็นถึงการปรากฏของจิตวิญญาณในการทำงานเพราะถือว่าสิ่งนี้เป็นความจริงที่มีอยู่

2. ข้อสันนิษฐานที่สอง คือ มีปัจจัย 2 ปัจจัยที่รวมอยู่ในแนวคิดของจิตวิญญาณในการทำงาน ได้แก่

2.1 จิตวิญญาณ เป็นสิ่งที่แฝงอยู่ตลอดการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยจิตวิญญาณมีความหมายถึงสิ่งที่แตกต่างกันสำหรับคนที่แตกต่างกัน

2.2 มีการให้คำนิยามของคำว่าที่ทำงาน ว่าเป็นสถานที่รวมกันของพนักงาน โดยความหลากหลายของที่ทำงานนั้นได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่อดีต และมีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของจำนวนที่ทำงาน ด้วยเหตุนี้ เราสามารถยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ที่ทำงานสามารถเกิดขึ้นได้โดยทั่วไป

3. สมมติฐานที่สาม คือ ทุกคนมีจิตวิญญาณ ซึ่งจิตวิญญาณถือเป็นปัจจัยแวดล้อม ซึ่งปรากฏอยู่ในที่ทำงานทุกที่ ดังนั้น จิตวิญญาณจึงสามารถที่จะนำไปประยุกต์ใช้ และเป็นประสบการณ์ให้กับทุกคนและทุกสถานที่ทำงาน

Adler (1992 cited in Marques Dhiman and King, 2007) ได้เปรียบเทียบ จิตวิญญาณ กับ ศาสนา ไว้ว่า จิตวิญญาณนั้นแตกต่างจากสถาบันศาสนา ตรงที่ศาสนานำผู้คนไปสู่พิธีการทางสังคมและศาสนา แต่จิตวิญญาณนำคน ไปสู่ความร่ำรวยแห่งความรู้ ความรู้สึก แรงบันดาลใจ และรู้สึกถึงที่พักภายในตัวเขา โดยจิตวิญญาณทำให้ตระหนักว่า มีอะไรบางอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์อยู่ที่แกนกลางของการดำรงอยู่ทั้งหมดไม่ว่าอะไรจะเป็นต้นตอของมัน โดยสิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้ ดำรงอยู่ในสิ่งมีชีวิตทุกชีวิต จิตวิญญาณไม่เกี่ยวข้องกับคำสั่งสอน ไม่เป็นความพิเศษ ไม่เกี่ยวกับบาทหลวง และไม่มีเพศ และเข้าไปสู่การเชื่อมโยงกับต้นตอของการดำรงอยู่ทั้งหมด ไม่ว่าความแตกต่างภายนอกของเราจะเป็นอย่างไร จะมีความศักดิ์สิทธิ์ที่สำคัญเป็นจุดร่วมพื้นฐานของการดำรงอยู่

จากการทบทวนมุมมองและแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับจิตวิญญาณและสุขภาวะทางจิตวิญญาณพบว่า ในปัจจุบัน มีนักวิชาการได้เริ่มให้ความสนใจและมีการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะการนำความรู้เรื่องจิตวิญญาณมาใช้กับบุคคลในองค์การต่างๆ อย่างไรก็ตาม มีมุมมองที่มีทั้งความเหมือนและความแตกต่างกันหลากหลาย ซึ่งยังไม่พบข้อสรุปที่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นสากล ดังนั้น จึงมีความจำเป็นต้องศึกษาแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณโดยยังคงต้องทำความเข้าใจทั้งเรื่องของมนุษย์ บริบททางสังคม วัฒนธรรมรวมถึงประวัติศาสตร์กันต่อไป สำหรับการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือวัดและตัวชี้วัดที่ใช้ในการประเมินสุขภาวะทางจิตวิญญาณเพื่อการพัฒนาของบุคลากร ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงเลือกใช้แนวคิดของ นงเยาว์ มงคลอิทธิเวชและคณะ (2552) ประกอบด้วย 18 คุณลักษณะ อันได้แก่ 1. เมตตากรุณา อยากช่วยเหลือ 2. จิตใจอ่อนโยน เข้าใจ เห็นอกเห็นใจคนอื่น 3. เป็นมิตร เป็นกันเอง เข้าถึงได้ง่าย 4. รับผิดชอบ 5. ยืดหยุ่น ปรับตัวง่าย 6. เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 7. จัดการ คุมควบอารมณ์ความรู้สึกของตนเองได้ 8. เข้มแข็ง อดทน 9. เสียสละ 10. มุ่งมั่น ทุ่มเท 11. มองโลกในแง่ดี 12. ยอมรับและให้อภัย 13. มีพลังแห่งการเรียนรู้ 14. กล้าหาญ 15. คิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ 16. อ่อนน้อมถ่อมตน 17. ประสานความแตกต่าง 18. พอเพียง ซึ่งคณะผู้วิจัยเห็นว่ามีความชัดเจน ครอบคลุมและเหมาะสมกับบริบทของบุคลากรที่เป็นกลุ่มประชากรในการศึกษาวิจัยครั้งนี้

]]>