คุณค่าของบุคคล – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:24 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png คุณค่าของบุคคล – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (20) https://thaissf.org/er054/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er054 Tue, 02 Sep 2014 01:43:43 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/09/02/er054/ คุณธรรม และที่แต่ละคนมีต่างกันไป ได้แก่ ความสำเร็จจากระดับความสามารถที่แตกต่างกันไป แต่เป็นเรื่องไม่น่าคาดถึงว่าข้อมูลในส่วนที่แสดงความหมายของ “ศักดิ์ศรี” แบบไทยกลับให้แนวทางการเชื่อมโยงสู่ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่เข้าใจตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ นั่นคือ “กล้าทำ กล้ารับ” สามารถโยงสู่ความรับผิดชอบได้ และข้อมูลส่วนอื่นๆ ได้สกัดองค์ประกอบประการหนึ่งออกมาจากแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบ และให้มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษา นั่นคือ องค์ประกอบของความเป็นผู้กระทำ ไม่เพียงเท่านั้น องค์ประกอบนี้ยังโยงกลับไปหาคุณธรรมอีกด้วย

หากมุ่งให้งานด้านการพัฒนาจิตวิญญาณของนักเรียนในระบบการศึกษามีความก้าวหน้า มีคำถามที่จะต้องตอบมากกว่างานประเภทเดียวกันในบริบทของบุคลากรสุขภาพ และคำถามเหล่านี้น่าจะพิจารณาก่อนดำเนินการต่อไป หวังว่าคำถามที่ตั้งในที่นี้จะช่วยให้เห็นความ/ของการพัฒนาจิตวิญญาณในบริบทการศึกษาได้บ้าง ที่จริงมองได้ว่าเป็นข้อดี เนื่องจากโดยทั่วไป การรับแนวคิดตะวันตกมาใช้ มักมิได้มีการพิจารณาร่วมกับบริบทของสังคมอย่างจริงจัง บางครั้งนำมาใช้แบบไม่ดัดแปลง บางครั้งรับมาอย่างครึ่งๆ กลางๆ แต่หลายครั้งรับมาแล้ว ไม่ตระหนักด้วยซ้ำว่ารับมา อีกทั้งยังมองเป็นความจริงสากลอีกต่างหาก การรับมาใช้ไม่มีปัญหา ถ้ารู้ว่ารับมาและเข้าใจถี่ถ้วน สิ่งที่รับมาไม่จำเป็นต้องใช้ไปเช่นนั้น หากแต่สามารถช่วยกระตุ้นหรือท้าทายให้เราคิดบนพื้นฐานความเข้าใจโลกของเรา อันส่งผลให้เราเข้าใจตนเองได้ชัดขึ้นในประเด็นดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลต่อการปฏับัติต่อไป

5.2 กรอบแนวคิด

การวิเคราะห์ครั้งนี้เห็นว่าสาระสำคัญเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” ยังไม่น่าจะเพียงพอแก่การสังเคราะห์กรอบแนวคิด ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของครูหรือเด็กนักเรียน อีกทั้งยังมีคำถามบางประการที่ต้องพิจารณาก่อน องค์ประกอบที่สามารถนำมาสังเคราะห์ได้ดูจะเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังกล่าวแล้วว่าผู้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่าคุณธรรมก็คือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามปกติถ้ายึดถือกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ ก็จะอนุมานต่อไปได้โดยทันทีว่าการพัฒนาคุณธรรมคือการพัฒนาจิตวิญญาณ แต่ไม่มีความชัดเจนว่าผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะมีกรอบแนวคิดดังกล่าว

ถ้าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณธรรม ก็ต้องกล่าวว่าตามความเข้าใจของผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือคุณค่าของบุคคลในด้านที่เท่าเทียม ได้แก่ คุณธรรมอันอยู่ในอำนาจของทุกคนและคาดหวังจากทุกคนได้ เป็นคุณค่าที่ถือว่าสร้างคณูปการแก่สังคมด้วย คุณค่าของบุคคลยังมีอีกด้านที่ไม่เท่าเทียม ผันแปรไปตามบุคคล เรียกได้ง่ายๆ ว่า “ความเก่ง” ซึ่งผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็มิได้ทิ้งไปเสีย แม้จะตระหนักว่าเป็นเรื่องต้องระมัดระวังไม่ให้ค่าเกินไป “ความเก่ง” นี้เข้าใจได้ตั้งแต่เรื่องวิชาการ ความรู้ ไปจนกระทั่งความสามารถด้านอื่นๆ น่าสนใจว่าผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่าความสามารถด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการ เป็นเครื่องมือสร้างความเท่าเทียมในสังคม คือ ช่วยให้มีความก้าวหน้าในชีวิตได้ ช่วยให้มีที่ยืนและแข่งขันในสังคมได้ ในเมื่อข้างต้น ได้วิเคราะห์ว่าความใส่ใจในความเท่าเทียมนี้เป็นเรื่องของการใส่ใจในสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ จึงกล่าวได้ว่าข้อนี้ก็อยู่ในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เช่นกัน

ในส่วนของการพัฒนาคุณธรรมหรือความสำนึกในความเป็นผู้กระทำนั้น ต้องอาศัยวิธีการบางอย่างที่ช่วยให้เปลี่ยน “ความหมาย” เป็น “ความมีความหมาย” ได้แก่ การให้เผชิญสถานการณ์จริง “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” และความแคร์ นอกจากนี้ ยังต้องการสภาพแวดล้อมต่างๆ ในการกระตุ้นและรักษาคุณธรรมหรือสำนึกที่พัฒนาขึ้นมาด้วย ตั้งแต่ปัจจัยพื้นฐานเพื่อส่งเสริมสุขภาพไปจนกระทั่งความน่าเชื่อถือและความกล้าหาญทางจริยธรรมของครู ทั้งนี้ขอให้สังเกตว่า “คุณธรรม” ที่กล่าวถึงนี้ไม่มีเนื้อหา แต่เป็นเรื่องความสำนึกในความเป็นผู้กระทำ

ทั้งนี้ การตระหนักในตัวตนในฐานะเป็นผู้กระทำอาจนำสู่สุขภาวะทางจิตวิญญาณแบบอัตถิภาวะ คือ การเข้าถึงความมีความหมายบางอย่างในชีวิต แต่โดยตัวมันเองไม่อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องของจิตวิญญาณแบบดังกล่าว นอกเสียจากว่าปัจเจกบุคคลนั้นจะเลือกให้ความเป็นผู้กระทำนี้เป็นสิ่งที่มีความมีความหมายต่อชีวิตเขา

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (18) https://thaissf.org/er051/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er051 Sun, 31 Aug 2014 07:30:40 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/31/er051/ “ความแคร์” ไม่ใช่เรื่องยากที่จะเห็นว่าสัตว์เลี้ยงเช่นสุนัขเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย เมื่อเด็กแคร์ ให้ความหมายความสำคัญกับสุนัข สำนึกความเป็นผู้กระทำก็ค่อยๆ เกิดขึ้นมา กระทั่งกลายเป็นความรับผิดชอบ ความแคร์นี้ย่อมสัมพันธ์กับความสามารถ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา”

ประเด็นที่สำคัญประการหนึ่งก็คือเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความเป็นผู้กระทำ ซึ่งสามารถแสดงความเชื่อมโยงกับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แบบตะวันตกได้นั้น เป็นเรื่องของคุณธรรม เนื่องจากส่วนหนึ่งคุณธรรมเป็นเรื่องของการลงมือปฏิบัติ(สิ่งที่ดีงาม) แต่การวิเคราะห์ตอนต้นว่าคุณธรรมนี้คือคุณค่าของบุคคลด้านที่มีเท่าเทียมกัน โดยมีการกล่าวว่าหากมีคุณธรรม ก็มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ดังนั้น จึงไม่เพียงแต่จะเป็นการเน้นย้ำว่าคุณธรรมคือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามความเข้าใจของผู้ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เท่านั้น แต่ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” แบบตะวันตกได้ แม้ว่าจะยังต่างกันอยู่ คือ สำหรับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ที่อาศัยกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัตินั้น คุณธรรมเป็นเพียงปัจจัยสนับสนุน แต่สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลของไทย คุณธรรมเป็นแก่นของศักดิ์ศรี

การจัดการศึกษาเพื่อให้ประสบความสำเร็จดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การรักษาความตระหนักที่ได้ดูจะเป็นเรื่องยากกว่า ลองพิจารณาข้อความที่เรียกร้องความกล้าหาญทางจริยธรรมของครูดังต่อไปนี้

…เราฝึกเด็กมาจนขนาดที่ว่าไม่โกหกเพื่อจะได้อะไร ถ้าได้เพราะโกหกจะไม่เอา เด็กๆเค้าก็พูดตรง พูดตรงแล้วก็ไม่ตรงใจอาจารย์ ก็เกิดเป็นประเด็น มันมีอยู่วันนึง มีการประเมินโรงเรียนในฝันผู้บริหารก็เกิดไปพูดหน้าเสาธง…ผอ.ถามว่าพร้อมที่จะได้โรงเรียนในฝันหรือยัง อันนี้เล่าให้ฟังตรงๆเลยนะคะว่ากลุ่มแกนนำก็ขึ้นไปพูดว่ายังไม่พร้อม เปิดประเด็นขึ้นไปพูดเลย ยังไม่พร้อม วันนั้นลาป่วย เพราะเด็กก็พูดถูกนะคะ เพราะเราประเมินอะไรกันทีนึง เราก็ทำกันทีนึง เรายังไม่ได้ทำลงสู่วิถีชีวิต เค้าพูดคำนี้ออกมาเรายังไม่ได้ทำอะไรไปสู่วิถีชีวิต เราทำแค่ผ่านการประเมินเหมือนโกหก เด็กเค้าก็พูดแต่ยังไม่ใช้คำพูดว่าโกหก ทันทีเลย เก้าโมงเช้า ผอ.เบอร์ขึ้นโทรศัพท์เลย อาจารย์ชะบาอยู่ไหน ขอพบหน่อย หนูลาป่วยค่ะ ท่านก็น่ารักนะ พอรู้ว่าลาป่วยท่านก็ไม่กวน แล้วก็พอเช้าไปโรงเรียนมันเกิดอะไรขึ้น ทุกคนก็มองด้วยสายตาแปลกๆ…พอรู้ว่าเด็กพูดอย่างนี้ หมดแล้วกูงานนี้ แต่ก็บอกเด็กว่า ไม่เป็นไรลูก ครูยินดีจะรับทั้งผิดและชอบในคำพูดของเธอทั้งหมด ไม่ว่าพวกเธอทำอะไร ครูยินดีรับผิดชอบ เราก็เข้าไปคุยกับรองผู้บริหาร รองก็ถามอะไรอย่างนี้ เราก็รู้สึกว่า เราต้องปกป้องเด็ก เพราะสิ่งที่เด็กพูดคือสิ่งที่ถูก ก็ต้องปกป้องเด็ก ก็บอกว่าหนูยอมรับผิดทุกอย่าง…

ความกล้าหาญทางจริยธรรมสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เด็กธำรงพัฒนาการของตนได้ แน่นอนว่ามีการสร้างสภาพแวดล้อมด้วยองค์ประกอบอื่นๆ เพื่อกระตุ้นและธำรงพัฒนาการด้านสำนึกความเป็นผู้กระทำ ข้อความต่อไปนี้สรุปรวบยอดไว้อย่างดี

…เท่าที่คุยกันนะคะ พี่แก้วก็เป็นคนที่มีระเบียบในการทำงาน แล้วก็ประสบการณ์ในการทำงานสูง แนะนำคนอื่น แล้วก็ ข้อนึงที่ชอบก็คือพี่แก้วจะบอกว่าเขาจะมีความอ่อนโยนมาก เพราะว่าอาจจะเป็นด้วยพี่เขาอยู่กับเด็ก ๆ ป. 1 อะนะคะ พี่เขาประจำชั้น ป.1 เพราะนั้นก็เลยมีความรู้สึกว่าข้อนึงที่ ที่ ที่เราคิดว่าเออเป็นข้อดีของพี่เขาเลยก็คือว่า ข้อของความอ่อนโยน นะคะ อ่อนโยนแล้วก็เข้าใจเด็กให้เด็กรู้สึกว่าไว้วางใจตัวเขาเอง คือการเป็นครูเนี่ย ดิฉันก็คิด คิดเหมือนพี่แก้วอย่างหนึ่งก็คือว่าทำอย่างไรถึงจะได้ใจเด็ก การได้ใจเด็กของเด็กประถมมัธยมก็ต่างกัน จะอย่างเด็กประถมพี่แก้วก็จะมีเทคนิควิธีการของเด็ก ๆ ในการที่จะถามเขา เอ่อ ให้ความปลอดภัยเขา รับฟังเขา แต่ของเด็กมัธยมเนี่ย มันมีทั้งความสนใจเขา ให้ความยุติธรรม ให้ความรัก ความอบอุ่น ความเข้าใจ คือต้องให้หลายอย่าง เพราะนั้นข้อนึงที่ดิฉันคิดก็คือ ทำอย่างไรเราถึงจะได้ใจเด็กก่อน เพราะถ้าเราได้ใจเด็กปุ๊บเนี่ย ดิฉันเชื่อเลยว่าเราพูดอะไร เราขอความร่วมมือเขาอย่างไร เราแนะนำ เราสอนเขาอะไรในสิ่งที่ถูกเนี่ย คือเขาให้เราเกินร้อยเหมือนกัน เขาก็จะ เราจะได้กลับมาเกินร้อย อย่างเราบอกงาน เรามอบหมายภาระหน้าที่เขาแค่ แค่นิดเดียวเนี่ย แต่พอเวลางานเขาออกมาคุณภาพงานเนี่ย โหว่าความเต็มที่ของงานที่ทำเนี่ย มันจะมากกว่าที่เรามอบหมายงานค่ะ เพราะนั้นตรงแง่คิดนี้ก็จะได้จากพี่แก้วเยอะเหมือนกันว่า เอ่อ ให้เขารู้สึกว่าเขาไว้วางใจเรา พี่แก้วจะใช้คำพูดนั้นค่ะ อย่างของนานี่ก็ว่าหนูใช้คำว่าได้ใจดีกว่า เพราะถ้าเราได้ใจปุ๊บเนี่ยทุกอย่างมัน มันไปได้สวยโดยเฉพาะกับเด็กที่โต…

สังเกตได้ว่า “เกินร้อย” แสดงถึงประเด็นเรื่องสำนึกในความเป็นผู้กระทำ โดยเลยไปถึงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน

แน่นอนว่ามีการกล่าวถึงปัจจัยที่พื้นฐานไปกว่านี้ที่จะสนับสนุนให้เด็กเป็นผู้กระทำได้

…ข้อ 1-2 เป็นข้อที่สำคัญมาก ก็คือ ความดี และสุขภาพดี ก็เลยอธิบายให้เขาฟังว่า ความดีและสุขภาพดีมันต้องมาด้วยกัน เราจะสังเกตเห็นว่าหนึ่ง คนไม่ดี สุขภาพไม่ดี สังคมจะเป็นอย่างไร ครูสอนเท่าไหร่ก็ไร้ผล ลองสร้างภาพดูสิครับว่า เห็นคนไม่ดี และสุขภาพไม่ดีเป็นปัญหาสำหรับเราไหม อย่างที่สอง คนไม่ดีแต่สุขภาพดีพวกนี้แหละที่นั่งรถทัวร์ นั่งรถบัสเดินขบวน เปิดเสียงไล่ด่ากันอยู่ทุกวันนี้ คนไม่ดี แต่สุขภาพดีก่อปัญหาให้กับสังคมมากมาย อย่างที่สาม ดีขึ้นมาหน่อย คนไม่ดี สุขภาพไม่ดี พวกนี้ก็น่าสงสาร พอเรียนหนังสือไปหน่อย “คุณครูครับผมปวดท้อง” “คุณครูคะหนูปวดหัว” สอนไม่ได้เลย โรงเรียนถึงนำสิ่งเหล่านี้มาแก้ไขเป็นบริบทของโรงเรียนไว้ก่อน อย่างที่สี่ ที่โรงเรียนต้องการมากที่สุดก็คือ คนดี และสุขภาพดี…

สรุปว่าในการพิจารณาข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แม้จะไม่เข้ากับ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ อันแอบแฝงอยู่ในแนวคิดเรื่องจิตวิญญาณของตะวันตก และแม้จะมีจุดที่ไปเน้นคุณค่าของบุคคลแทน แต่ในที่สุดก็พบองค์ประกอบที่น่าสนใจ โดยมีลักษณะสอดคล้องกับข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสามารถเชื่อมโยงเข้ากับ“ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ตามกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติได้ องค์ประกอบดังกล่าวก็คือ “ความเป็นผู้กระทำ” นั่นเอง

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (16) https://thaissf.org/er047/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er047 Mon, 25 Aug 2014 05:49:29 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/25/er047/ พวกเธอไปที่ไหนก็ตาม พวกเธอเป็นนักเรียนโรงเรียนสองแคว ไม่ใช่ไปอยู่ไหนแอบข้างเสาไป กลัวนักเรียนในเมือง ไปกลัวเด็กยุพราช ไปกลัวอะไร เค้าก็เป็นคนเหมือนกัน ผมเคยพูดว่าเค้าไม่ใช่เทวดาที่ไหน เค้าก็เป็นคนเหมือนเธอนั่นแหละ เพราะฉะนั้นคนเรามันจะทำอะไรก็ตามมันอยู่ที่ไหนก็ตาม ถ้ามันรักษาเกียรติ เกียรติไม่ได้หมายความว่าใครมีสตางค์ ใครมียศถาบรรดาศักดิ์ แต่เกียรติมันอยู่ที่การทำหน้าที่นะครับ ไม่ว่าเราจะเป็นครู เป็นภารโรง เป็นอะไรก็ตามนะครับ ถ้าเราเป็นภารโรงเป็นภารโรงที่ดี เราก็มีเกียรติ บางครั้งมีเกียรติมากเป็นครูที่เลวอีกนะครับ เพราะนั้นถ้าเรารักษาเกียรติได้โดยการทำหน้าที่ เราก็อยู่ที่ไหนได้อย่างสง่างาม ก็พยายามบอกกับครู บอกกับนักเรียนอย่างนี้นะครับ

ข้อความนี้แสดงถึงการใช้คำว่า “เกียรติ” “ศักดิ์ศรี” ในความหมายของ “คุณค่าของบุคคล” อันเป็นคุณค่าที่ได้จากการลงมือกระทำหรือการพัฒนาบางอย่าง ความพิเศษของข้อความนี้คือคุณค่าดังกล่าวเป็นไปได้อย่างเท่าเทียมกันสำหรับทุกคน เนื่องจากเป็นเรื่องของคุณธรรมอันเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถลงมือกระทำได้

ลองหันมาพิจารณาเรื่อง “ศักดิ์ศรี” บ้าง โดยพิจารณาข้อความต่อไปนี้

…แล้วเด็กคนนี้แสบมากวันก่อนเราตีไปทีหนึ่งแล้วเค้าว่าเด็กคนนี้ต้องลักแน่เลยทุกคนก็มุ่งลงมติว่าคนนี้เอาแน่ แกล้งผอ. แน่เลยแต่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรพอผมจะไป ครูอธิคมรับไปก่อนเพราะกลัวผมเป็นคนโมโหแล้วใจร้าย แต่ถ้าใจดีก็ใจดี เค้าก็รีบเดี๋ยวผมจัดการเอง เค้าก็พาเด็กคนนี้ไปตะลอนๆ ไป ถามด้วยขับรถกันไปคุยกันไป เด็กก็ไม่ยอมรับ กลางคืนนั้นผมก็ไป เด็กก็หน้าเสีย กลัวผมจะว่า ผมก็ไม่ได้ว่าอะไร ผมก็เรียนคุยว่าเอาไปไหมลูก ลูกผู้ชายเอาไปก็ยอมรับถ้าไม่เอาไปก็ไม่เอาไปเค้าก็ยืนกรานว่าไม่เอาไป แต่พอกลับมาเสร็จจากลูกเสือมาพอลงรถปุ๊บนี่ เค้าใจเสียปั๊บเลย ผมเห็นเค้าหน้าซีดเลย ผอ.เล่นแน่ ผมก็เรียกเค้าอีกว่าเอาไปไหมเค้าก็ยังยืนกรานว่าไม่เอาไป ผมก็บอกว่าครูนะเชื่อในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเธอ เพราะครูรักเธอ เธอต้องไม่โกหกครู ยอมรับมาลูกถ้าเอาไปก็เอาไป เค้าก็บอกไม่เอาไป พอมาอีก 2 อาทิตย์จริงๆ เด็กคนนั้นไม่ได้เอาไปหรอก เป็นผู้หญิงที่เก็บสมาร์ทการ์ด เก็บบัตรโทรศัพท์ สะสมบัตรโทรศัพท์ เอาไป ก็ไปทำความสะอาดในห้อง ถามผมว่าถ้าผมตีเด็กคนนี้สักแปะหนึ่งเป็นบาปชั่วชีวิตเลย…

…ที่ รร. มีอย่างนึง ว่าถ้าใครลักหรือทำอะไรนี่จะเขียนจดหมายมาสารภาพบนโต๊ะ ผอ. ว่า ลักไปแล้ว บางทีก็บอกครู บอกผมเอาไปแล้วแต่ครูเราก็ยังไม่ตีหรอกจะให้โอกาส ถ้าบอกแล้วเราไม่ตี ก็บอกว่าทีหลังอย่าทำ ถึงมีค่าชดใช้ผมก็จะออกค่าชดใช้ให้ เราก็ถึงได้ว่าถ้าทำผิดไปแล้วหลงผิดไปแล้วนี่ ถ้ากลับมา บางคนกลับมานี่โดนตีเลยนะ แต่เราให้สารภาพทุกครั้ง ยังมีอีกครั้งหนึ่งที่เราเล่าให้ฟัง เด็กลักของประจำ เราก็ให้ครูอีกคนแก้ปัญหา โดยถ้าลักแล้วสารภาพมา ก็คืนเจ้าของไป สารภาพมาแล้วครูก็จะถามทุกครั้งจน เด็กคนนี้ไม่ลักเลยเพราะว่าลักแล้วเอาคืน ลักแล้วเอาคืน เด็กคนนี้ก็ห่างเรื่อยๆ จนเลิก เราก็ใช้กระบวนการนี้แหละมีอะไรเราก็จะถาม แล้วรับสารภาพมาเราก็ไม่ได้ลงโทษอะไร คือ รร. นี่เป็นแหล่งฝึกไม่ใช่แหล่งลงโทษ เราบอก รร.ให้ฝึกแต่ไม่ได้ให้ลงโทษ…

…ถ้าเด็กหนองตาบ่งผู้ชายบอกว่ารับมาอย่างลูกผู้ชาย ถ้าทำผิดไม่ยอมรับ ให้นุ่งกระโปรงเด็กจะโกรธมากกลัวเสียศักดิ์ศรี ฉะนั้นเค้าก็ยอมรับมาว่าเอาก็เอา ถ้าไม่ได้ลักก็คือไม่ได้ลัก เด็กปฏิเสธมาเราก็ไม่ได้ แต่ต้องดูตาเด็กด้วยว่าปฏิเสธจริงไหม แล้วบางครั้งเค้าจะปฏิเสธเป็นอาทิตย์เลย พออาทิตย์ที่ 2 เค้าจะทบทวนชีวิตเค้ามั้ง เค้าจะเขียนจดหมายมาขอโทษว่าที่ทำไปนะเค้าทำเอง แล้วเราก็เรียกมาโดยไม่ได้ลงโทษอะไร…

เห็นได้ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” หรือ “ศักดิ์ศรี” ในที่นี้มีความหมายตามที่ใช้ทั่วไป คือ “กล้าทำ กล้ารับ” และ “ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย” ซึ่งสัมพันธ์กับ “กล้าทำ กล้ารับ” ข้อนี้ไม่แน่ใจว่าถ้าเป็นเด็กผู้หญิงจะมีศักดิ์ศรีได้หรือไม่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจได้แก่ “กล้าทำ กล้ารับ” ตอนต้นๆ ได้กล่าวไว้เล็กน้อยเกี่ยวกับความรับผิดชอบ สิ่งนี้มีความสัมพันธ์อย่างแยกไม่ออกกับการตัดสินใจเลือกหรือเสรีภาพ แต่ในการกล่าวถึงการเคารพอัตตาณัติ มักจะมองข้ามไป เหตุผลสำคัญก็เพราะจุดเน้นอยู่ที่การมีสมรรถนะแห่งอัตตาณัติ แทนที่จะอยู่ที่การใช้สมรรถนะนั้นดังกล่าวแล้ว

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (15) https://thaissf.org/er046/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er046 Fri, 22 Aug 2014 02:28:00 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/22/er046/ …มีเด็กคนหนึ่งนะมองแล้ว คือ มันเป็นเด็กลักษณะเบี่ยงเบนทางเพศที่แบบไม่ทำอะไรเลย มองดูแล้วเด็กคนนี้ไม่มีความสามารถ คือ มองไม่เห็นจุดเด่นของนักเรียน เราต้องเอาเด็กคนนี้มาทำให้เขามีจุดเด่น คือ เด็กบางคนเนี้ย คือ เค้าสามารถแต่งหน้าแต่งตาได้นะครับ คือ สามารถทำอาชีพของเขาได้ ให้เด็กมันอยู่ในกรอบตรงนี้อย่างเด็กนักเรียนที่กลับไป เด็กเราจะต้องไปแสดงงานช้างเนาะ คือ เด็กสามารถแต่งหน้าทำผมได้ คือ สามารถไปประกอบอาชีพได้เลย คือ เด็กพวกนี้เค้าจะมีจุดเด่นแต่ละตัวๆ แต่ละคนมีความแตกต่างหลากหลายกันนะครับ แต่เด็กคนนี้เรามองไม่เห็นก็มาคุยกันว่าคนเนี้ยมองมาหลายครั้งแล้วนะ ซึ่งยังมองไม่เห็นว่าเค้ามีจุดเด่นอะไรเพราะฉะนั้นเราต้องดึงเค้ามา ให้เค้ามีจุดเด่นในตัวเอง แล้วสามารถทำงานร่วมกับสังคมได้…

หรือลองพิจารณาข้อความจากการสนทนาชุดเดียวกันนี้

…เหมือนครูปานจะเป็นคนเหมือนมีแมวมอง มีสายตาว่า ครูปานจะพิจารณาอย่างไร ซึ่งฝึกเด็กกลุ่มนี้ให้ไปสู่ยอดได้ เหมือนกับอะไรละ กว่าจะหาเพชรสักเม็ดหนึ่ง ครูปานต้องใช้ความสามารถตรงนี้มากๆ แล้วก็ครูปานก็จะทุ่มเวลา เสียสละ ตอนเช้าก็ต้องมาแต่เช้าใช่ไหมคะ แล้วตอนเที่ยงอีก หลังจากที่ตัวเองสอนภาษาอังกฤษ จะต้องเตรียมภาษาอังกฤษด้วยใช่ไหมคะ แล้วยังเอาเวลามาฝึกเหมือนกับครูดา ที่สอนอนุบาล แต่ไปฝึกเล่านิทาน แล้วได้ชนะระดับกรุงเทพฯ อย่างเนี้ยคะ ความเสียสละ ความทุ่มเท เห็นมากๆ เลยนะคะ ชื่นชมตรงนี้คะ…

…มีความเชื่อนะคะว่า ไม่ว่าอะไร ถ้าเราทำแล้วมันจะต้องดีขึ้นแน่นอน อันนี้เชื่อคะ แต่ว่าจะดีระดับไหนนั้น ก็แล้วแต่ศักยภาพของบุคคล ถูกไหมคะ บางคนเราก็จะสอนครั้งเดียวเขารู้ หลายครั้งถึงจะรู้ หรือว่าสอนไปตั้งนานจนเราลืมไปแล้ว ถึงจะเกิดอะไรอย่างเนี้ยคะ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่ออยู่ตลอดก็คือ ไม่ว่าเขาจะนำมาใช้ในขณะนั้น ให้เราได้เห็น ได้ชื่นใจหรือไม่ แต่ว่าส่วนหนึ่งที่ตกตะกอนอยู่ในตัวเขาจะต้องมีแน่นอน…

…ชอบคำพูดพี่มากเลยว่าอะไรก็ตามที่เราได้ทำ พี่เชื่อว่ามันต้องตกตะกอนในตัวเขา ถ้าเราได้เริ่มต้นนะ มันเหมือนกับว่าอย่ายอมแพ้ตั้งแต่คิด ต้องทำก่อนแล้วถึงจะรู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดีนะคะ คือพี่กล้าที่จะทำอะไรบางอย่าง ที่ได้เรียนรู้ในการตัดสินใจบางอย่าง คือพี่มีพื้นฐานของความเชื่อว่าทุกคนมีคุณค่า พี่ไม่ได้มองว่าเด็กคนนี้ไม่มีคุณค่า มองว่าทุกคนมีคุณค่า เพชรทุกเม็ดสามารถเอามาเจียระไนได้ มองเรื่องคุณค่าของคน…

ข้อความเหล่านี้แสดงถึงความลื่นไหลระหว่างคุณค่าของบุคคลกับคุณค่าที่ทุกคนมี กล่าวคือ มีการกล่าวถึงคุณค่าที่ทุกคนมีในความหมายที่ว่าทุกคนมีศักยภาพอะไรบางอย่างที่สามารถพัฒนากระทั่งเป็นคุณค่าของบุคคลได้ ดังนั้น แม้ยังไม่พัฒนาทุกคนก็มีคุณค่าแห่งศักยภาพนี้ แต่จะมีเฉพาะบางคนเท่านั้นที่สามารถพัฒนาคุณค่าส่วนบุคคลได้ คุณค่าแบบศักยภาพนี้ในที่สุดแล้วก็ต้องยอมรับว่าแต่ละคนมีไม่เท่าเทียมกัน อาจส่งผลเสียในด้านของการให้ความสนใจแต่คนเก่งได้

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (14) https://thaissf.org/er045/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er045 Thu, 21 Aug 2014 03:20:56 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/21/er045/ เป็นเรื่องของการฝึกจิต ทำสมาธิ และตามกรอบแนวคิดของพระพุทธศาสนา เมื่อมีสมาธิ ก็จะมีปัญญา อย่างไรก็ตาม หากกล่าวโดยกว้าง “จิตวิญญาณ” มีสองความหมาย ได้แก่ ความหมายเชิงศาสนา และ ความหมายเชิงอัตถิภาวะ ในการศึกษาเกี่ยวกับ “จิตวิญญาณ” ในสมัยต้น ความหมายเชิงศาสนานับว่ามีบทบาทหลัก ตามนัยยะนี้ “จิตวิญญาณ” เป็นเรื่องของประสบการณ์อันสัมพันธ์กับ “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ในความหมายของสิ่งที่มิอาจประสบได้ด้วยการรับรู้ทั่วไป อันอาจกินความถึงการได้สัมผัสพระเป็นเจ้า หรือการมีประสบการณ์ทางสมาธิ นอกจากนี้ ยังหมายถึงประสบการณ์ทั่วไป ได้แก่ การปฏิบัติศาสนกิจต่างๆ เช่น การเข้าโบสถ์ สวดมนต์ ปฏิบัติสมาธิ เป็นต้น ในสมัยปัจจุบัน มิติด้านอัตถิภาวะของ “จิตวิญญาณ” มีความชัดเจนมากขึ้น ตามนัยยะนี้ “จิตวิญญาณ” ไม่ใช่เรื่องของศาสนา หากแต่เป็นเรื่องของการเข้าถึงความมีความหมายของชีวิตเป็นสำคัญข้อนี้ครอบคลุมการตระหนักถึงคุณค่าและเป้าหมายแห่งการดำรงอยู่

แน่นอนว่า “จิตวิญญาณ” ในความหมายแรก โดยมากจะสัมพันธ์กับ “จิตวิญญาณ” ในความหมายหลัง เนื่องจากศาสนาเป็นแหล่งคำตอบสำคัญเกี่ยวกับคุณค่าและเป้าหมายในการมีชีวิต อย่างไรก็ตาม ดังกล่าวแล้ว “จิตวิญญาณ” ในความหมายของอัตถิภาวะนั้นมิจำเป็นต้องสัมพันธ์กับศาสนา ยิ่งไปกว่านั้น ในปัจจุบัน มีทัศนะอันทรงอิทธิพลยิ่งขึ้นว่าบุคคลสามารถมีพัฒนาการทางจิตวิญญาณโดยมิต้องข้องเกี่ยวกับศาสนาแม้เพียงนิด ข้อนี้เป็นที่มาของคำว่า “not religious, but spiritual” ด้วยเหตุผลทั้งสองประการนี้ การไตร่ตรองเกี่ยวกับจิตวิญญาณ จึงควรยึดความหมายเชิงอัตถิภาวะเป็นสำคัญ ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิญญาณในฐานะ “การทำจิตนิ่ง” ดังที่แสดงในข้อความจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้างต้น จึงนับว่ายังไม่ใช่แก่นสารของ “จิตวิญญาณ” กล่าวได้ว่า “การทำจิตนิ่ง” เป็นเครื่องมือสนับสนุนการพัฒนาจิตวิญญาณ แต่ก็ไม่เชิงจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับ “จิตวิญญาณความเป็นครู” ที่สังเคราะห์ไว้ตอนก่อนหน้า

ทั้งนี้ก่อนขึ้นส่วนถัดไป มีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ นั่นคือ พิจารณาได้ว่าความเข้าใจเรื่อง “จิตวิญญาณความเป็นครู” ดังกล่าวสะท้อนว่าผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เห็นว่า “จิตวิญญาณ” เป็นเรื่องของ “สารัตถะ” (essence) คือ เป็นลักษณะที่นิยามความเป็นสิ่งนั้น หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นคุณสมบัติที่หากขาดไปแล้ว สิ่งนั้นจะไม่ดำรงอยู่ต่อไปในฐานะสิ่งนั้น จึงกล่าวได้ว่าหากผู้มีอาชีพครูขาดลักษณะต่างๆ เช่น การเป็นผู้ให้เสียสละ อดทน ฯลฯ ก็ถือว่าบุคคลผู้นั้นขาดความเป็นครู

4.3 ศักดิ์ศรีและคุณค่าของเด็ก

หัวข้อที่มาก่อนเป็นการพิจารณาความเข้าใจเรื่อง “จิตวิญญาณ(ความเป็นครู)” ตามที่ปรากฏในข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อนี้จะให้ความสนใจกับข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับ “ศักดิ์ศรี” และ “คุณค่า” ของเด็ก

ดังกล่าวแล้วว่าหากยึดกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นั้นแยกออกจาก “คุณค่าของบุคคล” ข้อนี้จะเป็นการเน้นย้ำว่าไม่ว่าบุคคลจะมีคุณค่าใดหรือไม่ ไม่ว่าคุณค่าจากชาติตระกูล ความร่ำรวย ผลงาน หรือความดีงาม พวกเขาต่างก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ นี่คือพื้นฐานแห่งความเท่าเทียมกันนั่นเอง หากจะกล่าวให้เข้าใจง่าย เราต้องแยกระหว่าง “คุณค่าของบุคคล” ซึ่งเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล และ “คุณค่าของมนุษย์” อันหมายถึงศักดิ์ศรีของใครก็ตามที่เกิดมาเป็นมนุษย์ แล้วทำไมบุคคลเหล่านี้จึงมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เหตุผลก็เพราะพวกเขามีอัตตาณัติ สามารถเลือกกำหนดชะตาชีวิตตนเองได้

ข้อนี้ก็ทำให้ฉงนได้เช่นกัน เนื่องจากที่มาของศักดิ์ศรีมีน้ำหนักอยู่ที่การมีสมรรถนะในการตัดสินใจเลือก ไม่ได้อยู่ที่การใช้สมรรถนะดังกล่าว เห็นได้ว่าเมื่อพิจารณาตามกรอบจริยศาสตร์ตะวันตกแล้ว แทนที่จะเป็นเรื่องสูงส่ง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ในฐานะแนวคิดตะวันตกที่สังคมไทยเริ่มรับมาใช้ กลับเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับว่าบุคคลจะใช้สมรรถนะของตนเพิ่มคุณค่าให้ตนเองหรือไม่ เพียงใด จึงไม่น่าแปลกใจว่าความกลับหัวกลับหางเช่นนี้จะไปด้วยกันยากกับข้อมูล ทั้งนี้ไม่ต้องกล่าวว่าสังคมไทยที่รับแนวคิดนี้มาใช้นั้นมีความเข้าใจหรือไม่

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (12) https://thaissf.org/er043/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er043 Tue, 19 Aug 2014 08:16:01 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/19/er043/ เราได้เป็นผู้ให้ ผู้ช่วยเหลือ ได้ช่วยเหลือทุกคน นักเรียนเกิดความเสมอภาค …ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน ดิฉันจะพยายามทำเป็นแบบที่ดีให้กับลูกๆ และก็สอนด้วยค่ะ เพราะว่าบางครั้งเด็กก็ต้องการชี้แนะเหมือนกันทำไมครูต้องทำแบบนี้ ทำไมครูต้องแต่งตัวแบบนี้ ทำไมครูจึงพูดไพเราะ เราต้องสอนเค้าด้วย เพราะเค้าเหมือนผ้าขาวที่เราจะต้องป้อนเค้า ให้ในสิ่งที่ถูกต้องแก่เค้า เพราะว่าเด็กก็ต้องมีทั้งความดีเติบโตไปพร้อมๆ กับความรู้ที่เค้าจะต้องนำไปเป็นอาวุธในการต่อสู้ในการดำรงชีวิตต่อไป…

ข้อมูลเหล่านี้บอกอะไรได้ แม้ว่ามีส่วนหนึ่งที่แสดงถึงความใส่ใจในความเสมอภาคหรือความเป็นธรรม ดังพบในข้อมูลส่วนแรงผลักดันสู่ความเป็นครู แต่ข้อมูลส่วนใหญ่แสดงถึงรูปแบบของการเป็น “ผู้ให้-ผู้รับ” ในความหมายของ “พ่อ(หรือแม่)-ลูก” การมุ่งมอบโอกาสตามสิทธิที่เด็กพึงได้รับ การมุ่งสร้างความเป็นธรรม ดูจะมีนัยเกี่ยวกับความเคารพในความเป็นมนุษย์ที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานบางอย่าง แต่เมื่อพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย เห็นได้ว่านัยนี้ดูจะถูกบดบังไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องการให้ความสำคัญแก่ความกตัญญูอันเป็นหน้าที่ในการทดแทนคุณ แสดงถึงมิติของการเป็น “ผู้ให้” มากกว่า “ผู้เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน”

หากเรายังทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” โดยอาศัยกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติอยู่ รูปแบบที่ใช้น่าจะเป็น “ผู้ใหญ่ตัวน้อย” คือ มองว่าเด็กเป็นผู้ที่ครูจะต้องช่วยพัฒนาอัตตาณัติ ดังนั้น จึงต้องปฏิบัติกับเด็กราวกับว่าเป็นผู้ใหญ่อีกคน มุมมองนี้ไม่ไปด้วยกันกับการมองเด็กเป็น “ผู้รับที่ต้องตอบแทน”

ในเมื่อข้อมูลจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็ดูจะยืนยันว่ามีการให้ความสำคัญกับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก ข้อนี้ก็แสดงถึงความจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามว่าแนวคิด “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์แบบไทย” นั้นมีได้หรือไม่ หรือมีในลักษณะใด “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” กับ “คุณค่าของบุคคล” อันเนื่องมาจากผลงานหรือการกระทำบางอย่าง (เช่น กตัญญู) ถือเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่ หรืออีกนัยหนึ่ง ครูไทยเข้าใจแนวคิดเรื่อง “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นี้ว่าอย่างไร

ข้อนี้มีความสำคัญในอีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากการวิเคราะห์ในหัวข้อที่มาก่อนแสดงว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” กับ “อัตตาณัติ” มีความเกี่ยวพันกันแนบแน่น และ “จิตวิญญาณ” (แบบอัตถิภาวะ) ก็มีฐานคติเรื่อง “อัตตาณัติ” (หรือ “เสรีนิยม”) แอบแฝงอยู่ แต่สำหรับบริบทไทย แนวคิดทั้งสาม ได้แก่ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” “อัตตาณัติ” และ “จิตวิญญาณ” มีความเกี่ยวพันกันแนบแน่นหรือไม่

นัยของคำถามจะเห็นได้ชัดขึ้นหากพิจารณาเห็นว่าภายในกรอบแนวคิดเรื่องอัตตาณัติ การพัฒนาจิตวิญญาณนั้น แอบแฝงเป็นส่วนหนึ่งของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เนื่องจากการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์คือการไม่ขัดขวางและส่งเสริมสมรรถนะด้านอัตตาณัติ และในบริบทการศึกษาก็รวมความถึงการไม่ขัดขวางและส่งเสริมปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ และแก่นแกนของอัตตาณัติก็คือการตัดสินใจเลือก การเลือกที่สำคัญที่สุดและมีนัยต่อชีวิตทั้งมวลของบุคคลก็คือการเลือกเป้าหมายชีวิตในความหมายที่ลึก คือในความหมายของการเลือกให้ความหมายแก่ชีวิต อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือตะวันตก โดยทั่วไปมุ่งเน้นตรงปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณธรรม ในส่วนการพัฒนาสมรรนะการตัดสินใจเลือกก็มิได้มีมาก ส่วนใหญ่ก็จะแฝงอยู่กับการพัฒนาสมรรถนะทางสติปัญญาและการให้ข้อมูลความรู้ผ่านทางการฝึกฝนด้านวิชาการ

]]>
การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนการสอนเพื่อความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์” (4) https://thaissf.org/er035/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er035 Thu, 14 Aug 2014 11:17:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/14/er035/ สอนให้เด็กใช้ความคิด หรือให้ข้อมูล/ความเข้าใจโลกพื้นฐาน หากละเลยด้านการส่งเสริมและให้เด็กตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง โดยปราศจากทักษะในการตัดสินใจและข้อมูลจะถือว่าเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก แน่นอนว่าหากเข้าใจ “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” โดยอาศัย “อัตตาณัติ” ก็กล่าวได้ว่ากรณีนี้เป็นการละเมิด “สิทธิ” หรือ “เสรีภาพ” ของเด็ก ข้อนี้เรียกได้ว่าเป็น “ปฏิทรรศน์” (paradox) แห่งเสรีภาพ คือ ในหลายกรณี การเคารพเสรีภาพ (ในความหมายของ “อัตตาณัติ”) เรียกร้องให้เข้าแทรกแซงเสรีภาพ (เช่น จำกัดการตัดสินใจเลือกของผู้อื่น) เนื่องจากบุคคลนั้นไม่อยู่ในภาวะที่สามารถตัดสินใจได้

อัตตาณัติมีอีกมิติหนึ่ง ซึ่งในจริยศาสตร์ยังมีจุดยืนที่ต่างกันออกไปว่าควรผนวกเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเกี่ยวกับการเคารพอัตตาณัติมากน้อยเพียงใด อย่างไรก็ตาม กล่าวได้ว่ามิตินี้มีความจำเป็นเมื่อพิจารณาเกี่ยวกับเด็ก มีแนวคิดว่าการพิจารณาเกี่ยวกับอัตตาณัติของบุคคลนั้น ต้องพิจารณาถึงปัจจัยอันส่งเสริมอัตตาณัติ ได้แก่ ปัจจัยที่ช่วยให้บุคคลสามารถตัดสินใจเลือกได้ เช่น การมีปัจจัยสี่ หรือตัดสินใจเลือกได้ดีขึ้น เช่น การมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม หรือแม้กระทั่งการมีคุณธรรม ปัจจัยหลังนี้ดูแปลกแยก แต่อันที่จริงจะเห็นได้ว่าบุคคลที่มีคุณธรรม (เช่น ความยับยั้งชั่งใจ ความขยันหมั่นเพียร) ย่อมสามารถตัดสินใจเลือก รวมถึงดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่เลือกได้ดีกว่า เห็นได้ว่าสำหรับการฟูมฟักเด็กให้มีอัตตาณัติแล้ว ปัจจัยเหล่านี้นับว่าจำเป็น

เมื่อพิจารณาแนวคิดเรื่อง “อัตตาณัติ” แล้วจะเห็นว่าหากยึดถืออุดมคติแบบเสรีนิยม เป้าหมายการศึกษาก็คือการอบรมให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นบุคคลที่มีอัตตาณัติ คือ สามารถคิดอย่างมีข้อมูลเพื่อเลือกสิ่งต่างๆ ให้แก่ตนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เนื้อหา” ของเป้าหมายชีวิต ตามนัยนี้ เด็กต้องเข้าใจด้วยเหตุผลว่าทำไมจึงควรหรือไม่ควรเลือกสิ่งหนึ่งๆ และตัดสินใจเลือกไปตามเหตุผลนั้น แนวคิดนี้มีอิทธิพลต่อสังคมไทยไม่มากก็น้อย ดังจะเห็นหลายคนกล่าวว่าควรสอนให้เด็กตัดสินใจเลือกเอง แต่ในหลายๆ ส่วนก็ยังเห็นว่ามีคำตอบอยู่แล้วว่าควรจะเลือกอะไร

ทั้งนี้ มิได้กล่าวว่าการมีคำตอบเช่นนี้เป็นสิ่งไม่สมควร เนื่องจากสำหรับมนุษย์การจะกล่าวว่าไม่มีคำตอบนั้นเป็นไปไม่ได้ นอกเสียจากต้องให้เงื่อนไขคำกล่าวเช่นนี้อย่างชัดเจน แม้เสรีนิยมจะกล่าวอ้างว่าตนไม่ให้ “เนื้อหา” แต่อันที่จริงแล้วเนื้อหาก็คือ “จงอย่ากำหนดเนื้อหา” ดังจะเห็นได้ว่าผู้ที่อยู่ในวัฒนธรรมเสรีนิยมบางส่วนต่อต้านท่าทีที่ยึดถือคำตอบบางอย่าง เช่น การเขียนภาพล้อเลียนศาสดาของบางศาสนาเพื่อท้าทายว่าไม่ควรคิดว่ามีคำตอบแน่ชัดเกี่ยวกับความหมายของชีวิต การมองเห็น “เนื้อหา” ของเสรีนิยมที่กล่าวอ้างว่า “ไม่ให้เนื้อหา” นี้เป็นข้อวิจารณ์สำคัญต่อเสรีนิยมในปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้จึงมีหลายคนเห็นว่าการล้อเลียนดังกล่าวเป็นการกดขี่ทางวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งเป็นลัทธิจักรวรรดินิยมที่มุ่งเปลี่ยนให้ทั่วโลกมีวัฒนธรรมเดียวกับตะวันตก

ในบริบทการศึกษา มีอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ดังกล่าวแล้วว่า “อัตตาณัติ” เป็นกรอบแนวคิดหลักในการทำความเข้าใจ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” และแก่นแกนของ “อัตตาณัติ” คือสมรรถนะในการตัดสินใจเลือก ดังนั้น บุคคลทุกคนที่มีสมรรถนะดังกล่าวย่อมมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์โดยทันที ดังนั้น ในการให้การศึกษาเด็ก ไม่เพียงแต่ครูจะต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็กโดยเคารพ สมรรถนะดังกล่าวเท่านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เคารพ” ในความหมายของการส่งเสริม) หากแต่จะต้องช่วยให้เด็กเห็นว่าอะไรคือแก่นแกนของศักดิ์ศรี ผลที่สำคัญคือต้องแยกระหว่าง “คุณค่าของบุคคล” อันเนื่องมาจากความสำเร็จ (เช่น การได้คะแนนดี การชนะการประกวด การเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือผู้อื่น) กับ “คุณค่าของบุคคล” ในความหมายของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” (นั่นคือ ผู้กำหนดชะตาชีวิตของตน ผู้ตัดสินใจเลือกและรับผิดชอบต่อผลการตัดสินใจ) นัยสำคัญก็คือ ไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ คนเราต่างก็มีศักดิ์ศรีทั้งนั้น

]]>