คุณธรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Tue, 07 Feb 2017 09:01:53 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png คุณธรรม – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 บทบาทสื่อสร้างการเรียนรู้คุณธรรมใน 5 ประเทศ https://thaissf.org/%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%2599 Fri, 13 Jan 2017 03:15:35 +0000 http://175.41.155.75/?p=2463 พิทักษ์  โสตถยาคม

นักวิชาการศึกษา กลุ่มวิจัยและส่งเสริมการวิจัยทางการศึกษา

สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ และรุ่งเรือง สุขาภิรมย์ (2550) ที่ได้สังเคราะห์งานวิจัยคุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประเทศต่างๆ รวม 10 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ไต้หวัน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียตนาม ศรีลังกา อินเดีย ฟินแลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ แคนาดา สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน และนิวซีแลนด์ พบตัวแปรร่วม จำนวน 7 ตัวแปร ได้แก่

1) บทบาทของผู้นำ/บุคคลที่เป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธา

2) ศาสนา/ ลัทธิ/ ปรัชญา/ ความเชื่อ

3) สถาบันครอบครัว

4) สถาบันการศาสนา

5) บทบาทของรัฐ

6) สื่อมวลชนและสื่อต่างๆ

7) การมีส่วนร่วมของชุมชน สังคม และองค์กรต่างๆ

พบข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทสื่อมวลชนและสื่อต่างๆ ต่อการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ดังนี้

ประเทศเกาหลี

สื่อมวลชนมีบทบาทในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้เห็นความสำคัญของการศึกษาที่บ้านว่าด้วย การบ่มเพาะคุณลักษณะที่ดีงาม การสร้างบุคลิกภาพที่ดี ลดการเสนอข่าวอันก่อให้เกิดความรุนแรง การยั่วยุให้เยาวชนหลงใหลไปกับสิ่งมอมเมาและยาเสพติด

 

ประเทศไต้หวัน

ใช้สื่อต่างๆ ในการเผยแพร่ธรรมะ ด้วยรูปแบบหลากหลายอย่างมีคุณภาพเหมาะสมกับวัย ใช้ระบบสื่อสารมวลชน ทั้งการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์ช่องศาสนาพุทธ จำนวน 6 สถานี ทำให้สามารถผลิตรายการธรรมะเผยแพร่สู่ประชาชนได้ในวงกว้างและตลอดเวลา ออกหนังสือพิมพ์รายวัน และประยุกต์ใช้ ICT สื่อสารธรรมะข้ามประเทศ

 

ประเทศเวียตนาม

สื่อมวลชนทุกแขนงอยู่ในความควบคุมของรัฐ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับและสถานีโทรทัศน์ รัฐบาลเป็นผู้กำหนดนโยบาย สื่อมวลชนจึงเป็นเครื่องมือของรัฐในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่คนในชาติ คนเวียตนามยังรักชาติเพราะสถานีโทรทัศน์จะนำภาพยนตร์ประวัติศาสตร์การต่อสู้กับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา ซึ่งวีรบุรุษผ่านการต่อสู้มาอย่างยากลำบาก ให้เห็นว่าสงครามมีผลกระทบกับครอบครัวอย่างไร ชี้ให้เห็นว่าเมื่อมีวิกฤตต่างๆ คนรุ่นใหม่จะมัวหลงอยู่กับความสุขสบายอย่างเดียวไม่ได้ นอกจากนี้สื่อโทรทัศน์จะมีเนื้อหาจำแนกตามความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ส่วนสื่ออื่นๆ เช่น หนังสือพิมพ์ยังให้ความสำคัญกับการศึกษา นั่นคือ ได้ยกหน้าหนังสือพิมพ์ให้กับข่าวการศึกษาถึง 4 หน้า เป็นประจำทุกวัน นอกจากนั้น วรรณกรรมของเวียตนามได้แฝงการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมมาตั้งแต่เด็ก

 

ประเทศศรีลังกา

ใช้วิทยุกระจายเสียงถ่ายทอดเสียงในหมู่บ้านเสียงดังชัดเจนเหมือนนาฬิกาปลุก ทุกเช้าเวลา 05.30 น. เสียงอาราธนาศีล ให้ศีลห้า ชาวบ้านที่นับถือพุทธหลายคนจะใช้ช่วงนี้รับศีลจากพระโดยไม่ต้องเดินทางไปรับศีลที่วัด เสียงพระให้ศีลในตอนรุ่งเช้ากลายเป็นวิถีชีวิตของชาวศรีลังกา เป็นการปลูกฝังคุณธรรมให้ชาวบ้านรู้สึกใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนาอย่างง่ายที่สุด โดยรัฐบาลไม่ต้องเสียงบประมาณแต่อย่างใด ทุกเช้าเมื่อรับศีลแล้ว พระจะสวดมหามงคลสูตร เป็นการเตือนให้ชาวพุทธผูกพันอยู่กับรากฐานแห่งคุณธรรมในเนื้อหาของมงคลสูตร

 

ประเทศเยอรมัน

สื่อโทรทัศน์จะจัดสรรเวลา 17.00-23.00 น. เป็นรายการสำหรับเด็กเป็นส่วนใหญ่ จะมีรายการด้านความรู้ เกมวิทยาศาสตร์ รวมทั้งภาพยนตร์ที่มีคติสอนใจให้เด็กเป็นเด็กดีมีคุณธรรม และจะมีตัวอักษรแนะนำว่าภาพยนตร์แต่ละเรื่องเหมาะสมกับเด็กวัยใด สำหรับสื่อหนังสือ จะมีร้านขายหนังสือตามระดับอายุอยู่จำนวนมาก เช่น ตามสถานีรถไฟคนขึ้นรถไฟจะหาซื้อหนังสือไปอ่าน ซึ่งเด็กเยอรมันจะได้รับการฝึกให้เป็นผู้รักการอ่านการเขียนในระดับประถมและมัธยม ครูจะให้อ่านและเขียนเรื่องราวต่างๆ เป็นการบ้าน รวมทั้งครอบครัวชาวเยอรมันจะเป็นผู้รักการอ่านหนังสืออยู่แล้ว

 

รายการอ้างอิง

ขวัญสรวง อติโพธิ.  (2557).  คิดอย่างมีชาติ. สืบค้นเมื่อ 31 ธันวาคม 2559, จาก https://goo.gl/oy6Uks
เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ และรุ่งเรือง สุขาภิรมย์.  (2550).  รายงานการสังเคราะห์งานวิจัยคุณลักษณะและกระบวนการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของประเทศต่างๆ. กรุงเทพฯ: ศูนย์คุณธรรม.
ประเวศ วะสี.  (2554).  เทศาภิวัฒน์: การปฏิรูปการบริหารประเทศจากการเอากรมเป็นตัวตั้งเป็นเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง.  กรุงเทพฯ: สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.).
ประเวศ วะสี.  (2559).  การศึกษาเปลี่ยนประเทศไทย ประเทศไทยเปลี่ยนการศึกษา.  กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการศึกษาแห่งชาติ.  (มปป.). การปฏิรูปการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 เพื่อความเป็นผู้นำในยุคสารสนเทศและโลกาภิวัฒน์.  กรุงเทพฯ: สกศ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.  (2559).  (ร่าง) กรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2574. กรุงเทพฯ: สกศ.
สุภกร บัวสาย.  (2556).  จดหมายถึงเพื่อนสมาชิก ฉบับที่ 126 ฟินแลนด์: มหัศจรรย์การศึกษา. สืบค้นเมื่อ 31 ธันวาคม 2559, จาก https://goo.gl/LJFBtj
สุรัฐ ศิลปอนันต์. (2558).  ฟินแลนด์ปฏิรูปการศึกษาจนเป็นเลิศที่สุดในโลก.  ใน เหลียวหลังแลหน้า ปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน. เอกสารประกอบการเสวนาการปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 29 มกราคม 2558 ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์.
อภิษฎา ทองสอาด.  (2559). พัฒนาการและการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์.  เอกสารทบวนการพัฒนาการและการจัดการศึกษาของประเทศฟินแลนด์ ในโครงการยกระดับสุขภาวะโรงเรียนเพื่อเป็นฐานการศึกษาจังหวัด  มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.

 

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (20) https://thaissf.org/er054/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er054 Tue, 02 Sep 2014 01:43:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/02/er054/ คุณธรรม และที่แต่ละคนมีต่างกันไป ได้แก่ ความสำเร็จจากระดับความสามารถที่แตกต่างกันไป แต่เป็นเรื่องไม่น่าคาดถึงว่าข้อมูลในส่วนที่แสดงความหมายของ “ศักดิ์ศรี” แบบไทยกลับให้แนวทางการเชื่อมโยงสู่ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่เข้าใจตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ นั่นคือ “กล้าทำ กล้ารับ” สามารถโยงสู่ความรับผิดชอบได้ และข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้สกัดองค์ประกอบประการหนึ่งออกมาจากแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ และให้มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา นั่นคือ องค์ประกอบของความเป็นผู้กระทำ ไม่เพียงเท่านั้น องค์ประกอบนี้ยังโยงกลับไปหาคุณธรรมอีกด้วย

หากมุ่งให้งานด้านการพัฒนาจิตวิญญาณของนักเรียนในระบบการศึกษามีความก้าวหน้า มีคำถามที่จะต้องตอบมากกว่างานประเภทเดียวกันในบริบทของบุคลากรสุขภาพ และคำถามเหล่านี้น่าจะพิจารณาก่อนดำเนินการต่อไป หวังว่าคำถามที่ตั้งในที่นี้จะช่วยให้เห็นความ/ของการพัฒนาจิตวิญญาณในบริบทการศึกษาได้บ้าง ที่จริงมองได้ว่าเป็นข้อดี เนื่องจากโดยทั่วไป การรับแนวคิดตะวันตกมาใช้ มักมิได้มีการพิจารณาร่วมกับบริบทของสังคมอย่างจริงจัง บางครั้งนำมาใช้แบบไม่ดัดแปลง บางครั้งรับมาอย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่หลายครั้งรับมาแล้ว ไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่ารับมา อีกทั้งยังมองเป็นความจริงสากลอีกต่างหาก การรับมาใช้ไม่มีปัญหา ถ้ารู้ว่ารับมาและเข้าใจถี่ถ้วน สิ่งที่รับมาไม่จำเป็นต้องใช้ไปเช่นนั้น หากแต่สามารถช่วยกระตุ้นหรือท้าทายให้เราคิดบนพื้นฐานความเข้าใจโลกของเรา อันส่งผลให้เราเข้าใจตนเองได้ชัดขึ้นในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏับัติต่อไป

5.2 กรอบแนวคิด

การวิเคราะห์ครั้งนี้เห็นว่าสาระสำคัญเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” ยังไม่น่าจะเพียงพอแก่การสังเคราะห์กรอบแนวคิด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของครูหรือเด็กนักเรียน อีกทั้งยังมีคำถามบางประการที่ต้องพิจารณาก่อน องค์ประกอบที่สามารถนำมาสังเคราะห์ได้ดูจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังกล่าวแล้วว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่าคุณธรรมก็คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามปกติถ้ายึดถือกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ ก็จะอนุมานต่อไปได้โดยทันทีว่าการพัฒนาคุณธรรมคือการพัฒนาจิตวิญญาณ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะมีกรอบแนวคิดดังกล่าว

ถ้าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณธรรม ก็ต้องกล่าวว่าตามความเข้าใจของผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณค่าของบุคคลในด้านที่เท่าเทียม ได้แก่ คุณธรรมอันอยู่ในอำนาจของทุกคนและคาดหวังจากทุกคนได้ เป็นคุณค่าที่ถือว่าสร้างคณูปการแก่สังคมด้วย คุณค่าของบุคคลยังมีอีกด้านที่ไม่เท่าเทียม ผันแปรไปตามบุคคล เรียกได้ง่ายๆ ว่า “ความเก่ง” ซึ่งผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็มิได้ทิ้งไปเสีย แม้จะตระหนักว่าเป็นเรื่องต้องระมัดระวังไม่ให้ค่าเกินไป “ความเก่ง” นี้เข้าใจได้ตั้งแต่เรื่องวิชาการ ความรู้ ไปจนกระทั่งความสามารถด้านอื่นๆ น่าสนใจว่าผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่าความสามารถด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการ เป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมในสังคม คือ ช่วยให้มีความก้าวหน้าในชีวิตได้ ช่วยให้มีที่ยืนและแข่งขันในสังคมได้ ในเมื่อข้างต้น ได้วิเคราะห์ว่าความใส่ใจในความเท่าเทียมนี้เป็นเรื่องของการใส่ใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ จึงกล่าวได้ว่าข้อนี้ก็อยู่ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นกัน

ในส่วนของการพัฒนาคุณธรรมหรือความสำนึกในความเป็นผู้กระทำนั้น ต้องอาศัยวิธีการบางอย่างที่ช่วยให้เปลี่ยน “ความหมาย” เป็น “ความมีความหมาย” ได้แก่ การให้เผชิญสถานการณ์จริง “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และความแคร์ นอกจากนี้ ยังต้องการสภาพแวดล้อมต่างๆ ในการกระตุ้นและรักษาคุณธรรมหรือสำนึกที่พัฒนาขึ้นมาด้วย ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมสุขภาพไปจนกระทั่งความน่าเชื่อถือและความกล้าหาญทางจริยธรรมของครู ทั้งนี้ขอให้สังเกตว่า “คุณธรรม” ที่กล่าวถึงนี้ไม่มีเนื้อหา แต่เป็นเรื่องความสำนึกในความเป็นผู้กระทำ

ทั้งนี้ การตระหนักในตัวตนในฐานะเป็นผู้กระทำอาจนำสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ คือ การเข้าถึงความมีความหมายบางอย่างในชีวิต แต่โดยตัวมันเองไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของจิตวิญญาณแบบดังกล่าว นอกเสียจากว่าปัจเจกบุคคลนั้นจะเลือกให้ความเป็นผู้กระทำนี้เป็นสิ่งที่มีความมีความหมายต่อชีวิตเขา

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (18) https://thaissf.org/er051/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er051 Sun, 31 Aug 2014 07:30:40 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/31/er051/ “ความแคร์” ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเห็นว่าสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัขเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย เมื่อเด็กแคร์ ให้ความหมายความสำคัญกับสุนัข สำนึกความเป็นผู้กระทำก็ค่อยๆ เกิดขึ้นมา กระทั่งกลายเป็นความรับผิดชอบ ความแคร์นี้ย่อมสัมพันธ์กับความสามารถ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งก็คือเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความเป็นผู้กระทำ ซึ่งสามารถแสดงความเชื่อมโยงกับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แบบตะวันตกได้นั้น เป็นเรื่องของคุณธรรม เนื่องจากส่วนหนึ่งคุณธรรมเป็นเรื่องของการลงมือปฏิบัติ(สิ่งที่ดีงาม) แต่การวิเคราะห์ตอนต้นว่าคุณธรรมนี้คือคุณค่าของบุคคลด้านที่มีเท่าเทียมกัน โดยมีการกล่าวว่าหากมีคุณธรรม ก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ดังนั้น จึงไม่เพียงแต่จะเป็นการเน้นย้ำว่าคุณธรรมคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามความเข้าใจของผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แบบตะวันตกได้ แม้ว่าจะยังต่างกันอยู่ คือ สำหรับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่อาศัยกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัตินั้น คุณธรรมเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน แต่สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลของไทย คุณธรรมเป็นแก่นของศักดิ์ศรี

การจัดการศึกษาเพื่อให้ประสบความสำเร็จดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาความตระหนักที่ได้ดูจะเป็นเรื่องยากกว่า ลองพิจารณาข้อความที่เรียกร้องความกล้าหาญทางจริยธรรมของครูดังต่อไปนี้

…เราฝึกเด็กมาจนขนาดที่ว่าไม่โกหกเพื่อจะได้อะไร ถ้าได้เพราะโกหกจะไม่เอา เด็กๆเค้าก็พูดตรง พูดตรงแล้วก็ไม่ตรงใจอาจารย์ ก็เกิดเป็นประเด็น มันมีอยู่วันนึง มีการประเมินโรงเรียนในฝันผู้บริหารก็เกิดไปพูดหน้าเสาธง…ผอ.ถามว่าพร้อมที่จะได้โรงเรียนในฝันหรือยัง อันนี้เล่าให้ฟังตรงๆเลยนะคะว่ากลุ่มแกนนำก็ขึ้นไปพูดว่ายังไม่พร้อม เปิดประเด็นขึ้นไปพูดเลย ยังไม่พร้อม วันนั้นลาป่วย เพราะเด็กก็พูดถูกนะคะ เพราะเราประเมินอะไรกันทีนึง เราก็ทำกันทีนึง เรายังไม่ได้ทำลงสู่วิถีชีวิต เค้าพูดคำนี้ออกมาเรายังไม่ได้ทำอะไรไปสู่วิถีชีวิต เราทำแค่ผ่านการประเมินเหมือนโกหก เด็กเค้าก็พูดแต่ยังไม่ใช้คำพูดว่าโกหก ทันทีเลย เก้าโมงเช้า ผอ.เบอร์ขึ้นโทรศัพท์เลย อาจารย์ชะบาอยู่ไหน ขอพบหน่อย หนูลาป่วยค่ะ ท่านก็น่ารักนะ พอรู้ว่าลาป่วยท่านก็ไม่กวน แล้วก็พอเช้าไปโรงเรียนมันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็มองด้วยสายตาแปลกๆ…พอรู้ว่าเด็กพูดอย่างนี้ หมดแล้วกูงานนี้ แต่ก็บอกเด็กว่า ไม่เป็นไรลูก ครูยินดีจะรับทั้งผิดและชอบในคำพูดของเธอทั้งหมด ไม่ว่าพวกเธอทำอะไร ครูยินดีรับผิดชอบ เราก็เข้าไปคุยกับรองผู้บริหาร รองก็ถามอะไรอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่า เราต้องปกป้องเด็ก เพราะสิ่งที่เด็กพูดคือสิ่งที่ถูก ก็ต้องปกป้องเด็ก ก็บอกว่าหนูยอมรับผิดทุกอย่าง…

ความกล้าหาญทางจริยธรรมสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เด็กธำรงพัฒนาการของตนได้ แน่นอนว่ามีการสร้างสภาพแวดล้อมด้วยองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อกระตุ้นและธำรงพัฒนาการด้านสำนึกความเป็นผู้กระทำ ข้อความต่อไปนี้สรุปรวบยอดไว้อย่างดี

…เท่าที่คุยกันนะคะ พี่แก้วก็เป็นคนที่มีระเบียบในการทำงาน แล้วก็ประสบการณ์ในการทำงานสูง แนะนำคนอื่น แล้วก็ ข้อนึงที่ชอบก็คือพี่แก้วจะบอกว่าเขาจะมีความอ่อนโยนมาก เพราะว่าอาจจะเป็นด้วยพี่เขาอยู่กับเด็ก ๆ ป. 1 อะนะคะ พี่เขาประจำชั้น ป.1 เพราะนั้นก็เลยมีความรู้สึกว่าข้อนึงที่ ที่ ที่เราคิดว่าเออเป็นข้อดีของพี่เขาเลยก็คือว่า ข้อของความอ่อนโยน นะคะ อ่อนโยนแล้วก็เข้าใจเด็กให้เด็กรู้สึกว่าไว้วางใจตัวเขาเอง คือการเป็นครูเนี่ย ดิฉันก็คิด คิดเหมือนพี่แก้วอย่างหนึ่งก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะได้ใจเด็ก การได้ใจเด็กของเด็กประถมมัธยมก็ต่างกัน จะอย่างเด็กประถมพี่แก้วก็จะมีเทคนิควิธีการของเด็ก ๆ ในการที่จะถามเขา เอ่อ ให้ความปลอดภัยเขา รับฟังเขา แต่ของเด็กมัธยมเนี่ย มันมีทั้งความสนใจเขา ให้ความยุติธรรม ให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ คือต้องให้หลายอย่าง เพราะนั้นข้อนึงที่ดิฉันคิดก็คือ ทำอย่างไรเราถึงจะได้ใจเด็กก่อน เพราะถ้าเราได้ใจเด็กปุ๊บเนี่ย ดิฉันเชื่อเลยว่าเราพูดอะไร เราขอความร่วมมือเขาอย่างไร เราแนะนำ เราสอนเขาอะไรในสิ่งที่ถูกเนี่ย คือเขาให้เราเกินร้อยเหมือนกัน เขาก็จะ เราจะได้กลับมาเกินร้อย อย่างเราบอกงาน เรามอบหมายภาระหน้าที่เขาแค่ แค่นิดเดียวเนี่ย แต่พอเวลางานเขาออกมาคุณภาพงานเนี่ย โหว่าความเต็มที่ของงานที่ทำเนี่ย มันจะมากกว่าที่เรามอบหมายงานค่ะ เพราะนั้นตรงแง่คิดนี้ก็จะได้จากพี่แก้วเยอะเหมือนกันว่า เอ่อ ให้เขารู้สึกว่าเขาไว้วางใจเรา พี่แก้วจะใช้คำพูดนั้นค่ะ อย่างของนานี่ก็ว่าหนูใช้คำว่าได้ใจดีกว่า เพราะถ้าเราได้ใจปุ๊บเนี่ยทุกอย่างมัน มันไปได้สวยโดยเฉพาะกับเด็กที่โต…

สังเกตได้ว่า “เกินร้อย” แสดงถึงประเด็นเรื่องสำนึกในความเป็นผู้กระทำ โดยเลยไปถึงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน

แน่นอนว่ามีการกล่าวถึงปัจจัยที่พื้นฐานไปกว่านี้ที่จะสนับสนุนให้เด็กเป็นผู้กระทำได้

…ข้อ 1-2 เป็นข้อที่สำคัญมาก ก็คือ ความดี และสุขภาพดี ก็เลยอธิบายให้เขาฟังว่า ความดีและสุขภาพดีมันต้องมาด้วยกัน เราจะสังเกตเห็นว่าหนึ่ง คนไม่ดี สุขภาพไม่ดี สังคมจะเป็นอย่างไร ครูสอนเท่าไหร่ก็ไร้ผล ลองสร้างภาพดูสิครับว่า เห็นคนไม่ดี และสุขภาพไม่ดีเป็นปัญหาสำหรับเราไหม อย่างที่สอง คนไม่ดีแต่สุขภาพดีพวกนี้แหละที่นั่งรถทัวร์ นั่งรถบัสเดินขบวน เปิดเสียงไล่ด่ากันอยู่ทุกวันนี้ คนไม่ดี แต่สุขภาพดีก่อปัญหาให้กับสังคมมากมาย อย่างที่สาม ดีขึ้นมาหน่อย คนไม่ดี สุขภาพไม่ดี พวกนี้ก็น่าสงสาร พอเรียนหนังสือไปหน่อย “คุณครูครับผมปวดท้อง” “คุณครูคะหนูปวดหัว” สอนไม่ได้เลย โรงเรียนถึงนำสิ่งเหล่านี้มาแก้ไขเป็นบริบทของโรงเรียนไว้ก่อน อย่างที่สี่ ที่โรงเรียนต้องการมากที่สุดก็คือ คนดี และสุขภาพดี…

สรุปว่าในการพิจารณาข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แม้จะไม่เข้ากับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ อันแอบแฝงอยู่ในแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณของตะวันตก และแม้จะมีจุดที่ไปเน้นคุณค่าของบุคคลแทน แต่ในที่สุดก็พบองค์ประกอบที่น่าสนใจ โดยมีลักษณะสอดคล้องกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับ“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติได้ องค์ประกอบดังกล่าวก็คือ “ความเป็นผู้กระทำ” นั่นเอง

]]>
การสร้างเครื่องมือประเมินและตัวชี้วัดระดับการพัฒนาจิตวิญญาณ สำหรับบุคลากรด้านสาธารณสุข (8) https://thaissf.org/sh058/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=sh058 Thu, 28 Aug 2014 13:28:15 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/28/sh058/ ความรัก ความปรารถนาดี ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นประสบความสุข 2) มีกรุณาต่อผู้อื่น คือ มีความสงสารอยากช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ ใส่ใจที่จะบำบัดความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่น 3) มีมุฑิตาต่อผู้อื่น คือ มีความเบิกบานพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นอยู่ดีมีสุข มีใจแช่มชื่น เบิกบานเมื่อเห็นเขาประสบความสำเร็จงอกงามก็พลอยยินดีไปกับเขาด้วย 4) มีอุเบกขา คือ มีใจเป็นกลาง มองเห็นความเป็นจริง โดยวางจิตเรียบสม่ำเสมอ มั่นคงมองเห็นการที่บุคคลจะได้รับผลดีหรือชั่ว สมควรแก่เหตุที่ตนประกอบ พร้อมที่จะวินิจฉัย วางตนและปฏิบัติตามความเที่ยงธรรม

สรุปได้ว่า พรหมวิหาร 4 คือ หลักธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นผู้ที่มีใจอันประเสริฐ ประกอบด้วยข้อธรรม 4 ข้อย่อย คือ 1) เมตตา คือ มีความรัก มีความปรารถนาที่จะช่วยเหลือให้ผู้อื่นมี่ความสุข 2) กรุณา คือ มีความสงสาร อยากช่วยให้ผู้อื่นอื่นให้พ้นจากความทุกข์ที่เผชิญอยู่ 3) มุฑิตา คือ มีความยินดีเมื่อผู้อื่นประสบความสุขกาย สบายใจ หรือประสบความสำเร็จ 4) อุเบกขา คือ มีความสามารถในการวางใจของตนให้เป็นกลาง และพิจารณาสิ่งต่างๆ ตามเหตุปัจจัย กล่าวคือ เมื่อคนทำดีย่อมได้รับผลกรรมที่ดี ส่วนคนที่ทำสิ่งไม่ดี ก็ย่อมได้รับผลกรรมไม่ดีสมควรแก่กรรมที่เขาก่อขึ้นมา เพราะคนทุกคนมีความสามารถรับผิดชอบชีวิตและ การกระทำของตนได้ ดังนั้นหากพบเจอบุคคลที่ตกอยู่ในความทุกข์ ที่มิอาจเข้าไปช่วยเหลือได้ เนื่องจากเกินความสามารถที่จะทำได้ ก็พึงระลึกว่า เป็นกรรมที่เขาได้กระทำไว้ในกาลก่อน ก่อให้เขาได้รับผลดังที่เป็นอยู่

4.2 สังคหวัตถุ 4

พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตตฺโต) (2551: 143) ให้ความหมายสังคหวัตถุ 4 สรุปได้ว่า สังควัตถุ 4 หมายถึง ธรรมเครื่องยึดเหนี่ยว คือยึดเหนี่ยวใจบุคคล และประสานหมู่ชนไว้ในสามัคคี ซึ่งมีหลักการสงเคราะห์ ดังนี้ 1) ทาน การให้ คือ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือกันด้วยสิ่งของ ตลอดถึงให้ความรู้และแนะนำสั่งสอน 2) ปิยวาจา หรือ เปยยวัชชะ วาจาเป็นที่รัก วาจาดูดดื่มน้ำใจ หรือวาจาซาบซึ้งใจ คือกล่าวคำสุภาพไพเราะอ่อนหวานสมานสามัคคี ให้เกิดไมตรีและความรักใคร่นับถือ ตลอดถึงคำแสดงประโยชน์ประกอบด้วยเหตุผลเป็นหลักฐานจูงใจให้นิยมยินดี 3) อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ คือ ขวนขวายช่วยเหลือกิจการ บำเพ็ญสาธารณประโยชน์ตลอดถึงช่วยแก้ไขปรับปรุงส่งเสริมในทางจริยธรรม 4) สมานัตตตา ความมีตนเสมอ คือ ทำตนเสมอต้นเสมอปลาย ปฏิบัติสม่ำเสมอกันในชนทั้งหลาย และเสมอในสุขทุกข์โดยร่วมรับรู้ร่วมแก้ไข ตลอดถึงวางตนเหมาะแก่ฐานะ ภาวะบุคคล เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อม ถูกต้องตามธรรมในแต่ละกรณี อาภา จันทรสกุล (2551: 121-122) กล่าวถึงองค์ประกอบของสังคหวัตถุ 4 สรุปได้ดังนี้ 1) ทาน คือ ความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ เสียสละ แบ่งปัน ช่วยเหลือ สงเคราะห์ด้วยปัจจัย 4 ตลอดจนให้ความรู้ ความเข้าใจ และศิลปวิทยา 2) ปิยวาจา คือ การกล่าวคำสุภาพ ไพเราะ น่าฟัง ชี้แจง แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ มีเหตุผลเป็นหลักฐาน ชักจูงในทางที่ดีงาม หรือคำแสดงความเห็นอกเห็นใจ ให้กำลังใจ รู้จักพูดให้เกิดความเข้าใจดี 3)อัตถจริยา คือ การช่วยเหลือด้วยแรงกายและแรงปัญญา ช่วยแก้ไขปัญหาและช่วยปรับปรุง ส่งเสริมในด้านจริยธรรม 4) สมานัตตตา คือ การทำตัวให้เข้ากับผู้อื่นได้ มีความเสมอต้นเสมอปลาย ให้ความเสมอภาค ร่วมทุกข์ ร่วมสุข ร่วมรับรู้ ร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน

จากการประมวลเอกสารดังกล่าวข้างต้น สรุปได้ว่า สังคหวัตถุ 4 เป็นองค์ธรรมที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจให้บุคคลมีน้ำใจที่จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ก่อให้เกิดความสามัคคีในสังคม ประกอบด้วย ข้อธรรม 4 ข้อย่อย คือ 1) ทาน คือ การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยการแบ่งปันสิ่งของ หรือการให้ความรู้ 2) ปิยะวาจา คือ การใช้วาจาที่สุภาพ อ่อนหวานในการสื่อสารกับผู้อื่น ก่อให้เกิดความรักและไมตรีจิตแก่คนรอบข้าง ตลอดจนการแนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น เพี่อให้เขามีชีวิตที่ดีงาม 3) อัตถจริยา คือ การสละแรงกายและแรงปัญญา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ตลอดจนมีการส่งเสริมด้านจริยธรรมซึ่งกันและกัน 4) สมานัตตตา คือ การปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่นในสังคม มีความเสมอต้นเสมอปลาย ร่วมทุกข์ ร่วมสุขกับคนรอบข้าง ตลอดจนสามารถปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้

พรหมวิหาร 4 และสังคหวัตถุ 4 เป็นองค์ธรรมที่อยู่ในประเภทธรรมเพื่อความดีงามแห่งสังคม ถึงแม้ว่า องค์ธรรมทั้ง 2 อย่างนี้ จะจัดอยู่ในคนละหมวดธรรมกัน แต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกัน พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ. ปยุตตฺโต) (2552: 125) กล่าวว่า ผู้ที่มีพรหมวิหาร 4 จะแสดงออกมาในลักษณะของการเกื้อกูลแก่ผู้อื่นด้วยสังคหวัตถุ กล่าวคือ พรหมวิหาร 4 เป็นพื้นฐานของจิตใจ เป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวบุคคล การที่จะทราบได้ว่า บุคคลนั้นๆ มีพรหมวิหารในจิตใจหรือไม่นั้น จะสังเกตได้จากการแสดงออกภายนอกด้วยการให้สังคหวัตถุ สังคหวัตถุจึงเป็นสิ่งที่แสดงออกมาให้เห็นได้ ซึ่งก็คือพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๆ นั้นเอง

4.3 สัปปุริสธรรม 7

สัปปุริสธรรม 7 เป็นคุณสมบัติของคนดี ในหมวดธรรมสัปปุริสธรรม 7 นี้ ประกอบด้วยข้อธรรมทั้งหมด 7 ข้อ ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ประยุตฺโต) (2551: 210) ได้ให้ความหมายของข้อธรรมแต่ละข้อ สรุปได้ว่า 1) ธัมมัญญุตา หมายถึง ความรู้จักธรรม รู้หลัก หรือ รู้จักเหตุ คือ รู้หลักความจริง รู้หลักการ

รู้หลักเกณฑ์ รู้กฎแห่งธรรมดา รู้กฎเกณฑ์แห่งเหตุผล และรู้หลักการที่จะทำให้เกิดผล เช่น รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุอันนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการข้อนี้ๆ จึงจะให้เกิดผลที่ต้องการอันนั้นๆ เป็นต้น 2) อัตถัญญุตา หมายถึง ความรู้จักอรรถ รู้ความมุ่งหมาย หรือ รู้จักผล คือ รู้ความหมาย รู้ความมุ่งหมาย รู้ประโยชน์ที่ประสงค์ รู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่องจากการกระทำ หรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าการที่ตนกระทำอยู่มีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้างดังนี้เป็นต้น 3) อัตตัญญุตา ความรู้จักตน คือ รู้ว่า เรานั้น ว่าโดยฐานะ ภาวะ เพศ กำลัง ความรู้ ความสามารถ ความถนัด และคุณธรรม เป็นต้น บัดนี้ เท่าไร อย่างไร แล้วประพฤติให้เหมาะสม และรู้ที่จะแก้ไขปรับปรุงต่อไป 4) มัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณ คือ ความพอดี เช่น รู้จักประมาณในการรับและบริโภคปัจจัยสี่ รู้จักประมาณในการใช้จ่ายโภคทรัพย์ เป็นต้น 5) กาลัญญุตา ความรู้จักกาล คือ รู้กาลเวลาอันเหมาะสม และระยะเวลาที่ควรหรือจะต้องใช้ในการประกอบกิจ ทำหน้าที่การงาน หรือปฏิบัติการต่างๆ เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น 6)ปริสัญญุตา ความรู้จักบริษัท คือ รู้จักชุมชน และรู้จักที่ประชุม รู้กิริยาที่จะประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ควรสงเคราะห์อย่างนี้ เป็นต้น 7) ปุคคลัญญุตา หรือ ปุคคลปโรปรัญญุตา ความรู้จักบุคคล คือ ความแตกต่างแห่งบุคคลว่า โดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้ที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ด้วยดี ว่าควรจะคบหรือไม่ จะใช้ จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร เป็นต้น

4.4 ความสุข

ความสุขตามทรรศนะของพุทธศาสนามีหลายระดับ หลายประเภท แต่การทบทวนเอกสารในงานวิจัยครั้งนี้ ขอกล่าวถึง สามิสสุข-นิรามิสสุข เป็นหลัก ซึ่งพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ประยุตฺโต) (2548: 115-117) ได้กล่าวถึงสามิสสุข-นิรามิสสุข สรุปได้ดังนี้ สามิสสุข เป็นความสุขที่พึ่งพา ขึ้นต่อสิ่งเสพภายนอก จึงเป็นความสุขที่ต้องหา ต้องได้ ต้องเอา และถ้าไม่จัดการด้านวินัยให้อยู่ในศีล ก็จะเป็นความสุขแบบแก่งแย่งช่วงชิงกันทำให้เกิดการเบียดเบียน ตั้งแต่อย่างเบา จนถึงอย่างรุนแรงที่สุด เรียกว่า เป็นความสุขที่เจือด้วยภัยเวร นิรามิสสุข หมายถึง ความสุขที่ไม่ขึ้นต่อวัตถุสิ่งเสพบริโภค หรือความสุขที่ไม่ต้องมีเหยื่อล่อ เป็นความสุขภายในที่ไม่ต้องอาศัยวัตถุ แบ่งออกเป็น 2 ระดับย่อย คือ 1) สุขขั้นต่อนิรามิส หมายถึงความสุขในระดับของการสนองความต้องการในทางดีงามสร้างสรรค์ หรือความต้องการที่เป็นกุศล เรียกให้สั้นว่า สุขขั้นฉันทะ ประกอบด้วย (1) สุขจากอยู่ใกล้ชิดชื่นชมธรรมชาติ (2) สุขจากอยู่ร่วมสัมพันธ์ ช่วยเหลือกันกับเพื่อนมนุษย์ด้วยเมตตาการุณย์ (3) สุขจากการค้นคว้าหาความรู้แสวงความจริงด้วยใจใฝ่รู้ใฝ่ธรรม (4) สุขจากการทำงานหรือกิจกรรมสร้างสรรค์ที่ใจรักใฝ่ทำ ใฝ่สร้างสรรค์ (5) สุขจากภาวะจิตกุศล เช่น มีศรัทธา มีปีติในการได้ทำบุญ-บำเพ็ญประโยชน์ มีปัญญามองสิ่งทั้งหลายด้วยความรู้เข้าใจโปร่งโล่ง 2) สุขขั้นเป็นนิรามิส หมายถึงความสุขในระดับที่เป็นนิรามิสแท้จริง เป็นอิสระจากสิ่งภายนอกสิ้นเชิง ประกอบด้วย (1) สุขจากสมาธิในฌาน หมายถึง จิตสงบปลอดพ้นจากอกุศลและสิ่งรบกวน (2) สุขแห่งนิพพาน หมายถึง ปัญญารู้แจ้งจริงถึงขั้นทำ ให้จิตหลุดพ้นเป็นอิสระสมบูรณ์

]]>