ความเหลื่อมล้ำ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org ThaiSSF.org Sun, 31 Jan 2016 16:16:25 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.9.1 https://thaissf.org/wp-content/uploads/2016/01/sodsri-logo-150x150.png ความเหลื่อมล้ำ – มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ https://thaissf.org 32 32 ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตอนที่ 4 https://thaissf.org/er029/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er029 Thu, 07 Aug 2014 07:39:05 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/07/er029/ เรื่องการเรียนรวมกันระหว่างเด็กทั่วไปกับเด็กพิเศษ ในขณะที่รัฐโดยกระทรวงศึกษาธิการและกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายตรวจระดับสติปัญญาเด็กนักเรียนให้มากที่สุดโดยให้เหตุผลว่าเพื่อจัดการศึกษาให้เหมาะสมแก่เด็กเป็นรายบุคคล แต่นโยบายเช่นนี้นำมาซึ่งการคัดแยกเด็กและเลือกปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรมมากที่สุดเรื่องหนึ่ง เด็กที่ถูกคัดแยก ตีตรา ระบุว่าสติปัญญาบกพร่องหรือปัญญาอ่อนถูกตัดโอกาสที่จะได้พัฒนาทักษะความสามารถที่เขามีไปเสียตั้งแต่ต้นทาง

อันที่จริงแล้วเด็กนักเรียนทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจน ต่างศาสนาและชาติพันธุ์ ระดับสติปัญญาจะแตกต่างกัน รวมทั้งอาจจะมีความบกพร่องเฉพาะด้าน เช่น แอลดี หรือ สมาธิสั้น ทั้งนี้รวมถึงเด็กก้าวร้าว เด็กเกเร เด็กติดยา เด็กหญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ ควรมีระบบการศึกษาที่พร้อมจะช้อนรับทุกคนให้เรียนร่วมกัน

คำถามคือ เด็กแตกต่างกันมากมายเพียงนี้ให้เรียนอะไร

คำตอบคือ ให้เรียนรู้ทักษะ ไม่ให้เรียนความรู้

หากให้เรียนความรู้และสอบวัดความรู้ดังที่เป็น เด็กแต่ละกลุ่มเหล่านี้ย่อมทำได้ไม่เท่ากันและถูกตัดสินอย่างไร้ความเป็นธรรม เพราะแท้จริงแล้วเด็กทุกคนในโลกมีพัฒนาการด้านต่างๆเร็วช้าต่างกัน เด็กช้าหรือทำไม่ได้วันนี้มิได้แปลว่าจะทำไม่ได้ตลอดไป และถึงแม้ว่าจะทำไม่ได้ก็มิได้เดือดร้อนใครหากเขาทำอย่างอื่นได้ดีกว่า

ตัวอย่างง่ายๆที่ผู้คนไม่ใคร่ครวญให้ดี เช่น เด็กบางคนเขียนก่อนที่จะอ่านได้ เด็กบางคนคูณก่อนที่จะลบได้ เด็กเรียนเก่งจบแพทยศาสตร์บัณฑิตย่อมจับปลาไหลในท้องนาไม่ได้ เป็นต้น

ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยควรวัดทักษะหรือความสามารถที่เด็กมีแล้วมุ่งเน้นพัฒนาทักษะหรือความสามารถของเด็กเป็นรายบุคคลตามบริบทของท้องถิ่น มากกว่าที่จะวัดความรู้โดยตรง

ทักษะสำคัญมี 3 ด้าน คือทักษะการเรียนรู้ ทักษะการใช้ชีวิต และทักษะการใช้เทคโนโลยีไอที

เด็กทุกคนในประเทศไทยควรได้พัฒนาทักษะการเรียนรู้ โดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียนเป็นบุคคลที่ใฝ่เรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในทุกสถานที่และเวลา (ไม่ใช่รู้มากคือผู้ชนะดังที่เป็นอยู่)

เด็กทุกคนในประเทศไทยควรได้พัฒนาทักษะการใช้ชีวิต โดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียนเป็นบุคคลที่มีจุดมุ่งหมาย มีความใฝ่ฝัน มีความสามารถที่จะค้นหาทางเลือกของชีวิต ทำงานเป็น ประเมินตนเองได้ และค้นหาทางเลือกใหม่เรื่อยไปไม่สิ้นสุด (ไม่ใช่รู้มากแต่เอาตัวไม่รอด เรียนไม่เก่งแล้วติดยา หรือเรียนเก่งแต่ฆ่าตัวตาย ดังที่เป็นอยู่)

เด็กทุกคนในประเทศไทยควรได้พัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีไอที โดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียน เป็นบุคคลที่รู้จักแยกแยะและเสพข้อมูลข่าวสาร รู้จักวิเคราะห์และวิพากษ์ รวมทั้งสามารถใช้เครื่องมือไอทีเพื่อประโยชน์ของชีวิต (ไม่ใช่เชื่อข้อมูลทุกอย่างอย่างฉาบฉวยและใช้เครื่องไอทีสมัยใหม่เพียงเพื่อเล่นเกม)

จะเห็นว่าเป้าหมายของการศึกษามิใช่เนื้อหาความรู้ที่ตายตัวและแออัดยัดเยียดอีกต่อไป แต่กลายเป็นเรื่องของทักษะหรือความสามารถ 3 ด้านซึ่งเด็กทุกคนไม่ว่าจะจะยากดีมีจน ต่างศาสนาและชาติพันธุ์ ระดับสติปัญญาจะแตกต่างกัน รวมทั้งอาจจะมีความบกพร่องเฉพาะด้าน เช่น แอลดี หรือ สมาธิสั้น ทั้งนี้รวมถึงเด็กก้าวร้าว เด็กเกเร เด็กติดยา เด็กหญิงตั้งครรภ์ ฯลฯ สามารถพัฒนาไปพร้อมกันด้วยการออกแบบระบบการเรียนการสอนให้นักเรียนทำงานเป็นทีมในทุกๆสาขาวิชา โดยมีโจทย์ปัญหาที่เหมาะสมต่อชีวิต ชุมชน และสังคมรอบตัวเด็กเอง

เช่นนี้การเรียนรู้ การใช้ชีวิต การใช้สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตจึงกลืนเป็นเนื้อเดียวกันโดยเด็กๆที่มีความแตกต่างกันสามารถเรียนร่วมกัน การสอบที่แข็งกระด้างเปลี่ยนเป็นการประเมินระดับการพัฒนาของเด็กเป็นรายบุคคล ดังที่เรียกว่าเด็กแต่ละคนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง

คุณครูและโรงเรียนยังเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาเสมอ แต่จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทและวิธีทำงาน คุณครูควรเลิกสอนหรือสอนแต่น้อยแล้วเปลี่ยนบทบาทมาทำหน้าที่ออกแบบโจทย์ปัญหาและกระบวนการเรียนรู้เพื่อเพิ่มพูนทักษะ 3 ประการ โรงเรียนเปลี่ยนตนเองเป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีเสรีภาพทางปัญญา แน่นอนว่างานจะมากขึ้น หนักขึ้น แต่ก็จะมีคุณค่าและมีคุณประโยชน์มากขึ้นด้วย

]]>
ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตอนที่ 3 https://thaissf.org/er028/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er028 Sun, 03 Aug 2014 14:00:48 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/08/03/er028/ ถนนแคบส่วนหนึ่ง ถูกรถชนกระเด็นออกไปอีกส่วนหนึ่ง จำนวนเด็กเหล่านี้มีมากน้อยเพียงไรสามารถหาตัวเลขกันได้ไม่ยาก บ้างหลุดออกไปเพราะความจำเป็นของฐานะการบ้านบังคับ บ้างหลุดออกไปเพราะไม่สามารถทำเกรดได้ตามที่โรงเรียนประสงค์

ส่วนที่เหลืออยู่ก็จำเป็นต้องใช้เงินในการเตรียมความพร้อมมากขึ้นทุกทีๆ

หลังจากผ่านมัธยมต้นที่ซึ่งการแข่งขันก็สูงมากพอสมควรแล้ว เมื่อนักเรียนเข้าสู่ชั้นมัธยมปลายการใช้เงินเพื่อการแข่งขันให้ได้เกรดดีที่สุดเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุดเพื่อให้ได้เงินที่ดีที่สุดและเพื่อสืบทอดสถานะที่สูงกว่าของครอบครัวของตนให้มากที่สุดจะทวีความเข้มข้นถึงระดับไม่ปรานีปราศรัยกันอีก พ่อแม่ที่พอมีเงินจำเป็นต้องเจียดเงินเพื่อจ่ายค่ากวดวิชา ค่าหอพัก ค่ารถและเครื่องบิน ค่าน้ำมันรับส่ง รวมทั้งค่าอาหารและสันทนาการยามค่ำคืนตามสมควร

การต่อสู้ดุเดือดถึงที่สุดหลังการเปิดภาคเรียนชั้นมัธยมปีที่หกเพียงประมาณสามเดือน การสอบตรงของบางคณะยอดนิยมของมหาวิทยาลัยบางแห่งรวมทั้งคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยบางแห่งก็เริ่มต้นแล้ว นั่นแปลว่าเด็กที่เข้าสู่สนามแรกนี้ต้องเรียนจบทุกอย่างตั้งแต่ชั้นมัธยมปีที่ห้าซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่ามีแต่พ่อแม่ที่มีเงินมากพอเท่านั้นที่สามารถจ่ายค่ากวดวิชาทุกวิชาให้ลูกทำเช่นนั้นได้ ส่วนที่เหลือหมดสิทธิชนะตั้งแต่ยังไม่ทันออกสตาร์ท

การสอบตรงของคณะแพทยศาสตร์ต่างๆในมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดเป็นตัวอย่างของมหกรรมการศึกษาเพื่อความเหลื่อมล้ำรุ่นต่อไปที่ยิ่งใหญ่ ถนนทุกสาย สนามบินทุกแห่งพุ่งไปสู่จังหวัดนั้นๆ โรงแรมเต็มหมดทุกที่ การจราจรติดขัดไปทั่วเมืองตั้งแต่วันก่อนสอบหนึ่งวันและวันสอบ เด็กเก่งจำนวนหนึ่งจะได้ที่นั่งเรียนเรียบร้อยตั้งแต่ขั้นตอนนี้(แล้วสละสิทธิ์ในวันหลังเมื่อได้มหาวิทยาลัยที่ดีกว่า)

เด็กจำนวนมากกว่าหมดเงินพ่อแม่ไปเปล่าๆแต่ก็อ้างกับตนเองกันทุกครอบครัวว่า “เพื่อหาประสบการณ์”

การสอบตรงของคณะต่างๆโดยเฉพาะในต่างจังหวัดทำให้พ่อแม่เสียเงินจำนวนมากซ้ำแล้วซ้ำเล่า แน่นอนว่ามีคำปลอบประโลมจากนักการศึกษาเสมอว่าขอให้นักเรียนอย่ายึดติดสถาบันอย่ายึดติดสาขายอดนิยมแต่ให้ใส่ใจในความถนัดและความพร้อมของตนเอง คำปลอบประโลมเหล่านี้ไม่ต่างอะไรจากคำขวัญวันเด็กแห่งชาติที่คอยทำให้เด็กจำนวนหนึ่งหลงเชื่อและตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบรุ่นแล้วรุ่นเล่า เพราะในความเป็นจริงแล้วการไม่ได้ที่เรียนในคณะที่ดีของมหาวิทยาลัยที่ดีค่อนข้างทำนายอนาคตได้แม่นยำตามสมควรว่าคุณจะได้ฐานเงินเดือนเท่าไร

ครั้นมองดูถนนแปดเลนทั้งเส้นเพื่อคอยติดตามอนาคตของเด็กที่หลุดออกมากลางคัน เราพบว่าจำนวนมากไปเป็นแรงงานชั้นต่ำ เหตุผลเพราะการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ริบเอาศักยภาพและความสามารถของเด็กที่จะเรียนรู้สัมมาชีพของบิดามารดาหรือบรรพบุรุษไปเสียแล้ว พูดง่ายๆว่าทำนาไม่เป็นแล้ว แกะสลักไม่เป็นแล้ว แย่กว่านี้คือหนักไม่เอาเบาไม่สู้ไปเสียแล้ว พ้นจากแรงงานชั้นต่ำก็ได้เรียนปริญญาอะไรสักใบของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดอะไรสักแห่งซึ่งจบออกมาก็เป็นที่ประกันได้ว่างานที่ได้จะได้เงินเดือนขั้นต้นเท่าไร ทำให้หลายคนหันไปเปิดร้านเสื้อผ้า ร้านกิ๊ฟท์ช้อป ร้านกาแฟ หรือไปเป็นช่างอ๊อกช่ช่างเชื่อมช่างซ่อมมอเตอร์ไซค์ ไม่นานหลังจากนี้ทุกคนจะมีครอบครัว ภาพสุดท้ายที่เราจะเห็นคือเด็กหนุ่มสักคนขี่รถเครื่องมีภรรยาซ้อนท้ายและเด็กเล็กอีกสองคนเกาะหน้าหลัง ชีวิตของพวกเขาจะพบจุดจบที่ประมาณนี้

หากเป็นสตรีที่ไร้การศึกษา มีโอกาสสูงมากที่พวกเธอจะเข้าสู่เส้นทางสายบันเทิงในทุกรูปแบบรวมทั้งได้งานพนักงานเสิร์ฟยามค่ำคืนหรือทำงานร้านคาราโอเกะที่มีดาษดื่นทั่งราชอาณาจักรซึ่งทำให้ง่ายและสุ่มเสี่ยงต่อการเข้าถึงยาเสพติดและการค้ามนุษย์ในที่สุด

บัณฑิตปริญญาตรีหรือโทที่จบมาก็พบความเหลื่อมล้ำตั้งแต่ขั้นตอนสมัครงาน เป็นความจริงที่ทุกคนต่างปฏิเสธว่าไม่จริงคือนายจ้างหรือบริษัทห้างร้านจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะพิจารณาบัณฑิตจากจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ฯ และมหิดลฯ ก่อนเสมอ ที่เหลือเอาไว้ทีหลัง พูดเช่นนี้มิได้หมายความว่าสามสถาบันนี้ทำไม่ถูกหรือศิษย์เก่าทำไม่ถูก แต่เป็นประเด็นความไม่ยุติธรรมของการแข่งขันทุกขั้นตอนที่นักเรียนไทยจำนวนมากถูกปิดประตูไม่ให้มีโอกาสชนะเลยตั้งแต่เมื่อเกิดในครอบครัวที่ไม่มีเงินมากพอจะส่งไปเรียนพิเศษ

สำหรับผู้ชนะ คนดีมีอยู่ตามที่ต่างๆในสังคมไทย อย่างไรก็ตามการผลิตบัณฑิตที่ชนะตลอดทางด้วยการโค่นคู่ต่อสู้ล้มลงตลอดทางเช่นกันชวนให้สงสัยว่าเราจะได้บัณฑิตประเภทใดกัน มีข้อกล่าวหา 3 ข้อที่มักจะพูดถึงกัน ได้แก่

1. เราได้คนเก่งแต่โกง นี่เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุด มีตัวอย่างเล่าขานเรื่องนี้มากมาย หากจะยกตัวอย่างในข้อเขียนชิ้นนี้คือเรื่องเข้าข้างหลังธนาคารเพื่อจ่ายค่าเรียนกวดวิชาหรือแย่งกันเข้าข้างหน้าเพื่อไปยืนคิวเป็นคนแรก ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็เป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดทั้งสิ้น

2. คือเก่งแต่ทำอะไรไม่เป็น เหตุเพราะการศึกษาเองที่ผลิตแต่บัณฑิตที่รู้หนังสือเท่าที่ให้รู้แล้วไม่รู้อะไรมากไปกว่านั้นอีก

3 คือเก่งแต่ไม่อดทน หนักไม่เอาเบาไม่สู้ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการที่มีพ่อแม่และเงินเบิกทางให้ตลอดชีวิตที่ผ่านมา

พูดง่ายๆว่าไม่ว่าจะเป็นพวกที่ตกข้างทางหรือถึงปลายทาง ใช้ไม่ได้ทั้งคู่

ยังมีกรณีการกีดกันเด็กนักเรียนทีไม่เหมือนเราออกข้างทางอีกจำนวนมาก ได้แก่เด็กสติปัญญาบกพร่อง เด็กสมาธิสั้น เด็กแอลดี เด็กออทิสติก เด็กแอสเปอร์เกอร์ เด็กเกเร เด็กติดยาเสพติด เด็กตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เด็กชาติพันธุ์ เด็กติดเชื้อเอดส์ แม้กระทั่งเด็กต่างศาสนา ระบบการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันบังคับให้นักเรียนทุกคนเรียนเรื่องเดียวกันด้วยหลักสูตรเดียวกันอย่างตายตัว และใช้มาตรฐานการสอบเดียวกันอย่างแข็งกระด้าง เหล่านี้ทำให้เด็กไทยเติบโตมาแบบตัวใครตัวมัน ขาดโอกาสที่จะเรียนรู้วิธีอยู่ร่วมกับความแตกต่าง และนำมาซึ่งสังคมที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างอย่างที่เห็น

ข้อสอบปรนัยที่บีบบังคับให้นักเรียนต้องใช้เหตุผลตามที่กำหนด ใช้วิจารณญาณให้ตรงกับผู้ออกข้อสอบ และต้องกาข้อที่ถูกต้องโดยไม่มีโอกาสคิดแตกต่าง เหล่านี้ทำให้สมองของนักเรียนไทยคับแคบ ขาดความสามารถคิดนอกกรอบ และต้องจำยอมเพื่อความอยู่รอด ใครที่คิดต่างต้องถูกกำจัดออกไป

กระบวนทัศน์ใหม่ที่ดีกว่าคือเรียนรู้ร่วมกันและใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมข้อมูลข่าวสารที่เทคโนโลยีไอทีกำลังพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

“มีต่อ”

]]>
ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา ตอนที่ 2 https://thaissf.org/er027/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er027 Wed, 30 Jul 2014 11:53:52 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/30/er027/ 2000-6000 บาท หนึ่งวิชาต้องเรียนหลายคอร์ส หากจะเรียนครบหมดทุกวิชาย่อมต้องใช้เงินเป็นหลักหมื่นหรือหลักแสน การจ่ายค่าหลักสูตรของสถาบันกวดวิชาที่มีชื่อเสียงต้องไปโอนเงินที่ธนาคารพาณิชย์ในวันที่กำหนด เป็นที่ทราบกันว่าวันแรกๆของการโอนเงินนั้นผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกได้ที่นั่งเรียนต้องไปยืนรอคิวที่หน้าประตูธนาคารเพื่อกรูกันไปที่เคาน์เตอร์เป็นคนแรกๆ เพราะบางหลักสูตรนั้นที่นั่งเต็มเร็วในเวลานับเป็นนาทีหลังธนาคารเปิดทำการไม่นาน

ชนชั้นกลางระดับล่างหรือระดับกลางที่กัดฟันอดออมเงินมาจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกยังต้องพบความผิดหวังเมื่อพบว่าพลันที่ธนาคารเปิดทำการเวลา 08.30 น. ก็มีผู้ปกครองที่รู้ทางเข้าด้านหลังธนาคารยืนรอคิวที่เคาน์เตอร์ก่อนแล้ว จึงว่าความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนเช้าตรู่

ค่าเรียนพิเศษ ค่ากวดวิชา ค่าติวเตอร์ ค่าเข้าค่ายติว เหล่านี้ นักเรียนจำนวนมากเสียซ้ำเสียซ้อนด้วยความกลัวจะไม่ได้เรียนเป็นที่ตั้ง

ค่าหอพักเป็นรายจ่ายอีกส่วนหนึ่งที่ผู้ปกครองต้องเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนที่ไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ ทุกปิดเทอมในเดือนตุลาคมหรือปิดภาคฤดูร้อน นักเรียนจำนวนมหาศาลจากทั่วทุกภาคหรือทุกจังหวัดของประเทศหลั่งไหลกันมาเช่าหอพักหรืออพาร์ตเมนต์อยู่ในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบสยามสแควร์ ราชเทวี ประตูน้ำ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ไปจนถึงสนามเป้าและสะพานควาย ราคาค่าหอพักมีตั้งแต่เดือนละ 5000-20000 บาทแล้วแต่คุณภาพและความสะดวกสบายของห้องพัก นักเรียนจากครอบครัวที่มีฐานะต่ำกว่าเล็กน้อยไม่สามารถสู้ค่าใช้จ่ายในกรุงเทพมหานครได้ก็จะส่งลูกไปพักตามหอพักที่เปิดรายรอบศูนย์รวมสถาบันกวดวิชาของภาคนั้นๆ เช่น เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา สงขลา เป็นต้น

ค่าหอพักเป็นรายจ่ายหลักอย่างที่สองรองจากค่าหลักสูตร รายจ่ายรองคือค่าเดินทางและค่าอาหารซึ่งสัมพันธ์กับค่าหอพักอีกทีหนึ่ง ค่าเดินทางไปกรุงเทพมหานครมีทั้งที่ผู้ปกครองขับรถไปส่ง นั่งรถทัวร์ นั่งรถไฟ หรือนั่งเครื่องบิน ในจังหวัดต่างๆทุกวันเสาร์อาทิตย์ ผู้ปกครองที่มีอันจะกินทุกบ้านมีหน้าที่ขับรถส่งลูกเรียนพิเศษตามที่ต่างๆในตัวเมืองตลอดทั้งวัน จากที่หนึ่งไปส่งอีกที่หนึ่ง หากไปส่งเร็วเกินไปก็นั่งรอ หากไปรับเร็วเกินไปก็นั่งรอ หากเป็นฤดูหนาวยังพอทำเนา หากเป็นฤดูร้อนผู้ปกครองหลายคนต้องเดินเครื่องรถเปิดแอร์รอนานเท่าไรก็ต้องรอ

ค่าอาหารสำหรับนักเรียนที่อาศัยหอพักเพื่อเรียนพิเศษลดหลั่นกันไปตามฐานะของผู้ปกครองรวมทั้งความเร่งรีบของการเรียน นักเรียนบางคนเริ่มเรียนตั้งแต่ 7 โมงเช้าไปเรื่อยๆหลายวิชาโดยไม่มีพักจนกว่าจะเที่ยงวันหรือบ่ายโมง ระหว่างนั้นนักเรียนส่วนใหญ่อาศัยฟาสต์ฟู้ดหรือขนมกรุบกรอบและเครื่องดื่มสารพัดเป็นอาหาร เมื่อมีช่วงพักยาวจึงจะได้กินดีสักมื้อ อาหารในกรุงเทพมหานครราคาสูงกว่าในเมืองใหญ่ อาหารในเมืองใหญ่ราคาสูงกว่าจังหวัดข้างเคียง เหล่านี้เป็นอีกมิติหนึ่งของการจัดประเภทผู้ปกครองและนักเรียนตามฐานะการเงิน

หากไม่นับนักเรียนของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 2-3 โรงเรียนที่ไม่จำเป็นต้องกวดวิชาเลย นักเรียนทั้งประเทศหรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ปกครองทั้งประเทศแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งสู้ค่าใช้จ่ายในกรุงเทพมหานครได้ กลุ่มที่สองสู้ค่าใช้จ่ายในหัวเมืองใหญ่ได้แต่ไม่สามารถส่งลูกไปเรียนกวดวิชาที่กรุงเทพมหานครได้ กลุ่มที่สามสู้ค่าใช้จ่ายในจังหวัดของตัวเองได้แต่ไม่สามารถส่งลูกไปเรียนกวดวิชาที่หัวเมืองใหญ่ได้ และกลุ่มที่สี่คือสู้ค่าใช้จ่ายเรียนพิเศษได้น้อยมากจนไร้ความหมายหรือสู้ไม่ได้เลย

นักเรียนกลุ่มที่ 1 หรือ 2 เท่านั้นที่สามารถสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในคณะที่ดีมีชื่อเสียงได้และประกันรายได้ในอนาคตต่อไป นักเรียนกลุ่มที่ 3 หรือ 4 มักเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยของจังหวัดที่ตนเองอาศัยอยู่ได้หรือเรียนต่อไม่ได้เลย

ประเด็นของเรื่องนี้คือความเหลื่อมล้ำเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อรู้ว่าครอบครัวของนักเรียนมีฐานะเป็นอย่างไรแล้ว พูดง่ายๆว่าแม้ข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัยจะอ้างว่ายุติธรรมเพียงใดก็ตาม พลันที่นักเรียนออกสตาร์ทก็ไม่ยุติธรรมเสียตั้งแต่แรกแล้ว นักเรียนจากครอบครัวที่ฐานะดีกว่ามีโอกาสสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

อย่าลืมเรื่องข้อสอบโอเน็ตเกี่ยวกับกติกาเทนนิสที่นักเรียนยากดีมีจนต้องทำให้ได้เหมือนๆกัน

ทั้งหมดที่เล่ามาสามารถวิจัยเพื่อให้เห็นตัวเลขทั้งหมดได้ไม่ยาก ลองเริ่มด้วยการสำรวจนักศึกษาแพทย์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ หรือคณะยอดนิยมอื่นๆ เพื่อดูว่านักศึกษามาจากครอบครัวแบบใดและมีรายจ่ายเพื่อการศึกษานอกเหนือจากการศึกษาปกติมากเพียงไรก็จะเห็นความจริงได้โดยง่าย

พูดง่ายๆว่าลองสำรวจว่านักศึกษาแพทย์จำนวนเท่าใดที่มีบิดามารดาเป็นนายแพทย์อยู่ก่อนแล้ว

“มีต่อ”

]]>
ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา https://thaissf.org/er026/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er026 Sat, 26 Jul 2014 11:54:30 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/07/26/er026/ จึงไปส่งลูกสาวที่สถาบันอีกแห่งหนึ่งให้ทันเรียนคาบ 8 โมงเช้า จากนี้เธอจะมีเวลาเป็นของตัวเองประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วจึงย้อนกลับมารับลูกชาย

เธอต้องมาให้ทันเวลาเลิกเรียนของพ่อลูกชายมิเช่นนั้นเขาจะหงุดหงิด แต่ที่ลูกชายเธอหงุดหงิดเพราะเขาต้องไปเรียนที่โรงเรียนอีกแห่งหนึ่งซึ่งเชี่ยวชาญด้านการติวภาษาอังกฤษตอน 9 โมงครึ่ง เธอเผื่อเวลาจราจรติดขัดไว้เพียงครึ่งชั่วโมงไม่นับเวลานั่งรอในรถหากลูกชายของเธอเป็นฝ่ายช้าเสียเอง บางทีเขาก็ช้าเพราะเทปเปิดเกินเวลา(เด็กต่างจังหวัดเรียนด้วยเทป เด็กกรุงเทพฯ ที่พ่อแม่ว่องไวจึงสามารถลงทะเบียนให้ลูกเรียนกับติวเตอร์ตัวจริงเสียงจริงได้ทันท่วงทีก่อนที่นั่งหมด) แต่บางครั้งเขาก็ช้าเพราะมัวล่ำลากับเพื่อนๆ

หลังจากส่งลูกชายรอบนี้แล้วเธอยังต้องตีรถกลับไปรับลูกสาวที่เลิกเรียนวิชาแรกไปส่งวิชาที่สอง ชีวิตครึ่งเช้าวันเสาร์ของเธอเป็นเช่นนี้ ครึ่งบ่ายวันเสาร์ รวมทั้งวันอาทิตย์อีกทั้งวันก็เป็นไปทำนองนี้ มีบ้างบางช่วงที่เร่งรีบอะไรต่อมิอะไรชนกันไปหมด บางครั้งมีช่วงว่างให้เธอได้พักผ่อนบ้าง หลายครั้งที่เธอก็เหนื่อยหน่ายกับสภาพที่เป็นแต่เมื่อมองไปที่จำนวนรถที่มาจอดรอลูกกันแน่นขนัดเต็มทั้งสองฟุตบาทเธอก็หวาดหวั่นอยู่ในใจเสมอว่าลูกๆของเธอจะสอบสู้ลูกๆของรถคันเหล่านั้นไม่ได้

หากเป็นหน้าหนาวยังพอทำเนา การปิดเครื่องรถรอลูกเลิกเรียนไม่ทรมานอะไรมากนัก สามารถเปิดหน้าต่างกระจกรถรับลมเย็นได้ ถึงเป็นเวลากลางคืนยุงก็ไม่มาก แต่ถ้าเป็นหน้าฝนถนนเฉอะแฉะ การจอดรถรอลูกแม้ไม่ร้อนแต่ยุงและแมลงจะกรูกันเข้ารถหากเปิดกระจกไว้กว้างเกินไป หน้าร้อนทารุณที่สุดไม่เปิดแอร์แล้วเปิดกระจกหายใจมักไม่สามารถทนร้อนได้นาน ครั้นปิดกระจกเปิดแอร์รอลูกเลิกเรียนซึ่งหลายครั้งพวกเขาก็เลิกช้าดังว่า เธอก็อดห่วงรายจ่ายค่าน้ำมันรถไม่ได้

คุณสมพรเหน็ดเหนื่อยกับภาระเสาร์อาทิตย์ตลอดระยะเวลาหลายปีนับตั้งแต่ลูกๆขึ้นสู่ชั้นมัธยมและจำเป็นต้องเรียนพิเศษหรือกวดวิชา ลูกทั้งสองคนยืนยันว่าที่โรงเรียนไม่สอนสิ่งที่โรงเรียนกวดวิชาสอนทำให้พวกเขาจำเป็นต้องไปเรียน ทั้งนี้ยังไม่นับว่าใครๆก็เรียน แต่เธอก็อดคิดถึงลูกชายของหัวหน้าแผนกที่เธอทำงานด้วยไม่ได้ รายนั้นส่งลูกไปเช่าหอพักเรียนที่สถาบันกวดวิชาในกรุงเทพฯ เกือบทุกวิชาทุกปิดภาคเรียน เธออยากทำแบบนั้นเหมือนกันแต่สามีของเธอว่าเราสู้ค่าใช้จ่ายไม่ไหว อย่างไรก็ตามพอคุณสมพรคิดถึงลูกสาวของลูกจ้างชั่วคราวที่ที่ทำงานเดียวกัน รายนั้นได้รับเงินเดือนไม่ถึงหนึ่งหมื่นบาทไม่สามารถส่งลูกสาวไปเรียนพิเศษที่ไหนได้เลยไม่ว่าจะตอนหลังเลิกเรียนหรือในตัวเมืองเสาร์อาทิตย์

การศึกษาประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำสูง

เมื่อประมาณสามสี่สิบปีก่อน ลูกจีนโพ้นทะเลคนหนึ่งซึ่งใช้แซ่ตามบิดามารดามีทางเลือกสองทาง ทางหนึ่งคือไปทำงานสำเพ็งเป็นกุลีหรือลูกจ้างนายห้างสักแห่ง อีกทางหนึ่งคือเข้าโรงเรียนเรียนหนังสือ

กลุ่มที่เข้าโรงเรียนเรียนหนังสือจนจบปริญญาสามารถหางานทำและเลื่อนฐานะตนเองเป็นชนชั้นกลางได้ไม่ยาก หลายคนเป็นนายแพทย์ วิศวกร สถาปนิก อาจารย์มหาวิทยาลัยสาขาต่างๆ ฯลฯ เปลี่ยนแซ่เป็นนามสกุลแล้วกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งสังคมไทยเรื่อยมา (คงเดาได้ว่าผู้เขียนเป็นผลผลิตของกลุ่มนี้)

จากชนชั้นกลางระดับล่าง คนกลุ่มนี้ไต่ระดับขึ้นมาเรื่อยๆจนกระทั่งเป็นชนชั้นกลางระดับกลางหรือชนชั้นกลางระดับสูงจำนวนมาก มีฐานะการเงินดีและมั่นคง สามารถส่งลูกหลานของตนเองให้มีการศึกษาดีเช่นที่ตนเองได้รับ

เมื่อประมาณสามสี่สิบปีก่อนเป็นเรื่องเป็นไปได้ที่ลูกคนจนสักคนจะเรียนหนังสือเก่งได้โดยไม่ต้องอาศัยโรงเรียนกวดวิชา เป็นความจริงที่ว่าเด็กขยัน ตั้งใจเรียนหนังสือ ซักถามครูเมื่อเข้าใจ จะสามารถพัฒนาตนเองให้เรียนเก่งได้ ทำคะแนนดี และสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะดีๆของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง

แต่เรื่องเช่นนี้เป็นไปไม่ได้เสียแล้วในปัจจุบัน

ปัจจุบันนักเรียนหนึ่งคนไม่สามารถทำข้อสอบให้ได้คะแนนดีได้ด้วยตนเอง มีความจำเป็นที่นักเรียนทั่วประเทศจำเป็นต้องไปเรียนพิเศษ ไปเรียนกับติวเตอร์ ไปเข้าค่ายติว ไปเรียนสถาบันกวดวิชาแทบจะทุกวิชาจึงจะสามารถทำคะแนนสอบได้ดีและทำคะแนนสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ดีด้วย จะมียกเว้นเพียงนักเรียนของโรงเรียนที่มีชื่อเสียง 2-3 แห่งที่ไม่จำเป็นต้องกวดวิชาก็สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้คณะดีๆกันได้

ไม่เป็นความจริงที่มีนักเรียนเก่งบางคนออกมาให้สัมภาษณ์ว่าเพียงตั้งใจเรียนในห้องเรียนก็พอ

“มีต่อ”

]]>
14 ปลดปล่อยนักเรียน https://thaissf.org/er014/?utm_source=rss&utm_medium=rss&utm_campaign=er014 Thu, 05 Jun 2014 17:13:12 +0000 http://175.41.155.75/demo/index.php/2014/06/05/er014/

 

ข้อแรก การศึกษาของประเทศไทยไม่ทำให้นักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตรู้จักคิดและรู้วิธีอยู่ร่วมกับความคิดที่แตกต่าง อธิบายว่าในขณะที่เราเรียกร้องให้นักเรียนรู้จักคิด แต่การศึกษาเองที่ส่งสัญญาณห้ามเด็กคิดตลอดมา หนักกว่านี้คือนักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับความเห็นที่แตกต่างมากพอ

ข้อสอง สืบเนื่องจากข้อแรกที่ว่านักเรียนนักศึกษาและบัณฑิตไม่มีประสบการณ์อยู่ร่วมกับความเห็นต่างที่มากพอ เพราะว่าในความเป็นจริงแล้ว หลักสูตรการสอนในประเทศไทยสอนให้รู้เรื่องเดียวและต้องเชื่อเสมอ เนื้อหาที่ปรากฏในหลักสูตรหรือที่ครูสอนเป็นความจริงที่ผู้เรียนไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อไปก่อนเพื่อสอบให้ได้(หรือเป็นเด็กดีมีวินัย) เมื่อเด็กๆทำตัวว่านอนสอนง่ายเช่นนี้ในการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีและชั้นอุดมศึกษาอีก 4-6 ปี ไม่ว่าจะสาขาวิชาอะไรก็ตาม เราจึงได้บัณฑิตที่คิดต่างไม่ได้หรือถ้าคิดได้ก็ต้องหลบซ่อน(ยังดีที่มีโซเชียลเน็ทเวิร์คให้ซ่อนตัวอยู่บ้าง)

ข้อสาม สืบเนื่องจากข้อสอง เนื้อหาในหลักสูตรหรือที่ครูสอน คือความจริงที่ถูกสร้างและถูกสถาปนาให้เป็นความจริงหนึ่งเดียวไม่มีอื่น สามารถยกตัวอย่างเนื้อหาในหลักสูตรทุกวิชาของทุกชั้นปีตลอดระยะเวลา 12 ปีได้มากมายว่าเนื้อหาที่มีอยู่ล้าสมัยหรือมีผู้เห็นต่างอย่างไรบ้าง

หากจะยกตัวอย่างให้ทันเหตุการณ์ก็น่าจะเป็นเรื่องความมีอยู่ของอาณาจักรล้านนาในบริเวณภาคเหนือตอนบนว่ามีความเป็นมาอย่างไร และมีปฏิสัมพันธ์กับศูนย์อำนาจที่สุโขทัย อยุธยา หรือกรุงเทพฯ ในช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมาอย่างไร มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการศึกษาไทยมากเพียงใด เป็นต้น

ความผิดพลาดของระบบการศึกษาสามข้อข้างต้นมิใช่ข้อกล่าวหาอย่างเลื่อนลอย มีหลักฐานสนับสนุนจำนวนมากแต่เราก็ไม่เคยได้อภิปรายถึงหลักฐานเหล่านี้อย่างผู้เจริญแล้วเสียที

ข้อหนึ่ง กฎ ระเบียบ และข้อห้ามเรื่องการแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับของนักเรียนทุกระดับเป็นรูปธรรมของการใช้อำนาจมิให้เด็กไทยคิด การแต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับมีความสำคัญต่อพัฒนาการบุคลิกภาพส่วนที่ว่าด้วยตัวตนคือ self เด็กที่สามารถกำหนดหรือควบคุมตัวตนหรือ self ได้จึงจะมีความมั่นใจหรือความภูมิใจในตนเองคือมี self-esteem ที่ดี เด็กที่มี self-esteem ที่ดีจึงพัฒนาต่อได้และพัฒนาปัญญาไปได้ด้วย ในทางตรงข้ามเด็กที่ถูกทำลายตัวตนแต่แรกก็จะหยุดพัฒนาตนเองหรือพัฒนาไปในทิศทางที่อำนาจบังคับนั้นกำหนด

ข้อสอง ข้อสอบปรนัยของการศึกษาทุกระดับรวมทั้งข้อสอบระดับชาติของชั้นมัธยมปีที่ 6 เป็นรูปธรรมของการสกัดกั้นความเห็นต่างทั้งมวลให้เหลือความจริงที่ถูกสถาปนาแล้วเพียงหนึ่งเดียว แม้จะมีผู้อ้างว่าเหล่านี้เป็นข้อสอบที่มีหลักคิดและคิดอย่างมีวิจารณญาณแต่ก็ไม่พ้นว่าต้องมีวิจารณญาณตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดให้

เป็นเรื่องน่ายินดีที่ข้อสอบปรนัยระดับชาติกลายเป็นขำขันประจำปีที่คนจำนวนมากเฝ้าติดตามด้วยใจระทึกว่าจะมีใครออกข้อสอบและคำเฉลยเด็ดๆอะไรได้อีก แต่ถ้าคนจำนวนมากได้แต่ขำไปทีละปีโดยไม่ลงมือถอนรากถอนโคนระบบการศึกษาเหล่านี้ทิ้ง ข้อสอบเหล่านี้เองจะเป็นเครื่องฉุดรั้งสติปัญญาของเด็กไทยรุ่นต่อรุ่นอย่างน่าเสียใจ

ข้อสาม หลักสูตรประวัติศาสตร์ไทยเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของการสถาปนาความจริงโดยใช้ผู้เขียนหลักสูตรเป็นศูนย์กลาง และศูนย์กลางนั้นอยู่ที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้สร้างความขัดแย้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศเพื่อนบ้าน การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้ทำให้คนไทยด้วยกันเองหลายกลุ่มหลายชาติพันธุ์ไม่มีที่ยืนอย่างมีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นล้านนา ปัตตานี หรือบริเวณที่ราบสูงอีสาน ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุด การเขียนประวัติศาสตร์วิธีนี้กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือคัดกรองบุคคลที่นิยมการใช้อำนาจมาอยู่ด้วยกันเป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่คอยกำจัดความคิดที่แตกต่างเสมอมา

อันที่จริง แทบทุกสาขาวิชาก็ใช้วิธีสถาปนาความรู้ให้กลายเป็นความจริงที่ตั้งข้อสงสัยมิได้ ไม่เว้นแม้แต่แพทยศาสตร์ ภายใต้การเรียนการสอนเชิงอำนาจเช่นนี้ทำให้นักศึกษาสาขาวิชานั้นๆมีทางเลือกเพียงสองทางคือสยบต่ออำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเองและลูกหลานในภายหน้า หรือไม่ก็เป็นผู้มีความเห็นต่างที่เก็บตัวอยู่เงียบๆ (ยังดีที่มีโซเชียลเน็ทเวิร์คให้พื้นที่กลุ่มแพทย์ที่เห็นต่างได้มีที่ยืนและแสดงออกอยู่บ้าง)

เรื่องแย่ที่สุดของที่สุดเกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยคือเรื่องความเหลื่อมล้ำ นักเรียนยากจนถูกคัดกรองออกจากถนนการศึกษาตลอดเวลา มีแต่นักเรียนที่พ่อแม่มีฐานะสู้ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเรียนกวดวิชาไหวที่สามารถไปต่อได้เรื่อยๆ และท้ายที่สุดแล้วใครทุนหนากว่าเป็นผู้ชนะ

ควรมีการสำรวจว่านิสิตของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงสามลำดับแรกมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร นิสิตแพทย์ในปัจจุบันมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร แม้กระทั่งนักเรียนของโรงเรียนมัธยมที่ดีที่สุดสามลำดับแรกมาจากครอบครัวที่มีฐานะอย่างไร เราจะได้ภาพความเหลื่อมล้ำที่มีหลักฐานชัดเจน

อยากแก้ปัญหาปัจจุบัน เพื่อให้สังคมภายหน้าเราสามารถคิดต่างและอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆที่คิดต่างอย่างสันติ ควรลงมือถอนรากถอนโคนการศึกษาไทยวันนี้

มีวิธี ไม่ใช่ไม่มี ครูทุกคนเป็นคนสำคัญ ขอเพียงให้รู้วิธี

]]>