จิตวิญญาณความเป็นครู – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png จิตวิญญาณความเป็นครู – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (20) https://thaissf.org/er054/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er054 Tue, 02 Sep 2014 01:43:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/02/er054/ คุณธรรม และที่แต่ละคนมีต่างกันไป ได้แก่ ความสำเร็จจากระดับความสามารถที่แตกต่างกันไป แต่เป็นเรื่องไม่น่าคาดถึงว่าข้อมูลในส่วนที่แสดงความหมายของ “ศักดิ์ศรี” แบบไทยกลับให้แนวทางการเชื่อมโยงสู่ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่เข้าใจตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ นั่นคือ “กล้าทำ กล้ารับ” สามารถโยงสู่ความรับผิดชอบได้ และข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้สกัดองค์ประกอบประการหนึ่งออกมาจากแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ และให้มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา นั่นคือ องค์ประกอบของความเป็นผู้กระทำ ไม่เพียงเท่านั้น องค์ประกอบนี้ยังโยงกลับไปหาคุณธรรมอีกด้วย

หากมุ่งให้งานด้านการพัฒนาจิตวิญญาณของนักเรียนในระบบการศึกษามีความก้าวหน้า มีคำถามที่จะต้องตอบมากกว่างานประเภทเดียวกันในบริบทของบุคลากรสุขภาพ และคำถามเหล่านี้น่าจะพิจารณาก่อนดำเนินการต่อไป หวังว่าคำถามที่ตั้งในที่นี้จะช่วยให้เห็นความ/ของการพัฒนาจิตวิญญาณในบริบทการศึกษาได้บ้าง ที่จริงมองได้ว่าเป็นข้อดี เนื่องจากโดยทั่วไป การรับแนวคิดตะวันตกมาใช้ มักมิได้มีการพิจารณาร่วมกับบริบทของสังคมอย่างจริงจัง บางครั้งนำมาใช้แบบไม่ดัดแปลง บางครั้งรับมาอย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่หลายครั้งรับมาแล้ว ไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่ารับมา อีกทั้งยังมองเป็นความจริงสากลอีกต่างหาก การรับมาใช้ไม่มีปัญหา ถ้ารู้ว่ารับมาและเข้าใจถี่ถ้วน สิ่งที่รับมาไม่จำเป็นต้องใช้ไปเช่นนั้น หากแต่สามารถช่วยกระตุ้นหรือท้าทายให้เราคิดบนพื้นฐานความเข้าใจโลกของเรา อันส่งผลให้เราเข้าใจตนเองได้ชัดขึ้นในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏับัติต่อไป

5.2 กรอบแนวคิด

การวิเคราะห์ครั้งนี้เห็นว่าสาระสำคัญเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” ยังไม่น่าจะเพียงพอแก่การสังเคราะห์กรอบแนวคิด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของครูหรือเด็กนักเรียน อีกทั้งยังมีคำถามบางประการที่ต้องพิจารณาก่อน องค์ประกอบที่สามารถนำมาสังเคราะห์ได้ดูจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังกล่าวแล้วว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่าคุณธรรมก็คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามปกติถ้ายึดถือกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ ก็จะอนุมานต่อไปได้โดยทันทีว่าการพัฒนาคุณธรรมคือการพัฒนาจิตวิญญาณ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะมีกรอบแนวคิดดังกล่าว

ถ้าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณธรรม ก็ต้องกล่าวว่าตามความเข้าใจของผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณค่าของบุคคลในด้านที่เท่าเทียม ได้แก่ คุณธรรมอันอยู่ในอำนาจของทุกคนและคาดหวังจากทุกคนได้ เป็นคุณค่าที่ถือว่าสร้างคณูปการแก่สังคมด้วย คุณค่าของบุคคลยังมีอีกด้านที่ไม่เท่าเทียม ผันแปรไปตามบุคคล เรียกได้ง่ายๆ ว่า “ความเก่ง” ซึ่งผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็มิได้ทิ้งไปเสีย แม้จะตระหนักว่าเป็นเรื่องต้องระมัดระวังไม่ให้ค่าเกินไป “ความเก่ง” นี้เข้าใจได้ตั้งแต่เรื่องวิชาการ ความรู้ ไปจนกระทั่งความสามารถด้านอื่นๆ น่าสนใจว่าผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่าความสามารถด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการ เป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมในสังคม คือ ช่วยให้มีความก้าวหน้าในชีวิตได้ ช่วยให้มีที่ยืนและแข่งขันในสังคมได้ ในเมื่อข้างต้น ได้วิเคราะห์ว่าความใส่ใจในความเท่าเทียมนี้เป็นเรื่องของการใส่ใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ จึงกล่าวได้ว่าข้อนี้ก็อยู่ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นกัน

ในส่วนของการพัฒนาคุณธรรมหรือความสำนึกในความเป็นผู้กระทำนั้น ต้องอาศัยวิธีการบางอย่างที่ช่วยให้เปลี่ยน “ความหมาย” เป็น “ความมีความหมาย” ได้แก่ การให้เผชิญสถานการณ์จริง “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และความแคร์ นอกจากนี้ ยังต้องการสภาพแวดล้อมต่างๆ ในการกระตุ้นและรักษาคุณธรรมหรือสำนึกที่พัฒนาขึ้นมาด้วย ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมสุขภาพไปจนกระทั่งความน่าเชื่อถือและความกล้าหาญทางจริยธรรมของครู ทั้งนี้ขอให้สังเกตว่า “คุณธรรม” ที่กล่าวถึงนี้ไม่มีเนื้อหา แต่เป็นเรื่องความสำนึกในความเป็นผู้กระทำ

ทั้งนี้ การตระหนักในตัวตนในฐานะเป็นผู้กระทำอาจนำสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ คือ การเข้าถึงความมีความหมายบางอย่างในชีวิต แต่โดยตัวมันเองไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของจิตวิญญาณแบบดังกล่าว นอกเสียจากว่าปัจเจกบุคคลนั้นจะเลือกให้ความเป็นผู้กระทำนี้เป็นสิ่งที่มีความมีความหมายต่อชีวิตเขา

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (11) https://thaissf.org/er042/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er042 Mon, 18 Aug 2014 14:08:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/18/er042/ ศิษย์คือลูก พอเรามีตรงนี้แล้ว เราก็ต้องทำตัวเป็นพ่อ แล้วเค้าก็ต้องทำตัวเป็นทั้งศิษย์ เป็นทั้งลูก แต่ยังต้องตกแต่งด้วยเรื่องราวมากมาย ด้วยความศรัทธา ด้วยความห่วงใย ด้วยอะไรมากมาย จนกระทั่งมาถึงตรงนี้แล้ว ถือว่าสำเร็จในระดับนึง เพราะเด็กจบไปไม่ว่ากี่ปีก็จะกลับมาหา ถือว่ามีความกตัญญูที่ถาวร เข้าใจคอนเซ้ปของชีวิตว่ามันคืออะไร และผมก็ยังใช้คำนี้อยู่ตลอดเวลาว่าศิษย์คือลูก มีอีกประการหนึ่งอันนี้อาจจะนอกเหนือประเด็นไปนิดนึงอันนี้คือที่ผมอธิฐานไว้ ผมแต่งงานแล้ว ผมไม่มีลูกผมก็เลยรักเด็ก ๆ เหมือนลูก…

และลองเปรียบเทียบกับข้อความต่อไปนี้

…พอเค้าผ่านมือเราไปแล้วเนี้ย เขาไม่รู้จักเรา เขาก็กลายเป็นนักเรียนแพทย์ นักเรียนวิศวะ หลัง ๆ เจอครูเขาก็จะเอาหนังสือบัง ดิฉันก็มีความรู้สึกว่าเออ เค้าคงเก่งด้วยตนเองละเน๊าะ เค้าคงไม่ได้นึกถึงเราเท่าไหร่หรอก ดิฉันก็เลยหันมาสนใจพวกด้อยโอกาส สอนแล้วสนุก…

…แต่เด็กที่เราจะสามารถเห็นว่าเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนคือเด็กกลุ่มอ่อน แล้วเด็กกลุ่มนี้จะเป็นเด็กที่มีความกตัญญูรู้คุณมากกว่าเด็กกลุ่มเก่งหรือกลุ่มปานกลางด้วยค่ะ เด็กกลุ่มนี้จะมีความอดทน…เค้าจะเป็นคนที่มีความกตัญญูฝังอยู่ในใจเลย…

เห็นได้ว่าอีกองค์ประกอบหนึ่งคือการได้รับความรักตอบจากเด็ก หรือที่เข้าใจได้ด้วยคำว่า “ความกตัญญูรู้คุณ”

ในส่วนของ “จิตวิญญาณความเป็นครู” นั้นมีลักษณะเช่นใด แน่นอนว่าที่ดูจะขาดไม่ได้คือเรื่องวิชาการ

…จิตวิญญาณของความเป็นครู ที่เราพูดมาโดยตลอดตั้งแต่เมื่อวาน ถึงวันเนี้ย คือจะเน้นที่การสอนเด็ก การสร้างคน การอยากให้เด็กเก่งอังกฤษ แต่ในกรณีที่เราต้องรับนโยบายต่างๆมามากมายนะค่ะ เราต้องมาบริหารจัดการต่อตรงเนี่ยอะ มันเหมือนกับเข้ามาแทรกแซง บทบาทหน้าที่ของความเป็นครูที่เราอยากจะทำเพื่อสิ่งตรงนี้…

แต่น้ำหนักจริงๆ แล้วดูจะอยู่ที่การเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ

…เป็นคนมีจิตวิญญาณในความเป็นครูสูงเพราะว่าพี่ชายเป็นครูพ่อเป็นครูคือตระกูลเป็นครูหมด เสร็จแล้วคิดเสมอว่าการเป็นครูนี้คือเป็นการให้ ให้โดยไม่ได้หวังสิ่งตอบแทนคือให้ตลอดเวลาและไม่หวังว่าเราจะได้ความดีความชอบหรือว่าให้แล้วเราจะได้อะไรมาตอบแทนคือให้ให้ไปเรื่อยๆคือเค้าต้องการอะไรก็ให้…

…สงสาร มันเลยมีความรู้สึกว่าเราต้องให้เค้าเยอะๆ สอนเค้าเยอะให้เค้าเยอะๆ ก็เลยอะไรที่เป็นครู ครูให้เด็กได้ก็จะให้หมดเลย ให้ทั้งความรักให้ทั้ง คือเป็นให้หมดทุกอย่าง ถ้าพูดถึงจิตวิญญาณของความเป็นครูนะคะเป็นได้หมดทุกอย่างสำหรับเด็ก ต้องเป็นทั้งแม่ เป็นทั้งเพื่อน เป็นทั้งครู เป็นหมดทุกอย่างให้เค้า…

…การเป็นครูต้องมีคุณภาพ ไม่ใช่สักแต่เป็นครู การเป็นครูต้องทำหน้าที่ให้ครบ และก็ที่สำคัญก็คือครูต้องเสียสละ ครูต้องไม่เป็นผู้รับอย่างเดียว ครูต้องเสียสละ บางครั้งกำลังทรัพย์ส่วนตนก็ต้องเสียสละด้วย อุทิศร่างกาย อุทิศความคิด อุทิศจิตวิญญาณของความเป็นครูเพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ นักเรียนจะดีหรือสังคมจะดี…

…ถ้าหากว่าครูเขาสอนนักเรียนโดยที่ เข้าถึงความรู้สึกจริงๆ ของเด็กเนี๊ยนะครับ สอนด้วยจิตวิญญาณของความเป็นครู ที่อยากจะให้เด็กจริงๆ เนี๊ย ผมว่าไม่น่าจะมีปัญหาตรงนี้ แต่ที่เราสอน เราสอนแบบฉาบฉวย เสียมากกว่า เออ..พอให้ผ่านๆ ไป ให้พอจบ ๆ ไปนะครับ…

…อาชีพครูนั้นเป็นอาชีพที่แตกต่างจากอาชีพอื่น อาชีพอื่น เอ่อบางอาชีพนะคะ มาตอนแปดโมงบริการ บริการประชาชนเสร็จก็กลับบ้าน ก็ไม่เอาอะไรยึดติดไปนะคะ อาชีพครูเป็นอาชีพที่ว่าต้องคลุกวงในอยู่กับนักเรียนคือรู้ปัญหา ตั้งแต่ปัญหาเล็กถึงปัญหาใหญ่และส่วนมากนะคะเป็นผู้ให้และเป็นผู้ที่แก้ปัญหาคือแก้ปัญหาตั้งแต่ในครอบครัวของเขาการกินการอยู่นี่ครูรู้หมดนะคะ ทีนี้นอกจากการให้ ให้ความรู้ ให้คุณธรรม ให้วินัย ให้กำลังทรัพย์ ให้กำลังกาย ให้แรงใจและทุกอย่าง…

นอกจากนี้ ยังต้องเป็นผู้มีความอดทนและให้อภัย

… ครูต้องมีความอดทนและอดกลั้นมากครูต้องมีความอดทนสูง อดทนต่อสิ่งยั่วยุต่างๆ นักเรียนอะนะคะมาจากต่างพ่อต่างแม่ต่างพื้นฐานต่างการอบรมบางคนก็น่ารัก แต่บางคนก็ก้าวร้าว ครูต้องอดทนให้ได้…

…จิตวิญญาณความเป็นครูที่มีและทำให้เราฝ่าฟันเหตุการณ์ต่างๆมาได้ก็คือการให้อภัยนักเรียนตรงนั้นคือเรามองว่าเด็กถ้าเค้ารู้เรื่องทุกอย่างแล้วเค้าจะมาโรงเรียนทำไมอะนะคะเพราะฉะนั้นครูจะต้องเป็นแม่เป็นคนที่สอนความเป็นมนุษย์ให้กับเค้านะคะไม่ใช่สอนให้เค้าอ่านออกเขียนได้เพียงอย่างเดียว แต่ว่าจะสอนยังไง และขณะเดียวกันครูจะต้องเป็นแบบอย่างให้กับเด็ก ไม่ใช่ว่าครูบันดาลโทสะหรือทำใดๆควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้…

…เราจะต้องรู้จักให้อภัยเด็ก จิตวิญญาณความเป็นครูแม้ว่าครั้งหนึ่งเค้าเคยทำให้เราโกรธมากแต่ถ้าเราไปโกรธเค้าอย่างนี้เค้าจะ คือครูไม่น่าจะโกรธเด็กนะคือในความรู้สึกว่าความไร้เดียงสาของเค้ายังมีแล้วเค้ายังมีสิทธิ์ที่จะพลิกไปอีกแบบหนึ่งได้…

ยังมีองค์ประกอบอื่นๆ อีก ได้แก่ การขจัดสิ่งไม่ดี การปฏิบัติต่อเด็กอย่างเสมอภาค ให้ความเป็นธรรม เอาใจใส่เด็กแต่ละคน และเป็นแบบอย่าง

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (10) https://thaissf.org/er041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er041 Mon, 18 Aug 2014 10:13:11 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/18/er041/ ไม่เคารพสิทธิ ความเท่าเทียม สอดคล้องกับข้อความต่อไปนี้

…แต่พอเข้าไปปุ๊บ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ ซึ่งเห็นแล้วพวกนี้ สภาพมันไม่เหมือนโรงเรียนอื่นอ่ะ เอ๊ะ เราไปสอบก็เราก็นึกว่าเหมือนโรงเรียนทั่วไป ไปกลับเนี่ยเจอ 24 ชั่วโมง ไปเจอปัญหาเด็ก ความสงสารมันขึ้นอ่ะ ไปขึ้นตรงนั้น …ด้วยว่าความที่ก็เกิดความเมตตาแล้วก็ความเสียสละ แล้วก็มองเรื่องความเป็นธรรมความเสมอภาคของคนในสังคม ก็มองเลยว่า เออ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งนะที่เสียโอกาสมากเลย แล้วก็กลไกการปกครองของประเทศมันถูกผู้ที่มีอำนาจกว่า เจริญกว่า มีการศึกษากว่า จะได้เปรียบทุกอย่างเลยไง แล้วคนกลุ่มนี้จะต้องเสียเปรียบทางสังคม…ไอที่ผมเป็นครูเข้ามานะครับ ผมก็เลยคิดว่าการศึกษานี่เป็นกลไก เป็นเครื่องมือที่ทำให้คนกลุ่มด้อยโอกาสนั้นน่าจะเป็นพลิกชีวิตเปลี่ยนโอกาสขึ้นมานะครับ…

ทั้งนี้ มีอีกข้อความหนึ่งให้พิจารณา

…เราก็เน้นเสมอเด็กต่างชาติที่อยู่เราต้องรักในหลวง ต้องรักประเทศไทย เราสอนเรื่องประวัติศาสตร์ยากมากเรื่องไทยกับพม่ารบกัน คิดแล้วคิดอีกว่าจะเป็นแง่ลบ แง่บวกกันแน่เพราว่าต้องมีทั้งเด็กพม่า เด็กไทยอยู่ปนกัน ก็เน้นบอกว่าต้องรักประเทศไทย รักในหลวง…

ข้อนี้มีประเด็นคล้ายกับเรื่องการวัดผล คือ มีเงื่อนไขบางอย่างในตัวระบบการศึกษาเองที่ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ในยามที่พิจารณาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ กล่าวคือ การศึกษาเองกลายเป็น “สิทธิ(มนุษยชน)ขั้นพื้นฐาน” เป็นเรื่องความเป็นธรรมในสังคมที่มนุษย์ทุกคนควรจะได้ หรือแม้แต่กระทั่งเป็นกลไกในการสร้างความเจริญก้าวหน้าให้แก่ปัจเจกบุคคลและสังคม อีกประการหนึ่งคือการศึกษามีหน้าที่ในการสืบทอดอุดมการณ์บางอย่าง ข้อนี้จึงเกิดคำถามว่าแนวคิดเรื่องสิทธิ ความเจริญก้าวหน้าและอุดมการณ์ดังกล่าวอาจนำสู่การกดทับความเป็นตัวตนเฉพาะวัฒนธรรมหรือไม่ ประเด็นนี้สำคัญ ดังกล่าวแล้วว่าตัวตนทางวัฒนธรรมกินความถึงความมีความหมายของโลกและชีวิตทั้งปวง ซึ่งหมายความว่ามีฐานะเป็นแหล่งของสุขภาวะทางจิตวิญญาณเลยทีเดียว

4.2 จิตวิญญาณและจิตวิญญาณความเป็นครู

ข้อสังเกตประการหนึ่งเกี่ยวกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในวงการศึกษาก็คือเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระบบสุขภาพแล้ว แม้จะมีภาพของการเปลี่ยนแปลงตนเองและการต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน (ดูตัวอย่างการต่อสู้กับความกดดันทางอารมณ์ในเรื่อง “จิตนิ่ง” ข้างล่าง) แต่ก็มีน้อยกว่า และบางครั้งดูเหมือนกับว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมีลักษณะคงที่ เหมือนกับผ่านการหล่อหลอมหรือผ่านการตกผลึกมาแล้ว ข้อนี้ทำให้การสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการทางจิตวิญญาณของผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ การสังเคราะห์ความรู้เกี่ยวกับจิตวิญญาณก็เป็นไปได้ไม่ง่ายนักเช่นกัน เนื่องจากสังเกตได้ว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ดูจะเห็นว่า “จิตวิญญาณ” และ “จิตวิญญาณความเป็นครู” เป็นเรื่องเดียวกัน แม้ในส่วนกระบวนกรเอง ก็ดูจะมิได้ให้ความสำคัญกับแง่มุมความหมายของคำว่า “จิตวิญญาณ” มากนัก สังเกตได้จากการที่กระบวนการให้ผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำกิจกรรมดังนี้

…จะให้อาจารย์ทบทวนพลังทั้งหมดที่เรามี 8 ด้านด้วย อาจารย์ดูแลตัวเองและเติมตัวเองในด้านไหนบ้าง ด้านร่างกาย การกินอาหาร การนอนหลับ การพักผ่อน ด้านอารมณ์ ว่าเราได้เติมพลังตัวเองในด้านอารมณ์อะไรบ้าง หรือว่าด้านจิตวิญญาณ ไปทำบุญตักบาตร หรือทางด้านปฏิสัมพันธ์ ด้านบริบทด้านปัญญา ด้านสารอาหาร…

สังเกตได้ว่ามีการแยกระหว่าง “จิตวิญญาณ” และ “ปัญญา” แม้ว่าจะมีการถกเถียงเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” และ “จิตปัญญา” นอกจากนี้ ยังนิยาม “จิตวิญญาณ” เป็นเรื่องทางศาสนาเป็นหลัก

ข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แสดงถึง “จุดเปลี่ยน” ที่ทำให้บุคคลมี “จิตวิญญาณความเป็นครู” ดังนี้

…เมื่อก่อนนี้ผมไม่อยากเป็นครูนะ เพราะสมัยก่อนที่ตอนเรียนจบใหม่ๆ เพลง ตชด. ขอร้องกำลังดังอยากเป็นตำรวจชายแดนมาก ไม่รู้ว่ามนต์ภาคเหนือที่ว่ามีดอยมีอะไร แต่พอได้มาเป็นครูจริงๆ เห็นเด็กด้อยโอกาส เห็นอะไรมากก็เลย จากวันนั้นมา 35 ปี ไม่เคยคิดเปลี่ยนใจเลย เพราะว่ารักเด็กมากจนไม่อยากเข้าไปอยู่ในเมือง…ช่วงนั้นผมเข้าไปทดสอบดูปรากฏว่าเด็ก ม. 6 หา ห ร ม. ค ร น. ไม่เป็นผล เลยคิดว่ามันยิ่งทำให้ผมเอาใจใส่ประถมมากขึ้น…

]]>