จริยธรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png จริยธรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 อุ้มบุญ (29) เงื่อนไขการใช้เทคโนโลยีปฏิสนธิและการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ต่อ) https://thaissf.org/cd059/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd059 Mon, 27 Oct 2014 01:58:34 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/27/cd059/ เงื่อนไขของคู่สามี-ภริยา เงื่อนไขทางกฎหมาย เงื่อนไขทางการแพทย์

ประเด็น – ขอบเขตของข้อบังคับแพทยสภาในปัจจุบันเพียงพอหรือไม่

ประกาศแพทยสภาที่มีอยู่ในขณะนี้ไม่เพียงพอ และแม้แต่ตัวกฎหมายเองก็ยังไม่เพียงพอ ไม่ทันกับเทคโนโลยี

ประเด็น – องค์กรกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

องค์กรที่รับผิดชอบ ควรร่วมกันหลายหน่วยงาน แพทยสภาเองมักจะเป็นผู้ถูกกำหนดให้เป็นผู้ชี้ถูกผิด สำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งมักจะเป็นผู้ถูกให้ออกกฎหมาย แต่จะต้องมีอีกฝ่ายหนึ่งคือตัวแทนประชาชนหรือผู้ที่ได้รับการคัดสรรเพื่อที่จะออกความคิดเห็น น่าจะส่วนสำคัญเพื่อให้มีแง่ของมุมมองที่ไม่ใช่เฉพาะมุมมองของผู้ประกอบวิชาชีพ แต่เป็นผู้ใช้บริการ (consumer opinion) แม้ว่ามุมมองของประชาชนอาจจะบิดเบือนได้ แต่เพื่อให้ได้มุมมองที่กว้างและครอบคลุม

กลุ่มที่สี่

ประเด็น – ขอบเขตการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ควรจะมีขอบเขตจำกัด

ประเด็น – ข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยี

เห็นว่าต้องใช้เวลาปรึกษาหารือโดยละเอียด แต่สรุปบางประเด็นคือ

– ผู้รับบริการ ควรทำได้ในกรณีที่เป็นคู่สมรส

– ต้องมีการทำสัญญาและทำความตกลง โดยอาจมีนักจิตวิทยาเข้ามาช่วย

– สำหรับในกรณีของหญิงโสด หรือหญิงที่สามีตายและไม่ต้องการมีสามีใหม่ แต่ต้องการจะมีลูก ความเห็นในเรื่องนี้ยังไม่มีข้อสรุป แต่แบ่งความคิดเห็นออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่เห็นว่าควรจะให้มีบุตรได้ แต่อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าไม่ควรจะมี เพราะว่าจะมีปัญหาเรื่องเด็กที่จะเกิดมาแล้ว อาจจะมีปัญหา ผลกระทบทางสังคมจากเด็กว่าใครควรจะเป็นพ่อ

ประเด็น – องค์กรกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

องค์กรที่ควรเป็นองค์กรผู้กำกับดูแลนอกเหนือจากแพทยสภา กับราชวิยาลัยสูตินารีแพทย์ ควรจะมีองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ควรเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงาน

นอกจากนี้มีข้อเสริมในประเด็นของประกาศแพทยสภาในมุมมองของนักกฎหมายมองว่าน่าจะมีการบัญญัติกฎหมายที่ว่ากฎหมายเฉพาะมาควบคุมดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน และอาจจะสร้างผลกระทบปัญหาทางสังคม

ประเด็นเพิ่มเติม ควรพิจารณาในเรื่องสิทธิของแพทย์ เพิ่มเติมจากสิทธิผู้ป่วยด้วย ตัวอย่างเช่น กรณีที่คู่สามีภริยาต้องการให้แพทย์ใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่แพทย์พิจารณาในทุกๆ ด้านแล้วเห็นว่าไม่สมควรจะได้รับบริการนี้ แพทย์จะสามารถปฏิเสธได้หรือไม่ และหากผู้รับบริการอ้างเป็น “การรักษา” แพทย์ที่ปฏิเสธที่จะให้บริการ จะมีความผิดตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งประเด็นเหล่านี้ต้องพิจารณาโดยละเอียด

กลุ่มที่ห้า

ประเด็น – ขอบเขตการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ควรที่จะมีข้อจำกัด โดยมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน ข้อบ่งชี้นี้แบ่งเป็นสองประเด็น

– ข้อบ่งชี้ทางสังคม ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะมาตัดสินว่าอะไรที่จะเป็นข้อบ่งชี้ของทางสังคม

– ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ซึ่งน่าจะเหมาะสมที่จะนำมาใช้ และกำหนดขั้นตอนอย่างชัดเจนโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ลงความเห็นว่าใครสมควรได้รับบริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

ประเด็น – ข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยี

สำหรับเงื่อนไขการใช้เทคโนโลยี

– เป็นคู่สมรสที่เป็นชายและหญิง ไม่เห็นด้วยกับการให้ทำในคู่สมรสเพศเดียวกัน เพราะแม้ว่ามีสิทธิใช้ แต่ในสังคมไทยถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและอาจจะก่อให้เกิดปัญหาในอนาคตได้ แต่อย่างไรก็ดีเงื่อนไขนี้อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต

– ควรมีการตรวจสอบเงื่อนไขด้านเศรษฐานะ (socio-economic) ของคู่สมรสด้วย ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยากต่อการตัดสิน

– สำหรับอสุจิแช่แข็ง – ควรระบุเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจนว่า จะจัดการกับอสุจิ (น้ำเชื้อ) นั้นอย่างไร ซึ่งให้เป็นไปตามเจตนารมย์ของเจ้าของเชื้อ

– เงื่อนไขเรื่องอายุ – อายุของคู่สมรสหรือของมารดาไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขตายตัวได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการเลี้ยงดูของคู่สมรสนั้น ๆ

ประเด็น – องค์กรกำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์

แพทยสภาควรเป็นองค์กรหลัก แต่จะต้องประกาศข้อกำหนดให้ผู้เกี่ยวข้องและสังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน

]]>
อุ้มบุญ (24) ข้อพิจารณาและผลกระทบทางการวิจัยทางการแพทย์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ (ต่อ) https://thaissf.org/cd054/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd054 Fri, 17 Oct 2014 05:12:55 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/10/17/cd054/ 1. ปัญหาสถานะทางกฎหมายเกี่ยวกับเซลล์สืบพันธุ์ (อสุจิและไข่) ตัวอ่อน และสภาพบุคคลของตัวอ่อน

สถานะทางกฏหมายของเซลล์สืบพันธุ์ ตัวอ่อน มีความสำคัญต่อการพิจารณาระดับความคุ้มครองทางกฎหมาย เมื่อมีข้อพิพาท รวมถึงกรณีของผู้ใช้สิทธิดำเนินการต่อสิ่งเหล่านี้ และสิทธิของตัวอ่อนและเด็กที่อาจเกิดขึ้น

1.1 ในแง่ของทรัพย์สิน

เซลล์สืบพันธุ์ (อสุจิและไข่) เมื่อยังคงอยู่ในร่างกายไม่มีฐานะเป็นทรัพย์สิน แต่เมื่อหลุดพ้นจากร่างกายอาจถือเอาได้ จึงเป็นทรัพย์

ตัวอ่อน ถือได้ว่าเป็นทรัพย์ชนิดหนึ่งตามกฎหมาย เนื่องจาก ถือเอาได้และเป็นวัตถุแห่งสิทธิ (object of right) แต่จัดได้ว่าเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ จึงไม่สามารถซื้อขายกันได้

ประเด็นพิจารณา

การอ้างสิทธิเหนือตัวอ่อนก่อให้เกิดปัญหายุ่งยากในการพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวอ่อนที่ปฏิสนธินอกร่างกาย

เช่น เป็นทรัพย์ที่เป็นสินส่วนตัว หรือสินสมรส หรือกรณีการจัดการตัวอ่อนควรเป็นอย่างไร ดำเนินการได้ตามลำพังหรือต้องขอความยินยอมสองฝ่าย หรือในกรณีตกเป็นทรัพย์มรดก เป็นต้น

แม้ว่ากฎหมายไทยมีบัญญัติเรื่องทรัพย์สินไว้แล้วในกรณีต่างๆ แต่การดำเนินทางในฐานะทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเซลล์สืบพันธุ์และตัวอ่อน ยังไม่เพียงพอ และมีข้อพิจารณาเพิ่มเติมในกรณีของตัวอ่อนในสถานะของสิ่งมีชีวิตและมีศักยภาพที่จะพัฒนาเติบโตขึ้นเป็นมนุษย์

1.2  ในแง่ของบุคคล

ในแง่มุมของกฎหมาย การเริ่มต้นของสภาพบุคคลเป็นเรื่องสำคัญและได้รับการคุ้มครอง โดยกฎหมายให้ความคุ้มครองทั้งชีวิตในครรภ์มารดา แต่ในการคุ้มครองของกฎหมายเริ่มต้นเมื่อไข่ผสมกับอสุจิและตัวอ่อนฝังตัวในโพรงมดลูกแล้ว โดยพิจารณาจากไม่มีข้อกำหนดความผิดในการคุมกำเนิด (เช่น การคุมกำเนิดด้วยวิธีใส่ห่วง ที่ป้องกันการฝังตัวของไข่ที่ผสมแล้ว) แต่กำหนดความผิดในการทำให้แท้งลูก ตามประมวลกฎหมายอาญา และรวมถึงการให้ความคุ้มครองสิทธิ แม้ยังไม่มีสถานะเป็นบุคคลตามกฎหมาย ภายใต้เงื่อนไขที่คลอดมาและอยู่รอด ตามประมวลกฎหมายแพ่ง

ประเด็นพิจารณา

ในการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ ซึ่งเทคนิคที่นิยมใช้ในปัจจุบันเป็นการกระตุ้นให้เกิดการปฏิสนธิภายนอกร่างกาย ความคุ้มครองทางกฎหมายควรดำเนินการยังคงมีช่องว่าง และในปัจจุบันควรให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

นอกจากประเด็นสถานะทางกฎหมายแล้ว ประเด็นที่ควรพิจารณาเนื่องจากมีข้อถกเถียงที่เกิดจากสัญญาให้ หรือซื้อขาย โดยเทียบกับการขายอวัยวะมนุษย์ ซึ่งไม่สามารถกระทำได้ ทั้งนี้เนื่องจากการซื้อขายอวัยวะขัดต่อกฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของสังคม แต่จากข้อยกเว้นในส่วนประกอบบางอย่างของร่างกายที่สามารถสร้างขึ้นใหม่ทดแทนได้ และมิได้ลดคุณค่าหรือความเป็นมนุษย์ลง สามารถให้ซื้อขายได้ เช่น ซื้อขายผม น้ำนม

ขณะนี้ในการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ในบางกรณีใช้อสุจิจากการบริจาค ซึ่งมักจะไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติ แต่ในกรณีใช้ไข่จากการบริจาค ซึ่งหญิงผู้บริจาคอาจได้รับความเจ็บปวดหรือไม่สะดวกต่างๆ จากกระบวนการ ซึ่งผู้บริจาคควรได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วน ในทางปฏิบัติอาจมีการซื้อขายทางอ้อม โดยจ่ายเงินเป็นค่าชดเชยความไม่สะดวกและความเสี่ยง

ประเด็นพิจารณา

ข้อยกเว้นตามกฎหมายสามารถปรับใช้กับเซลล์สืบพันธุ์ด้วยหรือไม่ ด้วยเหตุที่เป็นส่วนที่ร่างกายสามารถผลิตขึ้นทดแทนได้ แต่ในกรณีคุณค่าของความเป็นมนุษย์จะมีข้อพิจารณาอย่างไร และสำหรับสัญญาซื้อขาย หรือการซื้อขายทางอ้อม สมควรได้กระทำได้หรือไม่ และหากอนุญาตให้ทำได้ จะนำไปสู่ปัญหาเรื่องเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นด้วยหรือไม่ ควรมีข้อกำหนดในเรื่องนี้อย่างไร

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (13) https://thaissf.org/sh063/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh063 Wed, 03 Sep 2014 14:06:58 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/03/sh063/ 1)นักวิจัย 2 คนรวมรหัสที่คล้ายคลึงกัน 2) หัวหน้าโครงการตรวจสอบ 3) ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกตรวจสอบ 2ท่าน และในขั้นการสรุปกรอบการอธิบายจิตวิญญาณ มีการตรวจสอบดังนี้ 1) หัวหน้าโครงการสร้างกรอบการอธิบายและการวัดจิตวิญญาณ 2) อภิปราย และขอความเห็นจากผู้ร่วมวิจัย 3) ขอความเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 2 ท่าน

ในขั้นตอนของการสร้างแบบสอบถาม ที่การประมวลทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบโครงสร้างของเครื่องมือโดยกำหนดเป็นโครงสร้างเนื้อหา และตรวจสอบการเขียนข้อความในกลุ่มนักวิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก โดยมีการปรับแก้ตามความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ

2. Conformability และ Dependability หมายถึงลักษณะของผลสรุปที่สามารถติดตามตรวจสอบได้ นักวิจัยทุกคนร่วมตรวจสอบกระบวนการนี้ ตลอดระยะของการทำวิจัยมีการทำความเข้าใจในขั้นตอน และตรวจสอบซึ่งกันและกันโดยทำเป็นบันทึกการทำงานตลอดโครงการ

3. Transferability หมายถึง คุณสมบัติที่ผลการวิจัยที่มีประโยชน์กับกลุ่มอื่นที่มิใช่ตัวอย่างของงานวิจัย การให้รายละเอียดของข้อมูลและการตีความ อาจทำให้ผู้อ่านงานวิจัยที่เป็นประชากรอื่นสามารถเข้าใจความหมายของจิตวิญญาณ และกลุ่มตัวอย่างในการทำกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร จากโรงพยาบาลและหลายภาคของประเทศผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัยนี้จึงมีหลายกลุ่มที่จะนำผลการวิจัยไปใช้ได้

ข้อจำกัดของการวิจัย

1. การวิเคราะห์และการสรุปผลตามแนวทฤษฎีการสร้างทฤษฎีจากข้อมูล (grounded theory methodology) นั้นควรต้องใช้ข้อมูลจากหลายแหล่ง ได้แก่ การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง กรณีศึกษา การสังเกต หรือเอกสารทุติยภูมิก็ได้ ทั้งนี้เพื่อให้การสรุปและตีความทำได้อย่าง น่าไว้วางใจ

2. ไม่สามารถให้กลุ่มตัวอย่างอ่านผลการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตรวจสอบความเห็น ได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลาของการดำเนินการวิจัย

3. นิยามของจิตวิญญาณที่ได้จากการวิจัยครั้งนี้อาจไม่ครอบคลุมนิยามที่อาจปรากฏในกลุ่มผู้ทำงานที่คล้ายคลึงกัน แต่มีวัฒนธรรมและความเชื่อที่ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ผู้วิจัยไม่สามารถใช้ theoretical sampling ได้กับกลุ่มตัวอย่างที่คาดว่าจะมีสังกัปของจิตวิญญาณที่แตกต่างไปจากนี้

4. เครื่องมือที่จะใช้วัดและประเมินจิตวิญญาณ ได้รับการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากทีมผู้วิจัย และผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก 3 ท่าน แต่ต้องมีการวิเคราะห์และตรวจสอบในขั้นต่อไปคือการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ความเที่ยงตรงในการทำนาย ความเที่ยงตรงตามสภาพ (concurrent validity) กำหนดเกณฑ์การตีความ กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเป้าหมายเพิ่มเติม จึงจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

]]>
อุ้มบุญ (11) ปัญหาเบื้องต้นเกี่ยวกับขอบเขตของการอนุญาตให้ใช้เทคนิคเจริญพันธุ์ https://thaissf.org/cd041/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd041 Fri, 26 Sep 2014 08:43:13 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/26/cd041/ ในการแก้ไขปัญหาผู้ที่ไม่อาจมีบุตรได้ก็มีเพียงสถาบันการรับรองบุตรบุญธรรมเท่านั้น ซึ่งต้องอาศัยองค์กรฝ่ายบ้านเมืองเป็นผู้ใช้ดุลพินิจในการสนองความปรารถนาของคู่สมรสผู้ต้องการรับบุตรบุญธรรมไว้อุปการะ นอกจากนี้การรับรองบุตรยังไม่สามารถสนองความต้องการที่จะให้กำเนิดเด็กซึ่งถือเป็นการพัฒนาส่วนหนึ่งของตนเองในฐานะผู้สืบทอดความเป็นอมตะทางพันธุกรรม ดังนั้นการยอมรับหรืออนุญาตให้มีการใช้เทคนิคดังกล่าวได้จึงเป็นทางเลือกแต่ก็เป็นเรื่องที่หมิ่นเหม่ต่อศีลธรรมและหากมีปัญหากฎหมายเกิดขึ้นในทางปฏิบัติ เมื่อคำนึงถึงการขาดความชัดเจนในหลักกฎหมายในเรื่องนี้ ก็ต้องอาศัยดุลพินิจของฝ่ายตุลาการเพื่อชี้ขาดซึ่งย่อมก่อให้เกิดความไม่แน่นอน จึงถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งปวง

เพราะฉะนั้นปัญหาพื้นฐานประการแรกในเรื่องนี้จึงอยู่ที่การพิจารณาความเหมาะสมของการใช้เทคนิคดังกล่าว ซึ่งนำไปสู่การเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสีย กล่าวคือ

เทคนิคนี้มีข้อดีในแง่ของการช่วยตอบสนองความต้องการของผู้ปรารถนาจะมีบุตรซึ่งมีข้อจำกัดทางกายภาพให้บรรลุความประสงค์ได้โดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์แก้ไขความบกพร่องดังกล่าว อันถือได้ว่าเป็นการบำบัดรักษาทางการแพทย์ประเภทหนึ่ง

อย่างไรก็ตามในแง่ผลเสีย การใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสนองความปรารถนาจะมีบุตรเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงข้อพิจารณาอื่นๆทั้งด้านศีลธรรม ศาสนา สังคมวิทยาและกฎหมายย่อมก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากการก่อกำเนิดของมนุษย์ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญรากฐานของมนุษยชาติเองเพราะเกี่ยวพันกับการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบเรียบร้อย โดยมีองค์ประกอบที่ลึกซึ้งและซับซ้อนหลายประการ ทั้งในแง่ของกายภาพและโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของจิตใจ อีกทั้งผลที่ตามมาคือเด็กซึ่งเป็นมนุษย์ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ซึ่งตามธรรมดาแล้วจะเกิดจากการรวมกันระหว่างครอบครัวต่างๆซึ่งประกอบขึ้นจากกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งบิดา มารดาและเด็ก ดังนั้นการใช้เทคนิคนี้เพื่อให้กำเนิดทารกในลักษณะและบริบทที่แตกต่างไปจากธรรมชาติจึงมีผลกระทบอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ต่ออนาคตของสังคมเองด้วย

เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ในกระบวนการก่อกำเนิดทารกจึงต้องอยู่ในกรอบเฉพาะกรณีที่สังคมยอมรับความเหมาะสมได้ ส่วนการยอมรับของสังคมนั้นอาจมีระดับที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละกรณีที่ศึกษาเนื่องจากพื้นฐานทางวัฒนธรรม ประเพณี ศรัทธา ฯลฯที่แตกต่างกันบ้างของแต่ละสังคมที่พิจารณา

แต่การศึกษาทางปฏิบัติของสังคมต่างๆแสดงให้เห็นว่ามีแนวทางที่ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกันจากการเปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียทำให้พอสรุปได้ว่าการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ถือเป็นเทคนิคเพื่อใช้ในการบำบัดรักษาผู้มีความบกพร่องในการให้กำเนิดบุตร จึงเป็นประโยชน์ในการช่วยให้บุคคลเหล่านี้มีโอกาสได้ให้กำเนิด

อย่างไรก็ตามในกรณีที่มีการอนุญาตให้ใช้เทคนิคดังกล่าว การดำเนินการต้องอยู่ในขอบเขตที่จำกัดเท่านั้น

ขอบเขตของการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

สำหรับประเทศไทย การที่ประโยชน์หลักของเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์อยู่ที่การบำบัดรักษาผู้ป่วยซึ่งมีความบกพร่องในเรื่องการให้กำเนิดเด็กดังนั้น จึงควรเน้นการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวนี้เพื่อการนี้เป็นการเฉพาะเท่านั้น ทั้งนี้โดยคำนึงถึงสมดุลของผลประโยชน์ของฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ฝ่ายแรกคือ ผู้ประสงค์เป็นบิดามารดาของเด็กซึ่งมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมีทายาทไว้สืบสกุลแม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายในการให้กำเนิดตามธรรมชาติ ฝ่ายที่สอง คือเด็กที่จะเกิดมาผู้ต้องได้รับหลักประกันว่าจะมีโอกาสที่จะเจริญเติบโตในเงื่อนไขที่อย่างน้อยไม่เสียเปรียบเด็กที่เกิดด้วยวิธีการธรรมชาติ และฝ่ายสุดท้ายคือ สังคมเองซึ่งไม่ควรได้รับผลกระทบในแง่ลบจากการใช้เทคนิคดังกล่าว เช่นการรับภาระปัญหาเฉพาะต่างๆที่เกิดจากเด็กเหล่านี้ ดังนั้นแม้ในบรรดาผู้สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวก็ยังยอมรับว่าการใช้ควรจำกัดอยู่ในขอบเขตบางประการ60  อีกทั้งในกรณีที่อนุญาตให้ดำเนินการได้ก็จำต้องมีการควบคุมและจำกัดเฉพาะในกรณีที่เหมาะสมเท่านั้นดังเช่นในกฎหมายของประเทศต่างๆโดยเฉพาะฝรั่งเศส61  เพราะฉะนั้นการใช้เทคโนโลยีนี้จึงควรอยู่ในขอบเขตดังต่อไปนี้

ประการแรก ไม่อาจนำไปใช้ในลักษณะที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบกพร่องทางสุขภาพของผู้ที่เกี่ยวข้อง แต่เป็นเรื่องของการปรารถนาที่ขัดต่อธรรมชาติ เช่น ชายหรือหญิงที่ต้องการมีบุตรแต่ ผู้เดียวโดยไม่ประสงค์จะมีคู่ ชายหรือหญิงเพศเดียวกันที่ต้องการมีบุตรเพื่อสร้างครอบครัว

หรือประการที่สอง เมื่อคำนึงถึงผลประโยชน์ของตัวเด็กที่จะเกิดมาเองเป็นหลัก อีกทั้งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่าแม้ในประเทศที่มีแนวนโยบายที่ค่อนข้างเปิดเสรีในการดำเนินการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ก็ยังมีการถกเถียงอย่างมากรวมทั้งการโต้แย้งตลอดจนปฏิกิริยาต่อต้านในบางสถานการณ์อันแสดงให้เห็นถึงความไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งที่จะอนุญาตให้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวได้ในบางสถานการณ์62  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของมีบุตรจากเชื้อของสามีที่ตายไปแล้ว63  หรือหย่าร้างกัน หรือในขณะที่เป็นนักโทษซึ่งไม่อาจมีความสัมพันธ์ตามปกติได้ หรือหญิงที่พ้นวัยเจริญพันธุ์ รวมถึงในกรณีของชายหญิงซึ่งมิได้แต่งงานกันตามกฎหมายก็อาจทำให้เด็กขาดสิทธิที่ควรได้รับเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีของเด็กที่เกิดจากคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย และอาจทำให้เกิดความยุ่งยากเมื่อชายหรือหญิงฝ่ายใดมีคู่สมรสอยู่แล้ว

ในทำนองเดียวกันการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อคัดเลือกลักษณะเด่นหรือปรับปรุงพันธุกรรมในเด็กก็เป็นสิ่งที่ไม่สมควร64

นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาที่ซับซ้อนและควรศึกษาเป็นการเฉพาะในเรื่องความสมควรในการอนุญาตให้มีการใช้เทคโนโลยีนี้ในกรณีการอุ้มบุญด้วย

ส่วนปัญหากฎหมายต่างๆและเหตุผลของแนวทางในการแก้ไขจะวิเคราะห์ในรายละเอียดตามลำดับในตอนต่อไป

———————————————

60 John A. ROBERTSON, op.cit., pp.28-30.

61 Nan T.BALL,”The reemergence of enlightement ideas in the 1994 French Bioethics debates,” Duke Law Journal, November 2000, pp.545-587.

62 Ann MacLean MASSIE, “Regulating Choice: A Constitutional Law Response to Professor John A. ROBERTSON’s Children of Choice”, in Legal and Ethical Issues in Human Reproduction., op.cit., pp.142-144.

63 John A. Robertson, op.cit., p.29.

64 Ibid., p.29

]]>
อุ้มบุญ (4) บทนำ https://thaissf.org/cd034/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd034 Wed, 03 Sep 2014 01:54:25 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/03/cd034/ จริยธรรมและขอบเขตในการดำเนินการ อีกทั้งยังสร้างปัญหากฎหมายที่ซับซ้อนซึ่งกฎหมายที่ใช้อยู่ไม่อาจแก้ไขได้อย่างเหมาะสมเพราะมิได้ครอบคลุมสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีใหม่ในเรื่องนี้เพราะฉะนั้นประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งในสังคมโลกและติดตามความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดจึงมิอาจหลีกเลี่ยงการเผชิญปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาได้ จึงจำต้องศึกษาปัญหาดังกล่าวทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงปัญหายุ่งยากโดยเฉพาะปัญหากฎหมายที่อาจเกิดขึ้นซึ่งรวมถึงเรื่องสิทธิและหน้าที่ต่างๆที่มีเพิ่มเติมขึ้นนอกเหนือจากกรณีของการให้กำเนิดเด็กตามธรรมชาติ โดยในตอนแรกมุ่งพิจารณาสถานการณ์ของการปฏิสนธิเทียมโดยอาศัยเทคโนโลยีเจริญพันธุ์ ทั้งในแง่ของวิธีการทางการแพทย์ที่ใช้กันอยู่ รวมทั้งผลกระทบด้านต่างๆที่ตามมา ตลอดจนขอบเขตที่สมควรนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทย ก่อนที่จะวิเคราะห์ปัญหากฎหมายต่างๆที่เกิดจากการปฏิสนธิเทียมในตอนที่สอง เพื่อให้ทราบถึงสภาพปัญหา ประเด็นปัญหากฎหมายต่างๆที่อาจเกิดขึ้นได้ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาและพัฒนากฎหมายให้รองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์ โดยเปรียบเทียบและใช้บทเรียนจากต่างประเทศประกอบข้อเสนอแนะตามลำดับ

ตอนที่1

สภาพการณ์ของการปฏิสนธิเทียม หลักการรวมทั้งเหตุผลทางกฎหมายของข้อสนับสนุนและข้อโต้แย้งเรื่องความเหมาะสมในการใช้วิธีการปฏิสนธิเทียมโดยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์

ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความก้าวหน้าจนถึงขั้นสามารถทำให้เกิดการปฏิสนธิเทียมโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เพื่อช่วยให้ผู้ประสงค์จะมีบุตรแต่มีข้อจำกัดหรือความบกพร่องทางร่างกายให้มีบุตรได้ตามความปรารถนา อย่างไรก็ตามการปฏิสนธิเทียมก็เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดข้อถกเถียงและความขัดแย้งในหลายประเด็น ทั้งนี้เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับการก่อกำเนิดของมนุษย์ด้วยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจและความพร้อมทางร่างกายของชายและหญิงเพื่อนำไปสู่การสร้างครอบครัวอันเป็นสถาบันรากฐานของสังคม ดังนั้นการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์เพื่อช่วยให้กำเนิดทารกจึงเปลี่ยนแปลงกระบวนการทางธรรมชาติและผลที่ตามมาย่อมกระทบบุคคลที่เกี่ยวข้องต่างๆ สถาบันครอบครัว รวมถึงสังคมและมนุษยชาติโดยรวมด้วย

นอกจากนี้การปฏิสนธิเทียมยังก่อให้เกิดการถกเถียงในเรื่องความเหมาะสมทางจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว และที่สำคัญคือทำให้กฎหมายและข้อบังคับที่เกี่ยวข้องต่างๆซึ่งบัญญัติไว้สำหรับกรณีการกำเนิดตามธรรมชาติไม่อาจนำมาปรับใช้ได้อย่างเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากการใช้เทคโนโลยีนี้อันเป็นเหตุให้มีการพัฒนาและปรับปรุงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ให้สามารถรองรับปัญหาได้ในประเทศที่นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ และกำลังอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อดำเนินการในอีกหลายประเทศรวมถึงประเทศไทยซึ่งเริ่มมีการใช้เทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์เช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดีปัญหาที่เกิดขึ้นมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับแต่ละกรณีและวิธีการที่ใช้ ดังนั้นจึงควรวิเคราะห์สถานการณ์และสภาพปัญหาของการปฏิสนธิเทียมโดยการศึกษาวิธีการต่างๆที่นำมาใช้ สาเหตุและความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีช่วยเจริญพันธุ์มาใช้ ตลอดจนผลกระทบต่อสังคมและกฎหมาย ก่อนที่จะพิจารณาหลักการต่างๆทางกฎหมายที่ทั้งสนับสนุนและคัดค้านการใช้เทคโนโลยีเจริญพันธุ์เพื่อการปฏิสนธิเทียม รวมถึงกรณีต่างๆที่มีการโต้แย้งกันเรื่องความเหมาะสมในการใช้เทคโนโลยีดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อหาข้อสรุปเรื่องความเหมาะสมรวมทั้งขอบเขตในการนำเทคโนโลยีเจริญพันธุ์มาใช้ในประเทศไทย

 

————————————————————

1 Lori B. ANDREWS, Nanette ELSTER,”Regulating reproductive technologies”, Journal of Legal Medicine,March, 2000, pp.35-44.

]]>
ทฤษฎีเซลล์กระจกเงา กับการเรียนรู้ (2) https://thaissf.org/cd030/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=cd030 Wed, 13 Aug 2014 14:49:20 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/13/cd030/ เป็นเรื่องที่เราต้องการให้สังคมรับรู้ คือ ในเรื่องของการอบรมกล่อมเกลาเด็กว่า เราต้องการสร้างตัวอย่างที่ดีให้มากกว่านี้เพื่อสมองของเด็กจะได้เลียนแบบส่วนเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์ คือส่วนที่เรานำเสนอปัญหาจริยธรรมที่รุนแรงมาก และได้ค้นพบว่า ในเด็กหลังคลอดเพียงไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถเลียนแบบพฤติกรรมผู้ใหญ่ได้ แสดงว่าเซลล์กระจกเงามีอยู่ในมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายเพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการปลูกฝังเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในเด็กก็ต้องคำนึงถึงการลอกเลียนแบบโดยเซลล์กระจกเงา

การที่เราเลือกจะทำตามบางเรื่อง หรือปฏิเสธบางเรื่องได้นั้นเป็นการทำงานของเซลล์สมองส่วนนั้นที่ทำหน้าที่ในการใช้เหตุผลและตัดสินใจ ซึ่งมีอิทธิพลต่อเซลล์กระจกเงาอีกทีหนึ่ง แต่สมองส่วนนี้จะเติบโตและทำงานได้อย่างเต็มที่ ก็ล่วงเข้าอายุ 20 ปีไปแล้ว ก็หมายความว่าในวัยเด็กนั้นเซลล์กระจกเงาจะมีอิทธิพลต่อการลอกเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ อย่างเต็มที่นั่นเอง

ส่วนความผิดปกติของเซลล์กระจกเงา ที่อาจพบได้คือ ความผิดปกติของเซลล์กระจกเงา คือสาเหตุหนึ่งของการเกิดโรคออทิสติก ปัญหาเด็กออทิสติกเป็นปัญหาที่ยังรอการแก้ไข โดยเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้จะมีความบกพร่อง 3 ประการด้วยกันคือ พัฒนาการทางสังคมผิดปกติไป ผู้ป่วยโรคนี้จะหมกมุ่นอยู่ในโลกของตัวเอง ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ ทำให้เกิดผลเสียต่อการพัฒนาด้านอื่น ๆ ตามมา พัฒนาการทางด้านการสื่อความหมายผิดปกติ เช่น ไม่ค่อยพูด พูดแต่เรื่องเดิม ๆ หรือพูดด้วยภาษาที่แปลกประหลาด มีพฤติกรรมสนใจในเรื่องซ้ำ ๆ พฤติกรรมทั้งหมดนี้ นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องเซลล์กระจกเงาพบว่า เซลล์กระจกเงาของเด็กที่เป็นโรคออทิสติกทำงานน้อย หรือไม่ทำงานเมื่อเทียบกับเด็กทั่ว ๆ ไป

เซลล์กระจกเงา ทำหน้าที่ในการสั่งการให้ระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวร่างกายให้ทำงาน ดังนั้น จึงส่งผลต่อการกระตุ้นให้สมองส่วนที่เกิดภาวะอัมพาตให้มีการทำงานเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ป่วยโรคนี้ การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตโดยการใช้วีดีโอที่แสดงการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนที่เป็นอัมพาตเพื่อกระตุ้นเซลล์กระจกเงา โดยการเปิดวีดีโอดังกล่าวให้ผู้ป่วยดูแล้วทำตามเซลล์กระจกเงาจะไปกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องให้เกิดการทำงานซึ่งผลที่ได้ก็คือ ผู้ป่วยฟื้นจากอาการอัมพาตได้เร็วกว่าธรรมดา โครงการวิจัยนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสภาวิจัยแห่งชาติ ถ้าได้ผลดีตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาผู้ป่วยอัมพาตในประเทศไทย

การเรียนรู้เรื่อง เซลล์กระจกเงา ทำให้เราต้องหันกลับมาทบทวนวิธีการทำงาน ทำให้เราเดินเข้าไปหาคำตอบใหม่ ๆ ในปัญหาเดิม ๆ ที่เราพบเจออยู่ การเข้าใจเรื่องเหล่านี้ ทำให้เข้าใจคนไข้ทางด้านสมองจาก “มองเห็นไปสู่กระบวนการเรียนรู้” จากงานวิจัยของสภาวิจัยมีการศึกษาเรื่องนี้ นำมาสู่การรักษาผู้ป่วยอัมพาต กล่าวคือ ให้ผู้ป่วยดูและสังเกตภาพจากวีดีทัศน์เพื่อฟื้นฟู พบว่าการดูและการสังเกตแบบนี้ ทำให้ “ผู้ป่วยหายจากอัมพาตได้เร็วกว่าวิธีการฟื้นฟูแบบดั้งเดิม” ซึ่งเป็นรายงานชิ้นที่ 3 ของโลก และเป็นชิ้นแรกของประเทศไทย โดยคณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้รับรางวัลดีเด่นจากสภาวิจัยแห่งชาติ ในขณะนี้กลุ่มนี้ยังทำการศึกษาฟื้นฟูสมรรถภาพเด็กสมองพิการ โดยใช้หลักการทำงานของเซลล์กระจกเงา และกำลังทำต้นแบบเรื่องการเคลื่อนไหวอยู่ และ การเข้าใจผู้อื่นทำให้เราเข้าใจตัวเองและนำมาสู่สัมพันธภาพ เช่นการศึกษาในเด็กพิเศษทำให้เข้าใจชัดเจนว่ามีส่วนเกิดจากเซลล์กระจกเงา นั่นเอง

นำองค์ความรู้เรื่องนี้มาใช้ “พัฒนาพฤติกรรมมนุษย์” ได้ เช่น ในการพัฒนาการเด็กในโรงเรียนอนุบาล ครูเป็นอย่างไรเด็กเป็นอย่างนั้น เด็กเลียนแบบจากต้นแบบที่เขามองเห็น เราสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม พัฒนาการเรื่องภาษา เช่น เกิดการถ่ายทอดวัฒนธรรม เด็กเห็นเกิดความเข้าใจในเจตนา เกิดการซึมซับและปฏิบัติตามเป็นแบบอย่าง อย่างนี้เป็นต้น

“มนุษย์เรียนรู้ภาษาจากการเห็นไม่ได้เริ่มต้นจากไวยากรณ์” เกิดความเข้าใจในเจตนา นำมาสู่การพัฒนาการเด็ก ด้านภาษา ซึ่งหนังสือเล่มแรกนำการเล่านิทานการอ่านหนังสือให้เด็กฟัง สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฎีเซลล์กระจกนี้ได้อย่างชัดเจน

เซลล์กระจกเงาจึงเป็นมิติใหม่ในการพัฒนาการของการเข้าใจมนุษย์ เช่น วงการโฆษณานำมาใช้ บริษัทไทยประกันชีวิตเป็นตัวอย่างที่ดี เป็นตัวการให้เกิดความจงรักภักดีต่อสินค้า ในงานวิจัยทางด้านการตลาด

ส่วนการนำทฤษฎีเซลล์กระจกเงามาใช้ในการพัฒนาเด็กไทย โดยเฉพาะพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กที่เกิดขึ้น จากการทำงานของเซลล์กระจกเงาในตัวเด็กเอง ถ้าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ในสังคมมีทักษะในการเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ลูก ๆ ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ “คำพูด” ในการสั่งสอนลูกก็จะเกิดประโยชน์เพราะเซลล์กระจกเงา จะทำงานได้ดีเมื่อลูกเห็นพฤติกรรมของพ่อแม่เซลล์กระจกเงาสามารถที่จะสะท้อนสิ่งที่ดีแล้วซึมซับเข้าไปเป็นลักษณะนิสัยของตัวเด็กเอง ประโยชน์ของทฤษฎีนี้ก็คือการทำให้เรารู้ว่าแบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็ก

มองในมุมของการพัฒนาเด็กเล็ก สามารถนำองค์ความรู้เรื่องนี้ไปพัฒนายกระดับศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ การนำไปสู่นโยบายการคัดสรรพี่เลี้ยงเด็กอย่างจริงจัง มีทิศทางที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เช่นในช่วง 3 ขวบปีแรกนั้นคุณสมบัติของพี่เลี้ยงควรเป็นอย่างไร?

ลองจินตนาการดูว่าหากพี่เลี้ยงเด็กได้เข้าใจเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจังแล้ว จะมีการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กผ่านสิ่งแวดล้อมที่พรั่งพร้อม พัฒนาการของเด็กไทยที่เป็นทั้งปัจจุบันและอนาคตอยู่ที่ความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ ทฤษฎีเซลล์กระจกเงานี้ควรได้รับการเผยแพร่ออกไปให้กว้างขวาง เพราะจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยิ่ง

]]>
ทักษะแห่งศตวรรษที่21 ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er025/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er025 Tue, 22 Jul 2014 10:52:59 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/22/er025/ Learning by Action(Active Learning)ให้แก่เด็กประถม6ปีและเด็กมัธยมอีก6ปี เวลายาวนานต่อเนื่อง12ปีที่เด็กไทยต้องฝึกใช้ทักษะการทำงานร่วมกันทุกๆวันย่อมทำให้เด็กมีวุฒิภาวะทางอารมณ์โดยธรรมชาติ นั่นคือ เด็กและเยาวชนไทย “จัดการ” อารมณ์ตนเองได้ คำว่าจัดการแปลว่าจัดการ มิได้แปลว่าควบคุมหรือไม่ให้มี คนเรารัก โลภ โกรธ หลงได้เป็นธรรมดาแต่จะจัดการอย่างไร นักเรียนไทยรักกันได้แต่ระวังโรคและการตั้งครรภ์ โลภได้แต่อย่าเข้าไปในเว็บการพนันออนไลน์ โกรธได้แต่อย่ายกพวกตีกันหรือนัดตบกันหลังโรงเรียน หลงได้แต่ไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนทุกสองเดือน ฯลฯ คงเห็นพ้องกันว่าสถานการณ์เด็กและวัยรุ่นไทยปัจจุบันทำทั้งหมดที่ว่ามาคือยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เกิดจากการสั่งสอนอย่างแน่นอน แต่เกิดจากการปะทะทางอารมณ์ซึ่งกันและกันและเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมว่าในสังคมใดๆ ณ บริบทและเวลาใดๆ เราควรจัดการอารมณ์อย่างไร

การศึกษาที่มุ่งเน้นการมอบความรู้ หลักสูตร การสอบ ความเป็นเลิศ จะกำหนดให้นักเรียนไทยมีพฤติกรรมตัวใครตัวมัน ทุกคนมีภารกิจเรียนให้เก่งแต่ขาดโอกาสปะทะสังสรรค์กับเพื่อนในทางสร้างสรรค์

ทักษะการใช้ชีวิตแบ่งเป็นทักษะย่อย4ขั้นตอนคือ รู้จุดมุ่งหมายของชีวิต รู้จักค้นหาทางเลือกและตัดสินใจ รู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเอง รู้จักยืดหยุ่น ทักษะย่อยที่สามคือรู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเองเป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาจริยธรรม(ethics)

จริยธรรมมิใช่ศีลธรรม(moral) จริยธรรมเป็นทักษะ(skill)ซึ่งต้องการการฝึกอย่างต่อเนื่อง จริยธรรมไม่เกิดจากการเทศนาสั่งสอน เราต้องโยนเด็กของเราลงสู่สถานการณ์ที่เขาได้เรียนรู้และฝึกทักษะที่จะมีจริยธรรม

คนทุกอาชีพต้องมีจริยธรรม อาชีพที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นยิ่งต้องมีจริยธรรมกำกับมิให้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม ดังนั้นนักการเมือง หมอ ครู ผู้พิพากษา ตำรวจ จึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีจริยธรรมแข็งแกร่ง เพราะบุคคลเหล่านี้กำความรู้และถืออำนาจไว้ในมือสูง แต่แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งก็มิใช่ข้อยกเว้น การเสียบลูกชิ้นต้องเสียบให้ตรงเป็นแนวศูนย์กลางโดยสม่ำเสมอมิเช่นนั้นเวลาปิ้งก็จะสุกไม่เท่ากันทำให้คนกินเดือดร้อนได้ ส่วนที่ไม่สุกก็ทำให้ท้องเสียหรือมีพยาธิ ส่วนที่สุกเกินจนไหม้เกรียมก็ก่อสารพิษและอาจจะก่อมะเร็ง เป็นต้น

แต่เพราะชีวิตเลือกได้และมีความยืดหยุ่น(resiliency) ดังนั้นเด็กประถมและมัธยมควรมีเวลา12ปีในการเรียนรู้แบบActive Learningเพื่อที่จะได้รับรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในทีม และตัดสินใจเอาเองว่าตนเองจะใช้ชีวิตที่มีระดับจริยธรรมมากน้อยเพียงไร ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างไรล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้งสิ้น

คุณหมอที่ไม่รับของกำนัลจากบริษัทยาเลยแม้กระทั่งปากกาสักด้ามหรือกระดาษทิชชูสักกล่องมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอที่รับทุนบริษัทยาไปต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอก็มีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอสองท่านนี้มีฐานะต่างกัน ความสุขความทุกข์ต่างกัน

คุณครูที่ไม่คำนึงถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนเอาแต่สนใจนักเรียนที่เรียนเก่ง กับคุณครูที่สนใจนักเรียนทั่วทั้งห้องเสมอหน้ากัน ทั้งสองท่านเลือกชีวิตของตนเองและมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่ายเช่นกัน รายได้ต่างกัน ความสุขความทุกข์ในใจนั้นต่างกัน

เรื่องเช่นนี้ยากต่อการตัดสินผิดถูกแต่ง่ายต่อการฝึกทักษะหากเด็กนักเรียนได้รับโอกาสฝึกทักษะ

พัฒนาการทางอารมณ์และพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นนามธรรม Mahler และ Kohlberg อาจจะเขียนทฤษฎีพัฒนาการสองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนและลึกซึ้ง แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติในประเทศไทยได้หากขาดการลงมือปฏิบัติ

การปฏิวัติการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคนจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปฏิบัติ

หนทางเพื่อพัฒนาทักษะทั้ง 3 ประการ

1. พ่อแม่ ผู้ปกครองควรรู้เท่าทันการศึกษาที่เป็นอยู่ก่อน ปัจจุบันพ่อแม่ ผู้ปกครองจำนวนมากยังติดอยู่ที่กระบวนทัศน์เก่านั่นคือมุ่งหวังให้โรงเรียนสอนหนังสือมากๆและลูกของตนเป็นเด็กเก่ง คาดหวังลูกของตนเองจะเป็นผู้ชนะในการศึกษาและมีฐานะทางสังคมที่ดีขึ้นหรือธำรงสถานะทางสังคมที่เป็นอยู่ นี่คือทัศนะที่มีความเสี่ยงสูง

2. ครูต้องยอมรับว่าบทบาทการสอนหนังสือที่เป็นอยู่เป็นบทบาทในกระบวนทัศน์เก่าซึ่งนอกจากไร้ผลแล้วยังมีแรงเสียดทานในการทำงานมากขึ้นทุกขณะ ครูยังคงเป็นบุคคลสำคัญอันดับหนึ่งในการศึกษาตามกระบวนทัศน์ใหม่แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงาน

3. ผู้ใหญ่ในสังคมที่รับผิดชอบการประเมินคุณภาพโรงเรียนและการทดสอบต่างๆควรยอมรับว่าการทำงานในกระบวนทัศน์เก่าเป็นอันตรายต่อระบบและเป็นอันตรายต่อเด็กไทย ควรศึกษากระบวนทัศน์ใหม่และเปลี่ยนแปลงวิธีประเมินคุณภาพโรงเรียนและวิธีการสอบระดับชาติในรูปแบบต่างๆ

พ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน ควรรู้เท่าทันว่าการศึกษาที่เป็นอยู่มีแต่จะนำลูกหลานไปสู่ทางตัน เด็กเรียนเก่งรู้มากแต่ใช้ชีวิตไม่เป็น เด็กเรียนแพ้มีมากกว่าเด็กเรียนชนะแล้วก็ใช้ชีวิตเสี่ยง เด็กถูกเทคโนโลยีสารสนเทศกระทำแทนที่จะเป็นฝ่ายเสพข้อมูลข่าวสารและใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด

พ่อแม่ ผู้ปกครองซึ่งเป็น demand side ควรร่วมกันเรียกร้องรัฐให้มีการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน ให้มีการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมดังนี้

1.เปลี่ยนครู จากผู้สอน(teacher) ให้เป็นโค้ช(coach)และผู้นำกระบวนการเรียนรู้(facilitator)

2.เปลี่ยนห้องเรียน จากห้องเรียนแบบ classroom เป็นพื้นที่การเรียนรู้ learning studio ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ประชุม พื้นที่ปฏิบัติการ พื้นที่เทคโนโลยีสารสนเทศ และพื้นที่สันทนาการ

3.เปลี่ยนโรงเรียน จากที่เป็นศูนย์การสอน เป็น ศูนย์กลางการเรียนรู้

4.เปลี่ยนการประชุมครู จากที่ประชุมครูในรูปแบบเดิม เป็น ชุมชนแห่งการเรียนรู้คือ Professional Learning Community(PLC) นั่นคือครูพบกันเพื่อประเมินผลการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนในทุกๆวัน ด้วยกระบวนการ After Action Review(AAR)

5.เปลี่ยน หลักสูตร เป็น การเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำคือ Active Learning(AL) ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปการเรียนรู้ผ่านโครงงานคือ Project-Based Learning(PBL) หรือการเรียนรู้ผ่านปัญหาคือ Problem-Based Learning(PBL) ก็ได้ ทั้งนี้โดยมีความเชื่อมโยงกับชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่

6.เปลี่ยนการสอบเพื่อประเมินได้ตก(examination)เป็นการประเมินนักเรียนเพื่อดูความก้าวหน้าของทักษะทั้งสามประการ(formative assessment)เป็นรายบุคคลอย่างเป็นมิตรและเป็นจริง(friendly and genuinely)

7.หลอมรวมกลุ่มสาระวิชาทั้งหมดแล้วแตกออกเป็นวิชาจำเป็นพื้นฐาน 3 วิชาคือ การอ่าน(reading) การเขียน(writing) คณิตศาสตร์(arithmatics) และวิชาสำหรับการใช้ชีวิตในอนาคต 4 วิชา คือ สุขภาพ(Health literacy) เศรษฐศาสตร์(Economics literacy) สิ่งแวดล้อม(Environment literacy) และความเป็นพลเมือง(Civil education) โดยยึดหลักเรียนรู้ด้วยการลงมือกระทำ และฝึกทักษะการเรียนรู้มากกว่าการมอบความรู้

นอกจากนี้ ภาคธุรกิจ ซึ่งมีประสบการณ์รับบัณฑิตและผิดหวังกับคุณภาพของบัณฑิตไทยสามารถมีส่วนร่วมในการเรียกร้องร่วมกับพ่อแม่ผู้ปกครองชุมชนและครูที่พร้อมจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน เรียกร้องและมีส่วนร่วมในการปฏิรูปการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคน

คุณลักษณะที่คาดหวังได้จากเด็กไทยในศตวรรษที่ 21

เด็กไทยจะเป็นคนอยากรู้ ใฝ่เรียนรู้ รู้วิธีหาความรู้ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ทุกเวลา กล้าตั้งข้อสงสัย รู้วิธีตั้งคำถาม สามารถทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีนวัตกรรม ในขณะเดียวกันรู้จุดหมายของชีวิต มีแรงบันดาลใจและรู้จักวางแผน กล้าตัดสินใจและรับผิดชอบผลลัพธ์ของการตัดสินใจ ทำงานมุ่งหวังผลสัมฤทธิ์ รู้จักการประเมินตนเองและมีความยืดหยุ่น นอกจากนี้คือรู้ทันข้อมูลข่าวสารและรู้จักใช้เทคโนโลยีสารสนเทศยุคใหม่อย่างชาญฉลาด

]]>
7 ทักษะในศตวรรษที่ 21 ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ และจริยธรรมอย่างไร https://thaissf.org/er007/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er007 Mon, 05 May 2014 13:33:02 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/05/05/er007/

คำว่าจัดการแปลว่าจัดการ มิได้แปลว่าควบคุมหรือไม่ให้มี คนเรารัก โลภ โกรธ หลงได้เป็นธรรมดาแต่จะจัดการอย่างไร นักเรียนไทยรักกันได้แต่ระวังโรคและการตั้งครรภ์ โลภได้แต่อย่าเข้าไปในเว็บการพนันออนไลน์ โกรธได้แต่อย่ายกพวกตีกันหรือนัดตบกันหลังโรงเรียน หลงได้แต่ไม่เปลี่ยนสมาร์ทโฟนทุกสองเดือน ฯลฯ คงเห็นพ้องกันว่าสถานการณ์เด็กและวัยรุ่นไทยปัจจุบันทำทั้งหมดที่ว่ามาคือยังไม่มีวุฒิภาวะทางอารมณ์

วุฒิภาวะทางอารมณ์ไม่เกิดจากการสั่งสอนอย่างแน่นอน แต่เกิดจากการปะทะทางอารมณ์ซึ่งกันและกันและเรียนรู้ร่วมกันเป็นทีมว่าในสังคมใดๆ ณ บริบทและเวลาใดๆ เราควรจัดการอารมณ์อย่างไร

การศึกษาที่มุ่งเน้นการมอบความรู้ หลักสูตร การสอบ ความเป็นเลิศ จะกำหนดให้นักเรียนไทยมีพฤติกรรมตัวใครตัวมัน ทุกคนมีภารกิจเรียนให้เก่งแต่ขาดโอกาสปะทะสังสรรค์กับเพื่อนในทางสร้างสรรค์

ทักษะการใช้ชีวิตแบ่งเป็นทักษะย่อย4ขั้นตอนคือ รู้จุดมุ่งหมายของชีวิต รู้จักค้นหาทางเลือกและตัดสินใจ รู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเอง รู้จักยืดหยุ่น ทักษะย่อยที่สามคือรู้จักรับผิดชอบผลลัพธ์ของการเลือกหรือการกระทำของตนเองคือ accountability เป็นส่วนสำคัญของการพัฒนาจริยธรรม(ethics)

จริยธรรมมิใช่ศีลธรรม(moral) จริยธรรมเป็นทักษะ(skill)ซึ่งต้องการการฝึกอย่างต่อเนื่อง จริยธรรมไม่เกิดจากการเทศนาสั่งสอน เราต้องโยนเด็กของเราลงสู่สถานการณ์ที่เขาได้เรียนรู้และฝึกทักษะที่จะมีจริยธรรม

คนทุกอาชีพต้องมีจริยธรรม อาชีพที่มีอำนาจเหนือผู้อื่นยิ่งต้องมีจริยธรรมกำกับมิให้ใช้อำนาจนั้นไปในทางที่เป็นผลเสียต่อส่วนรวม ดังนั้นนักการเมือง หมอ ครู ผู้พิพากษา ตำรวจ จึงเป็นวิชาชีพที่ต้องมีจริยธรรมแข็งแกร่ง เพราะบุคคลเหล่านี้กำความรู้และถืออำนาจไว้ในมือสูง แต่แม่ค้าขายลูกชิ้นปิ้งก็มิใช่ข้อยกเว้น การเสียบลูกชิ้นต้องเสียบให้ตรงเป็นแนวศูนย์กลางโดยสม่ำเสมอมิเช่นนั้นเวลาปิ้งก็จะสุกไม่เท่ากันทำให้คนกินเดือดร้อนได้ ส่วนที่ไม่สุกก็ทำให้ท้องเสียหรือมีพยาธิ ส่วนที่สุกเกินจนไหม้เกรียมก็ก่อสารพิษและอาจจะก่อมะเร็ง เป็นต้น

แต่เพราะชีวิตเลือกได้และมีความยืดหยุ่น(resiliency) ดังนั้นเด็กประถมและมัธยมควรมีเวลา12ปีในการเรียนรู้แบบActive Learningเพื่อที่จะได้รับรู้ผลลัพธ์ของการกระทำของตนเอง แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนในทีม และตัดสินใจเอาเองว่าตนเองจะใช้ชีวิตที่มีระดับจริยธรรมมากน้อยเพียงไร ให้รู้ว่าการใช้ชีวิตอย่างไรล้วนมีราคาต้องจ่ายทั้งสิ้น

คุณหมอที่ไม่รับของกำนัลจากบริษัทยาเลยแม้กระทั่งปากกาสักด้ามหรือกระดาษทิชชูสักกล่องมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอที่รับทุนบริษัทยาไปต่างประเทศอย่างสม่ำเสมอก็มีราคาของชีวิตที่ต้องจ่าย คุณหมอสองท่านนี้มีฐานะต่างกัน ความสุขความทุกข์ต่างกัน

คุณครูที่ไม่คำนึงถึงนักเรียนที่เรียนอ่อนเอาแต่สนใจนักเรียนที่เรียนเก่ง กับคุณครูที่สนใจนักเรียนทั่วทั้งห้องเสมอหน้ากัน ทั้งสองท่านเลือกชีวิตของตนเองและมีราคาของชีวิตที่ต้องจ่ายเช่นกัน รายได้ต่างกัน ความสุขความทุกข์ในใจนั้นต่างกัน

เรื่องเช่นนี้ยากต่อการตัดสินผิดถูกแต่ง่ายต่อการฝึกทักษะหากเด็กนักเรียนได้รับโอกาสฝึกทักษะ

พัฒนาการทางอารมณ์และพัฒนาการทางจริยธรรมเป็นนามธรรม Mahler และ Kohlberg อาจจะเขียนทฤษฎีพัฒนาการสองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนและลึกซึ้ง แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติในประเทศไทยได้หากขาดการลงมือปฏิบัติ

การปฏิวัติการศึกษาอย่างถอนรากถอนโคนจึงจะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงมือปฏิบัติ

]]>