คุณภาพชีวิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:17:20 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png คุณภาพชีวิต – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (33) https://thaissf.org/sh083/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh083 Tue, 30 Sep 2014 12:25:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/30/sh083/ ปรากฏการณ์ทั้ง 2 ประเด็นจึงอาจเป็นสาเหตุของการส่งเสริมให้การพัฒนา แก่นของจิตวิญญาณ และเกิดพฤติกรรมที่เป็นผลของจิตวิญญาณ

ประสบการณ์การที่ทำให้บุคคลตั้งคำถามแก่การเป็น การอยู่ของตนเอง ทำให้เข้าใจความหมายของชีวิต เป็นประสบการณ์ที่ทำให้บุคคลตระหนักรู้และตอบคำถามได้ว่า เราเกิดมาทำไม เพื่ออะไร การตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตนี้เกิดขึ้นตั้งแต่วัยเด็ก ในวัยเด็กมักมีคำถามว่า เขาเกิดมาจากไหน สวรรค์อยู่ที่ไหน นรกมีจริงไหม เมื่อเป็นผู้ใหญ่การพบกับปัญหาในชีวิต หรือการพบกับความตาย จะทำให้คนตั้งคำถามเกี่ยวกับชีวิตได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นประสบการณ์ทั้งสองจึงเป็นเหตุให้บุคคลพัฒนาความเข้าใจในความหมายของการมีชีวิตมากขึ้น (Hart, 2006)

นอกจากนี้ การมีประสบการณ์ทางลบ ได้แก่การพบกับความตายของคนใกล้ชิด ความล้มเหลว เป็นเหตุการณ์ที่ทำให้บุคคลมีความรู้สึกเศร้า ที่ทำให้เกิดความสับสน อยู่กับตัวเอง ทำให้เกิดความเข้าใจในตัวเอง ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับผู้ตาย หรือระหว่างการมีชีวิตกับความตาย (Gayle,2001) จัดเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ทางจิตวิญญาณได้เช่นเดียวกัน เหตุการณ์ของความสุข ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างของงานวิจัยเรื่องนี้ แสดงถึงการประสบกับความตายของคนไข้ ความทุกข์ของญาติที่เป็นพ่อ แม่ ลูกของผู้ตายเหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นประสบการณ์ทางสังคมที่ทำให้บุคคลเกิดการพัฒนาจิตวิญญาณของตน

การสนับสนุนและบรรยากาศ กับ แก่นของจิตวิญญาณและผลของจิตวิญญาณ

ในงานวิจัยนี้ การสนับสนุนจากที่ทำงาน การสนับสนุนของครอบครัว และ บรรยากาศในการทำงาน เป็นลักษณะที่แสดงถึง การได้รับกำลังใจ การให้ความเห็นชอบ การช่วยเหลือ ในขณะที่บุคคลแสดงพฤติกรรมด้าน การช่วยเหลือโดยเมตตา-กรุณา การทำภารกิจอย่างมีหลัง และ การปฏิบัติโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรี ในโมเดลเชิงสาเหตุตัวแปรทั้งหมดนี้ที่หน้าที่เหมือนการส่งเสริมให้บุคคลที่มีจิตวิญญาณแล้ว แสดงออกทางพฤติกรรมได้มากขึ้น ทั้งนี้เมื่อดูประเด็นของการสนับสนุนจากหัวหน้าแล้วพบว่า หัวหน้าจะปล่อยให้บุคคลเป็นอิสระและให้คิดและตัดสินใจด้วยตนเองมากกว่าการตั้งเป็นระเบียบ บังคับให้ทำตาม ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดของทฤษฎีของการกำหนดการกระทำด้วยตนเอง (Deci and Gagne, 2004) กลุ่มตัวอย่างจากงานวิจัยนี้ เป็นผู้ที่มี เป้าหมายในชีวิต เข้าใจในความหมายของการมีชีวิต และมีความพยายามที่จะก้าวไปสู่เป้าหมายนั้น การที่หน่วยงานต้องการสนับสนุนให้เขาได้ทำงานอย่างเต็มที่ และ สมบูรณ์นั้น ก็โดยการสนับสนุนให้เขาได้เป็นตัวของตัวเองมากที่สุด ให้เขาได้มีการยืดหยุ่นในการทำงาน ให้เขาได้มีกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์กับคนอื่นๆ ทำให้เกิดบรรยากาศในการทำงานที่ดี จะเป็นการส่งเสริมให้ผู้มีจิตวิญญาณได้เกิดความพึงพอใจและเกิดความสุขในการทำงาน

2.2 แก่นของจิตวิญญาณ กับผลของจิตวิญญาณ และคุณภาพชีวิต

คุณภาพชีวิตและความภาคภูมิใจในตนเอง ในงานวิจัยนี้หมายถึง ความสุขใจที่ได้ทำประโยชน์เพื่อคนอื่นทำให้ผู้อื่นมีความสุข ความสุขที่ได้ทำดีตามความเชื่อของตน ความภาคภูมิใจที่เกิดจากการทำงาน มีสาเหตุคือ การทำพฤติกรรม ช่วยเหลือโดยเมตตา การทำภารกิจอย่างมีพลัง การปฏิบัติโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีผู้อื่น หลักฐานของการเชื่อมโยงนี้มาจากข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อทำพฤติกรรมดังกล่าวทำให้เกิดผลที่บ่งชี้ว่าบุคคลนั้นมีคุณภาพชีวิต

3. การวัดจิตวิญญาณ และเครื่องมือ

การวิจัยนี้สร้างเครื่องมือสำหรับเก็บข้อมูล และเครื่องมือวัดแก่นของจิตวิญญาณ และผลของจิตวิญญาณ ที่จะใช้ประกอบกับเพื่อประเมินระดับของจิตวิญญาณ โดยเครื่องมือเหล่านี้ได้มีการตรวจสอบคุณภาพในระดับ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอย่างละเอียดแล้ว เครื่องมือมี 3 ประเภท ประกอบด้วย

3.1 เครื่องมือวัดแบบมาตรประเมินค่าเป็นแบบ Likert scale มี 5 ระดับ ของตัวแปร 8 ชุด

ประกอบด้วย 1) แบบวัดความหมายและเป้าหมายของชีวิต 2)แบบวัดการมีอุดมการณ์ 3) แบบวัดศรัทธาในความจริงที่เหนือธรรมชาติ 4) แบบวัดความเชื่อในพลังจิต 5) แบบวัดการเข้าถึงเข้าใจตัวเอง 6) แบบวัดการเข้าถึงเข้าใจผู้อื่น 7) แบบวัดจิตรับรู้ความทุกข์ 8) แบบวัดเข้าถึงคุณค่าของจิต(มิใช่วัตถุ)

3.2 การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพและการประเมินระดับของแก่น และผลของจิตวิญญาณ โดยการใช้ เครื่องมือ ประวัติชีวิต และการบันทึกเหตุการณ์สำคัญ พร้อมตัวอย่างการประเมินและการให้คะแนน

3.3 เครื่องมือวัดพฤติกรรม ประกอบไปด้วยแบบวัดพฤติกรรม 3 ด้าน ด้านละ 1 ฉบับ โดยในแต่ละฉบับจะมีการวัดเป็น 2 กรณี คือ กรณีใช้การสังเกตและบันทึกพฤติกรรม และกรณีที่ใช้เป็นแบบวัดพฤติกรรม ซึ่งแบบวัดพฤติกรรมประกอบได้ด้วย 1 )พฤติกรรมช่วยเหลือ 2) พฤติกรรมมุ่งมั่นในการทำงาน 3) พฤติกรรมการปฏิบัติต่อผู้อื่นโดยคำนึงถึงศักดิ์ศรี

การใช้เครื่องมือวัดที่ได้จากงานวิจัยนี้ ยังคงเป็นการใช้ที่มีข้อจำกัด เนื่องจากการตรวจสอบคุณภาพของข้อคำถาม และของเครื่องมือทุกชุด และความเกี่ยวข้องของเครื่องมือทั้งหมดยังมิได้รับการตรวจสอบ รวมทั้งการกำหนดเกณฑ์ที่จะสามารถตีความของคะแนนได้อย่างแม่นยำ แต่เนื่องจากมีการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหาและโครงสร้างของเนื้อหาแล้ว จึงอาจมีการใช้ประโยชน์ได้บ้างโดยการประเมินภาพรวมของบุคคลเพื่อทำความเข้าใจจิตวิญญาณในแต่ละด้าน โดยควรใช้เครื่องมือ 2 ชุดในด้านเดียวกันเพื่อให้เกิดการตรวจสอบซึ่งกันและกัน และอาจนำข้อมูลนั้นมาใช้ในการวางแผนกิจกรรมเพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณได้

ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัย

1. การวิจัยควรศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดความหมายของจิตวิญาณของบุคลากรสาธารณสุขในกลุ่มตัวอย่างที่ใหญ่ขึ้นเพื่อยืนยันหรือปฏิเสธความหมายและโครงสร้างของตัวแปร ทุกตัว

2. การวิจัยควรตรวจสอบสาเหตุและผลของจิตวิญญาณโดยอาจทำเป็นการวิจัยกรณีศึกษา หรือทำการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อการวิเคราะห์สาเหตุและผล เพื่อยืนยันโมเดลที่ได้จากการวิจัยนี้

3. การวิจัยต่อไปควรเพิ่มความเข้าใจว่าประสบการณ์ประเภทใดควรจะทำอย่างไรจึงจะทำให้ทำให้เกิดการพัฒนาจิตวิญญาณในองค์การ

4. ควรมีการพัฒนาเครื่องมือประเมินจิตวิญญาณของการทำงานในกลุ่มบุคลากรสาธารณสุขให้สามารถนำไปใช้เพื่อการพัฒนาการทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิ์ภาพทั้งนี้ควรใช้เครื่องมือในระดับบุคคล ระดับกลุ่ม และระดับหน่วยงาน รวมทั้งมีการสร้างเกณฑ์การตีความที่ชัดเจนด้วย

ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้

1. ในเชิงนโยบาย อาจใช้ผลจากการวิจัยนี้ไปใช้เพื่อการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับการให้การพยาบาลอย่างเป็นองค์รวม โดยการกำหนดเป็นดัชนีชี้วัดการปฏิบัติงานอย่างมีจิตวิญญาณ

2. การวิจัยนี้พบความหมายของจิตวิญญาณเป็นความหมายที่ได้จากการตีความความคิด ความรู้สึก พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติงานด้านการรักษาการดูแลผู้ป่วยอย่างดี ดังนั้นการจัดทำเป็นเอกสารตัวอย่างของพฤติกรรมที่แสดงถึงการมีจิตวิญญาณ อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานเริ่มเข้ามาปฏิบัติงานได้เรียน แนวทางการทำงานที่ดี และอาจนำไปใช้ในการทำงานจริง

3. หน่วยงานสามารถนำแบบวัด ไปใช้เพื่อการศึกษาจิตวิญญาณ และการออกแบบกิจกรรมเพื่อการพัฒนาจิตวิญญาณของคนในหน่วยงานต่อไป

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (29) https://thaissf.org/sho079/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sho079 Fri, 26 Sep 2014 13:34:32 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/26/sho079/ ของผู้ปฏิบัติงานที่แสดงถึงความสุขจากการทำให้ผู้ป่วย หรือผู้ที่มีความทุกข์มีความสุข ดังนี้

“เวลาที่เราวัดความดันวัดไข้วันไหนที่ไข้ขึ้นสูงเราก็มีความรู้สึกผูกพันไปด้วยว่ารู้สึกไม่ดีตัวท่านก็มีวันไหนที่เราบอกอุณหภูมิมัน 39-40 มันใจไม่ดีเราก็รู้สึกไปกับเขาด้วยแต่วันไหนวัด 38 กว่า ๆ 37 นี่วันนี้นี่ดีเลยนะตัวคนไข้เองที่มีความรู้สึกว่าไข้ลงแล้ว happy แล้วเราก็รู้สึกดีไปด้วยพยายามทำหลาย ๆ อย่างให้เขารู้สึกว่าเขามาจากประเทศแล้วเขาจากลูกจากเมียมาขอให้อยู่กับเราให้มีความสุขเถอะ ฉะนั้นเราก็มีความสุขว่าอยากให้ท่านรู้สึกดี และพยายามให้ท่านรู้สึกว่าท่านอยู่ที่นี่ท่านอยู่ท่ามกลางคนที่สื่อได้ถึงใจของท่านเอง สอบถามท่านว่าท่านมีลูกกี่คนท่านบอกมีสองคนก็พยายามทำให้ท่านได้มีโอกาสคุย แล้วดิฉันก็ไป print รูปอันหนึ่งท่านมีรูปลูกรูปครอบครัวของท่านติดมาในกระเป๋า ทีมงานเราก็ขอภาพนั้นแล้วก็มา print แค่กระดาษธรรมดาแต่ print เป็นหน้ายิ้ม ๆ ให้ท่านดูแปะติดอยู่ข้างฝาแค่นี้เราก็มีความรู้สึกว่าเราได้ทำอะไรให้ท่านบ้างแล้วและท่านก็มีความรู้สึกว่าได้เห็นรูปลูกเงยหน้าขึ้นไปเมื่อไรก็เห็น คือสิ่งใดที่ทำให้คนไข้รู้สึกขณะนั้นหรือบรรเทาเบาบางได้บางส่วนเราก็มีความสุขแล้ว” (ภาคกลาง)

จากการวิเคราะห์มูล 4 ภาค พบความถี่ของการบอกเล่าความสุขจากการทำงานแล้วทำให้ผู้อื่นมีความสุขมากที่สุดโดยที่ มีการกล่าวถึงความสุขที่ได้จากการช่วยเหลือฟื้นฟูผู้ป่วยให้มีอาการดีขึ้น สุขที่ผู้ป่วยให้ความเข้าใจและเอื้ออาทร สุขที่ได้ช่วยเพื่อนร่วมงาน ในกลุ่มนี้เป็นความสุขที่เกิดจากส่วนประกอบและกระบวนการในการทำงานซึ่งประกอบด้วย ตัวงาน คนไข้ และเพื่อนร่วมงานเป็นต้น นอกจากการมีความสุขจากการทำงาน ยังมีความสุขในลักษณะอื่นด้วยคือ ความสุขที่ได้ทำตามความเชื่อของตนเอง เป็นต้น ดังคำกล่าวของดังนี้

“แต่วันนั้นเพิ่งสังเกตที่โต๊ะประชุมเป็นครั้งแรก สังเกตหน้า อ.เต็มศักดิ์ และพี่ฟ่งพยาบาลของแก ที่ทำ palliative care และเป็นคนนำ palliative care เข้าไปในหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิตคนแรกของประเทศไทยอันนี้ต้องบันทึกไว้ใน record ปีประมาณ 40 เคยเห็นหน้าใครแล้วอยากเป็นหน้าอย่างนั้นไหมครับ หน้าของคนที่มีความสุข หน้าที่ไม่ต้องแคร์ใครไม่ใช่ไม่แคร์เพราะ arrogant หรืออหังการแต่ไม่แคร์เพราะมั่นใจ มี conviction มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่านี่คือสิ่งที่ควรทำหรือสิ่งที่ถูกต้อง”(ภาคกลาง 2)

“ความสุข พี่บอกแล้วว่า บางทีมันซื้อด้วยเงินไม่ได้เหรอก มันซื้อด้วยเงินไม่ได้ บางที บอกให้คนอื่นเค้าเข้าใจไม่ได้เหรอกตรงนี้ นอกจากเค้าสัมผัส เค้าเห็นเอง บางทีไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง แต่เรารู้ ใจเรารู้ไงว่าเราทำแล้วเรามีความสุขนะ เหมือนที่พี่บอกว่าพี่สัมผัสได้เวลาพี่เกิดมีอะไรมาสะดุด มีอุปสรรคมีอะไรมาทุกอย่าง มันจะมีคนเข้ามาช่วย มันเป็นอะไรที่ว่ามันแก้ไขทุกอย่างได้เองหมด การที่เราคิดในสิ่งดีๆ การทำในสิ่งดีๆ เราให้อะไรคนอื่นไง ก็เลยคิดว่า บางครั้งเนี่ยมันไม่ต้องด้วยเงิน ด้วยเกียติยศ ด้วยอะไรไง นี่คือสิ่งที่เราได้รับ” (ใต้ 1)

ความสุขอีกแบบหนึ่งที่พบในกลุ่มตัวอย่างบางกลุ่มคือความสุขในการทำสิ่งที่ยากลำบากดังนี้

“ปกติห้องผ่าตัดเราไม่ให้ใครเข้าวันนั้นกองเชียร์เพียบเลยจ้องเรามองดูว่าเราจะสามารถผ่าตัดคนไข้ได้สำเร็จหรือเปล่า ผ่าตัดไปใช้เวลาผ่าตัดจริง ๆ ก็คือว่าครึ่งชั่วโมงแต่ทราบไหมคะว่าขณะที่ผ่าตัดเหงื่อไหลไคลย้อยลงมาถึงกางเกงในถึงก้นเพราะเรายังใส่ถุงสีดำที่ว่า มันเป็นอะไรที่แบบทำไปได้นะคะ แต่คนไข้คนนั้นก็ประสบความสำเร็จนะคะเราก็ดีใจถึงแม้ว่าอย่างน้อยทีมงานจะทำกันด้วยความยากลำบาก”(ภาคกลาง 1)

จากความสุขทั้ง 2 ดังกล่าวแล้วจะเห็นว่าความสุขของผู้มีจิตวิญญาณมีความแตกต่างไปจากนิยามของความสุขโดยทั้งไป ที่กล่าวถึงความสุขในแง่ของความพึงพอใจต่อสิ่งแวดล้อมต่างๆ และอารมณ์ทางบวกของบุคคล (Ed diner, ) ความสุขของผู้มีจิตวิญญาณเป็นความสุขที่ทำให้ผู้อื่นพ้นจากความทุกข์ ความสุขที่ทำให้ผู้อื่นเป็นสุข ความสุขที่ได้ช่วยเพื่อนร่วมงาน ทั้งหมดนี้แสดงถึงความสุขที่เกิดจากการได้รับรู้ความสุขของผู้อื่นอีกขั้นหนึ่ง ทั้งนี้เมื่อศึกษาความสุขที่กล่าวไว้ในศาสนาพุทธที่มี 3 ดับคือ กามสุข ฌานสุข และนิโรธสมาปัตติสุข ก็เป็นการจัดประเภทที่แตกต่างกัน แต่ความสุขของผู้มีจิตวิญญาณที่พบในงานนี้ มิใช่กามสุข หรือความสุขที่เกิดจากความอยากได้ในเรื่องของวัตถุกามและกิเลสกาม (พระธรรมปิฎก ป.อ. ปยุตโต ,2538) ความสุขนี้อาจเทียนเคียงได้กับความสุขในขั้น นิรามิสสุข ในขั้นที่เรียกว่าเป็น สุขขั้นต่อนิรามิส หรือสุขขั้นฉันทะ ได้แก่ สุขจากการอยู่ร่วมสัมพันธ์ ช่วยเหลือผู้อื่น สุขจากการค้นหาความรู้ความจริง สุขจากการทำงานที่ใจรัก และสุขจากภาวะจิตกุศล( พระพรหมคุณาภรณ์, 2548: 115-117)

]]>